Share

บทที่ 15 สิ้นหวัง

last update Huling Na-update: 2025-11-14 10:03:55

                “ซูเม่ยเจ้าอย่าพึ่งร้อนใจ.......”

        ยังไม่ทันที่อี้เฉิงจะกล่าวจบ ซูเม่ยหันหลังกลับออกไปโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา

                “ท่านแม่เหตุใดถึงทำเช่นนี้” อี้เฉิงมองมารดาด้วยความผิดหวัง

                “แม่ขอโทษ แม่เพียงเห็นว่าช่วงนี้เจ้ามีสมาธิในการท่องตำรา หากบอกเรื่องนี้ออกไปนางจะไม่มีกะจิตกะใจช่วยเจ้าทบทวนตำรา จึงได้คิดเห็นแก่ตัว” หลี่หว่ารู้สึกผิดต่อซูเม่ยอยู่มาก

                “นี่!” อี้เฉิงกล่าวสิ่งใดไม่ออก ในใจคิดเป็นห่วงสตรีที่พึ่งออกจากเรือนเขารีบหันกายตามนางไป

        ซูเม่ยไม่รู้จะทำเช่นไรในตอนนี้ ไม่รู้จะไปที่ใดได้แต่เดินตามท้องถนนยามตะวันใกล้ลับขอบฟ้าเพียงลำพัง แสงสุดท้ายของวันค่อย ๆ ลับขอบฟ้าสองข้างทางในเมืองหลวงที่มีคนพลุกพล่านตลอดทั้งวันบัดนี้เริ่มบางตา ลมพัดผ่านต้นไม้ยามเย็นทำให้อากาศที่ร้อนระอุตลอดทั้งวันกลับมาเย็นสบายอีกครั้ง ทว่าในใจของนางกลับเหน็บหนาวความพยายามตลอดสองเดือนของนางดูไร้ความหมาย แม้ว่าจะอดทนรอเพียงใดกลับเหมือนถูกสวรรค์กลั่นแกล้งให้ต้องผิดหวังจนได้

        โรงเตี๊ยมซูเจียงตั้งอยู่เบื้องหน้า ไม่รู้ว่านางเดินมานานเพียงใดแล้วจนบัดนี้ข้ามมายังอีกฝั่งของเมือง

                “เถ้าแก่ข้าจะพักที่นี่คืนนึง” ซูเม่ยวางตราประจำตระกูลลงตรงหน้าเถ้าแก่ร้านที่ยังคงก้มหน้าตรวจบัญชีอยู่

        กว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวว่าคุณหนูของตนมาเยือน นางก็เดินขึ้นชั้นสองของโรงเตี๊ยมไปแล้ว

                 “คุณ คุณหนู มาได้อย่างไรขอรับใครมาส่งกัน” เถ้าแก่จางรีบวิ่งตามหลังซูเม่ยขึ้นไป พลางมองหารถม้าที่มาส่งนางถึงที่นี่

                “ข้าอยากพักแล้ว เจ้าไม่ต้องถาม” นางยืนมองอีกฝ่ายใบหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ ทำให้เถ้าแก่จางจำต้องเงียบปากก่อนจะเปิดห้องให้แต่โดยดี

        ด้านอี้เฉิงบัดนี้ออกตามหาซูเม่ยด้วยความร้อนใจ ยิ่งดึกมากเพียงใดความเงียบสงัดยิ่งมีมากขึ้น ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมขั้วหัวใจของบุรุษร่างสูงที่บัดนี้ยังคงอยู่บนหลังม้า ทั่วทุกแห่งที่คิดว่านางจะไปเขาค้นจนทั่วแล้วกลับไม่พบแม้แต่เงาของอีกฝ่าย

                “คุณชาย รู้ที่อยู่ของแม่นางเจียงแล้ว” ซิงเหว่ยควบม้าหยุดข้างผู้เป็นนาย

                “ที่ใด!” อี้เฉิงที่มีสีหน้าเป็นกังวลรีบถามขึ้นทันที

                “อีกฝั่งของเมืองโรงเตี๊ยมซูเจียง ที่นั่นเป็นกิจการของตระกูลเจียงขอรับ”

                “ไป” อี้เฉิงควบม้ามุ่งตรงไปยังโรงเตี๊ยมตามตำแหน่งที่ซิงเหว่ยบอกเมื่อครู่

        โรงเตี๊ยมขนาดเล็กตั้งอยู่บนถนนหลังเมือง เส้นทางนี้ผู้คนสัญจรน้อยกว่าด้านหน้าเมือง ด้วยความที่มักเป็นเส้นถนนแห่งความตายการเคลื่อนย้ายศพออกนอกเมืองมักใช้เส้นทางนี้ เหล่าคหบดีจึงไม่คิดทำกิจการ ชาวบ้านยากจนจึงพอมีพื้นที่ให้ทำกินบ้าง

        ม้าศึกที่ถูกเลือกมาเป็นพิเศษหยุดฝีเท้าลงพร้อมกับอี้เฉิงบัดนี้ลงจากหลังม้าก่อนม้าจะหยุดนิ่งเสียอีก เขาพุ่งเข้าไปโรงเตี๊ยมในทันที

                “คุณชายเพ่ย” เถ้าแก่จางรีบออกมาทักทายเมื่อเห็นว่าใครมาถึงที่แห่งนี้

                “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าเป็นใคร” อี้เฉิงส่งสายตาคาดคั้นไปยังอีกฝ่าย เขาแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักกับชายชราผู้นี้มาก่อน

                “คุณชายอย่าพึ่งร้อนใจ เจ้านายของข้าคุณชายเจียงให้ข้าตามดูแลคุณหนู จึงรู้ว่าท่านคือคนที่นางต้องคอยดูแลตลอดสองเดือน”

                “เช่นนั้นเจียงซูเม่ยเล่า” เมื่อรู้ที่ไปที่มาจึงรีบถามหาคนที่ตนเองอยากพบทันที

                “คุณหนูพักผ่อนแล้วขอรับ”

        อี้เฉิงโล่งใจเมื่อรู้ว่านางปลอดภัย สายตาเขามองทอดไปยังชั้นสองของโรงเตี๊ยม

        ยามเหม่าซูเม่ยที่ยังคงนอนตาค้างตั้งแต่เมื่อคืนลุกออกจากเตียงอย่างเหนื่อยล้า แม้คิดใคร่ครวญมาทั้งคืนนางกลับไม่เจอทางออกที่ดีกว่าการยอมไปเป็นสาวใช้ให้หยางอี้ เพื่อให้อีกฝ่ายช่วยสืบเรื่องบิดาเพราะอย่างไรเสียเขาเป็นถึงหลานชายคนเดียวของมหาราชครู แลเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงคงช่วยสืบเรื่องบิดาได้ไม่น้อย

        ซูเม่ยเดินลงจากชั้นบนของโรงเตี๊ยมตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพราะเกรงจะไม่ทันหยางอี้ออกจากจวนทว่าด้านล่างของโรงเตี๊ยมนางกลับพบอี้เฉิงนั่งอยู่

                “คุณชายเพ่ย ท่านมาตั้งแต่เมื่อไหร่” แววตาสงสัยส่งไปยังอี้เฉิงก่อนที่ร่างบางจะหยุดตรงหน้าเขา

                “ตั้งแต่เมื่อคืน” เขาลุกขึ้นมองนางด้วยความเป็นห่วง

        คำตอบของอี้เฉิงทำให้ซูเม่ยต้องแปลกใจ ‘เหตุใดเขาต้องมารออยู่ที่นี่ทั้งคืน’ ความคิดเลยเถิดผุดขึ้นในหัวของนาง

                “คุณชายมาหาข้าถึงนี่ มีเรื่องสำคัญอะไรไหรือไม่”

                “ข้าเป็นห่วงเจ้า เหตุใดต้องออกมาเพียงลำพังหากเจ้าไม่สบายใจให้ข้ามาส่งก็ได้ แลอยากขอโทษที่ท่านแม่เห็นแก่ประโยชน์ของตนโดยไม่คำนึงถึงจิตใจของเจ้าแม้แต่น้อย”

                “ขอบคุณคุณชายที่เป็นห่วง ข้าไม่ได้โทษฮูหยินเอกนางเพียงต้องการทำทุกอย่างเพื่อท่าน” ซูเม่ยไม่คิดลากอี้เฉิงมายุ่งเกี่ยวกับเรื่อง แม้นางจะผิดหวังในตัวฮูหยินเอกที่ปิดบังเรื่องสำคัญเพียงนี้กับตัวเอง ทว่าอี้เฉิงไม่ได้รู้เห็นด้วย

                “ท่านมาถูกเวลาพอดี เช่นนั้นช่วยพาข้ากลับจวนด้วยได้หรือไม่”

                “อือ” อี้เฉิงพยักหน้าก่อนเดินนำนางออกจากโรงเตี๊ยม

                “เช่นนั้นวันนี้ไปคุกหลวงดีหรือไม่ เผื่อได้รู้ข่าวอาจารย์เจียงเพิ่ม” เพ่ยอี้เฉิงถามความเห็นของนาง พลางช่วยนางขึ้นรถมาที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว

                “เอาไว้ก่อนเถอะ วันนี้ข้าจะไปงานชมบุปผากับคุณชายใหญ่”

        ซูเม่ยกล่าวโดยไม่ใส่ใจก่อนก้าวขึ้นรถม้า ทว่านั่นกลับทำให้บุรุษตัวสูงยืนนิ่งไม่ยอมก้าวขึ้นรถม้าตามนาง

                “เหตุใดยังไม่ขึ้นรถม้า?”

                “เจ้าไม่ใช่สาวใช้ของท่านพี่ เหตุใดต้องตามเขาไปด้วย” ใบหน้าที่เคยอบอุ่นกลับเย็นชาเมื่อมองสตรีบนรถม้า

                “เขาสัญญาว่าจะช่วยสืบข่าวท่านพ่อให้ อีกอย่างฮูหยินเอกก็อนุญาตแล้ว”

                “หากเพราะเรื่องอาจารย์เจียง เจ้าไม่ต้องไปก็ได้ข้าจะช่วยเจ้าหาข่าวเขาเอง”

                “ได้ข่าวจากหลายแหล่งย่อมดีกว่าแหล่งเดียว อีกอย่างงานวันนี้ขุนนางน้อยใหญ่ต้องพาบุตรของตนไปร่วมงานไม่น้อย นี่ถือเป็นโอกาสที่จะได้รู้ข่าวท่านพ่อ”

                “คุณชายรองอย่าเล่นอีกเลยตอนนี้สายแล้วข้าจะไปไม่ทันคุณชายใหญ่แล้วนะ”

        แววตาอ้อนวอนของซูเม่ยทำให้เขามิกล้าขัดขืน แม้ไม่เต็มใจหากแต่ก็มิอาจทำให้นางผิดหวังได้

        รถม้าหยุดที่หน้าจวนแม่ทัพใหญ่ ประจวบเหมาะกับที่หยางอี้กำลังจะขึ้นรถม้า เขารั้งรอเมื่อเห็นซิงเหว่ยควบรถม้ากลับมา

                “คุณชายใหญ่รอข้าด้วย”

        เสียงหวานที่ลอดผ่านรถม้าออกมา ทำบุรุษในอาภรณ์สีดำยกยิ้มอย่างพอใจ ต่างจากน้องชายที่ลงรถม้าตามสาวใช้มาบัดนี้ใบหน้ากลับบึ้งตึงจ้องมองพี่ชายอย่างไม่สบอารมณ์

                “ข้านึกว่าเจ้าจะไม่รับข้อเสนอ”

                “เปล่า แค่ขอเวลาไตร่ตรองเท่านั้น” ซูเม่ยส่ายหน้าปฏิเสธ

                “ดี เช่นนั้นก็ขึ้นรถม้า”

        ยังไม่ทันที่นางจะก้าวเท้ามือหยาบของอี้เฉิงกลับรั้งแขนนางไว้

                “เจ้าแน่ใจแล้วหรือ ที่นั่นหากมีคนรู้ว่าเจ้าเป็นบุตรสาวอาจารย์เจียงคงไม่เป็นผลดีกับเจ้าแน่”

                “ท่านวางใจเถอะ ข้าจะระวังให้มาก” ซูเม่ยจ้องมองอี้เฉิงด้วยสายตาเด็ดเดี่ยว

                “น้องรองวางใจข้าจะช่วยดูแลนาง รับรองว่าจะส่งนางคืนให้โดยไม่บาดเจ็บแม้แต่น้อย” หยางอี้จ้องมองมือที่ยังรั้งแขนของสาวใช้ไว้ไม่ยอมปล่อย

                “หวังว่าท่านพี่จะรักษาคำพูด หากซูเม่ยได้รับความไม่เป็นธรรมแม้แต่น้อยข้าคิดบัญชีกับท่านแน่” อี้เฉิงละสายตาจากสตรีเบื้องหน้า ก่อนจ้องมองพี่ชายต่างมารดาแทน

        หยางอี้แปลกใจกับคำพูดของผู้เป็นน้องชาย บุรุษที่มักเงียบขรึมบัดนี้กลับพูดจายาวเหยียด แววตาอ่อนโยนกลับแฝงด้วยไฟโทสะแลยังกล้าข่มขู่เขาทั้งที่เมื่อก่อนทั้งสองแทบไม่พูดคุยกันด้วยซ้ำ

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 57 ตอนพิเศษ

    จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 56 พร้อมหน้ากันอีกครั้ง

    “ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 55 ความโหยหาของแม่ทัพหนุ่ม

    อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 54 เจ็บปวดเพราะสตรีที่รัก

    “เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 53 ลอบสังหารรัชทายาท

    “ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 52 กวาดล้างคนชั่ว

    ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status