Masuk“วันนี้คุณญาดาจะเข้าไปที่โรงงานไหมคะ” จันทราเอ่ยถาม
“ไม่ค่ะ”
“ดีแล้วค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ ที่โรงงานมีปัญหาอะไรหรือเปล่าคะ”
“สินค้าที่เตรียมไว้สำหรับจัดส่งให้ลูกค้าหายไปบางส่วนอีกแล้วค่ะ คุณพีทกับคุณพอลเลยต้องรีบไปดูแลและจัดการกับปัญหานี้”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องแบบนี้ ใครกันนะที่กล้ามาล้วงคองูเห่าคนอย่างธนวรรธน์ได้ ระวังชะตาจะขาดโดยไม่รู้ตัว
“ทราบไหมคะว่าเป็นฝีมือใคร”
“ป้าก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะคงต้องรอให้คุณพีทคุณพอลกลับมาก่อน เราถึงจะรู้รายละเอียด สินค้าที่หายเมื่อคราวก่อนก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ นี่ก็มาหายอีก หวังว่าครั้งนี้เราจะจับคนร้ายที่เป็นหัวขโมยได้”
ณชญาดาได้แต่ยิ้ม ไม่ออกความคิดเห็นใด ๆ เพราะไม่ใช่หน้าที่ของตน
หลังจากที่ได้พบกับวันวรุณ ณชญาดาก็พยายามที่จะเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเธอและธนวรรธน์ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะหรือการมีปากเสียง
ที่จะนำพาปัญหามาให้ตัวเองเดือนเนื้อร้อนใจ ซึ่งก็ไม่ได้ยากเท่าไรเพราะเป็นช่วงที่ธนวรรธน์กำลังยุ่งอยู่กับการจัดเตรียมชาล็อตใหญ่เพื่อจัดส่งให้ลูกค้าทันตามกำหนด แถมยังต้องจัดการกับปัญหาสินค้าที่เตรียมไว้หายไปบางส่วนอีกด้วย แต่ในบางครั้งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างเช่นในเช้าวันนี้
วันวรุณเดินสวนกับณชญาดา ขณะที่กำลังเดินเข้ามาในห้องอาหาร หญิงสาวเอ่ยทักทายวันวรุณตามมารยาทก่อนจะพาเด็ก ๆ เดินจากไป
“ป้าจัดสำรับอาหารเช้าให้ไปส่งที่เรือนของคุณวันแล้วนี่คะ”
“เห็นแล้วค่ะแต่วันให้เขายกกลับมา เพราะวันจะมากินมื้อเช้าพร้อมกับพีท แล้วนี่พีทหายไปไหนคะ”
“คุณพีทกับคุณพอลไปจัดการปัญหาที่โรงงานค่ะ คุณวันนั่งก่อนสิคะเดี๋ยวป้าจะจัดอาหารเช้ามาให้ จะรับโจ๊กหรืออาหารเช้าแบบฝรั่งดีคะ”
“แค่กาแฟก็พอค่ะ”
จันทราเตรียมกาแฟมาเสิร์ฟให้หญิงสาว
“ที่โรงงานมีปัญหาอะไรเหรอคะป้าจันทร์ พีทถึงต้องรีบไปจัดการ”
“ได้ยินว่าสินค้าที่เตรียมจัดส่งให้ลูกค้าหายไปค่ะ คาดว่าคนในน่าจะเป็นคนลงมือ”
วันวรุณไหวไหล่คล้ายไม่ใส่ใจ เพราะมันไม่เกี่ยวอะไรกับตนเอง
“ถ้าพีทกลับมาให้คนไปบอกวันด้วยนะคะ วันอยากเจอพีทค่ะ”
“ได้ค่ะ คุณวันต้องการอะไรอีกไหมคะป้าจะได้จัดเตรียมให้”
“ไม่ค่ะ ขอบคุณ”
หลังจากดื่มกาแฟเสร็จวันวรุณก็เดินกลับไปที่เรือนรับรองของตนเองด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ก่อนจะกลับไปนอนต่อตามประสาคนที่ชอบนอนดึกตื่นสาย วันนี้อุตส่าห์รีบลุกมาแต่เช้า เพื่อจะไปกินอาหารมื้อเช้าพร้อมกับธนวรรธน์ แต่กลับคว้าน้ำเหลว
“น่าเบื่อชะมัดเลย” วันวรุณบ่นก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากที่กำลังหาว
ธนวรรธน์สั่งให้คนงานไปตามใหญ่ให้มาพบที่ห้องทำงาน ระหว่างรอก็พูดคุยกับน้องชายและลุงสนซึ่งเป็นผู้จัดการไร่ ถึงปัญหาที่กำลังเผชิญว่าจะแก้ไขกันด้วยวิธีใด จึงจะส่งสินค้าให้ลูกค้าได้ทันตามกำหนดเวลา ใหญ่เคาะประตูห้องทำงานก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
“คุณพีทให้คนไปตามตัวผมมาพบมีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ”
“นายแอบเอาสินค้าที่เราเตรียมจัดส่งให้ลูกค้าไปไว้ที่ไหน” ธนวรรธน์พุ่งเป้าตรงเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ
ใหญ่หน้าเสียเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้น แต่ยังคงทำหน้าซื่อเหมือนไม่รู้เรื่องที่อีกฝ่ายเอ่ยถึง
“คุณพีทหมายถึงอะไรครับ”
“ไม่ต้องแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ นายรู้ดีกว่าใครว่าสินค้าเหล่านั้นอยู่ที่ไหน”
“ผมไม่ทราบจริง ๆ ครับ”
“ฉันจะให้โอกาสนายตอบอีกครั้งหนึ่ง ว่าไงนายเอาสินค้าที่นายขโมยไปไว้ที่ไหน จะตอบดี ๆ หรือจะไปคุยกับตำรวจก็เลือกเอา” ธนวรรธน์เอ่ยเสียงเข้ม สีหน้าและแววตาของเขาบ่งบอกว่าเอาจริง
“ผมไม่ได้เอาไปนะครับคุณพีท ผมไม่รู้เรื่องและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับของที่หายไปจริง ๆ นะครับ” ใหญ่ยังคงยืนกระต่ายขาเดียวไม่ยอมรับทุกข้อกล่าวหาของผู้เป็นนาย
ธนวรรธน์ทุบโต๊ะอย่างดังก่อนจะตะโกนใส่หน้าไอ้ใหญ่
“โกหก นายรู้ดีกว่าใครเพราะนายเป็นคนขโมยไป และไม่ต้องมาเถียงข้าง ๆ คู ๆ ว่าไม่รู้เรื่อง เพราะฉันมีหลักฐานที่จะเอาผิดนายได้”
หน้าของไอ้ใหญ่ซีดเผือด แต่มันพยายามปรับสีหน้าก่อนจะย้อนถาม “หลักฐานอะไรครับ”
“เลิกทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องได้แล้วใหญ่ ฉันกับพี่พีทซ่อนกล้องวงจรปิดไว้ เราเห็นทุกการกระทำของนาย และถ้านายยังคงยืนกรานว่าไม่ได้ทำ เราจะส่งตัวนายให้ตำรวจพร้อมกับหลักฐานที่เรามี รับรองได้เลยว่านายได้เข้าไปนอนเล่นในคุกแน่โทษฐานยักยอกทรัพย์แน่”
“เลือกเอาว่าจะยอมนำของที่ขโมยไปมาคืน หรือว่าจะไปนอนเล่นในคุก” ธนวรรธน์ยื่นข้อเสนอให้อีกฝ่ายเลือก
ใหญ่คิดทบทวนว่าควรจะทำเช่นไรกับสถานการณ์ตรงหน้า แบบไหนที่จะทำให้เขาเพลี่ยงพล้ำน้อยที่สุด ถ้ายืนยันว่าไม่ได้ขโมย ก็ไม่รู้ว่าเจ้านายมีหลักฐานอะไรอยู่ในมือที่จะเอาผิดเขาได้บ้าง เกิดพลาดท่าเสียทีคงได้เข้าไปนอนในคุกแน่
แต่ถ้ายอมรับก็คงจะตกลงต่อรองกันได้ อย่างมากถูกไล่ออก ไม่ถึงกับต้องติดคุกติดตาราง
“ถ้าผมนำของทั้งหมดมาคืน คุณพีทกับคุณพอลจะไม่ดำเนินคดีกับผมใช่ไหมครับ”
ธนวรรธน์และธนกฤตหันมาสบตากัน ก่อนที่ธนวรรธน์จะตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว ชนิดที่อีกฝ่ายฟังแล้วถึงกับหนาวสะท้านในอก
“ถ้านายยอมเอาของทั้งหมดมาคืน ฉันจะก็จะไม่แจ้งความดำเนินคดี แต่ถ้านายบิดพลิ้วแม้แต่เพียงนิดเดียวล่ะก็ นายได้ถูกจับยัดเขาซังเตแน่”
ธนวรรธน์โอบกอดเธอไว้ด้วยความดีใจ นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุข “ผมดีใจมากเลยรู้ไหม ขอบคุณสำหรับของขวัญล้ำค่าที่คุณมอบให้ผม” “หุบยิ้มบ้างก็ได้นะคะ ฉันรู้แล้วค่ะว่าคุณมีความสุขมากแค่ไหน” “เราไปบอกข่าวดีนี้กับทุกคนกันเถอะ” ธนวรรธน์และณชญาดาประกาศข่าวดีนี้ให้คนอื่นรู้ ทุกคนต่างก็โห่ร้องแสดงความยินดีกับเขา แม้แต่ญาณิศาเองก็ตื่นเต้นไม่น้อยที่รู้ว่าตนเองกำลังจะมีน้อง “น้องอยู่ในนี้เหรอคะแม่ดา” ญาณิศาวางมือบนหน้าท้องแบนราบของมารดา “ใช่แล้วลูก” “เข้าไปอยู่ได้ยังไง” เด็กน้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย คำถามของญาณิศาทำให้ผู้ใหญ่หลายคนอึ้งไป เพราะไม่รู้จะตอบคำถามนั้นยังไง และพร้อมใจกันยกหน้าที่นี้ให้ณชญาดาเป็นผู้ตอบ “พอหนูโตขึ้นหนูก็จะรู้คำตอบนี้เองค่ะ” “หนูก็เคยอยู่ในท้องของแม่ดามาก่อนใช่ไหมคะ” “ใช่ค่ะ ถึงแม้หนูจะตัวเล็กตอนอยู่ในท้องแม่ แต่หนูดิ้นเก่งมากเลย” “ญาณิศาขาแดนซ์ตัวจริงเสียงจริงอยู่ตรงนี้นี่เอง อาเพิ่งรู้นะว่าญาณินแดนซ์เก่งตั้งแต่ยัง
“น่าสงสารคุณวันนะคะ ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเป็นตายร้ายดียังไง” “สงสารวันทั้งที่วันส่งคนมาจับตัวลูกของเราไปน่ะเหรอ คนแบบนี้ไม่น่าสงสารหรอกญาดา” “ฉันรู้ค่ะพีทว่าสิ่งที่เธอทำลงไปมันผิด แต่ฉันก็ไม่อยากที่จะไปซ้ำเติมอะไรเธอมากไปกว่านี้” “ใจดีมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณญาดา” “ฉันแค่สงสารเธอเท่านั้นเองค่ะคุณพอล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เอาเรื่องนะคะ ฉันเชื่อค่ะว่ากฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ ใครทำอะไรไว้ก็ต้องได้รับสิ่งนั้นเป็นการตอบแทน” “เราออกเดินทางกันดีกว่า ขืนชักช้าก็อาจจะตกไฟร์ทได้” “เดี๋ยวผมจะขับรถไปส่งพวกพี่ที่สนามบินเองครับ” “เด็ก ๆ ออกเดินทางกันได้แล้วลูก” ในขณะที่ทุกคนเดินไปขึ้นรถ ช้อยก็ถึงกับเข่าอ่อนเมื่อแอบได้ยินเรื่องราว เกี่ยวกับชะตากรรมเจ้านายของตัวเอง ดีนะที่ไม่พลอยติดร่างแหไปด้วย ไม่งั้นคงได้ไปกินข้าวแดงในคุกแน่ นาทีนั้นช้อยก็ตัดสินใจที่จะแปรพักตร์มาอยู่กับนายหญิงคนใหม่ของไร่ธนวรรธน์ ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดของตัวเอง ถ้าขืนยังกระด้างกระเดื่องมีหวังได้โดนไล่ออกเป็นแน่ ใครจะว่ายังไงก
ร่างกายของณชญาดาร้อนผ่าวไปกับการกระทำของเขา ลมหายใจหอบกระชั้นที่เป่ารดลงมาของอีกฝ่าย สร้างความวาบหวามให้เธอได้เช่นกัน ร่างสูงเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่กำลังคลอเคลียใกล้ชิดจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ทำให้หญิงสาวคิดอะไรไม่ออก รู้แต่เพียงว่าอยากให้เขาพาเธอไปให้สุดทาง ไม่ว่าเขาจะพาเธอไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหน เธอก็พร้อมที่จะไปกับเขา ใช่แต่เธอเท่านั้นที่รู้สึก ร่างกายเขาเองก็แทบจะลุกโลดไปด้วยไฟรักที่ร้อนแรงเช่นกัน หญิงสาวยอมทำทุกอย่างตามเสียงกระซิบสั่งของธนวรรธน์ดุจต้องมนตร์ ไม่ว่าเขาสั่งให้ทำอะไรเธอก็ทำตามโดยไม่ขัดขืน อีกทั้งยังตอบสนองจุมพิตและโอบรัดร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามตามที่เขาร้องขอ แถมยังเผลอเบียดตัวเข้าหาเขาแทนการวิงวอนร้องขอให้เขาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย ซึ่งธนวรรธน์ก็ทำตามคำวิงวอนนั้นโดยไม่รั้งรอ ความเชี่ยวชาญและช่ำชองของเขานั้น ไม่ทำให้หญิงสาวต้องเจ็บปวดอย่างที่เคยนึกหวั่น เพราะห่างหายจากเรื่องเหล่านี้มานานเท่ากับอายุของลูก แต่มันหาเป็นเช่นนั้น เธอรู้สึกแต่เพียงความอึดอัดที่ก่อตัวขึ้นในส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น เขาสัมผัสได้ถึงแรงปรารถนาที่ถูกซุ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีการสำคัญบนเวที เจ้าบ่าวได้ทำเซอร์ไพรสเจ้าสาว ด้วยการออกมาโชว์สเต็ปการเต้นพร้อมกับน้องชายของเขา และที่จะขาดไม่ได้เลยคือสองแสบวัยซนประจำไร่ ไม่รู้ไปแอบซุ่มซ้อมเต้นกันมาตั้งแต่เมื่อไร เสียงกรี๊ดกร๊าดพร้อมเสียงปรบมือตามจังหวะดังขึ้นตลอดเวลา แขกที่มาร่วมงานดูจะชื่นชอบและสนุกสนานไปกับเซอร์ไพรสในครั้งนี้ การแสดงของพวกเขาได้สร้างความสุขและเสียงหัวเราะให้กับทุกคนที่มาร่วมงาน โดยเฉพาะณชญาดา ไม่เคยคิดเลยว่าคนอย่างธนวรรธน์จะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เซอร์ไพรสเธอแบบนี้ เพราะมันไม่ใช่วิสัยของเขาแต่เขาก็ทำเพื่อเธอ หญิงสาวยิ้มออกมาอย่างมีความสุข และรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งที่เขาทำ เรียกได้ว่างานฉลองมงคลสมรสของธนวรรธน์และณชญาดา ได้ถูกจัดขึ้นในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง และคงจะเป็นที่กล่าวขานกันไปอีกพักใหญ่เกี่ยวกับบิ๊กเซอร์ไพรส์ของเจ้าบ่าว เมื่อถึงฤกษ์ส่งตัวเข้าหอคุณจันทราซึ่งเป็นผู้อาวุโสที่สุด ได้เป็นตัวแทนของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมาให้โอวาทแก่คู่บ่าวสาว “ป้าขออวยพรให้พวกคุณทั้งสองดูแลซึ่งกันและกัน แล้วก็รักกันให้มาก ๆ ครองรักกันอย่า
“จริงเหรอครับคุณวุธ” “จริงครับ แต่มันก็มีความสุขไปอีกแบบหนึ่ง คนเป็นแม่เหนื่อยกว่าเราเยอะ” “ไม่เป็นไรผมยอมเหนื่อยเพื่อลูก” “แล้วจะคอยดู อย่ามาบ่นให้ได้ยินนะ จะปล่อยให้เลี้ยงลูกคนเดียวให้เข็ดเลย” “อย่ามาขู่ผมเสียให้ยากเลย ผมไม่กลัวคำขู่ของคุณหรอกญาดา” “กลัวหน่อยไม่ได้เหรอคะ เราก็มีญาณินอยู่แล้วทั้งคน แค่นี้ก็พอแล้วเนอะ” ธนวรรธน์ยิ้มเมื่อได้ยินคำพูดออดอ้อนพร้อมกับยืนยันหนักแน่น “ไม่” ณชญาดาทำหน้าหนักใจกับเผด็จการทางความคิดของเขา แต่การมีลูกก็ไม่ได้แย่ ถึงจะทำให้เหนื่อยแต่ก็มีความสุข เมื่อได้เฝ้ามองพัฒนาการในทุกย่างก้าวของพวกเขา ความคิดของหญิงสาวต้องหยุดชะงักลงเมื่อได้ยินคำพูดของจิรนันท์ “ตอนแรกที่ญาดาปฏิเสธที่จะรับงานนี้ พี่นึกว่าเป็นเพราะไม่อยากทิ้งญาณินไปทำงานที่ต่างจังหวัดตามลำพัง ที่แท้คุณพีทกับญาดาเคยมีอดีตร่วมกันมาก่อน แต่ต้องเลิกลากันไปก่อนจะย้อนกลับมาคบกันใหม่อีกครั้ง แบบนี้เขาเรียกว่าลมพัดหวนใช่ไหมคะ นี่ล่ะนะที่โบราณว่าคู่กันแล้วก็ไม่แคล้วกัน” “แต่กว่าที่พวกเข
ณชญาดาเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับน้ำที่จะใช้เช็ดตัวให้ญาณิศา ธนวรรธน์ดึงตัวฑีฆายุให้นั่งบนตักเขา หญิงสาวเช็ดตัวให้ลูกด้วยความทนุถนอม เพียงไม่นานญาณิศาก็เริ่มรู้สึกตัว “น้องฟื้นแล้วครับน้าดา” “เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ” ญาณิศาส่ายหน้าก่อนจะลุกขึ้นกอดมารดา “คนใจร้ายจับตัวหนูไป” ณชญาดาลูบหลังและไหล่ของลูกพร้อมกับพูดปลอบโยน “ขวัญเอ๋ยขวัญมา ไม่เป็นไรแล้วนะลูก พ่อพีทกับอาพอลไปช่วยหนูกลับมาได้อย่างปลอดภัย” “เป็นอะไรหรือเปล่าญาณิน” ฑีฆายุเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “ไม่เป็นไรค่ะ แล้วพี่ซันละคะเป็นอะไรไหม” “พี่ไม่เป็นไร กลับบ้านไปคราวนี้พี่จะไปฝึกเทควันโดให้มาก ๆ คราวหน้าจะได้ช่วยญาณินจากคนร้ายพวกนั้นได้” สองพี่น้องกอดกันและกันไว้อย่างอบอุ่น สายใยแห่งความผูกพันของเด็กน้อยทั้งสอง เรียกรอยยิ้มจากผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ทันใดนั้นโทรศัพท์ของธนวรรธน์ก็ดังขึ้น เขากดรับคุยอยู่สักพักก็วางสายก่อนจะหันมาบอกทุกคน “ตำรวจจับตัวคนร้ายได้สองคน กำลังนำตั







