ログインความยิ่งใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลเหยียน แน่นอนว่าไม่มีสถาปัตยกรรมใดที่หญิงสาวเคยเห็น จะสามารถนำมาเทียบเคียงได้เลย
ตัวเรือนย่อยทั้งสี่ด้านที่สามารถมองเห็นแต่ไกล ไม่ต้องเดินดูก็เดาได้ว่าทั้งหรูหราและงดงาม ยิ่งไม่ต้องบรรยายถึงสวนตรงกลางลาน ซึ่งเป็นสวนกว้างใหญ่มีสระบัวและน้ำพุอยู่ตรงกลาง มีต้นไม้เล็กใหญ่ปลูกประดับและได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
ด้านข้างมีโถงทางเดินสูงล้อมรอบ เชื่อมตัวเรือนต่างๆ เข้าหากัน กระทั่งสามารถเดินทะลุไปยังโถงกลางของคฤหาสน์ ทอดยาวไปยังเรือนหลังซึ่งเป็นเรือนประธานของคฤหาสน์ เดาว่านั้นคือที่พำนักของหัวหน้าตระกูล
หวั่นเยว่เดินนำเฉินซีไปทางด้านซ้ายมือ โถงทางเดินงดงามมีเถาวัลย์ไต่เสาทางเดิน มีดอกไม้แปลกตาสีม่วงดอกเล็กๆ แซมใบไม้สีเขียว ดูกลมกลืนกับทางเดินที่ปูด้วยหินสีน้ำตาลอ่อนเงาวับ
เมื่อเดินมาจนถึงเรือนที่อยู่ทางด้านตะวันออก ในที่สุดเฉินซีก็เริ่มเข้าใจ
รูปแบบของคฤหาสน์หลังนี้ปลูกสร้างขึ้นตามแบบราชวงศ์หมิง เรียกว่า หูถ้ง[1] เป็นการสร้างตัวเรือนซื่อเหอย่วนภายในกำแพงเดียวกันล้อมรอบลานสวน โดยอาจจะมีหลายครอบครัวอยู่รวมกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นคนแซ่เดียวกันก็ได้
เรือนที่หวั่นเยว่กำลังเดินนำไปคือเรือนตะวันออก หน้าเรือนมีอักษรแขวนเอาไว้ว่า ‘เรือนหมิงเยว่’
ปกติแล้วซื่อเหอย่วนที่เคยเห็นจะมีเรือนเล็กล้อมรอบลานสวนเดียวในบ้าน แต่ที่เห็นนับว่าแปลกตาไม่เหมือนใคร เพราะคฤหาสน์ตระกูลเหยียนแห่งนี้ นับว่าเป็นซื่อเหอย่วนขนาดใหญ่ที่มีซื่อเหอย่วนขนาดรองลงมาล้อมรอบอีกต่อหนึ่ง
“หรือว่าเรือนทั้งหมดของคฤหาสน์ก็เหมือนกัน มีตัวเรือนสี่ทิศล้อมลาน?”
“อือ” หวั่นเยว่พยักหน้า
“อา...ไม่แปลกใจเลยที่เธอบอกว่ามาครั้งแรกอาจหลงทางเอาง่ายๆ ว่าแต่ว่าที่นี่คงกว้างน่าดู เรือนสี่ทิศที่มีเรือนสี่ทิศอยู่ด้านในอีกที”
แค่จินตนาการก็ไม่ต้องบอกแล้วว่าตระกูลเหยียนร่ำรวยและกว้างใหญ่แค่ไหน “ข้าน้อยขอคารวะคุณหนูเหยียน จากนี้ไปฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะ”
หวั่นเยว่หัวเราะ “คุณหนูหวั่นต่างหาก ไม่มีคุณหนูเหยียนมานานแล้ว”
“อ้าว”
“คุณหนูเหยียนคนล่าสุดก็คุณย่าไง ตอนนี้เป็นผู้นำตระกูลเหยียนไม่ใช่คุณหนูเหยียน นอกนั้นแยกย่อยไปตามเรือน ตระกูลหวั่น ตระกูลหวัง แล้วก็ตระกูลชุย”
“ซับซ้อนดีแท้ เหมือนกำลังเป็นส่วนหนึ่งของศึกรักนางพญาเลย” เฉินซีหัวเราะคิก ในใจนึกถึงซีรี่ส์การแก่งแย่งในวังหลวง ทันทีที่เดินมายังเรือนหมิงเยว่ซึ่งนับว่าเป็นเรือนตะวันออกของคฤหาสน์ คล้ายๆ วังตะวันออกที่มีรัชทายาทเป็นผู้ครอบครอง
หวั่นเยว่เองก็หัวเราะออกมา “ก็คงเหมือนๆ กันนั่นแหละเพราะคุณย่าให้ความสำคัญกับคุณพ่อมาก ได้ย้ายเข้าเรือนหมิงเยว่ ก็ไม่ต่างจากการเป็นว่าที่ผู้สืบทอดหรอก”
“ไม่ใช่เคยบอกว่าเฉพาะคนตระกูลเหยียนหรือที่จะได้เป็นผู้สืบทอด”
“ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าคุณอาเหยียนไปอยู่ที่ไหนนี่ อีกอย่างแม้แต่คุณย่าก็ไม่เคยเอ่ยถึงด้วย ยังนึกว่าเขาถูกตัดขาดไปแล้ว”
เฉินซีชะงัก “ตอนนั้น...” นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะเลิกคิ้วมองเพื่อนรัก “อย่าบอกนะว่าตอนนี้เขากลับมาแล้ว และนี่คงเป็นสาเหตุที่ว่านางมารหวั่นชิงคงมัวสนใจเรื่องอื่น”
หวั่นเยว่ดีดนิ้ว “บิงโก!”
“หวั่นเยว่! ทำไมไม่บอกก่อน!”
หวั่นเยว่เลิกคิ้วหันกลับมามองเพื่อน “อะไร จะบอกว่าเสียใจที่มาหรือไง จะบอกให้นี่เป็นโอกาสทองเลยนะ ตอนนี้เธอตกงานอยู่ คุณอาเองก็เพิ่งกลับมาต้องอยากได้ผู้ช่วยแน่ๆ งานนี้เงินดีแถมได้อยู่ดูอะไรสนุกๆ ด้วย”
ทั้งสองยืนมองหน้ากันครู่หนึ่ง ใบหน้ายิ่งมาก็ยิ่งเคร่งเครียด เฉินซียกมือขึ้นลูบปลายคางด้วยท่าทีคิดหนัก “น่าจะบอกกันให้เร็วกว่านี้”
“ทำไม”
“จะได้เตรียมตัวมาให้ดีกว่านี้น่ะสิ!”
ทั้งสองคนหัวเราะขึ้นพร้อมกันจากนั้นหวั่นเยว่ก็พาหญิงสาวไปยังห้องพัก “จะสมัครเป็นผู้ช่วยคุณอาคงไม่ง่าย คนเรือนโน้นเองก็คงเตรียมการคัดค้านการกลับมาของคุณอา เธอมาจังหวะนี้ถึงจะปวดหัวหน่อยแต่ถือซะว่าดีกว่าตกงานก็แล้วกัน”
“มีเธออยู่ฉันต้องกลัวอะไรละ”
“ก็นั่นน่ะสิ เรื่องรับมือนางมารหวั่นชิงให้เป็นหน้าที่ฉัน เรื่องที่เหลือก็คงง่ายขึ้นแล้ว เว้นแต่...”
“เว้นแต่อะไร”
“เว้นแต่ฉันยังไม่เคยพบคุณอา เลยไม่รู้ว่าเขามีนิสัยประหลาดอะไรหรือเปล่า อีกเดี๋ยวเธอไปพบเขาพร้อมกับฉันจะได้ช่วยกันดู เธอเก่งเรื่องการดูคนนี่”
“อะไรนะ!!!”
[1] ตรอก หรือ ซอย ภายใต้กำแพงเดียวกัน
เหยียนอวี่เฉิงจุมพิตลากปลายลิ้นลงไปยังฐานรอบลำคอ เขาใช้มือหนึ่งลูบไล้เคล้นคลึงอกอิ่มผ่านชุดตัวสวย อีกมือสอดลงไปยังกลางกายสาว จุ่มจ้วงปลายนิ้วจากจังหวะเชื่องช้าเป็นจังหวะรุกเร้าที่ทำเอาหวั่นเยว่ขาสั่นภาพในกระจกเงาเกิดเป็นภาพแห่งความเร้าใจที่หวั่นเยว่ยังไม่เคยลอง ใบหน้าเคร่งขรึมของเหยียนอวี่เฉิง สานสบดวงตากับหวั่นเยว่ในกระจกเงา ดวงตาคมของเขาฉายแววความต้องการ แต่กลับยังคงรอคอยจนหญิงสาวปลดปล่อยเพียงเพราะปลายนิ้วหวั่นเยว่กรีดร้องพร้อมกับร่างอ่อนยวบ เหยียนอวี่เฉิงหมุนกายอรชรเข้าหาตัว ดันแผ่นหลังหญิงสาวชิดติดกระจกเงาบานใหญ่ ท่อนขาเพรียวข้างหนึ่งถูกยกขึ้น แพนตี้ลูกไม้ถูกแหวกออก จากนั้นตัวตนแกร่งกร้าวของเขาก็จ่อประชิด“อา...ที่รัก” หวั่นเยว่รับรู้ถึงส่วนปลายที่สอดแทรก แต่เขากลับหยุดยั้งเอาไว้เพียงแค่นั้น“คุณกำลังจะสายแล้วครับ” อยู่ๆ เขาก็กระซิบแต่ยังคงกักร่างหวั่นเยว่เอาไว้ในวงแขน ท่อนขาเพรียวที่ถูกยกสูงสั่นเทาจนแทบไม่อาจทรงตัวหวั่นเยว่ขบริมฝีปากแน่น ลืมสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เอวอ่อนเป็นฝ่ายดันเข้าหาตัวตนของเขา “เดี๋ยวนี้!” หญิงสาวร้องขอด้วยท่าทีโกรธกรุ่นแต่ก็ต้องอ้าปากครวญครางเพราะเขาโจนจ้วง
“เรียบร้อยแล้วครับ ลบตัวตนของนายหญิงหมดแล้ว แต่ยังต้องจัดการเรื่องพ่อกับแม่ของนายหญิงที่อยู่ในเรือนจำ”“สั่งการให้คนของเราจับตาดูไว้ นานๆ ครั้งหวั่นเยว่อาจอยากไปเยี่ยมพวกเขา อย่าให้พวกเขาเป็นอันตราย”“แล้วถ้าพวกเขาพยายามติดต่อมาละครับ”“ให้ดูเป็นอย่างๆ ไป ยังไงเสียก็คงออกมาไม่ได้ ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็วนี้ ยังมี...คนที่ย้ายออกไปจากคฤหาสน์ จัดการให้พวกเขาอย่าได้คิดกลับมาตอแยกับที่นี่อีก”“ครับ”เสียงบางอย่างร่วงลงไปตกแตก เหยียนเฉิงอวี่ถอนหายใจออกมาเสียงยาว “พวกนายออกไปเถอะฉันจัดการเอง” ร่างสูงหมุนตัวเดินกลับไปยังในครัว เสียงร้อนรนของเฉินซีดังขึ้นเป็นระยะ คนที่ก้มลงเก็บกวาดกลับยังคงเป็นเหยียนเฉิงอวี่“นายจะอยู่กินมื้อเย็นที่นี่มั้ย” หยวนหลิงถามหยวนฝาน อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกา“ถ้าเป็นช่วงก่อนหกโมงเย็นฉันว่าจะอยู่ แต่ตอนนี้คงไม่ คราวก่อนท้องเสียไปสามวันเพิ่งอาการดีขึ้น” หยวนฝานนิ่วหน้า หากเป็นหวั่นเยว่ที่เข้าครัวเขาคงอยากอยู่กินข้าวกับผู้เป็นนาย แต่ตอนนี้เขาคงต้องรีบเผ่นหยวนหลิงเองก็เห็นด้วย ตอนนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องนายของตนที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เงาครอบงำ กลางวันมีอีกคนที่แม้เคร่งขรึม
“ไปเสียนะคะ อย่าปรากฏตัวอีกเลย อย่าให้ความหวังกันอีก ฉันอยู่ได้จริงๆ นะคะ แต่อย่าทำแบบนี้เลย” หวั่นเยว่สะอื้นพร้อมหลับตาเพื่อไล่หยาดน้ำตาที่หลั่งรินอ้อมกอดอบอุ่นสวมกอดจากทางด้านหลัง หวั่นเยว่สะท้านเพราะเงานั้นคือใบหน้าของเหยียนเฉิงอวี่ แต่ดวงตากลับคุ้นเคยจนน่าตกใจ ดวงตาที่เธอโหยหา...เขาที่เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่ได้พบกันอีก เหยียนอวี่เฉิง…“เสี่ยวเยว่”หวั่นเยว่สะอื้นแต่กลับไม่กล้าหมุนตัวกลับมา สองมือคว้ามือใหญ่ที่สอดประสานยังหน้าท้องแบนราบ“หากคุณคือคุณอาเหยียน ฉันขอร้องว่าอย่าทำแบบนี้”“ผมไม่ใช่เขา”หวั่นเยว่ยังคงไม่อยากเชื่อ หญิงสาวเอาแต่ร้องไห้จนคนที่ยืนอยู่รายรอบหันมามองด้วยความสนใจ “ผมว่า...เรากำลังตกเป็นเป้าสายตา มาเถอะครับคนดี ไปคุยกันที่ร้านกาแฟตรงนั้นก็ได้”หวั่นเยว่เดินตามเขาไปโดยดี มือใหญ่ที่กุมมือจูงเดินไปข้างหน้า แผ่นหลังของเหยียนเฉิงอวี่ แต่กลับมีกลิ่นอายของ ‘เงา’ เหยียนอวี่เฉิง …ชายคนรักที่ทำให้เธอไม่อาจเดินหน้าต่อไปได้“เสี่ยวเยว่ ผมจำเป็นต้องทำ เด็กคนนี้เป็นแค่เงาเหมือนผม เด็กอีกคนที่เป็นตัวจริงหากรวมร่างกลับเข้าไปดังเดิม ทั้งคุณ เฉินซีรวมไปถึงลูกของเราจะปลอดภัย ผมไม่ม
“เสี่ยวเยว่” เหยียนเฉิงอวี่รั้งหญิงสาวเอาไว้ “บางทีส่วนหนึ่งของเธออาจจะมีเสี่ยวซีอยู่”หวั่นเยว่หันกลับมายิ้มเศร้าพร้อมกับส่ายหน้า “เขาเองก็มีส่วนหนึ่งของคุณอยู่เหมือนกัน แต่ถึงยังไงก็ไม่ใช่คนคนเดียวกัน เหมือนกับที่คุณไม่ใช่เขา ‘เหยียนอวี่เฉิง’ คนนั้นที่อยู่กับฉันในโลกแห่งเงามายา ฉันคิดว่าคุณสมควรจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ฉันรู้ว่าคุณทำได้ ฉันไม่ต้องการพบทั้งคุณและเขา...ตลอดกาล”พูดจบหวั่นเยว่ก็เดินออกไปจากห้องรับรองของเรือนหลัก ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลไม่อาจรั้งหญิงสาวเอาไว้ได้ หญิงสาวเพียงเดินกลับไปที่ห้อง ทิ้งตัวลงนอนจากนั้นก็ปล่อยให้ตัวเองร้องไห้ออกมา ปลดปล่อยทุกอย่างในใจออกมากับน้ำตาที่หลั่งรินทุกอย่างที่เกิดขึ้นยาวนานคล้ายชั่วอายุขัย แต่แท้ที่จริงกลับผ่านไปเพียงระยะเวลาสั้นๆ ถึงอย่างนั้นกลับตราตรึงในหัวใจจนยากจะลืมเลือนคดีทุกอย่างคลี่คลายหลังจากตำรวจสืบหาหลักฐานไม่กี่วัน คนร้ายก็คือสองสามีภรรยาจากตระกูลหวั่นคฤหาสน์ตระกูลเหยียนที่เคยรุ่งเรืองมั่งคั่ง มาบัดนี้สามตระกูลต่างก็ย้ายออกไปเงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่าทุกคนแยกย้ายไปอยู่เมืองใด ไม่มีการติดต่อ ไม่มีการสอบถาม ต่างคนต่างก็ย้ายไป
ทั้งสองผละออกจากกัน เฉินซีเม้มปากเงยหน้าขึ้นมองเขา หัวใจเต้นรัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ฉันว่า...บางทีต้นเหตุอาจไม่ใช่คุณ”เหยียนเฉิงอวี่เลิกคิ้วมองด้วยความงุนงง“อาจเป็นเพราะฉันเองนี่ละที่ต้านทานเสน่ห์ของคุณไม่ไหว ไม่ใช่เพราะคุณหลงกลเจ้าเงานั่น” สองมือยื่นออกไปคว้าสาบเสื้อของชายหนุ่ม รั้งเขาให้ล้มตัวลงมาหาเหยียนเฉิงอวี่ถูกหญิงสาวดึงเข้าไปยังเตียงนอน ม่านหน้าเตียงถูกปลดลง ท่ามกลางเสียงหอบกระเส่าที่เล็ดลอดออกมา ความรู้สึกที่ยังคงวนเวียนอยู่กับความลุ่มหลง กระทั่งไม่อาจแยกออกว่าแท้ที่จริงแล้ว ใครกันแน่ที่เป็นฝ่ายต้องมนต์ หรือใครกันแน่ที่เต็มใจหลงวนในเพศรสที่แน่ๆ คือในเวลานี้สองวิญญาณต่างก็ตกเป็นทาสของอีกฝ่าย ไม่มีใครสามารถแยกออกจากใครได้อีกแล้วหลังผ่านช่วงเวลาแห่งความร้อนแรง เฉินซีตื่นขึ้นมากลางดึกในอ้อมแขนอบอุ่น หลายสิ่งที่ติดค้างในใจทำให้เฉินซีตัดสินใจเดินกลับไปยังกระจกเงาบานนั้น“เธอคือเงาของฉัน” หวั่นเยว่มองเฉินซีนิ่ง“ใช่” เฉินซีพยักหน้าพร้อมกับมองดูครรภ์ของหวั่นเยว่ อสูรน้อยในครรภ์ของหวั่นเยว่ไม่สมบูรณ์ เขาให้ความรู้สึกคล้ายไร้ซึ่งชีวิต ไม่เหมือนเด็กในครรภ์ของเธอเฉินซียื่นมือเข้าไป
เขาเอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างยอมแพ้ หวั่นเยว่คว้าไหล่แกร่งเอาไว้พยุงกาย ปลายเท้าทั้งสองข้างจิกลงบนพื้น สะโพกงามยกขึ้นและกระแทกลงตามจังหวะของห้วงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้งความสุขสมระลอกใหม่แล่นพลิ้วขึ้นมาอีกครั้ง เสียงหอบครางสอดประสานอย่างไม่มีวันจบสิ้น เสียงกระทบกันของผิวเนื้อดังขึ้นถี่ยิบ สะโพกงามโยกขยับด้วยจังหวะที่ทำเอาแทบขาดใจชั่วขณะหนึ่ง ‘เงา’ ถึงกับคิดว่าเขาจะยอมตายคาอกของหวั่นเยว่ ขอเพียงชีวิตนี้เขาได้อยู่กับหญิงสาวอย่างนี้ตลอดไป หากไม่ใช่ว่า...เสียงของการร่วมรักอย่างถึงแก่น ทำให้เฉินซีที่เดินไปมารอบๆ ได้ยินเข้าเหยียนเฉิงอวี่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ หญิงสาวมีเวลาได้อยู่ลำพังจึงเดินวนเวียนรอบๆ ในห้องเก็บฟืนกลับมีเสียงครวญครางทำให้อดสงสัยไม่ได้จึงเดินเข้าไปดูกระจกเงาบานใหญ่คุ้นตาวางพิงอยู่ด้านในสุด ในนั้นมีภาพอันเร่าร้อนของคนสองคนกอดก่ายพัวพัน เฉินซีมองใบหน้าของหญิงสาวในกระจกเงา คนในกระจกเงาก็เหลือบสายตามองมาชั่วขณะที่เกิดเสียงปริร้าว กระจกเงาสั่นไหวราวกับกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ‘เงา’ ที่ไม่เคยรับรู้ตัวตนของตัวเองอย่างเฉินซีเพิ่งตระหนักถึงความเป็นจริงภาพทุกอย่างสลายหายไปราวกับ
หากเป็นช่วงเวลาปกติเหยียนเฉิงอวี่จะอ่อนแอ ส่วนเขาจะแข็งแกร่งและออกไปปรากฎตัวยังโลกมนุษย์แทนอีกฝ่าย ตอนนี้ต่างออกไปเพราะเขาตกลงไปในหลุมพรางของตัวเอง เขามีคนที่ต้องแบ่งปันพลังชีวิต พลังดังกล่าวจึงไม่อาจฟื้นตัวได้ในเวลาอันรวดเร็วเงาดำก้าวเข้าไปในถังน้ำ หวั่นเยว่ถูกยกร่างขึ้นวางบนตัก ร่างงามเปลือยเปล่
หัวใจของคนทั้งสองเต้นรัว การปลดปล่อยท่วมท้นกับความสุขสมอย่างไร้ที่ติ ทำเอาเฉินซีเหนื่อยอ่อนจนไม่อยากขยับตัว ถึงอย่างนั้นเมื่อเงยหน้าขึ้นสานสบดวงตาคม เอวสอบกลับเริ่มบดเบียดอีกครั้ง“อา...เฉิงอวี่ พอก่อน ฉันไม่ไหวแล้ว”เหยียนเฉิงอวี่หยัดกายขึ้นนั่ง ส่วนประสานตึงแน่นและเหยียดขยาย“อา...ให้ตายเถอะ” เฉิ
รสชาติและกลิ่นอายของเขา ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หญิงสาวกลัว ตรงกันข้ามเมื่อมองเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจของเหยียนเฉิงอวี่ เฉินซีก็ยิ่งมีความกล้าเพิ่มมากขึ้นจังหวะกระทุ้งรัวเร็วผสานกับจังหวะดูดกลืน เฉินซีรับรู้ถึงอาการเกร็งและกระตุกเร่าของเขา มือหนึ่งช่วยส่งจังหวะส่วนปลายลิ้นก็ไล้เลียดูดดึงเห
เหยียนเฉิงอวี่ลืมตาขึ้นมองหญิงสาว รอยยิ้มหล่อเหลาของเขา ทำเอาเฉินซีลมหายใจสะดุด มือใหญ่ลูบแผ่นหลังนวลเนียนเบาๆ“ที่รักครับ”หญิงสาวตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินแบบนั้น นึกถึงวันที่ตัวเองก็โดนมนต์และตื่นขึ้นมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ดวงตาคมมองสานสบดวงตาลังเลของเฉินซี รอยยิ้มอ่อนโยนจุดประกายความกล้าให้หญิ







