Masukเหลียงเอ้อหลางอยู่กลางทางระหว่างเมืองหลวงและหนานฟง การเดินทางกินเวลาถึงสามวันแล้ว อีกเพียงวันเดียวก็จะถึงแต่เขารู้สึกร้อนลนนักไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดกัน
“เจ้าไปซื้อม้าเร็วมาให้ข้า” เขาตัดสินใจควบม้าออกไป เร่งให้ถึงคืนนี้ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้เขาไม่อาจจะรั้งรออีกต่อไปได้
“พ่ะย่ะค่ะ” ทหารที่ติดตามเหลียงเอ้อหลางรับคำแล้วรีบไปดำเนินการตามรับสั่งทันที
หลังจากได้ม้าเร็วเขาก็รีบควบให้ถึงหนานฟงในคืนนี้ แม้ว่าทหารที่ติดตามมาก็ยังควบม้าไม่ทันเหลียงชินอ๋อง เขามุ่งหน้าตรงไปยังเขตแดนประจิมทันที
เย่อเทียนเหยาะยาสลบลงในน้ำดื่มน้ำกิน รวมทั้งนำเหล้าไปให้คนเฝ้าหน้าประตูดื่ม แน่นอนว่ามันผสมยาสลบไว้ด้วยกัน เมื่อฟ้าเริ่มมืด แต่ละคนก็เริ่มร่วงไปทีละคนทีละคน ไม่พ้นกระทั่งเจ้าเมืองและลูกสาว
ฟิ๊ว...!!!
เย่อเทียนจุดพลุให้สัญญาณ เพื่อให้นักรบเผ่าตี้ที่ลอบซุ่มอยู่ข้างกำแพงจวนลอบเข้ามาจุดไฟเผา ส่วนตนเองนั้นก็เข้าไปหาผังเมืองหนานฟง
“อยู่ไหนนะ...” นางพยายามรื้อค้นจนหมด กระทั่งพลิกโต๊ะรื้อหาแต่ก็ไม่พบสิ่งใดเลย เจ้าเมืองผู้นี้ร้อยเล่ห์ หลบซ่อนสิ่งของสำคัญได้เก่งยิ่ง เหตุใดไม่โง่งมเหมือนลูกสาว
“แม่นางเย่อเทียน เสร็จแล้วหรือยัง ข้าจะจุดไฟแล้ว” นับรบที่เป็นคนลากบ่าวไพร่ที่สลบตามรายทางมากองรวมกันและต้องการเผารวมกับจวนไปในที่สุด
“รอเดี๋ยวเจ้าไปจัดการที่เหลือก่อน ข้ากำลังเร่ง” เย่อเทียนรู้ว่าห้องนี้เป็นห้องที่เก็บของสำคัญ แต่เหตุใดไม่มีของที่นายน้อยตามหา หรือว่าไม่ได้เก็บไว้ที่นี่กัน
ฉางอี้จะเข้ามาในจวนท่านเจ้าเมือง เมื่อเห็นว่าจวนเงียบผิดปกติ ทั้งบ่าวไพร่สลบและนอนเกลื่อนตามทางเดินก็รู้สึกไม่ชอบมาพากล
ฉางอี้จุดพลุสีเหลืองขึ้นฟ้าส่งสัญญาณให้องครักษ์เงาที่แทรกซึมอยู่รอบ ๆ เมืองรู้ว่ามีภัยที่จวนเจ้าเมือง ให้รีบมาโดยด่วน
สัญญาณขอความช่วยเหลือจากฉางอี้เป็นเขาที่เป็นคนให้ทำ และจดจำมันได้ นั่นยิ่งทำให้เหลียงเอ้อหลางยิ่งกว่าติดปีก เขาเข้าเขตหนานฟง แต่ยังไม่ถึงจวนเจ้าเมือง จึงทำให้เขาต้องเร่งควบม้าให้เร็วขึ้น
ไป...เร็ว...!
เสียงม้าที่ทยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า ตามคำสั่งผู้ที่บังคับ แต่ทว่ากับยังไม่เร็วได้ดั่งใจ เมื่อใกล้ถึงหน้าจวนสกุลลู่เหลียงเอ้อหลาง ดีดตัวขึ้นใช้วิชาตัวเบาดุจพยัคฆ์ขี่เมฆาได้อย่างนกไปหยุดที่หน้าจวน
“มีคนร้าย...เร็ว...” ฉางอี้ตะโกนเมื่อเหล่าองครักษ์เงามากันครบถ้วนดีแล้ว จึงสั่งให้บุกเข้าไปช่วยท่านเจ้าเมือง เพียงแค่พลุขึ้นบนฟากฟ้าไม่กี่อึดใจก็รวมพลได้มาก
ฮะ...มีคนมา...!
หวีด...หวี๊ด...หวีด...!
นักรบเผ่าตี้ผิวปากส่งสัญญาณให้กับคนอื่น ๆ เตรียมตัวแล้วไฟก็ลุกมอดไหม้จวนจากทางด้านหลัง
“ฉางอี้ เกิดอันใดขึ้น...” เหลียงเอ้อหลางเห็นกลุ่มควันจึงตกใจ
“คนร้ายลอบเข้าจวนเจ้าเมือง กระหม่อมกำลังจะเข้าไปช่วยพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮะ...เยว่อิง” ไม่ทันที่ได้คิดเป็นอื่น คนที่เขาเป็นห่วงก็ผุดขึ้นในหัว เหลียงเอ้อหลางตรงไปยังเรือนนอนของนาง ควันไฟฟุ้งจนแทบมองไม่เห็นอะไร แต่ทว่าเมื่อเข้าไปหานางได้ พบว่านางสลบหมดสติไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“เยว่อิง...เยว่อิง...ตื่น” เขาตบหน้านางเบา ๆ ให้ตื่นขึ้นแต่ทว่ากลับไม่ได้รับการตอบจากคนที่เขาเป็นห่วงมาตลอดทาง
ด้านนอก เสียงองครักษ์เงากับกลุ่มโจรปะทะกัน เสียงดาบกับเสียงต่อสู้ดังลั่นสนั่นจวน บางคราวก็มีเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของผู้ที่พ่ายลง
เสียงปะทะกันระหว่างสองฝ่ายไม่มีทีท้าว่าจะจบลงง่าย ๆ เย่อเทียนได้รับรู้แล้วว่ามีผู้มาทำลายแผนการ แต่ว่านางต้องหาผังเมืองให้จงได้
“เย่อเทียน มีคนมาช่วยเร็ว” นักรบเผ่าตี้ที่ดูลาดเลาด้านนอกตะโกนร้องบอกนางที่ค้นหาของอยู่ในห้องยังไม่ออกมา มือไม้นางก็สั่นไปด้วยแต่ก็จิตใจที่มุ่งมั่นทำเพื่อนายน้อยต้องสำเร็จให้ได้ ทำให้นางไม่หวั่นกลัวสิ่งใดแม้ความตาย
เสียงดาบกระทบกันใกล้เข้ามาทุกที จนเกือบจะถึงหน้าห้องเก็บเอกสารลับ ดวงตาของนางลุกวาวขึ้นเมื่อเจอสิ่งที่ต้องการ หญิงหยิบมันขึ้นแล้วก็รีบออกจากห้องนี้แต่ทว่ากลับมีอาวุธลับซัดเข้าหาตัวนาง
ฟิ๊ง...!
เสียงมีดสั้นซัดเข้าหา นางหลบทันและเฉียดคอไปนิดเดียว นางปิดใบหน้าซ่อนเร้นไว้ใต้ผ้าคลุมสีดำ มองตามคนที่ทำร้ายนางด้วยแววตามาดร้าย
“หยุดนะ...เจ้าเป็นใคร” ฉางอี้ที่เข้าไปลากร่างของเท่าเจ้าเมืองออกมาได้แล้ว ก็หมายจะไปช่วยเหลียงชินอ๋อง แต่เมื่อเห็นว่าทางนี้มีคนร้ายจึงตามเข้ามาดู
“หยุดก็โง่สิ...” เย่อเทียนวรยุทธสูงส่ง กระโดดหนีออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมม้วนเอกสาร
“ท่าน...ท่านอ๋อง...มะ...มันเสียว...อึ่ก...” “ข้ารู้...หากเจ้าชอบข้าก็อยากทำให้เจ้า” แรงบีบเข้ามาที่ไหล่และแรงบีดรัดของร่องสาวทำให้เขาอยากรักนางแรง ๆ ก่อนจะส่งลำมังกรใหญ่เข้าไปนิ้วเรียวของเขาส่งนำทางเข้าไปสำรวจความคับแคบนั้นก่อน เมื่อน้ำหวานไหลอาบนิ้วเขาก็ชักออกทันทีแล้วแทนที่ด้วยลำเนื้อแท่งใหญ่ ซวบ...! “อ๊ะ...อื้อ...” เสียงนางครางเมื่อแท่งร้อนเข้าไปจนสุดโคน นางที่โดนเขารังแกมาตลอดหลายวัน ต่อให้เหน็ดเหนื่อยปานใด ยามเขาเล้าโลมร่างกายมันก็อยากกลืนกินของเขาอีก “เจ้าอยากขี่มังกรอีกหรือไม่” เขาเอนตัวแล้วให้นางขี่อยู่ด้านบน มือหนาจับสะโพกเล็กให้ขยับไปตามจังหวะของเขา “อ่าห์...ดียิ่ง ยามเจ้าขี่ข้าเช่นนี้ ข้าชอบนัก” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มยั่วยวนทั้งชื่นชมบทรักของเมียสาว นางจะได้ทำให้เขาบ่อยขึ้นอีก นางได้รับคำชมยิ่งขยับแรงขึ้นแรงขึ้น จนเสียงเนื้อที่กระทบกันในร่มผ้าดังออกมา ภายนอกเหมือนหนุ่มสาวกำลังพลอดรักเพราะเสื้อผ้ายังอยู่ครบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอานางทั้งที่ยังมีอาภรณ์ครบถ้วน ลำมังกรเสียดสีไปกับช่องทางรักข
เหลียงชินอ๋องได้ให้เมียขี่มังกรอยู่หลายวันกว่าจะให้นางออกมานอกห้อง เขามันคนกินไม่รู้จักอิ่มกินมาก จนนางต้องร้องขออยู่หลายหนนัก “วันนี้ให้หม่อมฉันออกข้างนอกได้แล้วนะเพคะ อยู่แต่ในห้องอุดอู้” เขาที่เพิ่งปล่อยให้นางเป็นอิสระนางจึงต้องดักทางเขาไว้ก่อน “เจ้าเดินไหวหรือ” นางเอาแต่บอกขาอ่อนไม่มีแรง แล้วอยากไปข้างนอก มันน่าตีนัก เขาสิไม่อยากให้นางออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ อยากรักให้ร่างกายนางจำว่าเขาคือเจ้าของ “ก็ใครล่ะเพคะ” นางค้อนเขาคนบ้ากามเอาแต่กินทั้งวันทั้งคืน ทั้งที่ท่านหมอบอกให้พักผ่อนให้มากก็ตาม “เป็นข้าที่ผิดเอง แต่ใครใช้ให้เรางดงามเพียงนี้เล่า ใครจะอดใจได้ไหวกัน” คำชมของเขาหาได้เกินจริงสักนิดเดียว นางงดงามจนใจเขาเจ็บปวดนักยามห่างไกลกัน “แล้วไม่กลัวหม่อมฉันหนีอีกแล้วเหรอเพคะ” “ไม่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าคลาดสายตา” “แต่หม่อมฉันไม่อยากเป็นพระชายา มันอึดอัด อยากเป็นคนธรรมดามากกว่า จะไปไหน ทำอะไรก็ไม่ต้องมีคนมาตามให้ยาวเหยียด” นางลุกขึ้นแล้วทำท่าจะหนีเขาไปแต่งตัวแต่ก็โดนรวบเอวไปนั่งบนตักแกร่งของบุรุษหนุ่ม ที่คลั่งรักเมียสาวจนไม่อา
“ไป...!” คนห่วงเมียก็ไม่คิดอันใด รีบขี่ม้าไปทันที แล้วก็เป็นอย่างที่เย่อเทียนกล่าว มีเรือมาเทียบท่าก่อนจะล่องยาวลงไปทางใต้ไม่แวะที่ใด ทั้งสามขึ้นเรือขนสินค้าขนาดใหญ่ทำให้เอาม้าขึ้นเรือมาได้ เรือลำนี้ล่องมาจากเมืองเหนือ เพื่อลงมาทางใต้ นำสินค้าภาคเหนือ ผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีลงมาขาย และล่องไปถึงแคว้นที่ติดต่อกับต้าเฉิงอีกด้วย เยว่อิงอยู่ในตำหนักของอี๋ชินอ๋อง นางยังไม่วางใจ ทุกคืนต้องสะดุ้งตื่นกลัวจะโดนจับไปรับโทษอีก นางไม่อยากไปไหนทั้งนั้น อยากกลับบ้าน อยากอยู่ลำพังไม่อยากพบผู้ใด นางเครียดจนคลื่นไส้ออกมา เสียงโอ้กอ้ากดังขึ้นในเรือนพักของนาง ทำให้อี๋ชินอ๋องเป็นกังวลใจนัก “ไปตามหมอมา” เขาเริ่มเป็นห่วงนาง และก็รอว่าพี่ชายเมื่อไหร่จะเดินทางมาถึง เมื่อหมอได้มาตรวจและให้ยาสงบจิตใจให้นางนอนหลับให้สนิท ก็คลายกังวล “นางไม่ได้เป็นอันใดใช่หรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง นางเพียงแต่คิดมาก พักผ่อนน้อย นอนหลับไม่สนิทเท่านั้น ให้นอนหลับมาก ๆ สักสองสามวันก็จะดี” “ขอบคุณท่านหมอ” เขาไปส่งท่านหมอ พร้อมกับที่มีร่างใครบางคนวิ่งเข้ามา แต่เมื่
ลู่เยว่อิงที่รอนแรมมากับคาราวานพ่อค้าเกือบสิบวัน ก็ใกล้ถึงแดนใต้แล้ว นางนอนหนาวเหน็บทุกคืน คิดถึงแต่เขาไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง บางคืนนางนอนสะอื้นไห้แต่ทว่านางและเขาคงไปกันไม่รอดหรอก อีกอย่างวังหลวงนางก็เกลียดเข้าไส้อยู่แล้ว จะให้นางกลับไปตายก็ไม่เอาหรอก ยอมหนาวตายด้านนอกดีกว่าหัวขาดไม่สวย หลายวันมานี้นางกินแต่หมั่นโถวแข็ง ๆ ประทังความหิวไปก่อน เดี๋ยวไปถึงเมืองใต้แล้วคงจะหาลู่ทางทำมาหากิน นางมีเงินติดตัวอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นต้องทำให้มันเกิดประโยชน์มากที่สุด แม้ยามนี้ร่างกายจะเริ่มผ่ายผอมมากกว่าตอนอยู่กับเขาแต่นางก็จะอดทน เมื่อถึงประตูเมืองเขตแดนใต้ ทหารก็ตรวจตราคนเข้าเมือง และแน่นอนว่าป้ายตามหาคนที่มีรูปของนางได้ปิดประกาศไปทั่ว ทั้งอี๋ชินอ๋องเองก็มาตรวจด้วยตัวเอง เมื่อถึงคาราวานพ่อค้า ตอนแรกจะตรวจลวก ๆ เพราะตรวจมาสิบวันก็ไม่พบคนเสียที แต่ทว่าอี๋ชินอ๋องมาเฝ้าด้วยตัวเอง ไม่อาจจะละเลยได้ ดังนั้นจึงตรวจอย่างเข้มงวดมากขึ้น “มาจากที่ใด” “เมืองหลวงขอรับ จะมาค้าขายแถบนี้” หัวหน้าคาราวานพ่อค้ากล่าวตอบไปอย่างตรงไปตรงมา “แล้วเคยเห
“เยว่อิง...เยว่อิง...” เขาวิ่งมาไม่ทัน นางไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว “ทหารแม่นางน้อยที่มากับข้าวิ่งไปที่ใดแล้ว” เหลียงเอ้อหลางร้อนใจนักที่ไม่เห็นเมียตัวเอง “ไปด้านโน้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขารีบวิ่งตามไป พร้อมกับทหารที่วิ่งไล่ตามช่วยกันตามหานาง จนเมื่อเห็นรถม้าหน้าวังนางจึงขึ้นไปแอบอยู่ด้านหลัง ม่านเหมย ที่มาหาองค์รัชทายาทเพื่อเยี่ยมไท่จื่อเฟย ยามนี้ครรภ์เริ่มใหญ่ขึ้น จึงเอาของมาถวายเพื่อบำรุง แต่เล็กเหล่าองค์ชายทั้งสี่ก็เป็นเพื่อนเล่นกับนางมา เช่นนั้นก็หาใช่คนอื่นไกลไม่ แต่เมื่อกำลังจะกลับ ก็เห็นเหลียงเอ้อหลางที่วิ่งหน้าตาตื่นราวกับต้องการจับคน “เจ้าทำอะไร” ม่านเหมยถามสหายอีกคน “ข้าหาเมียข้าไม่รู้ว่าวิ่งไปทางไหนแล้ว” “เจ้ามีเมียตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดไม่บอกข้า” ม่านเหมยต่อว่าเอ้อหลาง แต่งงานทั้งทีไม่เห็นจะบอกนาง “เรื่องมันยาว รีบหานางก่อนข้ากลัวนางจะหลงทาง” ม่านเหมยและทหารต่างช่วยกันค้นหานาง แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา “เมียเจ้าทำไมถึงเตลิดออกมาได้ เหตุใดไม่เฝ้าไว้ดี ๆ ” เมื่อนางเริ่มเหนื่อยก็บ่นสหายแทน
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเหลียงชินอ๋อง แม่ทัพว่าน” เหล่ากงกงถวายงานตำหนักประจิม เดินมาต้อนรับที่หน้าประตูวังก่อนเชิญทั้งหมดเข้าไป “กงกงท่านรีบมาต้อนรับข้ามีเรื่องอันใดหรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงรออยู่ที่ตำหนักประจิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” กงกงรีบมาแจ้งก่อนจะได้เตรียมตัวไว้ถูก “เสด็จแม่เล่า” เหลียงชินอ๋องถามถึงมารดา เพราะมารดาคงไม่รู้ว่าเขาพาลูกสะใภ้มาฝาก หากต้องรับหน้าก็มีท่านลุงแล้ว “ย่อมรออยู่พร้อมกันพ่ะย่ะค่ะ” หลังได้คำตอบใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ก็หุบลงทันที เขารีบเดินไปกระซิบกับท่านลุงก่อนที่จะเข้าไปด้านใน “ท่านลุง เห็นทีคราวนี้คงต้องพึ่งบารมีท่าน” “อันใดอีก” ว่านซีเหว่ยมองหน้าหลานชายอย่างชอบกล จะมาพึ่งบารมีอันใดกับเขาเจ้าหลานตัวแสบก็เป็นถึงชินอ๋อง “ท่านต้องเชิดชูพ่อตาข้าให้มาก แล้วก็โน้มน้าวท่านแม่ให้ข้าด้วย” เขาไม่เชิงขอร้องแต่คล้ายกับสั่งเสียมากกว่า “เจ้าไม่ทูลเองเล่า เหตุใดปาขี้ใส่หน้าบ้านข้า” ว่านซีเหว่ยรีบยืดอกทันที เรื่องแบบนี้รับปากง่าย ๆ ได้อย่างไร ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน “ท่านอยากนอนที
“ฉางอี้...” เหลียงเอ้อหลาง เรียกคนของตนที่กำลังจะวิ่งตามไป ให้ปล่อยคนร้ายไปก่อน ยามนี้ช่วยคนสำคัญทั้งยังต้องดับไฟที่จวนอีก “พ่ะย่ะค่ะ” ฉางอี้จำต้องวิ่งกลับมาหาผู้เป็นนาย ท่านเจ้าเมืองเล่าอยู่ที่ใด “กระหม่อมอุ้มไปไว้ที่กลางลานแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่าลมหายใจรวยริน น่าจะรับยาสลบเป็นอันม
หลังจากกลับจากเขตแดนประจิมเขาก็ว้าวุ่นมาหลายเดือน จนเมื่อคิดได้แล้วจึงไปทวงบุญคุณกับพี่ชายตน เพราะว่าเป็นเขาที่ทำให้ทั้งพี่ชายและพี่สะใภ้มีวันนี้ เขาจึงต้องทำอันใดสักอย่าง และข่าวเรื่องกบฏสกุลว่านนับวันยิ่งลือหนัก ทำให้เขาต้องลงไปจัดการด้วยตัวเองอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าเสด็จพ่อจะให้เขาอยู่นิ่งเฉยก่อน แต
“พะ...พ่ะย่ะค่ะ...” ฉางอี้ไปจัดการตามรับสั่งของเหลียงชินอ๋อง ‘หึ...! สตรีเช่นนี้ไม่ควรค่าให้ข้าสนใจเลยสักนิด หากไม่ใช่บุตรสาวเจ้าเมืองลู่เยว่เฟิง ขุนนางผู้จงรักภักดี เจ้าอย่าหวังว่าข้าจะไยดี’เขากรุ่นโกรธนางนัก ไม่รู้จักรักตัว ไม่ใช่ว่ารูปโฉมนางงดงามเป็นที่หนึ่งหรอกหรือ ที่ทำให้ท่านเจ้าเม
เย่อเทียนเพิ่งกลับจากจวนของโหลวอี้เยี่ยน ก็ต้องกลับไปอีก แต่จะให้ไปกลับกี่รอบก็ได้ แต่นางเองก็เบื่อความเอาแต่ใจและไร้ยางอายของนาง ที่เอาแต่ตามนายน้อยของตนจนแทบไม่มีเวลาทำการใด “หากงานนายน้อยสำเร็จเมื่อไหร่ เจ้าเป็นคนแรกที่ข้าจะปลิดชีพ” เย่วเทียนสบถคำแล้วเดินมุ่งไปจวนนายน้อยของตน







