LOGINรถม้าหยุดลงหน้าจวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ต่างพาบุตรชายบุตรสาวเข้าร่วมงาน
“ท่านต้องการให้ข้าทำอะไร” ซูเม่ยมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า พลางถามสิ่งที่นางสงสัยว่าเขาพานางมาด้วยทำไม
“กันเหล่าสตรีออกจากข้า” หยางอี้จัดอาภรณ์ตนให้เรียบร้อย ก่อนกำชับคำสั่งแสนเรียบง่ายทว่ากลับทำได้ยากยิ่ง
“ข้าเป็นเพียงสาวใช้ จะขวางทางเหล่าคุณหนูบุตรีขุนนางใหญ่โตของราชสำนักได้อย่างไร”
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว” เขากล่าวจบก็ลงจากรถม้าโดยไม่สนสายตาขอความเห็นใจของสตรีเบื้องหน้า
ภายจวนเสนาบดีฝ่ายซ้ายถูกตกแต่งอย่างโออ่า เหล่าขุนนางใหญ่ต่างนั่งร่วมโต๊ะดื่มชา คุณหนูตระกูลใหญ่จับกลุ่มชมบุปผาอีกฝั่งของสระบัว โดยเหล่าคุณชายนั่งชมความงามของสตรีอยู่อีกฝั่ง งานในวันนี้แท้จริงแล้วมีจุดประสงค์ให้หนุ่มสาวได้เลือกคู่ครอง ทว่าสตรีที่โดดเด่นของงานนี้กลับเป็นคุณหนูจูลี่เฉี่ยวบุตรีเพียงคนเดียวของใต้เท้าจู
ซูเม่ยยืนมองหยางอี้ที่บัดนี้กลายเป็นจุดศูนย์กลางให้เหล่าคุณชายรุมล้อมแย่งกันตีสนิท ทว่าเขากลับนิ่งเฉยไม่สนจะร่วมวงสนทนาด้วย
“เจ้าเป็นสาวใช้ของคุณชายรองเพ่ยมิใช่หรือ ไม่ยักรู้ว่าใต้เท้าจูเชิญบุตรที่เกิดจากสาวใช้มาร่วมงานด้วย” คำพูดเย้ยหยันดังขึ้นด้านหลังของซูเม่ย
เจิ้งเหวินเทียนเจ็บแค้นที่ถูกนางต่อว่ากลางถนนเมื่อคราวก่อน ครั้งนี้จึงคิดเอาคืน
“วันนั้นต่อหน้าคุณชายข้าไม่เห็นท่านกล้าพูดเช่นนี้” ซูเม่ยมองอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว นางรู้ว่าเจิ้งเหวินเทียนหวาดกลัวอี้เฉิงมากเพียงใด
“เจ้า!” บุรุษอันธพาลเบื้องหน้าชี้หน้านาง
“หึ! ปากดีเช่นนี้ข้าชอบนัก ดูสิว่าเมื่อตกเป็นของข้าแล้วเจ้ายังจะพูดดีเช่นนี้หรือไม่” เหวินเทียนแสยะยิ้มก่อนจะใช้แรงฉุดลากนางโดยไม่เกรงกลัวผู้ใด
“นี่เจ้าจะทำอะไรน่ะ!” ซูเม่ยหน้าซีดด้วยความตกใจ นางไม่คาดคิดว่าเหวินเทียนจะเป็นอันธพาลได้เพียงนี้ แม้แต่กลางสวนจวนเสนาบดีแขกเหรื่อมากมายกลับไม่กระดากอายเพียงนิด นางเริ่มมองไปรอบ ๆ หวังมีคนเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วยื่นมือช่วยเหลือ
“เจ้ามองหาใคร สาวใช้อย่างเจ้าไม่มีใครสนใจหรอก แม้ว่าข้าจะฉีกอาภรณ์เจ้าตรงสวนนี่ทุกคนก็จะเห็นเป็นเรื่องขำขันเท่านั้น ไม่มีผู้ใดคิดอยากช่วยคนชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าหรอก”
คำพูดของเหวินเทียนคล้ายอ่านใจของนางออกว่าคิดการใดอยู่ นั่นกลับยิ่งทำให้ซูเม่ยหวาดกลัวขึ้นแล้วจริง ๆ หัวใจที่ตื่นกลัวเต้นไม่เป็นจังหวะ ในหัวรีบคิดหาวิธีเอาตัวรอด
“ปล่อยมือจากนาง”
เสียงเยือกเย็นราวน้ำแข็งดังขึ้น ทำให้คนทั้งสองที่ยื้อฉุดกันอยู่หยุดการกระทำก่อนหันมองเจ้าของเสียง ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หยางอี้ยืนมองทั้งสองอยู่ ก่อนหน้านี้นางยังเห็นเขาเดินไปทักทายเสนาบดีฝ่ายซ้ายเจ้าของจวนอยู่เลย
“อ้อ! คุณชายใหญ่เพ่ย” เหวินเทียนกล่าวเป็นกันเองโดยไม่คิดปล่อยมือจากอีกฝ่าย
“ข้าถูกใจสาวใช้จวนท่านไม่น้อย อย่างไรเสียท่านไม่ได้สนใจเรื่องของพวกชั้นต่ำเช่นนี้อยู่แล้ว นางผู้นี้ข้าขอแล้วกันไว้พรุ่งนี้จะส่งของขวัญไปขอบคุณท่านถึงจวน” เหวินเทียนยิ้มได้ใจ เขารู้ว่าคนอย่างหยางอี้ไม่ลดตัวมาวุ่นวายกับเรื่องของสาวใช้ต่ำศักดิ์แน่
ซูเม่ยมองคุณชายที่ตนต้องคอยรับใช้วันนี้ด้วยสายตาอ้อนวอน มือทั้งสองของของนางแดงก่ำจากการดิ้นลนให้หลุดจากการเกาะกุมของบุรุษน่ารังเกียจผู้นี้ หยางอี้มองเห็นแววตานั้นของนางอย่างชัดเจนแม้ในใจจะเดือดดาลแต่สีหน้ากลับนิ่งเฉย
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะอยากเล่นสนุกกับสาวใช้อย่างไร แต่นางไม่ใช่สาวใช้ของข้าวันนี้เพียงยืมตัวนางมาจากอี้เฉิง เช่นนั้นเจ้าไปคุยกับเขาก่อนนำตัวนางไปแล้วกัน หากไม่แล้วก็ปล่อยนางข้ารับปากกับเขาแล้วว่าจะพานางกลับไปส่งให้ถึงมือ”
เขาพูดแสนเรียบง่ายที่ทำร้ายจิตใจคนฟังอย่างซูเม่ย กลับทำให้เหวินเทียนที่หวาดกลัวอี้เฉิงเป็นทุนเดิมอยู่แล้วต้องนิ่งค้างไปชั่วครู่ ทว่ามือหนายังไม่คิดปล่อยตัวนาง
มือที่ไพล่หลังของหยางอี้บัดนี้กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน คิ้วหน้าขมวดผูกกันเป็นปมจนชัดเจน สายตาจ้องมองไปยังมือบางที่เคยขาวผ่องบัดนี้กลับแดงช้ำจนน่าปวดใจ
“ข้าบอกให้ปล่อย! อย่าให้ข้าต้องเอ่ยเป็นครั้งที่สามไม่เช่นนั้นเกรงว่าบุตรอนุอย่างเจ้าจะไม่ได้อยู่ในตระกูลเจิ้งอีก อย่าลืมเสียว่าข้าเป็นหลานชายมหาราชครู”
เหวินเทียนที่เห็นสายตาอาฆาตของคุณชายใหญ่ ผู้ไม่คิดสนโลกบัดนี้กลับกล่าวยืดเยื้อเพื่อสตรีต่ำต้อยนางเดียว จึงยอมปล่อยมือจากซูเม่ยโดยไม่คิดตอแยอีก
“ข้าก็เพียงล้อเล่นเท่านั้น คุณชายเพ่ยไม่เห็นต้องจริงจัง เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” เหวินเทียนค่อมกายลาอีกฝ่ายก่อนจะหันว่ายิ้มเยอะให้กับนางแล้วจากไป
ซูเม่ยนิ่วหน้ามองมือที่แดงก่ำทั้งสองข้างที่บัดนี้แสบร้อนไม่น้อย โดยที่ไม่ได้สังเกตเห็นแววตาเป็นห่วงของหยางอี้ที่มองมา
“มาอยู่ข้างข้า อย่าไปไกลอีกไม่เช่นนั้นข้าอาจจะตามมาไม่ทันเหมือนครั้งนี้ คนอันธพาลอย่างบุตรชายเจ้ากรมพิธีการไม่คิดรามือง่าย ๆ”
“เจ้าค่ะ” ซูเม่ยกล่าวก่อนเดิมตามเขาเข้าไปยังศาลา
ด้านในศาลาแม้กว้างขวาง ทว่ามีแต่เหล่าบุรุษที่ยืนอยู่เต็มไปหมด การที่นางเป็นสตรีเพียงผู้เดียวแม้เป็นเพียงสาวใช้ อาจจะไม่นับเป็นคนในสายตาของผู้มีศักดิ์แต่นางก็ยังทำตัวไม่ถูกอยู่ดี
“โอ้! อะไรกันนี่ คุณชายเพ่ยหยางอี้ถึงขั้นให้สาวใช้ของตนมาอยู่ข้างกายหาได้ยากยิ่ง” หนึ่งในเหล่าคุณชายพูดเสียงดัง จนดึงความสนใจจากคนอื่น ๆ ให้มองมา
หยางอี้กลับไม่สนใจ เขานั่งลงตรงโต๊ะกลมมุมศาลาที่ไม่มีผู้ใดจับจองพลางใช้สายตามองซูเม่ยสลับกับกาน้ำชา ทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าต้องทำหน้าที่สาวใช้รีบรินชาให้เขาอย่างว่าง่าย
"คุณชายเพ่ยมีสาวใช้งดงามเช่นนี้เอง ถึงว่าเหตุใดไม่สนเหล่าคุณหนูที่มองมา” แววตากรุ้มกริ่มของเหล่าคุณชายจับจ้องที่ตัวของซูเม่ยสลับกับหยางอี้
“เป็นเช่นนี้คุณหนูจูคงเสียใจไม่น้อย เมียบ่าวที่หน้าตาสะสวยคงทำให้นางขุ่นเคืองใจอยู่บ้าง”
คำพูดหยอกล้อทีเล่นทีจริงแบบนี้ ทำให้ซูเม่ยที่ยืนนิ่งทนฟังไม่ไหวมือที่ยังคงแดงก่ำกำกาน้ำชาแน่น ทว่ายังไม่ทันกล่าวสิ่งใดหยางอี้กลับพูดขึ้นเสียก่อน
“ข้าไม่ได้ชื่นชอบมีภรรยาหลายคนเหมือนพวกเจ้า แลความคิดสกปรกพวกนั้นอย่าพูดให้ข้าได้ยินอีก”
เพียงประโยคสั้น ๆ ทำให้เหล่าคุณชายทั้งหลายหน้าซีดเผือดรีบค่อมกายกล่าวขอโทษไปตาม ๆ กัน
‘มีบิดาเป็นแม่ทัพใหญ่ แถมยังเป็นบุตรชายคนเดียวของมหาราชครูมันดีเช่นนี้นี่เอง เพียงกล่าวไม่กี่คำก็สามารถข่มขู่คนอื่นได้นับสิบ’ ซูเม่ยคิดพลางจ้องมองบุรุษที่ยังคงใจเย็น นั่งจิบน้ำชาเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
“นี่ตกลงข้าให้เจ้ามาช่วยกันเหล่าสตรี หรือพาเจ้ามาเป็นภาระกันแน่ มีเรื่องต้องให้ข้าต้องเหนื่อยพูดครั้งแล้วครั้งเล่า” คำพูดอย่างไม่ใส่ใจของเขากลับทำให้ซูเม่ยเคืองใจไม่น้อย
“ขออภัยคุณชายเพ่ย ข้าเองก็ไม่อยากเป็นภาระของท่าน ต่อจากนี้คุณชายไม่ต้องช่วยข้าก็ได้ หากเกิดอะไรขึ้นข้าจะหาทางเอาตัวรอดเอง”
หยางอี้ที่กำลังจิบชานิ่งค้างไปชั่วครู่ก่อนจะดื่มชาในถ้วยต่อ คำพูดของซูเม่ยทำให้เขารู้ว่าตนเองกล่าวแรงเกินไป ทว่ากลับไม่กล้าขอโทษต่ออีกฝ่าย
จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา
“ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา
อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า
“เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ
“ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร
ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี







