LOGINมองดูกระเป๋าเดินทางที่มีคนนำเข้ามาวางไว้ในห้อง เฉินซีได้แต่ลังเล ข้อเสนอที่หวั่นเยว่หยิบยื่นแม้น่าสนใจ แต่การรับมือกับความซับซ้อนของตระกูลเหยียน ทำให้หญิงสาวลังเลจนรู้สึกเครียด
ใจหนึ่งคิดว่าหากรับมือได้ดีก็คงคุ้มค่า เพราะไม่เพียงมีงานทำแต่ยังมีหวั่นเยว่คอยช่วยอีกแรง การเริ่มต้นใหม่ที่นี่คงไม่ว้าเหว่เกินไปนัก แต่อีกใจกลับบอกให้ปฏิเสธและกลับไปหางานทำที่เซี่ยงไฮ้เหมือนเดิม
เหตุผลนะหรือ
...แม้แต่ตัวเธอเองก็บอกไม่ได้เหมือนกัน
อาจเป็นลางสังหรณ์
หรืออาจเพราะรู้ดีมาตลอดถึงเรื่องราวการแก่งแย่ง รวมไปถึง ‘คุณอา’ ผู้ลึกลับของหวั่นเยว่คนนั้น
หวั่นเยว่เคยเล่าให้ฟังว่านอกจากคนตระกูลเหยียนสิ้นใจโดยไร้ทายาท ตระกูลหวั่น ตระกูลหวัง หรือตระกูลชุย ไม่มีใครมีสิทธิ์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ
หลายปีมานี้ทายาทของสามตระกูลต่างพยายามประจบคุณย่าอย่างหนัก หวังว่าก่อนคุณย่าจะสิ้นใจ ‘คุณอาเหยียน’ คนนั้นจะไม่กลับมา หากเป็นอย่างนั้นพวกเขาคนใดคนหนึ่งก็จะถูกเลือกขึ้นเป็นผู้นำ
ที่ไหนได้ ‘คุณอาเหยียน’ ทายาทหนึ่งเดียวถูกพูดถึงแต่กลับไม่เคยมีใครเคยพบคนนั้น วันนี้ดันกลับมาปุบปับโดยไม่บอกกล่าว
“หวั่นเยว่ หวั่นเยว่” เฉินซีพึมพำกับตัวเองเบาๆ “คงวุ่นวายน่าดู”
แม้มั่นใจว่าหวั่นเยว่คงไม่ได้ทุกข์ร้อนหากว่าตระกูลหวั่นไม่ได้รับเลือกเป็นผู้สืบทอดคนต่อไป เพราะทายาทที่แท้จริงกลับมาแล้ว ถึงอย่างนั้นพ่อของอีกฝ่ายจะไม่ผิดหวังเลยหรือ
หลายปีมานี้ย้ายเข้ามาอยู่ในเรือนหมิงเยว่ คล้ายได้รับเลือกเป็นทายาทกลายๆ แต่วันนี้ทายาทตัวจริงกลับมา ตำแหน่งที่อยู่ในมืออยู่ๆ กลับกลายเป็นหลุดลอย...
“ถ้าฉันเป็นผู้ช่วยเขา ในขณะที่พ่อของหวั่นเยว่...” หญิงสาวถอนใจตัดสินใจทันทีว่าไม่ควรรับงานนี้ แค่คิดว่าหลังจากได้งานนี้ต้องมากระอักกระอ่วนอยู่ตรงกลาง
ด้านซ้ายมีตระกูลหวั่นของเพื่อนรัก
ด้านขวามีเจ้านายที่ไม่สมควรทรยศ
...แค่คิดก็เครียดจนปวดศีรษะล่วงหน้าแล้ว!!!
หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหวั่นเยว่ก็ยังไม่กลับมา เฉินซีไม่กล้าเดินออกไปข้างนอก คฤหาสน์หลังใหญ่ง่ายต่อการหลงทางหากไม่คุ้นเคย หวั่นเยว่ย้ำแล้วย้ำอีกก่อนออกไป ดังนั้นหญิงสาวจึงได้แต่นั่งๆ นอนๆ รออยู่ในห้อง
เสียงพูดคุยดังแว่วแต่ไกล ทำให้ร่างเล็กผุดตัวขึ้นนั่งจากนั้นก็เดินไปยังข้างหน้าต่าง บานหน้าต่างถูกเปิดค้างเอาไว้แต่แรก ด้านนอกเป็นสวนที่มีทางเดินเชื่อมระหว่างเรือน ไม่ใช่กำแพงสูงกั้นระหว่างเรือนเหมือนเรือนย่อยอื่นๆ
เฉินซีไม่แน่ใจว่าทางเดินที่อยู่ห่างออกไปนั้น แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของเรือนหมิงเยว่หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
แผ่นหลังของคนสองคนที่ยืนอยู่ห่างออกไป ให้ความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ไม่รู้หญิงสาวคิดไปเองหรือไม่ แต่ในใจกลับรู้สึกว่าหญิงชราที่ยืนอยู่ด้านหลังคนตัวสูงนั้น มีท่าทีนอบน้อมต่อคนที่ยืนหันหลังให้เอามากๆ
เสียงแผ่วเบาไม่อาจจับใจความได้แว่วมากับสายลม กระทั่งหญิงชราผู้นั้นหมุนตัวเดินจากไปอีกด้าน ชายผู้นั้นจึงหันหลังกลับมา
เฉินซีสะดุ้งเฮือก ในใจลนลานจนเผลอฟุบตัวลงหลบ
ไกลขนาดนี้ไม่รู้ทำไมยังรู้สึกว่าถูกจับได้ว่าแอบมองคนอื่น...
เมื่อคิดได้อย่างนั้นก็ค่อยๆ โผล่หน้าขึ้นแอบมอง แต่เพราะไม่แน่ใจจึงค่อยๆ ลุกขึ้น
ไม่มี...ตรงนั้นไม่มีใครอยู่แล้ว
คิ้วเรียวมุ่นลงจากนั้นก็สอดส่ายสายตาไปรอบๆ ในสวน สิ่งที่เห็นตรงหน้าล้วนว่างเปล่าและเงียบงัน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่เสียงสดใสของหวั่นเยว่จะตามมา “เสี่ยวซี เราออกไปเดินเล่นข้างนอกกัน ฉันจะพาเธอแวะไปทักทายคุณย่าด้วย”
เฉินซีเดินไปเปิดประตู “เดินเล่น? ไปได้เหรอ”
“ยังไงก็ต้องจำทางเอาไว้บ้าง แต่อย่าคาดหวังว่าจะได้เข้าไปเรือนตะวันตกนะ ฉันยังไม่อยากหาเรื่องทะเลาะกับนางมารหวั่นชิง ไม่ใช่ตอนบรรยากาศแบบนี้” หวั่นเยว่ส่ายหน้าพร้อมกับช่วยเพื่อนรักปิดประตูห้อง
“บรรยากาศแบบไหน”
“ก็บรรยากาศเงียบๆ เหมือนพายุกำลังจะมาแบบตอนนี้ไง ฉันว่าเรือนตะวันตกป่านนี้คงวางแผนอะไรกันอยู่แน่ๆ” หวั่นเยว่ยักไหล่
“ฉันมีคำถาม”
“ว่ามาสิ”
“เมื่อครู่ฉันเพิ่งเห็นคนเดินอยู่ในสวนสองคน คุณย่ากับผู้ชายตัวสูงๆ”
“หืม? เธอเห็นคุณอาเหยียนแล้วเหรอ ฉันไปขอพบคุณย่าแต่คนที่เรือนหลักบอกว่าออกไปเดินเล่นกับคุณอา”
ใช่จริงๆ ด้วย!!!
เหยียนอวี่เฉิงจุมพิตลากปลายลิ้นลงไปยังฐานรอบลำคอ เขาใช้มือหนึ่งลูบไล้เคล้นคลึงอกอิ่มผ่านชุดตัวสวย อีกมือสอดลงไปยังกลางกายสาว จุ่มจ้วงปลายนิ้วจากจังหวะเชื่องช้าเป็นจังหวะรุกเร้าที่ทำเอาหวั่นเยว่ขาสั่นภาพในกระจกเงาเกิดเป็นภาพแห่งความเร้าใจที่หวั่นเยว่ยังไม่เคยลอง ใบหน้าเคร่งขรึมของเหยียนอวี่เฉิง สานสบดวงตากับหวั่นเยว่ในกระจกเงา ดวงตาคมของเขาฉายแววความต้องการ แต่กลับยังคงรอคอยจนหญิงสาวปลดปล่อยเพียงเพราะปลายนิ้วหวั่นเยว่กรีดร้องพร้อมกับร่างอ่อนยวบ เหยียนอวี่เฉิงหมุนกายอรชรเข้าหาตัว ดันแผ่นหลังหญิงสาวชิดติดกระจกเงาบานใหญ่ ท่อนขาเพรียวข้างหนึ่งถูกยกขึ้น แพนตี้ลูกไม้ถูกแหวกออก จากนั้นตัวตนแกร่งกร้าวของเขาก็จ่อประชิด“อา...ที่รัก” หวั่นเยว่รับรู้ถึงส่วนปลายที่สอดแทรก แต่เขากลับหยุดยั้งเอาไว้เพียงแค่นั้น“คุณกำลังจะสายแล้วครับ” อยู่ๆ เขาก็กระซิบแต่ยังคงกักร่างหวั่นเยว่เอาไว้ในวงแขน ท่อนขาเพรียวที่ถูกยกสูงสั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัวหวั่นเยว่ขบริมฝีปากแน่น ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เอวอ่อนเป็นฝ่ายดันเข้าหาตัวตนของเขา “เดี๋ยวนี้!” หญิงสาวร้องขอด้วยท่าทีโกรธกรุ่นแต่ก็ต้องอ้าปากครวญครางเพราะเขาโจนจ้วง
“เรียบร้อยแล้วครับ ลบตัวตนของนายหญิงหมดแล้ว แต่ยังต้องจัดการเรื่องพ่อกับแม่ของนายหญิงที่อยู่ในเรือนจำ”“สั่งการให้คนของเราจับตาดูไว้ นานๆ ครั้งหวั่นเยว่อาจอยากไปเยี่ยมพวกเขา อย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย”“แล้วถ้าพวกเขาพยายามติดต่อมาละครับ”“ให้ดูเป็นอย่างๆ ไป ยังไงเสียก็คงออกมาไม่ได้ ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็วนี้ ยังมี...คนที่ย้ายออกไปจากคฤหาสน์ จัดการให้พวกเขาอย่าได้คิดกลับมาตอแยกับที่นี่อีก”“ครับ”เสียงบางอย่างร่วงลงไปตกแตก เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมาเสียงยาว “พวกนายออกไปเถอะฉันจัดการเอง” ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปยังในครัว เสียงร้อนรนของเฉินซีดังขึ้นเป็นระยะ คนที่ก้มลงเก็บกวาดกลับยังคงเป็นเหยียนเฉิงอวี่“นายจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่มั้ย” หยวนหลิงถามหยวนฝาน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา“ถ้าเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นฉันว่าจะอยู่ แต่ตอนนี้คงไม่ คราวก่อนท้องเสียไปสามวันเพิ่งอาการดีขึ้น” หยวนฝานนิ่วหน้า หากเป็นหวั่นเยว่ที่เข้าครัวเขาคงอยากอยู่กินข้าวกับผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้เขาคงต้องรีบเผ่นหยวนหลิงเองก็เห็นด้วย ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องนายของตนที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เงาครอบงำ กลางวันมีอีกคนที่แม้เคร่งขรึม
“ไปเสียนะคะ อย่าปรากฏตัวอีกเลย อย่าให้ความหวังกันอีก ฉันอยู่ได้จริงๆ นะคะ แต่อย่าทำแบบนี้เลย” หวั่นเยว่สะอื้นพร้อมหลับตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่หลั่งรินอ้อมกอดอบอุ่นสวมกอดจากทางด้านหลัง หวั่นเยว่สะท้านเพราะเงานั้นคือใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ แต่ดวงตากลับคุ้นเคยจนน่าตกใจ ดวงตาที่เธอโหยหา...เขาที่เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบกันอีก เหยียนอวี่เฉิง…“เสี่ยวเยว่”หวั่นเยว่สะอื้นแต่กลับไม่กล้าหมุนตัวกลับมา สองมือคว้ามือใหญ่ที่สอดประสานยังหน้าท้องแบนราบ“หากคุณคือคุณอาเหยียน ฉันขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้”“ผมไม่ใช่เขา”หวั่นเยว่ยังคงไม่อยากเชื่อ หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้จนคนที่ยืนอยู่รายรอบหันมามองด้วยความสนใจ “ผมว่า...เรากำลังตกเป็นเป้าสายตา มาเถอะครับคนดี ไปคุยกันที่ร้านกาแฟตรงนั้นก็ได้”หวั่นเยว่เดินตามเขาไปโดยดี มือใหญ่ที่กุมมือจูงเดินไปข้างหน้า แผ่นหลังของเหยียนเฉิงอวี่ แต่กลับมีกลิ่นอายของ ‘เงา’ เหยียนอวี่เฉิง …ชายคนรักที่ทำให้เธอไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้“เสี่ยวเยว่ ผมจำเป็นต้องทำ เด็กคนนี้เป็นแค่เงาเหมือนผม เด็กอีกคนที่เป็นตัวจริงหากรวมร่างกลับเข้าไปดังเดิม ทั้งคุณ เฉินซีรวมไปถึงลูกของเราจะปลอดภัย ผมไม่ม
“เสี่ยวเยว่” เหยียนเฉิงอวี่รั้งหญิงสาวเอาไว้ “บางทีส่วนหนึ่งของเธออาจจะมีเสี่ยวซีอยู่”หวั่นเยว่หันกลับมายิ้มเศร้าพร้อมกับส่ายหน้า “เขาเองก็มีส่วนหนึ่งของคุณอยู่เหมือนกัน แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่คนคนเดียวกัน เหมือนกับที่คุณไม่ใช่เขา ‘เหยียนอวี่เฉิง’ คนนั้นที่อยู่กับฉันในโลกแห่งเงามายา ฉันคิดว่าคุณสมควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉันรู้ว่าคุณทำได้ ฉันไม่ต้องการพบทั้งคุณและเขา...ตลอดกาล”พูดจบหวั่นเยว่ก็เดินออกไปจากห้องรับรองของเรือนหลัก ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลไม่อาจรั้งหญิงสาวเอาไว้ได้ หญิงสาวเพียงเดินกลับไปที่ห้อง ทิ้งตัวลงนอนจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยทุกอย่างในใจออกมากับน้ำตาที่หลั่งรินทุกอย่างที่เกิดขึ้นยาวนานคล้ายชั่วอายุขัย แต่แท้ที่จริงกลับผ่านไปเพียงระยะเวลาสั้นๆ ถึงอย่างนั้นกลับตราตรึงในหัวใจจนยากจะลืมเลือนคดีทุกอย่างคลี่คลายหลังจากตำรวจสืบหาหลักฐานไม่กี่วัน คนร้ายก็คือสองสามีภรรยาจากตระกูลหวั่นคฤหาสน์ตระกูลเหยียนที่เคยรุ่งเรืองมั่งคั่ง มาบัดนี้สามตระกูลต่างก็ย้ายออกไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนแยกย้ายไปอยู่เมืองใด ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการสอบถาม ต่างคนต่างก็ย้ายไป
ทั้งสองผละออกจากกัน เฉินซีเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจเต้นรัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันว่า...บางทีต้นเหตุอาจไม่ใช่คุณ”เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง“อาจเป็นเพราะฉันเองนี่ละที่ต้านทานเสน่ห์ของคุณไม่ไหว ไม่ใช่เพราะคุณหลงกลเจ้าเงานั่น” สองมือยื่นออกไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่ม รั้งเขาให้ล้มตัวลงมาหาเหยียนเฉิงอวี่ถูกหญิงสาวดึงเข้าไปยังเตียงนอน ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง ท่ามกลางเสียงหอบกระเส่าที่เล็ดลอดออกมา ความรู้สึกที่ยังคงวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลง กระทั่งไม่อาจแยกออกว่าแท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องมนต์ หรือใครกันแน่ที่เต็มใจหลงวนในเพศรสที่แน่ๆ คือในเวลานี้สองวิญญาณต่างก็ตกเป็นทาสของอีกฝ่าย ไม่มีใครสามารถแยกออกจากใครได้อีกแล้วหลังผ่านช่วงเวลาแห่งความร้อนแรง เฉินซีตื่นขึ้นมากลางดึกในอ้อมแขนอบอุ่น หลายสิ่งที่ติดค้างในใจทำให้เฉินซีตัดสินใจเดินกลับไปยังกระจกเงาบานนั้น“เธอคือเงาของฉัน” หวั่นเยว่มองเฉินซีนิ่ง“ใช่” เฉินซีพยักหน้าพร้อมกับมองดูครรภ์ของหวั่นเยว่ อสูรน้อยในครรภ์ของหวั่นเยว่ไม่สมบูรณ์ เขาให้ความรู้สึกคล้ายไร้ซึ่งชีวิต ไม่เหมือนเด็กในครรภ์ของเธอเฉินซียื่นมือเข้าไป
เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมแพ้ หวั่นเยว่คว้าไหล่แกร่งเอาไว้พยุงกาย ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกลงบนพื้น สะโพกงามยกขึ้นและกระแทกลงตามจังหวะของห้วงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งความสุขสมระลอกใหม่แล่นพลิ้วขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหอบครางสอดประสานอย่างไม่มีวันจบสิ้น เสียงกระทบกันของผิวเนื้อดังขึ้นถี่ยิบ สะโพกงามโยกขยับด้วยจังหวะที่ทำเอาแทบขาดใจชั่วขณะหนึ่ง ‘เงา’ ถึงกับคิดว่าเขาจะยอมตายคาอกของหวั่นเยว่ ขอเพียงชีวิตนี้เขาได้อยู่กับหญิงสาวอย่างนี้ตลอดไป หากไม่ใช่ว่า...เสียงของการร่วมรักอย่างถึงแก่น ทำให้เฉินซีที่เดินไปมารอบๆ ได้ยินเข้าเหยียนเฉิงอวี่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หญิงสาวมีเวลาได้อยู่ลำพังจึงเดินวนเวียนรอบๆ ในห้องเก็บฟืนกลับมีเสียงครวญครางทำให้อดสงสัยไม่ได้จึงเดินเข้าไปดูกระจกเงาบานใหญ่คุ้นตาวางพิงอยู่ด้านในสุด ในนั้นมีภาพอันเร่าร้อนของคนสองคนกอดก่ายพัวพัน เฉินซีมองใบหน้าของหญิงสาวในกระจกเงา คนในกระจกเงาก็เหลือบสายตามองมาชั่วขณะที่เกิดเสียงปริร้าว กระจกเงาสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ‘เงา’ ที่ไม่เคยรับรู้ตัวตนของตัวเองอย่างเฉินซีเพิ่งตระหนักถึงความเป็นจริงภาพทุกอย่างสลายหายไปราวกับ
หากเป็นช่วงเวลาปกติเหยียนเฉิงอวี่จะอ่อนแอ ส่วนเขาจะแข็งแกร่งและออกไปปรากฎตัวยังโลกมนุษย์แทนอีกฝ่าย ตอนนี้ต่างออกไปเพราะเขาตกลงไปในหลุมพรางของตัวเอง เขามีคนที่ต้องแบ่งปันพลังชีวิต พลังดังกล่าวจึงไม่อาจฟื้นตัวได้ในเวลาอันรวดเร็วเงาดำก้าวเข้าไปในถังน้ำ หวั่นเยว่ถูกยกร่างขึ้นวางบนตัก ร่างงามเปลือยเปล่
มือใหญ่ยกขึ้นลูบแก้มหญิงสาวเบาๆ “เสี่ยวซี”“คะ”“เพราะอะไรถึงบอกว่ารักผม”แวบหนึ่งเขามองเห็นความลังเลไม่มั่นใจ แต่มันก็หายไปอย่างรวดเร็ว “ล้อเล่นหรือไงคะ เราแต่งงานกันแล้ว ไม่รักคุณแล้วฉันจะรักใครได้ ไม่รักคุณแล้วฉันจะแต่งงานกับคุณทำไมกัน”หญิงสาวตอบด้วยรอยยิ้ม หากแต่เหยียนเฉิงอวี่กลับรวดร้าวไปทั้ง
ในความมืดกลางสวนทางเดินที่ทอดยาวเข้าไปยังเรือนหลัก เงาร่างสีดำทะมึนกำลังเดินผ่านประตูออกมา ความเงียบอันน่าวังเวง บวกกับค่ำคืนที่ยากแก่การสังเกตเห็น ทำให้เงาร่างนั้นเดินผ่านออกมายังโถงทางเดิน ทะลุออกมายังประตูเชื่อมกระทั่งโผล่มายังประตูเรือนะวันออกบนพื้นทางเดินปรากฏรอยเท้าเปียกชื้น แต่ครู่ต่อมากลับ
ประโยคนั้นของเหยียนเฉิงอวี่ จะว่าโจ่งแจ้งก็โจ่งแจ้งหากแฝงเจตนา จะว่าตรงไปตรงมากับสิ่งที่เกิด ก็ไม่อาจมีใครตำหนิเขา หากแต่เมื่อมองจากสถานการณ์ตรงหน้า มันกลับทำให้บรรยากาศยิ่งอึดอัดหวั่นฮั่วรั้งตะเกียบกลับมาก่อนวางมันลงแล้วผายมือ “มิกล้า”เหยียนเฉิงอวี่ยิ้มที่มุมปาก เขายังคงคีบเนื้อก้อนนั้นขึ้นมาก่อ







