Share

บทที่ 1.2

last update Tanggal publikasi: 2026-03-31 07:21:39

ความยิ่งใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเหยียน แน่นอนว่าไม่มีสถาปัตยกรรมใดที่หญิงสาวเคยเห็น จะสามารถนำมาเทียบเคียงได้เลย

ตัวเรือนย่อยทั้งสี่ด้านที่สามารถมองเห็นแต่ไกล ไม่ต้องเดินดูก็เดาได้ว่าทั้งหรูหราและงดงาม ยิ่งไม่ต้องบรรยายถึงสวนตรงกลางลาน ซึ่งเป็นสวนกว้างใหญ่มีสระบัวและน้ำพุอยู่ตรงกลาง มีต้นไม้เล็กใหญ่ปลูกประดับและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

ด้านข้างมีโถงทางเดินสูงล้อมรอบ เชื่อมตัวเรือนต่างๆ เข้าหากัน กระทั่งสามารถเดินทะลุไปยังโถงกลางของคฤหาสน์ ทอดยาวไปยังเรือนหลังซึ่งเป็นเรือนประธานของคฤหาสน์ เดาว่านั้นคือที่พำนักของหัวหน้าตระกูล

หวั่นเยว่เดินนำเฉินซีไปทางด้านซ้ายมือ โถงทางเดินงดงามมีเถาวัลย์ไต่เสาทางเดิน มีดอกไม้แปลกตาสีม่วงดอกเล็กๆ แซมใบไม้สีเขียว ดูกลมกลืนกับทางเดินที่ปูด้วยหินสีน้ำตาลอ่อนเงาวับ

เมื่อเดินมาจนถึงเรือนที่อยู่ทางด้านตะวันออก ในที่สุดเฉินซีก็เริ่มเข้าใจ

รูปแบบของคฤหาสน์หลังนี้ปลูกสร้างขึ้นตามแบบราชวงศ์หมิง เรียกว่า หูถ้ง[1] เป็นการสร้างตัวเรือนซื่อเหอย่วนภายในกำแพงเดียวกันล้อมรอบลานสวน โดยอาจจะมีหลายครอบครัวอยู่รวมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแซ่เดียวกันก็ได้

เรือนที่หวั่นเยว่กำลังเดินนำไปคือเรือนตะวันออก หน้าเรือนมีอักษรแขวนเอาไว้ว่า ‘เรือนหมิงเยว่’

ปกติแล้วซื่อเหอย่วนที่เคยเห็นจะมีเรือนเล็กล้อมรอบลานสวนเดียวในบ้าน แต่ที่เห็นนับว่าแปลกตาไม่เหมือนใคร เพราะคฤหาสน์ตระกูลเหยียนแห่งนี้ นับว่าเป็นซื่อเหอย่วนขนาดใหญ่ที่มีซื่อเหอย่วนขนาดรองลงมาล้อมรอบอีกต่อหนึ่ง

“หรือว่าเรือนทั้งหมดของคฤหาสน์ก็เหมือนกัน มีตัวเรือนสี่ทิศล้อมลาน?”

“อือ” หวั่นเยว่พยักหน้า

“อา...ไม่แปลกใจเลยที่เธอบอกว่ามาครั้งแรกอาจหลงทางเอาง่ายๆ ว่าแต่ว่าที่นี่คงกว้างน่าดู เรือนสี่ทิศที่มีเรือนสี่ทิศอยู่ด้านในอีกที”

แค่จินตนาการก็ไม่ต้องบอกแล้วว่าตระกูลเหยียนร่ำรวยและกว้างใหญ่แค่ไหน “ข้าน้อยขอคารวะคุณหนูเหยียน จากนี้ไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะ”

หวั่นเยว่หัวเราะ “คุณหนูหวั่นต่างหาก ไม่มีคุณหนูเหยียนมานานแล้ว”

“อ้าว”

“คุณหนูเหยียนคนล่าสุดก็คุณย่าไง ตอนนี้เป็นผู้นำตระกูลเหยียนไม่ใช่คุณหนูเหยียน นอกนั้นแยกย่อยไปตามเรือน ตระกูลหวั่น ตระกูลหวัง แล้วก็ตระกูลชุย”

“ซับซ้อนดีแท้ เหมือนกำลังเป็นส่วนหนึ่งของศึกรักนางพญาเลย” เฉินซีหัวเราะคิก ในใจนึกถึงซีรี่ส์การแก่งแย่งในวังหลวง ทันทีที่เดินมายังเรือนหมิงเยว่ซึ่งนับว่าเป็นเรือนตะวันออกของคฤหาสน์ คล้ายๆ วังตะวันออกที่มีรัชทายาทเป็นผู้ครอบครอง

หวั่นเยว่เองก็หัวเราะออกมา “ก็คงเหมือนๆ กันนั่นแหละเพราะคุณย่าให้ความสำคัญกับคุณพ่อมาก ได้ย้ายเข้าเรือนหมิงเยว่ ก็ไม่ต่างจากการเป็นว่าที่ผู้สืบทอดหรอก”

“ไม่ใช่เคยบอกว่าเฉพาะคนตระกูลเหยียนหรือที่จะได้เป็นผู้สืบทอด”

“ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าคุณอาเหยียนไปอยู่ที่ไหนนี่ อีกอย่างแม้แต่คุณย่าก็ไม่เคยเอ่ยถึงด้วย ยังนึกว่าเขาถูกตัดขาดไปแล้ว”

เฉินซีชะงัก “ตอนนั้น...” นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเลิกคิ้วมองเพื่อนรัก “อย่าบอกนะว่าตอนนี้เขากลับมาแล้ว และนี่คงเป็นสาเหตุที่ว่านางมารหวั่นชิงคงมัวสนใจเรื่องอื่น”

หวั่นเยว่ดีดนิ้ว “บิงโก!”

“หวั่นเยว่! ทำไมไม่บอกก่อน!”

หวั่นเยว่เลิกคิ้วหันกลับมามองเพื่อน “อะไร จะบอกว่าเสียใจที่มาหรือไง จะบอกให้นี่เป็นโอกาสทองเลยนะ ตอนนี้เธอตกงานอยู่ คุณอาเองก็เพิ่งกลับมาต้องอยากได้ผู้ช่วยแน่ๆ งานนี้เงินดีแถมได้อยู่ดูอะไรสนุกๆ ด้วย”

ทั้งสองยืนมองหน้ากันครู่หนึ่ง ใบหน้ายิ่งมาก็ยิ่งเคร่งเครียด เฉินซียกมือขึ้นลูบปลายคางด้วยท่าทีคิดหนัก “น่าจะบอกกันให้เร็วกว่านี้”

“ทำไม”

“จะได้เตรียมตัวมาให้ดีกว่านี้น่ะสิ!”

ทั้งสองคนหัวเราะขึ้นพร้อมกันจากนั้นหวั่นเยว่ก็พาหญิงสาวไปยังห้องพัก “จะสมัครเป็นผู้ช่วยคุณอาคงไม่ง่าย คนเรือนโน้นเองก็คงเตรียมการคัดค้านการกลับมาของคุณอา เธอมาจังหวะนี้ถึงจะปวดหัวหน่อยแต่ถือซะว่าดีกว่าตกงานก็แล้วกัน”

“มีเธออยู่ฉันต้องกลัวอะไรละ”

“ก็นั่นน่ะสิ เรื่องรับมือนางมารหวั่นชิงให้เป็นหน้าที่ฉัน เรื่องที่เหลือก็คงง่ายขึ้นแล้ว เว้นแต่...”

“เว้นแต่อะไร”

“เว้นแต่ฉันยังไม่เคยพบคุณอา เลยไม่รู้ว่าเขามีนิสัยประหลาดอะไรหรือเปล่า อีกเดี๋ยวเธอไปพบเขาพร้อมกับฉันจะได้ช่วยกันดู เธอเก่งเรื่องการดูคนนี่”

“อะไรนะ!!!”

[1] ตรอก หรือ ซอย ภายใต้กำแพงเดียวกัน

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เงาลวง   บทที่ 10.2 จบ

    เหยียนอวี่เฉิงจุมพิตลากปลายลิ้นลงไปยังฐานรอบลำคอ เขาใช้มือหนึ่งลูบไล้เคล้นคลึงอกอิ่มผ่านชุดตัวสวย อีกมือสอดลงไปยังกลางกายสาว จุ่มจ้วงปลายนิ้วจากจังหวะเชื่องช้าเป็นจังหวะรุกเร้าที่ทำเอาหวั่นเยว่ขาสั่นภาพในกระจกเงาเกิดเป็นภาพแห่งความเร้าใจที่หวั่นเยว่ยังไม่เคยลอง ใบหน้าเคร่งขรึมของเหยียนอวี่เฉิง สานสบดวงตากับหวั่นเยว่ในกระจกเงา ดวงตาคมของเขาฉายแววความต้องการ แต่กลับยังคงรอคอยจนหญิงสาวปลดปล่อยเพียงเพราะปลายนิ้วหวั่นเยว่กรีดร้องพร้อมกับร่างอ่อนยวบ เหยียนอวี่เฉิงหมุนกายอรชรเข้าหาตัว ดันแผ่นหลังหญิงสาวชิดติดกระจกเงาบานใหญ่ ท่อนขาเพรียวข้างหนึ่งถูกยกขึ้น แพนตี้ลูกไม้ถูกแหวกออก จากนั้นตัวตนแกร่งกร้าวของเขาก็จ่อประชิด“อา...ที่รัก” หวั่นเยว่รับรู้ถึงส่วนปลายที่สอดแทรก แต่เขากลับหยุดยั้งเอาไว้เพียงแค่นั้น“คุณกำลังจะสายแล้วครับ” อยู่ๆ เขาก็กระซิบแต่ยังคงกักร่างหวั่นเยว่เอาไว้ในวงแขน ท่อนขาเพรียวที่ถูกยกสูงสั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัวหวั่นเยว่ขบริมฝีปากแน่น ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เอวอ่อนเป็นฝ่ายดันเข้าหาตัวตนของเขา “เดี๋ยวนี้!” หญิงสาวร้องขอด้วยท่าทีโกรธกรุ่นแต่ก็ต้องอ้าปากครวญครางเพราะเขาโจนจ้วง

  • เงาลวง   บทที่ 10.1

    “เรียบร้อยแล้วครับ ลบตัวตนของนายหญิงหมดแล้ว แต่ยังต้องจัดการเรื่องพ่อกับแม่ของนายหญิงที่อยู่ในเรือนจำ”“สั่งการให้คนของเราจับตาดูไว้ นานๆ ครั้งหวั่นเยว่อาจอยากไปเยี่ยมพวกเขา อย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย”“แล้วถ้าพวกเขาพยายามติดต่อมาละครับ”“ให้ดูเป็นอย่างๆ ไป ยังไงเสียก็คงออกมาไม่ได้ ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็วนี้ ยังมี...คนที่ย้ายออกไปจากคฤหาสน์ จัดการให้พวกเขาอย่าได้คิดกลับมาตอแยกับที่นี่อีก”“ครับ”เสียงบางอย่างร่วงลงไปตกแตก เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมาเสียงยาว “พวกนายออกไปเถอะฉันจัดการเอง” ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปยังในครัว เสียงร้อนรนของเฉินซีดังขึ้นเป็นระยะ คนที่ก้มลงเก็บกวาดกลับยังคงเป็นเหยียนเฉิงอวี่“นายจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่มั้ย” หยวนหลิงถามหยวนฝาน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา“ถ้าเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นฉันว่าจะอยู่ แต่ตอนนี้คงไม่ คราวก่อนท้องเสียไปสามวันเพิ่งอาการดีขึ้น” หยวนฝานนิ่วหน้า หากเป็นหวั่นเยว่ที่เข้าครัวเขาคงอยากอยู่กินข้าวกับผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้เขาคงต้องรีบเผ่นหยวนหลิงเองก็เห็นด้วย ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องนายของตนที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เงาครอบงำ กลางวันมีอีกคนที่แม้เคร่งขรึม

  • เงาลวง   บทที่ 9.5

    “ไปเสียนะคะ อย่าปรากฏตัวอีกเลย อย่าให้ความหวังกันอีก ฉันอยู่ได้จริงๆ นะคะ แต่อย่าทำแบบนี้เลย” หวั่นเยว่สะอื้นพร้อมหลับตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่หลั่งรินอ้อมกอดอบอุ่นสวมกอดจากทางด้านหลัง หวั่นเยว่สะท้านเพราะเงานั้นคือใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ แต่ดวงตากลับคุ้นเคยจนน่าตกใจ ดวงตาที่เธอโหยหา...เขาที่เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบกันอีก เหยียนอวี่เฉิง…“เสี่ยวเยว่”หวั่นเยว่สะอื้นแต่กลับไม่กล้าหมุนตัวกลับมา สองมือคว้ามือใหญ่ที่สอดประสานยังหน้าท้องแบนราบ“หากคุณคือคุณอาเหยียน ฉันขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้”“ผมไม่ใช่เขา”หวั่นเยว่ยังคงไม่อยากเชื่อ หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้จนคนที่ยืนอยู่รายรอบหันมามองด้วยความสนใจ “ผมว่า...เรากำลังตกเป็นเป้าสายตา มาเถอะครับคนดี ไปคุยกันที่ร้านกาแฟตรงนั้นก็ได้”หวั่นเยว่เดินตามเขาไปโดยดี มือใหญ่ที่กุมมือจูงเดินไปข้างหน้า แผ่นหลังของเหยียนเฉิงอวี่ แต่กลับมีกลิ่นอายของ ‘เงา’ เหยียนอวี่เฉิง …ชายคนรักที่ทำให้เธอไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้“เสี่ยวเยว่ ผมจำเป็นต้องทำ เด็กคนนี้เป็นแค่เงาเหมือนผม เด็กอีกคนที่เป็นตัวจริงหากรวมร่างกลับเข้าไปดังเดิม ทั้งคุณ เฉินซีรวมไปถึงลูกของเราจะปลอดภัย ผมไม่ม

  • เงาลวง   บทที่ 9.4

    “เสี่ยวเยว่” เหยียนเฉิงอวี่รั้งหญิงสาวเอาไว้ “บางทีส่วนหนึ่งของเธออาจจะมีเสี่ยวซีอยู่”หวั่นเยว่หันกลับมายิ้มเศร้าพร้อมกับส่ายหน้า “เขาเองก็มีส่วนหนึ่งของคุณอยู่เหมือนกัน แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่คนคนเดียวกัน เหมือนกับที่คุณไม่ใช่เขา ‘เหยียนอวี่เฉิง’ คนนั้นที่อยู่กับฉันในโลกแห่งเงามายา ฉันคิดว่าคุณสมควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉันรู้ว่าคุณทำได้ ฉันไม่ต้องการพบทั้งคุณและเขา...ตลอดกาล”พูดจบหวั่นเยว่ก็เดินออกไปจากห้องรับรองของเรือนหลัก ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลไม่อาจรั้งหญิงสาวเอาไว้ได้ หญิงสาวเพียงเดินกลับไปที่ห้อง ทิ้งตัวลงนอนจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยทุกอย่างในใจออกมากับน้ำตาที่หลั่งรินทุกอย่างที่เกิดขึ้นยาวนานคล้ายชั่วอายุขัย แต่แท้ที่จริงกลับผ่านไปเพียงระยะเวลาสั้นๆ ถึงอย่างนั้นกลับตราตรึงในหัวใจจนยากจะลืมเลือนคดีทุกอย่างคลี่คลายหลังจากตำรวจสืบหาหลักฐานไม่กี่วัน คนร้ายก็คือสองสามีภรรยาจากตระกูลหวั่นคฤหาสน์ตระกูลเหยียนที่เคยรุ่งเรืองมั่งคั่ง มาบัดนี้สามตระกูลต่างก็ย้ายออกไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนแยกย้ายไปอยู่เมืองใด ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการสอบถาม ต่างคนต่างก็ย้ายไป

  • เงาลวง   บทที่ 9.3

    ทั้งสองผละออกจากกัน เฉินซีเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจเต้นรัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันว่า...บางทีต้นเหตุอาจไม่ใช่คุณ”เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง“อาจเป็นเพราะฉันเองนี่ละที่ต้านทานเสน่ห์ของคุณไม่ไหว ไม่ใช่เพราะคุณหลงกลเจ้าเงานั่น” สองมือยื่นออกไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่ม รั้งเขาให้ล้มตัวลงมาหาเหยียนเฉิงอวี่ถูกหญิงสาวดึงเข้าไปยังเตียงนอน ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง ท่ามกลางเสียงหอบกระเส่าที่เล็ดลอดออกมา ความรู้สึกที่ยังคงวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลง กระทั่งไม่อาจแยกออกว่าแท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องมนต์ หรือใครกันแน่ที่เต็มใจหลงวนในเพศรสที่แน่ๆ คือในเวลานี้สองวิญญาณต่างก็ตกเป็นทาสของอีกฝ่าย ไม่มีใครสามารถแยกออกจากใครได้อีกแล้วหลังผ่านช่วงเวลาแห่งความร้อนแรง เฉินซีตื่นขึ้นมากลางดึกในอ้อมแขนอบอุ่น หลายสิ่งที่ติดค้างในใจทำให้เฉินซีตัดสินใจเดินกลับไปยังกระจกเงาบานนั้น“เธอคือเงาของฉัน” หวั่นเยว่มองเฉินซีนิ่ง“ใช่” เฉินซีพยักหน้าพร้อมกับมองดูครรภ์ของหวั่นเยว่ อสูรน้อยในครรภ์ของหวั่นเยว่ไม่สมบูรณ์ เขาให้ความรู้สึกคล้ายไร้ซึ่งชีวิต ไม่เหมือนเด็กในครรภ์ของเธอเฉินซียื่นมือเข้าไป

  • เงาลวง   บทที่ 9.2

    เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมแพ้ หวั่นเยว่คว้าไหล่แกร่งเอาไว้พยุงกาย ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกลงบนพื้น สะโพกงามยกขึ้นและกระแทกลงตามจังหวะของห้วงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งความสุขสมระลอกใหม่แล่นพลิ้วขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหอบครางสอดประสานอย่างไม่มีวันจบสิ้น เสียงกระทบกันของผิวเนื้อดังขึ้นถี่ยิบ สะโพกงามโยกขยับด้วยจังหวะที่ทำเอาแทบขาดใจชั่วขณะหนึ่ง ‘เงา’ ถึงกับคิดว่าเขาจะยอมตายคาอกของหวั่นเยว่ ขอเพียงชีวิตนี้เขาได้อยู่กับหญิงสาวอย่างนี้ตลอดไป หากไม่ใช่ว่า...เสียงของการร่วมรักอย่างถึงแก่น ทำให้เฉินซีที่เดินไปมารอบๆ ได้ยินเข้าเหยียนเฉิงอวี่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หญิงสาวมีเวลาได้อยู่ลำพังจึงเดินวนเวียนรอบๆ ในห้องเก็บฟืนกลับมีเสียงครวญครางทำให้อดสงสัยไม่ได้จึงเดินเข้าไปดูกระจกเงาบานใหญ่คุ้นตาวางพิงอยู่ด้านในสุด ในนั้นมีภาพอันเร่าร้อนของคนสองคนกอดก่ายพัวพัน เฉินซีมองใบหน้าของหญิงสาวในกระจกเงา คนในกระจกเงาก็เหลือบสายตามองมาชั่วขณะที่เกิดเสียงปริร้าว กระจกเงาสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ‘เงา’ ที่ไม่เคยรับรู้ตัวตนของตัวเองอย่างเฉินซีเพิ่งตระหนักถึงความเป็นจริงภาพทุกอย่างสลายหายไปราวกับ

  • เงาลวง   บทที่ 1.3

    มองดูกระเป๋าเดินทางที่มีคนนำเข้ามาวางไว้ในห้อง เฉินซีได้แต่ลังเล ข้อเสนอที่หวั่นเยว่หยิบยื่นแม้น่าสนใจ แต่การรับมือกับความซับซ้อนของตระกูลเหยียน ทำให้หญิงสาวลังเลจนรู้สึกเครียดใจหนึ่งคิดว่าหากรับมือได้ดีก็คงคุ้มค่า เพราะไม่เพียงมีงานทำแต่ยังมีหวั่นเยว่คอยช่วยอีกแรง การเริ่มต้นใหม่ที่นี่คงไม่ว้าเหว

  • เงาลวง   บทที่ 1.1

    เมืองจิ้นจง มณฑลซานซีเมืองโบราณผิงเหยาในอดีตเคยเป็นเมืองสำคัญที่โด่งดังแห่งหนึ่งของจีน ในฐานะศูนย์กลางตลาดเงินและที่ตั้งของร้านแลกเงินแห่งแรก ซึ่งเชื่อกันว่าในช่วงที่เมืองผิงเหยาเฟื่องฟูที่สุดเคยมีร้านค้าภายในเมืองถึงพันร้านแม้ปัจจุบันเมืองผิงเหยาจะไม่ได้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจเช่นอดีต แต่ความสำคัญ

  • เงาลวง   บทที่ 2.3

    ‘หล่อขั้นเทพขนาดนั้นหาได้ไม่ง่าย น้าจะจำไม่ได้ได้ยังไง น้ายังเคยถามพ่อเธอเลยว่ามีทางติดต่อกับเขามั้ย ถ้าสมัยนั้นมีมือถือสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ป่านนี้น้าคงขอเขาแต่งงานไปแล้ว น้าจำแม่นเลยเพราะชื่อคล้ายกับสามีของน้า เขาแซ่เหยียนจ้ะ เหยียนอวี่เฉิง’“เอ๋ ไม่ใช่เหยียนเฉิงอวี่หรอกเหรอคะ” เฉินซีพูดเสียง

  • เงาลวง   บทที่ 2.3

    ‘หล่อขั้นเทพขนาดนั้นหาได้ไม่ง่าย น้าจะจำไม่ได้ได้ยังไง น้ายังเคยถามพ่อเธอเลยว่ามีทางติดต่อกับเขามั้ย ถ้าสมัยนั้นมีมือถือสะดวกสบายเหมือนทุกวันนี้ ป่านนี้น้าคงขอเขาแต่งงานไปแล้ว น้าจำแม่นเลยเพราะชื่อคล้ายกับสามีของน้า เขาแซ่เหยียนจ้ะ เหยียนอวี่เฉิง’“เอ๋ ไม่ใช่เหยียนเฉิงอวี่หรอกเหรอคะ” เฉินซีพูดเสียง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status