LOGIN“ฉางอี้...” เหลียงเอ้อหลาง เรียกคนของตนที่กำลังจะวิ่งตามไป ให้ปล่อยคนร้ายไปก่อน ยามนี้ช่วยคนสำคัญทั้งยังต้องดับไฟที่จวนอีก
“พ่ะย่ะค่ะ” ฉางอี้จำต้องวิ่งกลับมาหาผู้เป็นนาย ท่านเจ้าเมืองเล่าอยู่ที่ใด
“กระหม่อมอุ้มไปไว้ที่กลางลานแล้วพ่ะย่ะค่ะ พบว่าลมหายใจรวยริน น่าจะรับยาสลบเป็นอันมาก” ฉางอี้ยกมือขึ้นประสานรายงานต่อเหลียงชินอ๋อง
“ไปช่วยคนก่อน สั่งให้คนดับไฟด้วย” เขาอุ้มเยว่อิงไว้ในอ้อมแขนไม่ยอมปล่อย พานางไปนั่งที่ศาลาให้ห่างจากกลุ่มควัน ทั้งให้คนเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดใบหน้าของนาง
“เยว่อิง เยว่อิง” เขาตบหน้านางเบา ๆ เรียกให้นางตื่นขึ้น เมื่อนางเริ่มได้สติ ลืมตาก็พบกับคนที่เคยเจอเมื่อหลายเดือนก่อน ร่างเล็กพยายามขืนตัวให้ลุกขึ้น นางมึนงงไปหมด
“ท่าน...ท่านมาอยู่ที่บ้านข้าได้ยังไง” นางส่ายศีรษะอย่างรู้สึกปวดหัว
เหลียงเอ้อหลางเมื่อเห็นนางได้สติก็ค่อยเบาใจ นางคงได้รับยาไม่มากนัก แต่ท่านเจ้าเมืองคงอาการหนัก
“บ้านเจ้ามีคนร้าย ทั้งบ้านโดนวางยาไม่พ้นกระทั่งพ่อของเจ้า” เขาค่อย ๆ เล่าให้นางฟัง
“ท่าน...ท่านว่าอะไรนะ...แล้วท่านพ่อข้าเล่า” เมื่อสติที่ยังมาไม่เต็มร้อยเพียงแค่ได้ยินว่าท่านพ่อโคนคนร้ายวางยา ทำให้นางตกใจจนรีบลุกขึ้นจนเซล้มเข้าสู่อ้อมกอดเขาอีกครั้ง
“อ๊ะ...!”
“เจ้าช้า ๆ หน่อย เหตุใดไม่รู้จักระวัง” เขาดุนางเพราะเอาแต่ห่วงคนอื่น แต่สังขารตัวเองยังเอาไม่รอด
“พาข้าไปหาพ่อหน่อย เร็ว” นางต้องพึ่งเขาเพราะยังทรงตัวไม่ได้ ด้วยความกตัญญูต่อบิดา จึงอยากพบหน้าให้สบายใจ
เหลียงเอ้อหลาง พยุงนางให้ลุกขึ้นเพื่อไปหาท่านเจ้าเมือง บัดนี้ไม่รู้ว่าจะฟื้นหรือยังกันแน่
ฉางอี้ที่คอยดูคนในบ้านที่โดนวางยา และให้กินยาถอนพิษออกต่างก็ทยอยรู้สึกตัว ท่านเจ้าเมืองเองก็เพิ่งจะขยับนิ้วได้ เขามองไปรอบ ๆ แต่ยังไม่สามารถลุกขึ้นได้เอง
“ฉางอี้...” เสียงแหบพร่าของชายวัยห้าสิบเรียกองครักษ์ของเหลียงชินอ๋อง
“ขอรับท่านเจ้าเมือง” ฉางอี้ที่ได้ยินก็รีบมาหาท่านเจ้าเมืองทันที
“บุตรสาวข้าอยู่ที่ใด” เสียงกระท่อนกระแท่นกว่าจะเอ่ยจบประโยคก็แทบจะหมดแรง
“คุณหนูเยว่อิง เหลียงชินอ๋องดูแลนางอยู่แล้ว ท่านเจ้าเมืองไม่ต้องเป็นห่วง” ฉางอี้กล่าวให้ลู่เยว่เฟิงเบาใจ จะได้ไม่เป็นห่วงจนเกินไปนัก
“ท่านพ่อ ท่านพ่อ” เยว่อิงที่ตะโกนเรียกมาตั้งแต่ตัวยังไม่ถึงร่างของบิดา นางหวั่นกลัวนักคิดว่าตนจะเสียบิดาไปอีกคน เมื่อนางเดินมาถึงก็ฟุบเข้ากอดบิดาด้วยน้ำตาไหลพราก
“ลูกรัก...เจ้าเจ็บตรงไหนหรือไม่” เสียบแหบแห้งของลู่เยว่เฟิงเอ่ยถามบุตรสาวที่เดินมากับเหลียงชินอ๋อง
“ข้าไม่เป็นอันใดท่านพ่อ...ข้าไม่เป็นอันใด” นางกุมมือบิดาทั้งน้ำตา ค่อยสบายใจหน่อยที่บิดาไม่เป็นอันใด
พ่อลูกกอดกันร่ำไห้อยู่ได้เพียงคู่ เสียงฝีเท้าที่ตบเข้ามาพร้อมกับธงสีแดงของกรมอาญา นำโดยผู้ตรวจการเมืองตรวจตราความเรียบร้อยและการทำงานของขุนนาง ถือพระราชโองการสีทอง นำมายังจวนเจ้าเมือง และขนาบข้างนั้นยังมือโหลวอี้เยี่ยนที่เดินเคียงคู่มาอีกคน
“ท่านเจ้าเมืองลู่รับราชโองการ” เสียงประกาศลั่นหน้าจวนทำให้เหลียงเอ้อหลางขมวดคิ้วเป็นปมอย่างสงสัย
ราชโองการอันใด เหตุใดเขาไม่รู้...
คนที่เพิ่งฟื้นได้สติก็คุกเข่ารับราชโองการรวมทั้งเหลียงเอ้อหลางที่ยังไม่แสดงฐานะที่แท้จริงรวมอยู่ด้วย
“เนื่องจากเจ้าเมืองลู่ ก่อการคิดคดทรยศบ้านเมืองรีดไถชาวบ้าน ทำให้ชาวเมืองหนางฟงเดือดร้อน ทั้งคำร้องนี้ยังส่งถึงฝ่าบาทโดยตรง จึงมีพระราชโองการริบทรัพย์ จวนและที่นาทั้งหมดคืนคลัง ส่งเนรเทศไปชายแดน...จบราชโองการ”
“ขะ...ข้า...ไม่จริง...ข้าถูกให้ร้าย” ลู่เยว่เฟิงโกรธจนตัวสั่น มองท่านผู้ตรวจการเจินอยากร้องขอความเป็นธรรม
“ท่านมีหลักฐานอันใดกล่าวหาคน ท่านผู้ตรวจการ” เหลียงเอ้อหลางลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับผู้ตรวจกัน และก็โหลวอี้เยี่ยน
“หลักฐานย่อมมีแน่นอน วันนี้ข้าต้องเอาตัวเจ้าเมืองลู่ไปลงโทษเสียก่อน” ผู้ตรวจการเจินไม่รู้ว่ากำลังคุยกับผู้ใดอยู่ เขาเป็นเพียงผู้ตรวจการใหม่เพิ่งได้รับตำแหน่ง ก็จัดการหาผลงานเนื่องจากได้หลักฐานจากโหลวอี้เยี่ยนรองท่านเจ้าเมืองก็รีบผสมโรง ส่งฎีกายื่นต่อฝ่าบาทเพื่อต้องการเอาหน้า
“ไม่...ไม่จริง พ่อข้าซื่อสัตย์ พี่เยี่ยนท่านเป็นพยานสิ ว่าพ่อข้าไม่เคยคิดทรยศต่อบ้านเมือง” เยว่อิงวิ่งไปจับมือคนรักเพื่อให้เขาเป็นพยานเพราะทำงานกับบิดาของตนมายาวนานแล้ว
“ข้าเป็นคนมอบหลักฐานให้กับผู้ตรวจการเองกับมือ เยว่อิง เจ้ายอมรับชะตากรรมเสียเถิด” โหลวอี้เยี่ยนยิ้มให้นางอย่างเหี้ยมโหด เขารังเกียจนางเต็มทนวันนี้แล้วเขาจะได้นั่งเป็นเจ้าเมืองแทนบิดาของนาง นั่นคือเป้าหมายแรกในการกอบกู้บ้านเมือง
“มะ...ไม่...ท่าน นี่เป็นท่าน” เยว่อิงอยากจะกรีดร้อง คนที่นางรักกลับหักหลังนางและบิดานางงั้นรึ
“ท่าน...ท่านอ๋อง...มะ...มันเสียว...อึ่ก...” “ข้ารู้...หากเจ้าชอบข้าก็อยากทำให้เจ้า” แรงบีบเข้ามาที่ไหล่และแรงบีดรัดของร่องสาวทำให้เขาอยากรักนางแรง ๆ ก่อนจะส่งลำมังกรใหญ่เข้าไปนิ้วเรียวของเขาส่งนำทางเข้าไปสำรวจความคับแคบนั้นก่อน เมื่อน้ำหวานไหลอาบนิ้วเขาก็ชักออกทันทีแล้วแทนที่ด้วยลำเนื้อแท่งใหญ่ ซวบ...! “อ๊ะ...อื้อ...” เสียงนางครางเมื่อแท่งร้อนเข้าไปจนสุดโคน นางที่โดนเขารังแกมาตลอดหลายวัน ต่อให้เหน็ดเหนื่อยปานใด ยามเขาเล้าโลมร่างกายมันก็อยากกลืนกินของเขาอีก “เจ้าอยากขี่มังกรอีกหรือไม่” เขาเอนตัวแล้วให้นางขี่อยู่ด้านบน มือหนาจับสะโพกเล็กให้ขยับไปตามจังหวะของเขา “อ่าห์...ดียิ่ง ยามเจ้าขี่ข้าเช่นนี้ ข้าชอบนัก” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มยั่วยวนทั้งชื่นชมบทรักของเมียสาว นางจะได้ทำให้เขาบ่อยขึ้นอีก นางได้รับคำชมยิ่งขยับแรงขึ้นแรงขึ้น จนเสียงเนื้อที่กระทบกันในร่มผ้าดังออกมา ภายนอกเหมือนหนุ่มสาวกำลังพลอดรักเพราะเสื้อผ้ายังอยู่ครบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอานางทั้งที่ยังมีอาภรณ์ครบถ้วน ลำมังกรเสียดสีไปกับช่องทางรักข
เหลียงชินอ๋องได้ให้เมียขี่มังกรอยู่หลายวันกว่าจะให้นางออกมานอกห้อง เขามันคนกินไม่รู้จักอิ่มกินมาก จนนางต้องร้องขออยู่หลายหนนัก “วันนี้ให้หม่อมฉันออกข้างนอกได้แล้วนะเพคะ อยู่แต่ในห้องอุดอู้” เขาที่เพิ่งปล่อยให้นางเป็นอิสระนางจึงต้องดักทางเขาไว้ก่อน “เจ้าเดินไหวหรือ” นางเอาแต่บอกขาอ่อนไม่มีแรง แล้วอยากไปข้างนอก มันน่าตีนัก เขาสิไม่อยากให้นางออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ อยากรักให้ร่างกายนางจำว่าเขาคือเจ้าของ “ก็ใครล่ะเพคะ” นางค้อนเขาคนบ้ากามเอาแต่กินทั้งวันทั้งคืน ทั้งที่ท่านหมอบอกให้พักผ่อนให้มากก็ตาม “เป็นข้าที่ผิดเอง แต่ใครใช้ให้เรางดงามเพียงนี้เล่า ใครจะอดใจได้ไหวกัน” คำชมของเขาหาได้เกินจริงสักนิดเดียว นางงดงามจนใจเขาเจ็บปวดนักยามห่างไกลกัน “แล้วไม่กลัวหม่อมฉันหนีอีกแล้วเหรอเพคะ” “ไม่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าคลาดสายตา” “แต่หม่อมฉันไม่อยากเป็นพระชายา มันอึดอัด อยากเป็นคนธรรมดามากกว่า จะไปไหน ทำอะไรก็ไม่ต้องมีคนมาตามให้ยาวเหยียด” นางลุกขึ้นแล้วทำท่าจะหนีเขาไปแต่งตัวแต่ก็โดนรวบเอวไปนั่งบนตักแกร่งของบุรุษหนุ่ม ที่คลั่งรักเมียสาวจนไม่อา
“ไป...!” คนห่วงเมียก็ไม่คิดอันใด รีบขี่ม้าไปทันที แล้วก็เป็นอย่างที่เย่อเทียนกล่าว มีเรือมาเทียบท่าก่อนจะล่องยาวลงไปทางใต้ไม่แวะที่ใด ทั้งสามขึ้นเรือขนสินค้าขนาดใหญ่ทำให้เอาม้าขึ้นเรือมาได้ เรือลำนี้ล่องมาจากเมืองเหนือ เพื่อลงมาทางใต้ นำสินค้าภาคเหนือ ผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีลงมาขาย และล่องไปถึงแคว้นที่ติดต่อกับต้าเฉิงอีกด้วย เยว่อิงอยู่ในตำหนักของอี๋ชินอ๋อง นางยังไม่วางใจ ทุกคืนต้องสะดุ้งตื่นกลัวจะโดนจับไปรับโทษอีก นางไม่อยากไปไหนทั้งนั้น อยากกลับบ้าน อยากอยู่ลำพังไม่อยากพบผู้ใด นางเครียดจนคลื่นไส้ออกมา เสียงโอ้กอ้ากดังขึ้นในเรือนพักของนาง ทำให้อี๋ชินอ๋องเป็นกังวลใจนัก “ไปตามหมอมา” เขาเริ่มเป็นห่วงนาง และก็รอว่าพี่ชายเมื่อไหร่จะเดินทางมาถึง เมื่อหมอได้มาตรวจและให้ยาสงบจิตใจให้นางนอนหลับให้สนิท ก็คลายกังวล “นางไม่ได้เป็นอันใดใช่หรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง นางเพียงแต่คิดมาก พักผ่อนน้อย นอนหลับไม่สนิทเท่านั้น ให้นอนหลับมาก ๆ สักสองสามวันก็จะดี” “ขอบคุณท่านหมอ” เขาไปส่งท่านหมอ พร้อมกับที่มีร่างใครบางคนวิ่งเข้ามา แต่เมื่
ลู่เยว่อิงที่รอนแรมมากับคาราวานพ่อค้าเกือบสิบวัน ก็ใกล้ถึงแดนใต้แล้ว นางนอนหนาวเหน็บทุกคืน คิดถึงแต่เขาไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง บางคืนนางนอนสะอื้นไห้แต่ทว่านางและเขาคงไปกันไม่รอดหรอก อีกอย่างวังหลวงนางก็เกลียดเข้าไส้อยู่แล้ว จะให้นางกลับไปตายก็ไม่เอาหรอก ยอมหนาวตายด้านนอกดีกว่าหัวขาดไม่สวย หลายวันมานี้นางกินแต่หมั่นโถวแข็ง ๆ ประทังความหิวไปก่อน เดี๋ยวไปถึงเมืองใต้แล้วคงจะหาลู่ทางทำมาหากิน นางมีเงินติดตัวอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นต้องทำให้มันเกิดประโยชน์มากที่สุด แม้ยามนี้ร่างกายจะเริ่มผ่ายผอมมากกว่าตอนอยู่กับเขาแต่นางก็จะอดทน เมื่อถึงประตูเมืองเขตแดนใต้ ทหารก็ตรวจตราคนเข้าเมือง และแน่นอนว่าป้ายตามหาคนที่มีรูปของนางได้ปิดประกาศไปทั่ว ทั้งอี๋ชินอ๋องเองก็มาตรวจด้วยตัวเอง เมื่อถึงคาราวานพ่อค้า ตอนแรกจะตรวจลวก ๆ เพราะตรวจมาสิบวันก็ไม่พบคนเสียที แต่ทว่าอี๋ชินอ๋องมาเฝ้าด้วยตัวเอง ไม่อาจจะละเลยได้ ดังนั้นจึงตรวจอย่างเข้มงวดมากขึ้น “มาจากที่ใด” “เมืองหลวงขอรับ จะมาค้าขายแถบนี้” หัวหน้าคาราวานพ่อค้ากล่าวตอบไปอย่างตรงไปตรงมา “แล้วเคยเห
“เยว่อิง...เยว่อิง...” เขาวิ่งมาไม่ทัน นางไม่รู้หายไปทางไหนแล้ว “ทหารแม่นางน้อยที่มากับข้าวิ่งไปที่ใดแล้ว” เหลียงเอ้อหลางร้อนใจนักที่ไม่เห็นเมียตัวเอง “ไปด้านโน้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขารีบวิ่งตามไป พร้อมกับทหารที่วิ่งไล่ตามช่วยกันตามหานาง จนเมื่อเห็นรถม้าหน้าวังนางจึงขึ้นไปแอบอยู่ด้านหลัง ม่านเหมย ที่มาหาองค์รัชทายาทเพื่อเยี่ยมไท่จื่อเฟย ยามนี้ครรภ์เริ่มใหญ่ขึ้น จึงเอาของมาถวายเพื่อบำรุง แต่เล็กเหล่าองค์ชายทั้งสี่ก็เป็นเพื่อนเล่นกับนางมา เช่นนั้นก็หาใช่คนอื่นไกลไม่ แต่เมื่อกำลังจะกลับ ก็เห็นเหลียงเอ้อหลางที่วิ่งหน้าตาตื่นราวกับต้องการจับคน “เจ้าทำอะไร” ม่านเหมยถามสหายอีกคน “ข้าหาเมียข้าไม่รู้ว่าวิ่งไปทางไหนแล้ว” “เจ้ามีเมียตั้งแต่เมื่อไหร่ เหตุใดไม่บอกข้า” ม่านเหมยต่อว่าเอ้อหลาง แต่งงานทั้งทีไม่เห็นจะบอกนาง “เรื่องมันยาว รีบหานางก่อนข้ากลัวนางจะหลงทาง” ม่านเหมยและทหารต่างช่วยกันค้นหานาง แต่ก็ไม่พบแม้แต่เงา “เมียเจ้าทำไมถึงเตลิดออกมาได้ เหตุใดไม่เฝ้าไว้ดี ๆ ” เมื่อนางเริ่มเหนื่อยก็บ่นสหายแทน
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะเหลียงชินอ๋อง แม่ทัพว่าน” เหล่ากงกงถวายงานตำหนักประจิม เดินมาต้อนรับที่หน้าประตูวังก่อนเชิญทั้งหมดเข้าไป “กงกงท่านรีบมาต้อนรับข้ามีเรื่องอันใดหรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง ฝ่าบาททรงรออยู่ที่ตำหนักประจิมแล้วพ่ะย่ะค่ะ” กงกงรีบมาแจ้งก่อนจะได้เตรียมตัวไว้ถูก “เสด็จแม่เล่า” เหลียงชินอ๋องถามถึงมารดา เพราะมารดาคงไม่รู้ว่าเขาพาลูกสะใภ้มาฝาก หากต้องรับหน้าก็มีท่านลุงแล้ว “ย่อมรออยู่พร้อมกันพ่ะย่ะค่ะ” หลังได้คำตอบใบหน้าที่ยิ้มแย้มเมื่อครู่ก็หุบลงทันที เขารีบเดินไปกระซิบกับท่านลุงก่อนที่จะเข้าไปด้านใน “ท่านลุง เห็นทีคราวนี้คงต้องพึ่งบารมีท่าน” “อันใดอีก” ว่านซีเหว่ยมองหน้าหลานชายอย่างชอบกล จะมาพึ่งบารมีอันใดกับเขาเจ้าหลานตัวแสบก็เป็นถึงชินอ๋อง “ท่านต้องเชิดชูพ่อตาข้าให้มาก แล้วก็โน้มน้าวท่านแม่ให้ข้าด้วย” เขาไม่เชิงขอร้องแต่คล้ายกับสั่งเสียมากกว่า “เจ้าไม่ทูลเองเล่า เหตุใดปาขี้ใส่หน้าบ้านข้า” ว่านซีเหว่ยรีบยืดอกทันที เรื่องแบบนี้รับปากง่าย ๆ ได้อย่างไร ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน “ท่านอยากนอนที
การเดินทางสู่เมืองหลวงใช้เวลานับห้าวันจากหนานฟง เนื่องจากชายแดนประจิมนั้นระยะทางค่อนข้างไกล และเมื่อก่อนเข้าเมืองหลวงก็แวะรับเสด็จพี่อีกด้วย “ฉางอี้อย่าให้ผิดพลาด เขากำชับคนสนิทของตัวเองอีกครั้ง” “พ่ะย่ะค่ะ” ฉางอี้รับคำแล้วก็ไปดำเนินการตามที่รับสั่ง ภายในรถม้ายามนี้มีเ
หลังจากแยกย้ายจากจวนสกุลลู่ เหลียงเอ้อหลางกับฉางอี้แยกย้ายกันไปทำงาน เพื่อสืบที่มาของกลุ่มชุดดำที่แฝงตัวเข้ามาในงานเลี้ยง มีคนกำลังต้องการป้ายสีสกุลว่าน และอยากรู้ว่าเกี่ยวกับหนึ่งในสี่สกุลมารดาของเหล่าพี่น้องเขาหรือไม่ ตอนนี้ฝ่าบาทกำลังมีการแต่งตั้งไท่จื่อ และเป็นพี่ชายใหญ่ที่ได้รับตำแหน
“เยว่อิง อย่าเสียมารยาทกับคุณชายเหลียง นี่คุณชายเหลียง หลานชายท่านแม่ทัพว่าน รู้จักกันไว้เสียสิ” ลูเยว่เฟิงถือโอกาสแนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน เพื่อต่อไปภายภาคหน้าหากสกุลลู่มีภัย เผื่อจะได้เป็นที่พึ่งในตำหนักประจิม ลู่เยว่อิง แม้ว่าจะเป็นสตรีดื้อด้าน แต่ต่อหน้าแขกนางก็มิอาจจะทำให้ผู้เป็นบิดา
ลู่เยว่เฟิงอ่อนใจกับบุตรียิ่งนัก แต่ทว่าหากไม่ทำตามใจก็โวยวายอยากหนีออกจากบ้าน ทั้ง ๆ ที่บุรุษผู้นี้เขายังไม่วางใจนัก ที่มาที่ไปลึกลับ เพียงแต่สอบได้จอหงวนแล้วเข้ามารับราชการในเขตแดนประจิม จนท้ายที่สุดก็ได้ทำงานในกรมได้รับการสนับสนุนจากขุนนางน้อยใหญ่ในเขตประจิมและขอย้ายมาเป็นรองเจ้าเมือง







