LOGIN“หากเจ้ายอมเป็นของข้า ต่อให้ดาวหรือว่าเดือนข้าก็จะหามาให้เจ้าได้” “ถ้าหากว่าหม่อมฉันไม่อยากได้ทั้งดาวและเดือนเล่า?” “แล้วเจ้าอยากได้อะไร” “หากหม่อมฉันอยาก...อยากขี่มังกรเล่าเพคะ” นางหันมายิ้มให้เขาอยากหยกเย้า มังกรที่ไหนเขาจะหามาให้นางขี่ได้เล่า รอยยิ้มแสนยิ้มแสนยั่วผุดขึ้นบนใบหน้า...เขาไม่รอช้ารีบยกนางขึ้นทาบทับบนตัวทันที “เดี๋ยวสิ...ท่านทำอะไร” “ไปขี่ลูกมังกร...ของข้าไปก่อนได้หรือไม่เล่า”
View Moreบทนำ
เหลียงเอ้อหลาง ลอบมองสตรีที่เพิ่งรับมาในฐานะนางบำเรออุ่นเตียง ภายใต้อาภรณ์สีกลีบบัวเนื้อบางเบาที่นิยมใช้สำหรับสตรีในหอนางโลม เขาให้คนเอามาให้นางใส่ยามต้องเข้ามาปรนนิบัติรับใช้ในตำหนักหนานฟง แห่งเขตแดนประจิม
แม้นางเป็นเพียงสตรีวัยแรกแย้มแต่ทว่ายามอยู่ในชุดที่แทบจะเปลือยเปล่าเช่นนี้ ทำให้อารมณ์กายของบุรุษวัยฉกรรจ์ลุกโซนดังไฟ
ลู่เยว่อิง คือบุตรสาวของขุนนางที่จงรักภักดีแต่ถูกใส่ความต้องโดนเนรเทศไปอยู่ชายแดน แม้ว่าเรื่องราวยังไม่กระจ่างชัด แต่เขาให้คำมั่นจะดูแลนางให้ดีตามที่รับปากไว้ เช่นนั้นที่ปลอดภัยหนึ่งเดียวที่นางจะรอดชีวิตจากคนที่คิดปองร้ายได้ คือ ห้องบรรทมในตำหนักประจิม เพียงเท่านั้น
..............................................................................................................................................................................
รัชศกเฉิงฮวาที่15 กลางฤดูใบไม้ร่วง เดือนแปดเป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์ หลังจากที่เข้ามาตรวจตรากองทัพและเยี่ยมเยียนราษฎรอย่างลับ ๆ ของเหลียงชินอ๋องในเขตแดนประจิม หลังจากนัดแนะกับพี่ใหญ่เรื่องที่จะแอบพาพี่สะใภ้กลับเมืองหลวงอย่างลับ ๆ เขาก็เดินทางมายังเมืองหนานฟงเขตแดนประจิม
เมื่อตรวจแถวทหารในกองทัพเงาชิวหยางโดยแม่ทัพสกุลว่านที่ร่วมกันกอบกู้อาณาจักรต้าเฉิงมาด้วยกันกับเสด็จพ่อของเขา เช่นนั้นดินแดนประจิมจึงมีอำนาจโดยสกุลว่าน ซึ่งมีเมืองหนานฟงปกครองโดยเจ้าเมืองลู่นามว่า ลู่เยว่เฟิง
“หลานรัก วันนี้ท่านเจ้าเมืองเชิญลุงไปงานเลี้ยงในคืนไหว้พระจันทร์ หลานจะไปด้วยหรือไม่” ว่านซีเหว่ยถาม
เหลียงเอ้อหลาง เขาเป็นโอรสของว่านกุ้ยเฟยน้องสาวร่วมอุทรที่มีอำนาจในฝ่ายในรองจากฮองเฮา“ดียิ่งท่านลุงเหว่ย ข้าไม่ได้ครึกครื้นมานานแล้ว อยู่แต่ในวังน่าเบื่อจะตาย ข้าอยากมาอยู่เขตแดนประจิมใจจะขาด แต่เสด็จแม่ไม่ทรงยอม” เขาปรับทุกข์กับผู้เป็นลุงเพราะว่าในวังกฎระเบียบมากมายนัก ทำให้เขารู้สึกกระหายอยากออกมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนสามัญดูบ้าง
“ดี ดี...เช่นนั้นก็ไปเถิด”
ภายในจวนเจ้าเมืองหนางฟงยามหัวค่ำ ความมืดโรยตัวมาปกคลุม แต่แสงไฟที่ประดับประดารอบจวนเจ้าเมืองรวมถึงตลอดสองข้างทางบนท้องถนนที่รถม้าแล่นผ่านนั้น สว่างวาบราวกับตอนกลางวัน ทั้งยังมีแสงจากดวงจันทร์ที่ลอยเด่นเป็นตระหง่านบนท้องนภายามค่ำคืน ทำให้ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนแห่งความสุขโดยแท้
บุรุษวัยฉกรรจ์เดินลงจากรถม้า เงยหน้าแหงนมองดวงจันทร์กลางฤดูใบไม้ร่วง ภายใต้ท่าทีอันนิ่งเฉยนั้นเปี่ยมด้วยเสน่ห์แห่งบุรุษเพศที่สตรีใดเห็นแล้วล้วนต้องเหลียวมอง
“พระจันทร์ที่นี่งดงามกว่าเมืองหลวงจริง ๆ ท่านลุง” น้ำเสียงอันอบอุ่นที่เปล่งออกมายามเมื่อเท้าแตะพื้นหน้าจวนเจ้าเมืองลู่เยว่เฟิง เรียกให้สตรีที่ติดตามบิดามารดามาร่วมงานมองเป็นตาเดียว
“เช่นนั้นหรอกหรือ ข้าว่าไม่ใช่แค่พระจันทร์อย่างเดียวเสียแล้วกระมังที่งดงาม ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ผู้เป็นลุงยิ้มร่าเดินนำหน้าหลานชายเข้าไปในจวนเจ้าเมือง
ลู่เยว่เฟิง ออกมาต้อนรับท่านแม่ทัพว่านซีเหว่ย ด้วยตัวเอง นอกจากเขาที่มีอำนาจจัดการเรื่องความเรียบร้อยในเมืองแล้ว อำนาจที่ใหญ่กว่าคือ อำนาจของกองทัพชิวหยาง ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาด เด็ดเดี่ยวและเหี่ยมโหด หากผู้ใดริต่อกรล้วนต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่เขตแดนประจิมแห่งต้าเฉิง
“คารวะท่านแม่ทัพว่าน” ลู่เยว่เฟิงคอมกายลงอย่างพินอบพิเทาให้เกียรติท่านแม่ทัพ
“วันนี้ข้าพาหลานชายมาด้วย มารู้จักไว้สักหน่อยดีหรือไม่” ว่านซีเหว่ยยักคิ้วเพื่ออยากหารือบางเรื่องที่แอบติดตามอย่างลับ ๆ โดยมีท่านเจ้าเมืองให้ความช่วยเหลือ
“เชิญท่านแม่ทัพว่าน เชิญคุณชาย...” ลู่เยว่เฟิงเดินนำหน้าบุรุษที่มาใหม่ไปทางด้านห้องรับรองที่เป็นส่วนตัว ไม่ได้รวมกับแขกที่มางานเลี้ยงในจวน
โหลวอี้เยี่ยน รองเจ้าเมืองหนานฟงมองตามว่าที่พ่อตาที่ทำการอย่างลับ ๆ กับบุรุษที่เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งชิว
หยางและบุรุษแปลกหน้าอีกสองคนอย่างสงสัยเบื้องหน้าโต๊ะที่ตรงข้ามกับตนคือว่าที่คู่หมั้นที่เขาและสาวใช้หลิงเย่อเทียนผู้ที่ส่งข่าวเกี่ยวกับความเป็นไปในจวนให้เขารับทราบตลอด
โหลวอี้เยี่ยนยกจอกเหล้าขึ้นดื่มยกยิ้มส่งไปให้กับโต๊ะฝั่งคู่หมั้นแต่เมื่อนางยกจอกเหล้าขึ้นดื่มเขาจึงขยิบตาให้กับสาวใช้ข้างกายนาง
“พี่เยี่ยน เหล้าดอกท้อนี้ดีนัก ท่านนำมาจากที่ใดกัน” ลู่เยว่อิง บุตรีเจ้าเมืองหนางฟงเอ่ยถามคนรัก นางไม่เคยมีคนรักมาก่อน เมื่อบุรุษตรงหน้าเอาอกเอาใจนาง จนนางใจอ่อนและขอหมั้นหมายกับเขา
เดิมทีท่านพ่อขัดขวางนาง แต่ทว่าด้วยความดื้อรั้นและเอาแต่ใจของนาง และอยากเลือกบุรุษที่ดีมาเป็นคู่ครอง นางจึงตกหลุมรักเขาอย่างง่ายดายนัก
“ข้านำมาจากเมืองหลวง จากร้านเหล้าที่ส่งเข้าวังหลวงเป็นประจำ รสชาติดีหรือไม่ อิงเอ๋อร์” โหลวอี้เยี่ยนค่อย ๆ บอกนางอย่างใจเย็นและบอกถึงที่มาที่ไปของเหล้าชั้นเลิศที่นำมาเอาใจว่าที่พ่อตาอย่างลู่เยว่เฟิง
“หากมีโอกาส พี่เยี่ยนพาข้าไปเมืองหลวงได้หรือไม่” เยว่อิงพูดคุยกับเขาวาดฝันอนาคตที่จะมีเขาเป็นสามีเคียงคู่กันตลอดชีวิต
บุรุษหนุ่มที่เข้าหานางโดยมีเจตนาแฝงฉีกยิ้มหวานราวกับน้ำผึ้งอาบยาพิษ หลิงเย่อเทียนสาวใช้ข้างกายคุณหนูเยว่อิงลอบขำให้ความมั่นอกมั่นใจ และคิดว่าโหลวอี้เยี่ยนนั้นรักนางอย่างแท้จริง หากไม่ใช่เพราะว่าผลประโยชน์คิดว่าคนอย่างเขาจะสนใจใยดีนางหรือ
“คืนนี้พระจันทร์สวยยิ่ง อิงเอ๋อร์ไปเดินชมจันทร์เป็นเพื่อนพี่ดีหรือไม่” โหลวอี้เยี่ยนอยากแยกนางออกจากสาวใช้ข้างกายที่เป็นสายให้ตนเองไปสืบความกับคนที่มาใหม่ที่ท่านพ่อตาพาไปยังห้องส่วนตัว
“เช่นนั้นรีบออกไปกันเถอะ”
“ท่าน...ท่านอ๋อง...มะ...มันเสียว...อึ่ก...” “ข้ารู้...หากเจ้าชอบข้าก็อยากทำให้เจ้า” แรงบีบเข้ามาที่ไหล่และแรงบีดรัดของร่องสาวทำให้เขาอยากรักนางแรง ๆ ก่อนจะส่งลำมังกรใหญ่เข้าไปนิ้วเรียวของเขาส่งนำทางเข้าไปสำรวจความคับแคบนั้นก่อน เมื่อน้ำหวานไหลอาบนิ้วเขาก็ชักออกทันทีแล้วแทนที่ด้วยลำเนื้อแท่งใหญ่ ซวบ...! “อ๊ะ...อื้อ...” เสียงนางครางเมื่อแท่งร้อนเข้าไปจนสุดโคน นางที่โดนเขารังแกมาตลอดหลายวัน ต่อให้เหน็ดเหนื่อยปานใด ยามเขาเล้าโลมร่างกายมันก็อยากกลืนกินของเขาอีก “เจ้าอยากขี่มังกรอีกหรือไม่” เขาเอนตัวแล้วให้นางขี่อยู่ด้านบน มือหนาจับสะโพกเล็กให้ขยับไปตามจังหวะของเขา “อ่าห์...ดียิ่ง ยามเจ้าขี่ข้าเช่นนี้ ข้าชอบนัก” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มยั่วยวนทั้งชื่นชมบทรักของเมียสาว นางจะได้ทำให้เขาบ่อยขึ้นอีก นางได้รับคำชมยิ่งขยับแรงขึ้นแรงขึ้น จนเสียงเนื้อที่กระทบกันในร่มผ้าดังออกมา ภายนอกเหมือนหนุ่มสาวกำลังพลอดรักเพราะเสื้อผ้ายังอยู่ครบ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเอานางทั้งที่ยังมีอาภรณ์ครบถ้วน ลำมังกรเสียดสีไปกับช่องทางรักข
เหลียงชินอ๋องได้ให้เมียขี่มังกรอยู่หลายวันกว่าจะให้นางออกมานอกห้อง เขามันคนกินไม่รู้จักอิ่มกินมาก จนนางต้องร้องขออยู่หลายหนนัก “วันนี้ให้หม่อมฉันออกข้างนอกได้แล้วนะเพคะ อยู่แต่ในห้องอุดอู้” เขาที่เพิ่งปล่อยให้นางเป็นอิสระนางจึงต้องดักทางเขาไว้ก่อน “เจ้าเดินไหวหรือ” นางเอาแต่บอกขาอ่อนไม่มีแรง แล้วอยากไปข้างนอก มันน่าตีนัก เขาสิไม่อยากให้นางออกไปไหนเลยด้วยซ้ำ อยากรักให้ร่างกายนางจำว่าเขาคือเจ้าของ “ก็ใครล่ะเพคะ” นางค้อนเขาคนบ้ากามเอาแต่กินทั้งวันทั้งคืน ทั้งที่ท่านหมอบอกให้พักผ่อนให้มากก็ตาม “เป็นข้าที่ผิดเอง แต่ใครใช้ให้เรางดงามเพียงนี้เล่า ใครจะอดใจได้ไหวกัน” คำชมของเขาหาได้เกินจริงสักนิดเดียว นางงดงามจนใจเขาเจ็บปวดนักยามห่างไกลกัน “แล้วไม่กลัวหม่อมฉันหนีอีกแล้วเหรอเพคะ” “ไม่ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าคลาดสายตา” “แต่หม่อมฉันไม่อยากเป็นพระชายา มันอึดอัด อยากเป็นคนธรรมดามากกว่า จะไปไหน ทำอะไรก็ไม่ต้องมีคนมาตามให้ยาวเหยียด” นางลุกขึ้นแล้วทำท่าจะหนีเขาไปแต่งตัวแต่ก็โดนรวบเอวไปนั่งบนตักแกร่งของบุรุษหนุ่ม ที่คลั่งรักเมียสาวจนไม่อา
“ไป...!” คนห่วงเมียก็ไม่คิดอันใด รีบขี่ม้าไปทันที แล้วก็เป็นอย่างที่เย่อเทียนกล่าว มีเรือมาเทียบท่าก่อนจะล่องยาวลงไปทางใต้ไม่แวะที่ใด ทั้งสามขึ้นเรือขนสินค้าขนาดใหญ่ทำให้เอาม้าขึ้นเรือมาได้ เรือลำนี้ล่องมาจากเมืองเหนือ เพื่อลงมาทางใต้ นำสินค้าภาคเหนือ ผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีลงมาขาย และล่องไปถึงแคว้นที่ติดต่อกับต้าเฉิงอีกด้วย เยว่อิงอยู่ในตำหนักของอี๋ชินอ๋อง นางยังไม่วางใจ ทุกคืนต้องสะดุ้งตื่นกลัวจะโดนจับไปรับโทษอีก นางไม่อยากไปไหนทั้งนั้น อยากกลับบ้าน อยากอยู่ลำพังไม่อยากพบผู้ใด นางเครียดจนคลื่นไส้ออกมา เสียงโอ้กอ้ากดังขึ้นในเรือนพักของนาง ทำให้อี๋ชินอ๋องเป็นกังวลใจนัก “ไปตามหมอมา” เขาเริ่มเป็นห่วงนาง และก็รอว่าพี่ชายเมื่อไหร่จะเดินทางมาถึง เมื่อหมอได้มาตรวจและให้ยาสงบจิตใจให้นางนอนหลับให้สนิท ก็คลายกังวล “นางไม่ได้เป็นอันใดใช่หรือไม่” “ทูลท่านอ๋อง นางเพียงแต่คิดมาก พักผ่อนน้อย นอนหลับไม่สนิทเท่านั้น ให้นอนหลับมาก ๆ สักสองสามวันก็จะดี” “ขอบคุณท่านหมอ” เขาไปส่งท่านหมอ พร้อมกับที่มีร่างใครบางคนวิ่งเข้ามา แต่เมื่
ลู่เยว่อิงที่รอนแรมมากับคาราวานพ่อค้าเกือบสิบวัน ก็ใกล้ถึงแดนใต้แล้ว นางนอนหนาวเหน็บทุกคืน คิดถึงแต่เขาไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง บางคืนนางนอนสะอื้นไห้แต่ทว่านางและเขาคงไปกันไม่รอดหรอก อีกอย่างวังหลวงนางก็เกลียดเข้าไส้อยู่แล้ว จะให้นางกลับไปตายก็ไม่เอาหรอก ยอมหนาวตายด้านนอกดีกว่าหัวขาดไม่สวย หลายวันมานี้นางกินแต่หมั่นโถวแข็ง ๆ ประทังความหิวไปก่อน เดี๋ยวไปถึงเมืองใต้แล้วคงจะหาลู่ทางทำมาหากิน นางมีเงินติดตัวอยู่เล็กน้อย เช่นนั้นต้องทำให้มันเกิดประโยชน์มากที่สุด แม้ยามนี้ร่างกายจะเริ่มผ่ายผอมมากกว่าตอนอยู่กับเขาแต่นางก็จะอดทน เมื่อถึงประตูเมืองเขตแดนใต้ ทหารก็ตรวจตราคนเข้าเมือง และแน่นอนว่าป้ายตามหาคนที่มีรูปของนางได้ปิดประกาศไปทั่ว ทั้งอี๋ชินอ๋องเองก็มาตรวจด้วยตัวเอง เมื่อถึงคาราวานพ่อค้า ตอนแรกจะตรวจลวก ๆ เพราะตรวจมาสิบวันก็ไม่พบคนเสียที แต่ทว่าอี๋ชินอ๋องมาเฝ้าด้วยตัวเอง ไม่อาจจะละเลยได้ ดังนั้นจึงตรวจอย่างเข้มงวดมากขึ้น “มาจากที่ใด” “เมืองหลวงขอรับ จะมาค้าขายแถบนี้” หัวหน้าคาราวานพ่อค้ากล่าวตอบไปอย่างตรงไปตรงมา “แล้วเคยเห
“กะ...กลืนมันหรือเพคะ...” นางมองลำกายบุรุษของเหลียงชินอ๋องสลับกับมองใบหน้าของเขา รู้สึกเหมือนตัวเองจุกแน่นที่ลำคอไม่อาจจะกระทำสิ่งที่เขาสั่งมาได้ ‘ยาวขนาดนี้ ข้าไม่ติดคอตายหรือไง’ สิ่งที่นางกังวลมีแค่นั้น แต่ก็ไม่ทำให้สิ่งที่นางคิดจะแกล้งเขาลดลง ร่างเล็กมองมันอย่างรู้สึกขำขันก่อ
เหล่าคนสนิทรวมทั้งเจ้าเมืองลู่ก็ต่างขบขันไม่ต่างการ คนที่พึงใจมากที่สุดเห็นจะเป็นลู่เยว่เฟิง เมื่อเหลียงชินอ๋องมีใจเมตตาต่อนาง จากนี้ไปนางคงได้พบเจอคนดี ๆ เข้าแล้ว นับเป็นวาสนาในเวลาตะวันตรงหัว เยว่อิงตื่นขึ้นด้วยท่าทางอ่อนเพลีย ใบหน้าซีดเซียวจนเหมือนกับไก่ต้มในตลาด สือมามาก็อดร้อนใจไม่ได้ ให้คนไป
ช่วงสายเหลียงชินอ๋องก็เดินทางมาถึงกองทัพของท่านลุงว่านซีเหว่ย เมื่อลงจากหลังม้าแล้วก็ตรงเข้าไปยังกระโจมแม่ทัพที่เป็นกระโจมใหญ่ทางด้านทิศเหนือ เนื่องจากป้องกันการลอบโจมตีหรือวางยา ด้านนั้นจะอยู่เหนือลมทุกคนในภายในกระโจมเต็มไปด้วยสีหน้า รวมทั้งว่านซีเหว่ยท่านลุงของเขาด้วย ที่กำลังสอบสวนเรื่องราวของท
“หากไม่อยากตายอยู่หอสังคีต เจ้าก็หุบปากซะ” เขานึกอยากจับนางมาฟาดก้นให้แดงนัก จะตายอยู่แล้วยังไม่รู้ตัวเองอีก โกรธแค้นมันได้อะไร “ข้าจะไปฆ่ามันไอ้ชั่ว มันหลอกข้า ใส่ร้ายพ่อข้า” นางตะโกนเสียงดังลั่นไปตลอดทาง “เจ้ากล้าฆ่าเขา เจ้าจับกระบี่ จับมีดจับดาบเป็นหรือ” สมแล้วที่เป็นสตรีโง่ง











