Share

บทที่ 3 บากหน้า

last update Terakhir Diperbarui: 2025-11-09 13:10:25

        ยามไฮ่เจียวเจียวงัวเงียตื่นเพราะถูกสาวใช้ที่เฝ้าหน้าห้องซูเม่ยปลุกให้ตื่นขึ้น บอกคุณหนูของนางต้องการดื่มชากลางดึก แม้จะงงงวยแต่เจียวเจียวก็ทำตามคำสั่งไม่บกพร่อง

                “คุณหนูน้ำชามาแล้วเจ้าค่ะ”

        เจียวเจียวที่ยังตื่นไม่เต็มที่เดินโซเซนำน้ำชาวางบนโต๊ะกลมกลางห้อง แต่กลับไม่เห็นหญิงสาวที่ร้องขอน้ำชาอยู่ภายในห้อง ก่อนที่จะรู้สึกเจ็บบริเวณท้ายทอยพร้อมกับสติของนางค่อย ๆ ดับลง

        ซูเม่ยยังยกมือเรียวที่ฟาดสาวใช้ข้างกายให้หมดสติในครั้งเดียวค้างบนอากาศ

                “ขอโทษนะเจียวเจียว ไว้กลับมาจากช่วยท่านพ่อข้าจะให้เจ้าตีคืน”

        ซูเม่ยกล่าวอย่างรู้สึกผิด พลางลากสาวใช้ขึ้นไปนอนบนเตียงจัดการเปลี่ยนชุดคุณหนูแลชุดสาวใช้จนเรียบร้อย ก่อนจะวางจดหมายไว้บนโต๊ะแล้วออกจากเรือนเล็กไป

        บ่าวไพร่ที่เฝ้าเวรยามบัดนี้ดวงตาแทบเปิดไม่ขึ้นด้วยกลางดึกลมพัดเอื่อยชวนให้หลับใหล จนมิได้สนใจว่าสตรีที่ออกจากเรือนไปเมื่อครู่นั้นเป็นเจียวเจียวจริงหรือไม่ เพียงแต่เห็นชุดสาวใช้ก็ปล่อยออกไปโดยง่าย

        อาชาสีขาวคู่ใจถูกนำออกจากโรงเลี้ยงม้าอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่เสียงเกือกม้าจะดังไปตามเส้นทางออกนอกเมือง ท่ามกลางความมืดมิดยามราตรีมีเพียงดวงดาราบนท้องฟ้าคอยให้แสงนำทาง เงาดำทมึนท่ามกลางแมกไม้ตลอดสองข้างทางชวนให้หวาดกลัว ทว่าซูเม่ยสตรีที่เดินทางเพียงลำพังกลับไม่คิดหวาดหวั่น สายตายังคงจ้องมองไปข้างหน้าเดินทางขึ้นเหนือตามแผนที่ของพี่ชายที่นางแอบขโมยมา

        ยามเหม่า เจียวเจียวที่งัวเงียตื่นรู้สึกปวดท้ายทอยจนท้องใช้มือลูบไปมา ความทรงจำก่อนสติขาดหายค่อยๆแล่นเข้าสู่หัวที่ปวดหนึบ สายตาสำรวจสิ่งแวดล้อมรอบกาย ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างวิ่งกระโจนออกจากเรือนท่ามกลางความงุนงงของบ่าวไพร่หน้าเรือนที่ยังคงเฝ้าเวรยามอยู่

                “คุณชาย คุณชายเจ้าคะ! แย่แล้วเจ้าค่ะ” เจียวเจียวตะโกนเรียกเฉิงหยวนหน้าเรือนตะวันตก

                “เกิดเรื่องอะไรขึ้น!” เฉิงหยวนที่ยังสวมอาภรณ์ไม่เรียบร้อยรีบพุ่งออกมาจากภายในเรือนนอน

                “คุณหนู! คุณหนูซูหนีออกจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เจ้าค่ะ”

        เจียวเจียวกล่าวด้วยน้ำเสียงร้อนรน พร้อมยื่นจดหมายที่นางคว้ามาก่อนออกจากห้องให้คุณชายใหญ่

        เฉิงหยวนนวดขมับตัวเองด้วยความปวดหนึบ เขาสำรวจอาภรณ์ที่สาวใช้สวมใส่จึงมั่นใจว่าน้องสาวของตนคงวางแผนมาอย่างดี แม้เขาให้คนใช้เฝ้านางไว้แน่นหนาเพียงใดเด็กสาวจอมดื้อรั้นของเขาก็ยังคงหนีออกไปได้อยู่ดี

                “เจ้าไปแจ้งท่านแม่ว่าซูเม่ยไปเมืองหลวงแล้ว บอกนางไม่ต้องห่วงข้าจะให้คนของเราที่ค้าขายในเมืองหลวงติดตามดูแลนางเอง”

        ประตูเมืองหลงเฉิงตั้งตระหง่านเบื้องหน้า ซูเม่ยที่ควบม้ายาวนานถึงห้าวันรู้สึกปวดร้าวไปทั่วร่าง

                “ถิงถิงทนอีกนิด เดี๋ยวถึงจวนแม่ทัพใหญ่ก็ได้พักแล้ว” ซูเม่ยลูบขนม้าคู่ใจอย่างเบามือ ก่อนจูงม้าเข้าเมืองไป

        สองข้างทางบนถนนมุ่งตรงสู่พระราชวังเต็มไปด้วยชาวเมืองเดินเต็มท้องถนน สินค้ามากมายถูกวางขายข้างทาง ร้านอาหาร โรงน้ำชา ต่างเรียกลูกค้าเข้าร้านแข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย แม้ยังเป็นกลางวันแต่ขอคณิกาหลายหอยังคงคึกคักตั้งแต่เช้าตรู่ เหล่าคุณชายไม่น้อยยิ้มกริ่มโอบเอวบางสาวงามเดินเข้าไปโดยไม่กระดากอายต่อสายตาจ้องมองของคนนอก นางเลี้ยวเข้าตรอกเอ้อร์หนันจวนหลังใหญ่ตั้งตระหง่าน หน้าจวนแขวนป้ายตระกูลเพ่ยเด่นชัด

        ซูเม่ยถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนรวบรวมความกล้ามุ่งตรงไปหาทหารเฝ้าหน้าประตู

                “ข้ามาหาฮูหยินใหญ่ตระกูลเพ่ย” ซูเม่ยกล่าวชัดเจน หากแต่กลับถูกสายตาสำรวจของทหารยามมองตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า จนเจ้าตัวเริ่มขาดความมั่นใจแม้จะสวมผ้าคลุมทับอาภรณ์ หากก็ยังเผยให้เห็นชุดสาวใช้ที่นางสวมใส่ได้ชัดเจน

                “เจ้าเป็นสาวใช้บ้านใด?” ทหารยามกล่าวเสียงดัง

                “ข้า...”

        แม้อยากจะเถียงว่าไม่ใช่สาวใช้ แต่ชุดที่นางใส่คงกล่าวอ้างไม่ขึ้นแน่

                “แจ้งฮูหยินเอก ว่าอดีตคุณหนูไป๋ซิงอีแห่งตระกูลไป๋ส่งข้ามา” ซูเม่ยไม่อยากโต้แย้งกับคนไม่เกี่ยวข้อง

        เรือนฮูหยินเอก เพ่ยหลี่หว่ายังคงปักเย็บชุดสามีท่ามกลางเหล่าบุปผาหน้าเรือนที่คอยทำให้จิตใจของนางสงบนิ่งลงได้ ก่อนสาวใช้จะแจ้งถึงผู้มาเยือน

                “เรียนฮูหยิน นอกจวนมีสตรีสวมชุดสาวใช้นางหนึ่งมาขอพบ นางบอกว่าคุณหนูไป๋ซิงอีส่งนางมาเจ้าค่ะ”

        สิ้นเสียงสาวใช้หลี่หวาตกใจจนเผลอทำเข็มทิ่มมือตนเองจนเลือดซึมออกมา

                “นำนางเข้ามาพบข้า” แม้จะดีใจที่อดีตเจ้านายที่นางรักดั่งเช่นคนในครอบครัวส่งคนมาหา ทว่านางกลับรู้สึกกังวลใจมากกว่าเกรงเรื่องที่ตามมาจะเป็นเรื่องร้ายมากกว่าเรื่องดี การจากกันกว่ายี่สิบสามปีทำให้นางเองแทบจำหน้าอดีตคุณหนูของตนไม่ได้แล้ว

                “ฮูหยิน พานางมาแล้วเจ้าค่ะ”

        เสียงสาวใช้ ทำให้หลี่หว่าตื่นจากภวังค์ สายตานางจับจ้องสตรีผู้มาใหม่ ใบหน้านั่นทำให้นางตกตลึง เด็กสาวผิวขาวผ่องใบหน้างดงามดั่งจิตรกรแต่งแต้ม ดวงตากลมโตดั่งไข่มุกใต้ทะเลลึกช่างเหมือนดวงตาของซิงอีอดีตคุณหนูที่นางรับใช้ไม่มีผิด

                “เจ้าคือ?” หลี่หว่าไม่แน่ใจว่าตนคาดเดาถูกหรือไม่

                “ฮูหยินเอก ผู้น้อยเจียงซูเม่ย มารดาของข้าคือเจียงซิงอีเจ้าค่ะ” ซูเหม่ยยอบกายทักทาย

                “เช่นนี้เอง ดวงตาของเจ้าเหมือนนางไม่น้อย”

                “แล้วคุณ...แม่ของเจ้าสบายดีหรือไม่” แม้ผ่านมาถึงยี่สิบสามปีหลี่หว่ายังคงติดปากเรียกนางดั่งเช่นกาลก่อน

                “สบายดีเจ้าค่ะ หากทว่าหลายวันมานี้มีเรื่องเกิดขึ้นกับท่านพ่อ ผู้น้อยจึงบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากตระกูลเพ่ย” ซูเม่ยไม่รีรอรีบเข้าเรื่องที่นางต้องมาเมืองหลวงทันที

        หลี่หว่ามีสีหน้าลำบากใจเมื่อรู้จุดประสงค์การมาของซูเม่ย แม้นางจะเป็นถึงฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ แต่ความขลาดกลัวของนางยังคงมีไม่ต่างจากตอนเป็นสาวใช้ นางกลัวว่าการตัดสินใจของตนเองจะส่งผลต่อจวนตระกูลเพ่ย หรือทำให้ท่านแม่ทัพใหญ่เกิดความไม่พอใจ

                “เจ้าลองพูดมาเถอะ หากช่วยได้ข้ายินดีช่วย หากเป็นเรื่องสำคัญเกินที่ข้าจะตัดสินใจได้ก็จะปรึกษาท่านแม่ทัพให้”

                “ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ” แม้ไม่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะช่วยเหลือหรือไม่แต่นางยินดีที่จะลองดู

                “ข้าต้องการขอตราอภัยโทษของตระกูลเพ่ยเจ้าค่ะ”

        หลี่หว่าสำลักน้ำชาทันทีเมื่อได้ยินคำขอของเด็กสาวผู้มาเยือน นางจ้องมองสตรีเบื้องหน้าที่ยังคงทำหน้าใสซื่อไม่รู้ว่าเรื่องที่ตนขอนั้นใหญ่หลวงเพียงใด

                “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตรานั่นที่เจ้าขอ ได้มาอย่างไร” หลี่หว่าวางถ้วยน้ำชาลงก่อนถามซูเม่ย

                “พอทราบเจ้าค่ะ ตราอภัยโทษเป็นตราที่ท่านผู้เฒ่าตระกูลเพ่ยรบช่วยอดีตฮ่องเต้องค์ก่อนจนได้รับมา มันสามารถช่วยเว้นโทษให้กับผู้ที่ใช้ตรานั่นได้หนึ่งครั้ง”

                “เช่นนั้นเจ้ายังคิดขอใช้ตราอีกหรือ แม้แต่ข้ายังไม่กล้าคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน” หลี่หว่ากล่าวอย่างตำหนิ

                “ฮูหยินเพ่ยโปรดเห็นใจ ท่านพ่อข้าแต่งกวีดูแคลนฝ่าบาทและราชสำนัก จนถูกฮ่องเต้จับมาคุมขังยังเมืองหลวง ผู้น้อยร้อนใจกลัวโทษนั้นร้ายแรงถึงชีวิตท่านพ่อ จึงบากหน้ามาขอความช่วยเหลือ” ซูเม่ยคุกเข่าขอความเห็นใจ

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 57 ตอนพิเศษ

    จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 56 พร้อมหน้ากันอีกครั้ง

    “ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 55 ความโหยหาของแม่ทัพหนุ่ม

    อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 54 เจ็บปวดเพราะสตรีที่รัก

    “เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 53 ลอบสังหารรัชทายาท

    “ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร

  • เจียงซูเม่ย บุตรสาวตระกูลเจียง   บทที่ 52 กวาดล้างคนชั่ว

    ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status