LOGINเรือนตระกูลเจียงยังคงวุ่นวาย เจียงซิงอีฮูหยินของเรือนแม้จะได้รับคำปลอบโยนจากสามีก่อนหน้านี้แล้ว หากแต่คล้อยหลังสามีกลับเป็นลมล้มพับหลายคราจนหมอยาต้องเหงื่อตก ซูเม่ยกลับถึงเรือนเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นแม้คาดการณ์ไว้แล้วแต่ยังอดเป็นห่วงมารดาไม่ได้
“ท่านหมอ ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง” สายตาซูเม่ยจับจ้องสตรีร่างกายผอมแห้งบนเตียงนอน โดยที่ยังมีเจียวเจียวสาวใช้ข้างกายดูแลอยู่
“ฮูหยินเจียงทุกข์ใจฉับพลัน จึงหมดสติหลายครั้งจากนี้คุณหนูเจียงจำต้องปลอบใจนางให้ดีขึ้น”
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณท่านหมอ”
ซูเม่ยถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า กวีบทเดียวทำให้บิดาที่ทำความดีทั้งชีวิตต้องรับโทษ มารดาซึ่งอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วต้องตรอมใจรับความเป็นจริงไม่ได้ ซูเม่ยได้แต่ตัดพ้อโชคชะตา
“อาเม่ย” เสียงอ่อนแรงของมารดาดังขึ้นพร้อมมือสั่นเทายื่นมาคว้ามือซูเม่ย น้ำใสที่ไหลออกจากหางตาทำให้นางรู้ว่ามารดายังคงทำใจเรื่องบิดาถูกทางการนำตัวไปไม่ได้
“ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง”
“พ่อเจ้าถูกนำตัวไปแล้ว เช่นนี้เราจะทำเช่นไรดี”
“ท่านแม่โปรดวางใจ ท่านพ่อสัญญาว่าจะกลับมาอย่างปลอดภัย ตอนนี้รอท่านพี่กลับมาจากทำการค้าต่างเมืองเสียก่อนค่อยหารือกัน” ซูเม่ยปลอบใจมารดาพลางตบหลังมือนางเบา ๆ
“หากเราสามารถเข้าเมืองหลวง ไปขอร้องตระกูลเพ่ยได้คงดีกว่านี้” เจียงซิงอีได้แต่พึมพำลำพัง
“ตระกูลแม่ทัพใหญ่น่ะหรือเจ้าคะ” ซูเม่ยสนใจทันที
“ถูกแล้ว ฮูหยินเอกของจวนแม่ทัพแต่ก่อนเคยเป็นสาวใช้ข้างกายแม่ตั้งแต่อยู่ตระกูลไป๋ ก่อนแม่จะแต่งออกมานางถูกแม่ทัพใหญ่ที่ตอนนั้นยังเป็นคุณชายใหญ่ตระกูลเพ่ยสู่ขอ”
“แล้วเหตุใดตระกูลเพ่ยถึงจะช่วยท่านพ่อได้”
“ท่านผู้เฒ่าตระกูลเพ่ยเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่อดีตฮ่องเต้องค์ก่อน จนได้รับตราอภัยโทษเว้นโทษตายได้หนึ่งครั้ง” เจียงซิงอีเล่าด้วยใบหน้าเศร้าหมอง ความคิดนี้ของนางช่างเป็นไปได้ยาก
“ท่านแม่หมายถึง หากตระกูลเพ่ยยอมมอบตรานั่นให้เราใช่หรือไม่” แม้เป็นไปได้ยากทว่าซูเม่ยกลับมีความหวัง
“ช่างเถิดตรานั่นสำคัญกับตระกูลเพ่ยเช่นกัน การมอบให้คนนอกนั้นเป็นไปไม่ได้ เช่นไรก็รอพี่ชายเจ้ากลับมาก่อนค่อยหารือแล้วกัน”
“อือ” ซูเม่ยพยักหน้ารับคำมารดา หากแต่ในใจกลับไตร่ตรองสิ่งที่จะทำในทันที
วันรุ่งฟ้ายังไม่สว่างอาชาสีดำขลับหยุดลงหน้าจวนตระกูลเจียง บุรุษรูปงามหน้าละม้ายคล้ายซูเม่ยรีบลงจากหลังม้า มุ่งหน้าไปยังเรือนของมารดาในทันที
“ท่านแม่!” เสียงตื่นตกใจปลุกให้เจียงซิงอีตื่นจากนิทรา
“เฉิงหยวน! หยวนเอ๋อร์ของแม่” ซิงอีสะอื้นไห้เมื่อได้พบหน้าบุตรชายในรอบครึ่งปีทว่ากลับมิได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาครอบครัว ทำให้นางคิดถึงเหตุการณ์เมื่อวานอีกครั้ง
“พ่อเจ้าถูกทางการจับไปแล้ว เราจะทำอย่างไรดี” น้ำตาของมารดายังคงไหลชุ่มเสื้อของเฉิงหยวน
“ท่านแม่อย่าพึ่งร้อนใจ ท่านพ่อไม่มีทางทำให้ตนตกอยู่ในอันตรายโดยไม่วางแผนล่วงหน้าแน่” เฉิงหยวนแม้ไม่รู้เหตุผลของบิดา ทว่ากลับมั่นใจว่าบิดามีเหตุผลที่ร่ายกวีดูแคลนฮ่องเต้และเหล่าขุนนางเช่นนั้น
“หากครั้งนี้พ่อเจ้าไม่มีแผนรับมือเล่า หากครั้งนี้เพราะความเมามายจนทำให้บิดาของเจ้าพลั้งปากแต่งกวีที่ไม่เหมาะสมเช่นนั้นขึ้นมาเล่า” ฮูหยินเจียวยังคงร้อนใจ ภายในร้อนรนจนมิอาจมองในแง่ดีได้
“ท่านแม่วางใจเถอะ สุราเพียงกาเดียวมิอาจทำท่านพ่อเมามายได้ แต่ก่อนตอนอยู่จวนโหวของท่านตาสุราสิบกายังทำให้ท่านพ่อสามารถเขียนอักษรมงคลอวยพรท่านตาได้เลย ท่านแม่ลืมแล้วหรือ
คำปลอบของบุตรชายทำให้เจียงซิงอีคิดไตร่ตรองเรื่องในอดีต แม้สามีนางไม่ชอบดื่มสุราหากแต่ก็ดื่มเก่งไม่เบา สุราไม่เคยทำให้เขาเมามายจนขาดสติได้ คิดได้เช่นนั้นนางจึงเบาใจลงบ้าง
“อาเม่ยเล่าขอรับ?” สิ่งนี้ต่างหากที่ทำให้เฉิงหยวนรีบร้อนกลับมา น้องสาวที่มีนิสัยดื้อรั้นคนนี้ต้องไม่ยอมอยู่เฉยแน่
“อยู่เรือนของนาง แม่ให้บ่าวไพร่เฝ้าไว้ทั้งเช้าค่ำแล้วเจ้าไม่ต้องห่วง” ซิงอีเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม
“เช่นนั้นลูกจะไปพบน้องสาวเสียหน่อย” แม้มีบ่าวไพร่เฝ้าแต่เฉิงหยวนกลับไม่ไว้ใจ สติปัญญาที่โดดเด่นของนางไม่ใช่จะใช้ทำในเรื่องดี ๆ เสมอไป
เรือนเล็กหลังสวนยังคงเงียบสงบ ประตูยังคงปิดสนิทบ่งบอกว่าเจ้าของเรือนยังไม่ตื่นจากนิทรา บ่าวไพร่ยังคงยืนล้อมหน้าหลังเรือนอย่างแน่นหนา
“คารวะคุณชายใหญ่” เจียวเจียวสาวใช้ข้างกายที่นำน้ำล้างหน้ามาให้ซูเม่ยพอดียอบกายเคารพ
“คุณหนูตื่นหรือยัง?”
“ยังเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นปลุกนาง บอกข้ารออยู่ห้องโถง”
ภายในห้องโถงเรือนเล็กยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ของตกแต่งภายในห้องโถงกลับไม่ใช่ดอกไม้หรือของสวยงามเช่นสตรีชื่นชอบ หากแต่เป็นตำรามากมายถูกวางไว้ทุกที่คล้ายกับเป็นห้องตำรามากกว่าเป็นห้องที่ใช้รับแขก
“ท่านพี่!” ซูเม่ยยอบกายใบหน้ายิ้มดีใจ
“ไม่เจอกันนาน เจ้ายังชื่นชอบตำราเช่นเดิม” เฉิงหยวนเย้าน้องสาวเล่น
“แล้วครั้งนี้ท่านนำตำรามาฝากข้าอีกหรือไม่?” ซูเม่ยมองหาของฝากจากพี่ชาย
“ครั้งนี้ด้วยเรื่องท่านพ่อ ฃพี่รีบกลับมาก่อน ขบวนการค้าของตระกูลยังไม่กลับมาเกรงทำเจ้าผิดหวังแล้ว” เฉิงหยวนนั่งลงดื่มชาเพื่อดับกระหาย
“ท่านพี่ไปต่างเมืองบ่อย รู้เรื่องตระกูลเพ่ยดีมากน้อยเพียงใดเจ้าคะ?” ซูเม่ยนึกถึงเรื่องที่มารดาเล่า
“เจ้าคิดจะให้ตระกูลเพ่ย ที่มีฮูหยินเคยเป็นสาวใช้ท่านแม่ช่วยเหลือหรือ”
“อือ” นางไม่คิดปิดบัง
“เจ้าลืมไปเสียเถิด” เฉิงหยวนบอกปัด
“เหตุใดเล่าเจ้าคะ”
“ฮูหยินตระกูลเพ่ยแม้เป็นสตรีที่ท่านแม่ทัพรักมากสุดหัวใจ ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับไม่พอใจด้วยฐานะที่แตกต่าง จนแล้วจนรอดจึงบังคับให้แม่ทัพแต่งบุตรสาวของราชครูเป็นฮูหยินรอง แม้ไม่เต็มใจแต่ด้วยความกตัญญูการแต่งงานก็เกิดขึ้นอยู่ดี อีกทั้งฮูหยินรองดันคลอดบุตรชายคนโตให้ท่านแม่ทัพ แลยังมีความสามารถด้านบุ๋นที่ไม่ผู้บัณฑิตใดเทียบได้ ต่างจากบุตรชายคนรองที่แม้จะเกิดจากฮูหยินเอก กลับไม่เอาไหนเที่ยวเล่นไปวัน ๆ นานวันเข้าท่านแม่ทัพก็เริ่มหนักใจ แม้ตอนนี้ยังรักบุตรชายคนนี้อยู่มาก หากการเลือกผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปต้องเลือกจากความสามารถ เช่นนี้ฮูหยินเอกจะมีอำนาจใดต่อรองกับแม่ทัพเพื่อขอตราอภัยโทษให้เจ้าได้”
“มันก็ไม่แน่หรอก บางทีแม่ทัพอาจจะเห็นแก่บุญคุณของท่านแม่ที่ช่วยดูแลฮูหยินของเขาดั่งเช่นน้องสาวยอมช่วยเหลือเราก็ได้” ซูเม่ยยังไม่คิดถอดใจ
“เจ้าคิดจะไปเมืองหลวง?” เฉิงหยวนหยั่งเชิงน้องสาว
“เปล่าเสียหน่อย เมืองหลวงอยู่ไกลข้าเองไม่รู้จักจะไปได้อย่างไร จำต้องเชื่อฟังท่านกับท่านแม่อยู่แล้ว”
“เช่นนั้นก็ดี”
แม้เฉิงหยวนไม่อยากเชื่อนาง ทว่าตอนนี้เขายังทำสิ่งใดไม่ได้ จำต้องกำชับเวรยามให้จับตาดูนางต่อไป เกรงว่าความเฉลียวฉลาดของนางจะทำให้เกิดเรื่องเข้าในสักวัน
จวนแม่ทัพเมืองหลวงวุ่นวายไม่น้อย แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าจวนเพ่ยกับแม่ทัพใหญ่รวมทั้งฮูหยินใหญ่ก็ต่างวุ่นวายจัดแจงสาวใช้ไปด้วย แม้อากาศฤดูนี้ร้อนอบอ้าว ทว่าใจของอี้เฉิงกลับหนาวเหน็บ เขาแทบขาดใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียงฮูหยินตนร้องด้วยความเจ็บปวด “อีกนิดเดียวเจ้าค่ะ เบ่งเจ้าค่ะ” เสียงหมอตำแยดังออกมาจากภายในเรือนใหญ่ “อื้อ!!!” เสียงเบ่งสลับกลับเสียงร้องดังไม่หยุดหย่อน “ท่านแม่ ฮูหยินข้าจะไม่ไหวแล้ว” อี้เฉิงหน้าซีดเผือดจ้องมองเรือนใหญ่ไม่ละสายตา “เจ้าอย่าใจร้อน ซูเม่ยนางอดทนกว่าที่เจ้าคิด” “อื้อ!!!!” “แง!” เสียงทารกดังขึ้น ทำทุกคนในลานหยุดชะงักหันมองเรือนใหญ่ในทันที “คลอดแล้ว! คลอดแล้วขอรับ! ลูกข้าคลอดแล้ว” อี้เฉิงกระโดดเป็นเด็ก วิ่งไปยังหน้าประตูเรือนใหญ่ที่ยังคงปิดอยู่ ปัง! ปัง! ปัง! “ท่านแม่ยาย! ลูกข้าคลอดแล้วใช่หรือไม่” อี้เฉิงดีใจจนสำรวมอาการไม่อยู่วิ่งไปเคาะประตูเสียงดัง “นี่เจ้าเป็นพ่อคนแล้ว สำรวมหน่อย” หลี่หว่ารีบมา
“ยังขมอยู่หรือไม่” อี้เฉิงเอ่ยถามสตรีในอ้อมกอดที่บัดนี้จ้องมองตนตาโตจนน่าขำ “พอเลยเจ้าค่ะ ข้าจะนอนแล้ว” ซูเม่ยเคอะเขินจนไม่รู้จะอยู่สนทนาอย่างไรต่อแล้ว ก่อนจะพลิกตัวกลับไปล้มตัวนอน โดยที่อี้เฉิงไม่คิดเย้านางต่อปล่อยให้ฮูหยินตนที่เหน็ดเหนื่อยจากความโหยหาของตนเมื่อครู่ได้หลับสนิท ยามเหม่าแม่ทัพหนุ่มปรือตาตื่น ทว่าพื้นเตียงข้างตนกลับเย็นเฉียบ บ่งบอกว่าสตรีข้างกายได้ลุกออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่ทันที่จะตามหาซูเม่ยกลับเปิดประตูเข้ามาเสียก่อน “ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” นางเอ่ยก่อนวางอ่างน้ำลงข้างเตียง “อือ! เหตุใดฮูหยินตื่นเช้านัก” อี้เฉิงเอ่ยถามพลางรั้งเอวบางนั่งบนตักตน “อากาศเริ่มหนาวข้าเลยไปนำน้ำอุ่นมาให้ท่านพี่เช็ดหน้าเจ้าค่ะ” “เหตุใดต้องทำเอง ให้สาวใช้ยกมาก็พอ” “เรื่องของท่าน ข้าอยากเป็นคนทำให้เองเจ้าค่ะ” ซูเม่ยเอ่ยพลางยืนผ้าอุ่นให้เขา “แต่ข้ากลัวฮูหยินเหนื่อยนี่นา” อี้เฉิงท่าทางดังแมวน้อยออดอ้อนเจ้านาย “ไม่เหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ หรือท่านพี่ไม่ต้องกา
อี้เฉิงกลับถึงจวนในยามเซิน ภายในจวนเงียบสงบเช่นที่เคยเป็นเขาหยุดหน้าห้องอักษรก่อนหันมองไปยังเรือนใหญ่ “ฮูหยินล่ะ” แม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามสาวใช้ที่ผ่านมา “ฮูหยินไม่อยู่เจ้ค่ะ” “ไม่อยู่! หมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวใช้รายงาน ‘เจ้าไม่กลับเรือนนานเพียงนี้ ไม่เกรงซูเม่ยจะคิดว่าเจ้าทอดทิ้งแล้วจากไปหรือ’ คำพูดของบิดาที่เอ่ยเตือนผุดขึ้นในหัว ก่อนที่เขาจะละทิ้งห่อสัมภาระไว้ตรงนั้นแล้ววิ่งไปยังเรือนใหญ่ ประตูเรือนถูกเปิดออกอย่างแรง ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า หัวใจของแม่ทัพหนุ่มเกือบหยุดเต้น การบีบรัดของก้อนเนื้อในอกช่างทรมาน “ฮูหยิน ฮูหยิน!” เขาเดินวนไปทั่วเรือนใหญ่กลับไร้วี่แววของนาง ภายในหัวเขาขาวโพลนเสียงอื้ออึงเกิดขึ้นในหู เมื่อมองไปทางใดมีแต่หมอกขาวขวางกั้นไม่พบแม่แต่เงาของนาง “ซูเม่ย! เจ้าอยู่ไหน!” อี้เฉิงแตกตื่นลนลานวิ่งวุ่นไปทั่วจวน เหล่าบ่าวไพร่ต่างตกใจกับท่าทางคล้ายคนเสียสติของท่านแม่ทัพ “ซิงเหว่ยเตรียมม้า ข้าจะไปตามหาซูเม่ย” เขาตะโกนเรียกองครักษ์ข้า
“เจ้าคิดจะช่วยมันหรือ” อี้เฉิงไม่สนเป็นผู้ใด เขาพร้อมจะต่อสู้หากคิดขวางทางแก้แค้นของเขา “อี้เฉิงท่านใจเย็นก่อน ชายผู้นี้ไม่ได้ทำข้าด่างพร้อย” ซูเม่ยเห็นเหตุการณ์ตรงหน้า รีบอธิบายความจริงทันที อี้เฉิงสมองขาวโพลน ในหัวว่างเปล่าหันมองนางอย่างช้า ๆ เขาไม่รู้จะต้องรู้สึกอย่างไร ดีใจ โล่งใจ สับสน หรือแค้นเคือง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” อี้เฉิงมองนางด้วยอารมณืที่หลากหลาย ไม่ต่างจากจูฉือและหัวหน้าหน่วยสังหารที่งุนงงไม่ต่างกัน “ฝ่าบาทรู้ว่าจูฉือจะต้องช่วยลี่เฉี่ยวกำจัดหม่อมฉัน จึงให้องครักษ์ห่าวตูลอบอารักขา เมื่อชายผู้นี้เข้ามาข้าจึงได้ฝากรอยแผลลึกไว้ที่หน้าเขาก่อนที่จะสลบไป ไม่นานองครักษ์ห่าวตูก็ได้ใช้ยาสลบและยาสับสนให้กับชายผู้นี้ เขาจึงคิดมาตลอดว่าทำแผนการสำเร็จ” ซูเม่ยอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น อี้เฉิงตกใจกลับสิ่งที่ได้ยิน แววตาของซูเม่ยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่สื่อออกมาอย่างชัดเจน เวลานี้เขาเข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง ใบหน้าแค้นเคืองบัดนี้กลับเป็นนิ่งงัน กระบี่ลดต่ำลงก่อนจะถอยห่างจากหัวหน้ามือสังหาร โดยไม่ได้หันหน้ามองซ
“ฮูหยินข้าเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย” อี้เฉิงรู้สึกแปลกใจเมื่อฮ่องเต้ต้องการดึงนางเข้าไปเกี่ยว “เรื่องนั้นท่านต้องรอถามฮูหยินท่านอธิบายเองแล้ว ตอนนี้ควรรีบเร่งหากช้ากว่านี้ เกรงองค์รัชทายาทจะตกอยู่ในอันตรายได้” อี้เฉิงแม้กระวนกระวายใจ แต่สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปเข้าวังหลวงอารักขาองค์รัชทายาทเสียก่อน และนี้อาจจะเป็นโอกาสให้กำจัดขั้วขุนนางฝั่งตระกูลจูลงได้ “ซูเม่ย ตื่นเถอะ” อี้เฉิงกระซิบเสียงเบาข้าหูนาง “เกิดอะไรหรือเจ้าคะ” นางปรือตาตื่นเมื่อเห็นฟ้าโดยรอบยังมืดอยู่จึงแปลกใจไม่น้อย “องครักษ์ห่าวตูมา” สิ้นประโยคซูเม่ยกลับนั่งตัวตรง ดวงตาที่หนักอึ้งกลับสว่างในทันที “จริงหรือเจ้าคะ” ท่าทางตกใจของนางทำให้อี้เฉิงคาดเดาว่านางคงมีเรื่องปิดบังตนแน่ “ใช่! ฮ่องเต้ให้เจ้าเข้าวังพร้อมข้า เกรงว่าจูฉือคิดส่งคนสังหารรัชทายาทแล้ว” อี้เฉิงเอ่ยพลางลุกขึ้นสวมชุดเกราะ ไม่ต่างจากซูเม่ยสวมอาภรณ์ให้เรียบร้อย ก่อนเดินออกจากเรือน “ฮูหยินน้อยเพ่ย ท่านยังจำหน้าโจรผู้นั้นได้หร
ราชโองการประกาศออกไปทั่วแคว้น องค์ชายใหญ่เปี่ยมด้วยเมตตา พระปรีชามากล้น นับแต่นี้ขึ้นเป็นรัชทายาทของแคว้นเฟิงหยาง แม้เสนาบดีซ้ายคิดขัดขวางทว่าบทความนั้นช่างน่าอายจนมิอาจหน้าหนาหาข้ออ้างได้ ด้านตระกูลโจวก็มีเรื่องกังวลไม่แพ้กันด้วยกำแพงเมืองเหนือพังลง เพราะรองเจ้ากรมโยธาอย่างโจวเหิงซานคิดอมเงินหลวง อีกทั้งไม่ยอมจ่ายค่าจ้างคนงานนานถึงครึ่งปี บัดนี้โทษทัณฑ์เข้าใกล้ตัวคิดหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ท้องพระโรงเจิงหมิงประทับนั่งบัลลังก์มังกร การสืบคดีหัวเมืองเหนือสิ้นสุด ขุนนางทุกผู้ถูกเรียกเข้าร่วมหารือทันที “ทูลฝ่าบาท กำแพงเหนือพังลงเพราะโจวเหิงซานใช้ของไม่มีคุณภาพ หินที่นำมาสร้างก็น้อยนิด ดินมีแต่เศษฟางทำให้ไม่แข็งแรงพังลงอย่างง่ายดาย อีกทั้งคนงานบอกไม่ได้ค่าจ้างมาหกเดือนแล้ว ก่อนหน้าแม้ได้ค่าแรงแต่ก็เพียงครึ่งนึงของราคาประกาศของราชสำนัก พ่ะย่ะค่ะ” สิ้นคำกราบทูล เจิ้งหมิงใบหน้าโกรธเกรี้ยว สองมือกำแน่นสายตาพิฆาตจ้องมองโจวเหิงซานโดยไม่ละสายตา “ทหารนำชายชั่วนี้ไปประหาร” เสียงทรงอำนาจดังลั่น “ฝะฝ่าบาท ไว้ชี







