เข้าสู่ระบบอี้เฉิงไม่ได้ดีใจเหมือนแต่ก่อนเมื่อคิดว่าจะได้เจอมู่หยุนเสี่ยว เขาเพียงทำตามที่ซูเม่ยบอก แจ้งสาวใช้ว่าตนนำแจกันราคาเพียงหนึ่งตำลึงมามอบให้คุณหนูมู่ เพียงไม่นานหยุนเสี่ยวก็เปิดประตูออกมาพบเขาที่หน้าจวน แม้นี่เป็นครั้งแรกที่นางยอมออกมาพบทว่าเขากลับไม่ได้ดีใจลิงโลดดั่งที่คิดไว้ กลับกันเขาเพียงรู้สึกโล่งอกเท่านั้น
“คุณชายรองเพ่ย” หยุนเสี่ยวยอบกายทักทาย
“ขออภัยคุณหนูมู่ที่มารบกวนเวลานี้ ข้าได้ยินจากซูเม่ยว่าท่านตามหาแจกันเนื้อดี บังเอิญข้าพบกับช่างทำแจกันเห็นว่าเนื้อดินละเอียดสวยงามไม่แพ้แจกันราคาแพง จึงนำมาฝากคุณหนูมู่ด้วย” อี้เฉิงกล่าวพลางยื่นแจกันให้สตรีเบื้องหน้า
“ขอบคุณคุณชายรองที่มีน้ำใจ ข้ากำลังหาแจกันราคาถูกอยู่จริงเพราะอยากได้ใส่ดอกไม้ถวายพระโพธิสัตว์พอดีเจ้าค่ะ”
ใบหน้างามยิ้มบางให้เขาเป็นครั้งแรกพลางรับแจกันลายโบตั๋นสีขาวบริสุทธิ์จากผู้มอบ อี้เฉิงเพียงยิ้มตอบตามมารยาท
“เช่นนั้นข้าไม่รบกวนเจ้าแล้ว ขอตัวก่อน”
หยุนเสี่ยวแปลกใจไม่น้อยนางนึกว่าเขาอยากจะรั้งอยู่ต่อนานกว่านี้เสียอีก ทว่านางกลับไม่ถามออกไป
“ขอบคุณอีกครั้งเจ้าค่ะ”
หยุนเสี่ยวยอบกายส่งอีกฝ่าย เช่นเดียวกับอี้เฉิงค่อมกายกล่าวลานางแล้วหันหลังกลับขึ้นรถม้า
“เหตุใดท่านกลับขึ้นมาเร็วนักเล่า นางอุตส่าห์ออกมาพบท่าน” เป็นซูเม่ยที่รู้สึกเสียดายแทน
“บ่ายคล้อยแล้ว ควรกลับได้แล้ว” เสียงเรียบเฉยดังขึ้นพลางบอกให้คนขับรถม้ากลับจวน
ตลอดเส้นทางอี้เฉิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขากลับนั่งนิ่งทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่าง ทำให้ซูเม่ยงุนงงไม่น้อยท่าทางของคุณชายเพ่ยไม่เหมือนคนที่มีความสุขจากการได้พบสตรีในดวงใจแม้แต่น้อย จนรถม้าหยุดลงหน้าจวนอีกครั้งเขาก็ยังนั่งนิ่งเช่นเดิม
“คุณชายเพ่ย พรุ่งนี้ข้าจะขอไปคุกหลวงหาท่านพ่อได้หรือไม่” นางลังเลที่จะขอความช่วยเหลือ
“อือ แล้วแต่เจ้าเลยอย่างไรเสียพรุ่งนี้อาจารย์ก็ให้หยุดไว้หนึ่งวัน” อี้เฉิงดึงความสนใจมาที่นางอีกครั้ง
“หากอยากรบกวนท่านขอฮูหยินเอก.......” นางเกรงใจตระกูลเพ่ยไม่น้อย แต่นี่เกือบสองเดือนแล้วที่นางไม่ได้ข่าวของบิดา
“เจ้าอยากให้ข้าขอท่านแม่ให้ใช่หรือไม่”
“อื้อ!” ซูเม่ยพยักหน้ารับเต็มแรง
“ได้! พรุ่งนี้ข้าจะไปเป็นเพื่อนเจ้า” เขายิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่าย
“ขอบคุณเจ้าค่ะ” ซูเม่ยกล่าวเสียงหวานก่อนยิ้มบาง
อี้เฉิงตกอยู่ในภวังค์เพียงแค่มองรอยยิ้มที่บริสุทธิ์ของนาง แววตาใสซื่อเปิดเผยสำหรับเขากลับดูน่าหลงใหลจนมิอาจละสายตา
“เช่นนั้นพรุ่งนี้ยามเฉินข้าจะมาพบท่านที่เรือน” นางกล่าวจบก่อนลงจากรถม้าไป โดยไม่ได้สังเกตแววตาเป็นประกายของบุรุษเบื้องหน้าแม้แต่น้อย
ซูเม่ยยิ้มกว้างก่อนเดินกลับไปยังเรือนสาวใช้ ทว่าศาลาหยกที่เดิมกลับพบหยางอี้นั่งดื่มชาอยู่นางได้แต่ทำตัวให้เงียบรีบเดินผ่านศาลาเจ้าปัญหา
“ทำท่าทางเช่นนั้น กลัวข้ากินเจ้าหรือไง”
เสียงเย็นชาดังไล่หลัง ซูเม่ยหยุดชะงักครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจเดินต่อไปนางหวังว่าเขาคงไม่ได้พูดกับนาง
“เหตุใดเจ้านายพูดด้วย สาวใช้อย่างเจ้ายังคิดเดินหนี” เสียงที่เย็นชากลายเป็นเยือกเย็นในทันที
ครานี้ซูเม่ยจำต้องหยุดเดินแลหันกลับมาพูดกับเขาแต่โดยดี
“คารวะคุณชายใหญ่”
“เหตุใดข้าพูดด้วยกลับเดินหนี”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หยางอี้เดินลงจากศาลาตรงมาหยุดห่างจากนางไม่กี่ก้าว
“ข้าเพียงไม่อยากขัดคำสั่งของฮูหยินรอง จึงไม่อยากรบกวนคุณชาย” นางตอบอย่างสัตย์จริง
“เจ้ากลัวแม่ข้าหรือ?” หยางอี้ไม่คิดว่าคนอย่างนางจะเกรงกลัวผู้ใด
“หากอยู่บ้านตระกูลเจียงข้าคงไม่กลัว แต่ตอนนี้เป็นเพียงสาวใช้ย่อมกลัวเป็นธรรมดาเจ้าค่ะ”
“คุณชายเรียกข้ามีอะไรหรือไม่” ซูเม่ยมักคิดว่าเขาคอยยุ่งเกี่ยวกับนางอยู่บ่อยครั้ง
“เปล่าหรอก เพียงอยากถามว่าอี้เฉิงเรียนตำราเป็นอย่างไรบ้าง อีกไม่กี่วันท่านพ่อจะกลับมาแล้ว หากเขาทำได้ดีท่านพ่อคงสบายใจมากขึ้น”
“คุณชายใหญ่ไม่ต้องกังวล คุณชายรองก้าวหน้าไม่น้อยถึงขั้นอาจารย์อู๋ออกปากชมอยู่หลายครั้ง”
“จริงหรือ?”
หยางอี้ไม่อยากจะเชื่อนัก อาจารย์อู๋เป็นผู้ที่แตกฉานด้านปราชญ์และปรัชญา หากเขาออกปากชมนั่นหมายถึงศิษย์ผู้นั้นก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
“อื้อ ข้าไม่กล้าโกหกคุณชายใหญ่” ซูเม่ยพยักหน้าตอบ
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
“ช้าก่อน”
ยังไม่ทันที่นางจะก้าวเท้ากลับถูกบุรุษเบื้องหน้าห้ามไว้
“รุ่งเช้าเจ้าต้องตามข้าไปงานชมบุปผาที่จวนเสนาบดีฝ่ายซ้าย”
“เหตุใดข้าต้องไปกับท่านด้วย ข้าไม่ใช่สาวใช้ข้างกายคุณชายใหญ่เสียหน่อย” ซูเม่ยขมวดคิ้วแน่นพลางจ้องบุรุษเบื้องหน้าอย่างเอาเรื่อง
“ข้าขอฮูหยินเอกแล้ว และนางอนุญาตแล้วด้วย” หยางอี้โน้มตัวลงจ้องมองสตรีตัวเล็กเบื้องหน้า
“แต่ข้าไม่ยินดี”
“ตอนนี้เจ้าเป็นสาวใช้ ไม่ใช่คุณหนูตระกูลเจียงที่มีท่านตาเป็นอดีตท่านโหว เจ้าไม่อาจปฏิเสธคำสั่งของเจ้านายได้”
“นี่ท่านข่มขู่ข้าหรือ” ซูเม่ยไม่พอใจกับการกระทำของบุตรชายคุณโตของท่านแม่ทัพเสียแล้ว
“ข้าไม่ได้ข่มขู่ เพียงยื่นข้อเสนอ”
“ข้อเสนอ! ข้อเสนออะไรของท่าน”
“นี่เจ้าคงยังไม่รู้? เมื่อเกือบสองเดือนก่อนอาจารย์เจียงบิดาของเจ้าถูกฮ่องเต้ย้ายไปยังคุกลับของพระองค์แล้ว หากเจ้ายอมตามที่ข้าเสนอข้าจะช่วยสืบข่าวในวังให้”
คำพูดของอีกฝ่ายทำสมองของซูเม่ยขาวโพลน ในหูได้ยินเสียงอื้ออึงเต็มไปหมดร่างกายโงนเงนแทบทรงตัวไม่อยู่ หยางอี้ตกใจที่เห็นนางเป็นเช่นนั้นรีบเข้ามาประคองร่างบางไว้ ทว่ากลับถูกอีกฝ่ายคว้าแขนทั้งสองข้างของเขาไว้แน่น แววตาตกใจจ้องมองดวงตาแสนเย็นชาของอีกฝ่าย
“ท่านว่าอะไรนะ! ท่านพ่อถูกย้ายไปที่ใด”
“นี่แม่ใหญ่ไม่ได้บอกเจ้าหรือ” หยางอี้แปลกใจที่เรื่องนานถึงเพียงนี้ แต่อีกฝ่ายกลับไม่รับรู้
ซูเม่ยผละออกจากหยางอี้ ก่อนจะรีบวิ่งไปยังเรือนฮูหยินเอกโดยไม่ได้สนใจเสียงเรียกของบุรุษด้านหลัง
ภายในห้องโถงเรือนฮูหยินเอก อี้เฉิงยังไม่ทันกลับเรือนทว่ากลับตรงมาหามารดาที่ยังคงนั่งปักผ้าอยู่
“ท่านแม่ พรุ่งนี้ลูกอยากจะขอพาซูเม่ยไปเยี่ยมอาจารย์เจียงที่คุกหลวง แต่ท่านแม่โปรดวางใจลูกไม่เปิดเผยว่าเป็นคนตระกูลเพ่ยแน่”
หลี่หว่าหยุดฝีเข็มทันทีที่ได้ยินคำขอของบุตรชาย สีหน้าเป็นกังวลจ้องมองยังอี้เฉิง
“อี้เอ๋อร์คืออย่างนี่นะ ที่จริงแล้ว.....”
“ฮูหยิน ท่านพ่อข้าถูกย้ายไปยังคุกลับจริงหรือไม่”
ยังไม่ทันที่หลี่หว่าจะบอกความจริงกับบุตรชาย กลับโดนซูเม่ยที่วิ่งหน้าตาตื่นมาจากด้านนอกถามขึ้นเสียก่อน
“เจ้าว่าอะไรนะ?” อี้เฉิงตกใจไม่แพ้อีกฝ่าย ทว่าหลี่หว่ากลับนั่งนิ่งไม่ตกใจกับข่าวที่ได้ยินแต่อย่างใด
“นี่! ใครบอกกับเจ้ากัน” ฮูหยินเอกถามใจเย็น
“คุณชายใหญ่”
“จริงหรือขอรับท่านแม่” อี้เฉิงหันไปจ้องมองมารดาด้วยสายตาคาดคั้น
หลี่หว่ามองบุตรชายก่อนพยักหน้า “อือ อาจารย์เจียงถูกย้ายไปคุกลับเมื่อเกือบสองเดือนก่อน”
“แล้วเหตุใดท่านไม่บอกข้า” ซูเม่ยผิดหวังกับสตรีเบื้องหน้า นางไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะกล้าปิดบังเรื่องสำคัญได้นานเพียงนี้
“ก็ถ้าข้าบอกเจ้า เกรงว่าจะเป็นเช่นตอนนี้ที่ร้อนรนจนควบคุมตนเองไม่ได้ แล้วหากเจ้าเอาแต่หมกมุ่นเรื่องบิดาแล้วเรื่อเรียนของอี้เฉิงเล่า” หลี่หว่าล่าวเสียงเบาในประโยคท้ายพลางหลบสายตาของอีกฝ่าย
ซูเม่ยกล่าวสิ่งใดไม่ออก นางเพียงจ้องมองสตรีที่ตนเองหลงคิดว่าเข้าอกเข้าใจตน ทว่ากลับเห็นแก่การร่ำเรียนของบุตรชายจนต้องปกปิดเรื่องสำคัญขนาดนี้กับนาง
อี้เฉิงมองหญิงสาวข้างกายอย่างเห็นใจ สายตาของนางบ่งบอกถึงความผิดหวังอย่างชัดเจน นั่นกลับทำให้ภายในอกของเขาบีบรัดรุนแรงความหวาดกลัวก่อตัวขึ้นอย่างไร้สาเหตุ จู่ ๆ เขากลับกลัวว่านางจะจากไป
จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา
“ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา
อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า
“เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ
“ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร
ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี







