Share

ฉันคือเจียงเสวี่ยอิ๋งเหรอเนี่ย 1.1

Author: sanvittayam
last update Last Updated: 2026-02-04 12:50:06

ฉันคือเจียงเสวี่ยอิ๋งเหรอเนี่ย

“พะ พี่...ฟื้นแล้วเหรอคะ เป็นยังไงบ้าง” เจียงเสวี่ยหนิงเอ่ยถาม ทว่าเสียงของเธอดูจะตะกุกตะกักไม่น้อย คล้ายกับกลัวคนตรงหน้าเสียเหลือเกิน

“เอ่อ...”

พรลดากำลังจะเอ่ยปากพูด แต่ก็ต้องหยุดชะงักเมื่อใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าเหมือนกับคนในความฝันของเธอก่อนหน้านี้ไม่ผิดเพี้ยน

“ฟะ...ฟื้นแล้ว หมายความว่ายังไง” เธอถามย้ำเพื่อความมั่นใจ

พอได้ยินอย่างนั้น เจียงเสวี่ยหนิงจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฟื้นแล้วก็ดีค่ะ เดี๋ยวฉันเช็ดตัวให้นะคะ”  

เมื่อเห็นพี่สาวตื่นขึ้นมาเจียงเสวี่ยหนิงก็เหมือนหนูเห็นแมว เอาแต่ก็มหน้าไม่กล้าสบตา พอเธอเอ่ยถามก็ตอบเสียงเบาหวิวจนฟังไม่รู้เรื่อง และยังเข้ามาดูแลเธอตั้งแต่เอาน้ำใส่อ่างมาล้างหน้าให้ราวกับตัวเองเป็นคนรับใช้

แค่ตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าไม่ใช่บ้านตัวเอง พรลดารู้สึกแปลกใจมาก อีกทั้งยังพบกับน้องสาวที่อยู่ในฝันนั่น ตอนนี้คิดยังไงก็คิดไม่ออกว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เมื่อเจียงเสวี่ยหนิงยกน้ำมาให้ พรลดาจึงตัดสินใจก็มมองหน้าตัวเองที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำในอ่างล้างหน้า ก่อนจะตกใจแทบสิ้นสติเพราะใบหน้าในอ่างนั้นเป็นใบหน้าอันแสนเยาว์วัยของสาวแรกรุ่น และเมื่อมองชัด ๆ ใบหน้านี้กลับเป็นหญิงสาวที่อยู่ในฝันที่ชื่อว่า เจียงเสวี่ยอิ๋ง นั่นเอง

จึงได้เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่าตัวเองจะย้อนเวลามาเหมือนในนิยายที่เคยอ่าน จากนั้นพรลดารีบเรียกเจียงเสวี่ยหนิงเข้ามาหาทันที

“เสี่ยวหนิง มานี่หน่อยสิ”

เมื่อได้ยินเสียงพี่สาวเรียกเจียงเสวี่ยหนิงจึงเดินเข้ามาด้วยท่าทีหวาดกลัว  “พี่มีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอถามออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา              “นี่เสี่ยวหนิง ฉันถามอะไรหน่อย ปีนี่เป็นปีอะไรเหรอ” พอน้องสาวเข้ามาใกล้จึงเอ่ยถามสิ่งคาใจและสงสัยออกมา

เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมา แล้วชี้ไปที่ปฏิทินก่อนจะพูดว่า “ปี 1981 ค่ะ”

เมื่อพรลดามองตามมือของเจียงเสวี่ยหนิง ก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ต้องตกใจอีกครั้ง ซึ่งก็คือเธอสามารถอ่านตัวหนังสือภาษาจีนที่อยู่บนปฏิทินนั่นได้

‘นี่เป็นไปได้อย่างไรกัน ในเมื่อฉันไม่เคยเรียนภาษาจีนเลยสักครั้ง แต่สามารถอ่านมันออกทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย’ หญิงสาวคิดในใจอย่างตกใจ ก่อนจะอ่านวันที่บนปฏิทิน

‘วันที่ 25 เดือนกุมภาพันธ์ ปี 1981’

“แล้วที่เราอยู่นี่ชื่อเมืองอะไรนะ” เธอหันไปถามสาวน้อยตรงหน้าอีกครั้ง

เมื่อเห็นว่าพี่สาวทำคำถามอะไรก็ไม่รู้ เจียงเสวี่ยหนิงจึงทำหน้าตางุนงงอย่างเห็นได้ชัด ในใจนั้นคิดว่า เรื่องแค่นี้พี่สาวจำไม่ได้เลยหรือยังไง แค่ชื่อเมืองเนี่ยนะ หรือว่าพี่สาวจะได้รับความกระทบกระเทือนจนความจำเสื่อมไปแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ตอบออกมาแต่โดยดี

  “นานกิงค่ะ”

  “นานกิง!!” พรลดาทวนคำพูดของสาวน้อยตรงหน้าอีกครั้งก่อนจะโพล่งออกมาว่า “อ้อ...มณฑลเจียงซูสินะ”

“ค่ะ” เจียงเสวี่ยหนิงพยักหน้าด้วยความงุนงงอีกครั้ง

จากนั้นพรลดาจึงมองไปรอบ ๆ บ้าน ก่อนจะถามอีกคำถามเพื่อความแน่ใจว่าตัวเองได้ย้อนเวลามาอยู่ในร่างของเจียงเสวี๋ยอิ๋งจริง ๆ “แล้วพี่เป็นอะไรเหรอ ทำไมถึงไม่สบายล่ะ”

“เมื่อคืนพี่ถูกลูกมะพร้าวหลังบ้านตกใส่หัวจนสลบไปค่ะ” หญิงสาวตอบกลับพร้อมกับมองหน้าพี่สาวด้วยความสงสัย

‘หรือว่าพี่ใหญ่จะความจำเสื่อมจริง ๆ’ ประโยคนี้ได้แต่พูดในใจ

‘อะไรจะบังเอิญได้ขนาดนี้เนี่ย’ พรลดาคิด

นั่นเพราะว่าสาเหตุการตายของเธอจนต้องทะลุมิติมาที่นี่ก็เป็นเพราะว่าลูกมะพร้าวตกใส่หัว ขณะที่เจียงเสวี่ยอิ๋งตายก็เป็นเพราะมะพร้าวตกใส่หัวเหมือนกัน

จะบอกว่ามันเป็นพรหมลิขิตของสองดวงวิญญาณก็ไม่ผิด!!

คราวนี้หญิงสาวมั่นใจแล้วว่า ตนเองทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของเจียงเสวี่ยอิ๋งจริง ๆ สิ่งที่คิดเป็นอย่างแรกคือจะทำอย่างไรต่อไป เธอจะหาทางกลับไปได้ไหม หรือว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในร่างนี้ตลอดไป เหมือนกับในนิยายที่เธอเคยอ่านมา

ในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น จู่ ๆ เธอก็ปวดศีรษะขึ้นมา เมื่อความทรงจำของเจียงเสวี่ยอิ๋งถาโถมเข้ามาราวกับภาพยนต์เรื่องหนึ่ง

เรื่องราวต่าง ๆ มากมายไหลเข้ามาไม่หยุด จนเธอสับสนไปแล้วว่าตอนนี้ตัวเองยังเป็นพรลดาอยู่หรือว่ากลายเป็นเจียงเสวี่ยอิ๋งไปแล้วกันแน่

อาการปวดหัวทวีความรุนแรงขึ้นเ ในที่สุดเธอก็สลบไปอีกครั้งท่ามกลางเสียงร้องเรียกของน้องสาว

“พี่ใหญ่ เป็นอะไรไปคะ พี่ใหญ่ ๆ”

แสงอาทิตย์สีส้มของยามเย็นสาดส่องเข้ามาในห้อง จึงทำให้พรลดารู้สึกตัวขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเห็นว่าสถานที่ที่ตนเองอยู่ในตอนนี้ ยังคงเป็นที่เดิมใช่บ้านเก่าหลังเดิมของตระกูลเจียงก็ถอนหายใจออกมา

“ยังไงก็ต้องยอมรับสินะว่าฉันก็คือเจียงเสวี่ยอิ๋ง” หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง

ในที่สุดก็ต้องยอมรับแล้วว่าเธอทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของเจียงเสวี่ยอิ๋งในยุค 80

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เจียงเสวี่ยอิ๋งคนนี้ไม่เป็นแล้วสตรีเย่อหยิ่ง 80s   ฉันไม่ต้องการเรียนต่อ 1.2

    สำหรับเซี่ยเป่าเจิ้นแล้วการที่ลูกสาวคนโตของนางประกาศว่าจะไม่เรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้น เป็นเหมือนการทำลายความฝันและความคาดหวังทั้งหมดที่เธอสร้างขึ้นมาเพื่ออนาคตของลูก แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อก็รู้อยู่แล้วว่า หากลูกสาวคนนี้คิดจะทำอะไรขึ้นมาก็ไม่มีใครสามารถขัดใจได้ทั้งนั้น“ฉันตัดสินใจแล้วจริง ๆ ค่ะแม่ ว่าจะไม่เรียนต่อแล้ว แต่จะให้น้องเรียนต่อแทน” เจียงเสวี่ยอิ๋งพูดย้ำอีกครั้งเพื่อทำลายความเงียบทั้งหมดทว่าคำพูดของหญิงสาวในครั้งนี้ ทำเอาผู้เป็นแม่อย่างเซี่ยเป่าเจิ้นถึงกับประหลาดใจขึ้นมาอีกครั้ง เนื่องจากที่ผ่านมาลูกสาวคนนี้ไม่เคยเสียสละอะไรให้น้องเลยสักอย่าง แต่มาวันนี้กลับยอมให้น้องเรียนต่อแทนตัวเองแต่ถึงอย่างไรก็ไม่เห็นด้วยที่จะให้ลูกสาวคนเล็กเรียนต่อชั้นมัธยมปลาย จบแค่ชั้นมัธยมต้นก็พอแล้ว จึงพูดเหมือนเดิม“จะให้เสี่ยวหนิงเรียนไปทำไมกัน ไม่มีประโยชน์หรอก จบมัธยมต้นก็พอแล้ว”“จะไม่มีประโยชน์ได้ยังไงล่ะแม่ เมื่อกี้ฉันก็อธิบายไปแล้วว่าหากเสี่ยวหนิงได้เรียนต่อ น้องน่าจะมีโอกาสได้ทำงานที่ดีกว่าฉันแน่นอน บางทีน้องอาจจะสอบเข้าทำงานราชการก็ได้นะแม่ น้องเรียนเก่งออกขนาดนั้น” เจียวเสวี่ยอิ

  • เจียงเสวี่ยอิ๋งคนนี้ไม่เป็นแล้วสตรีเย่อหยิ่ง 80s   ฉันไม่ต้องการเรียนต่อ 1.1

    ฉันไม่ต้องการเรียนต่อ“แต่แม่ ถ้าฉันได้เรียนสูง ๆ ฉันก็จะหาเงินได้มากขึ้นนะคะ แม่ให้ฉันเรียนเถอะนะ” เด็กสาวยังคงอ้อนวอนต่อ แม้ว่าจะไม่มีหวังเลยก็ตาม“แล้วเมื่อไรล่ะ ตอนนี้แกเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่สอง กว่าจะถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัย เงินบ้านเราไม่หมดก่อนหรอกเหรอ คิดบ้างสิ อย่าเอาแต่ใจนักเลย” เซี่ยเป่าเจิ้นยกข้ออ้างขึ้นมา เพราะกว่าลูกสาวคนเล็กจะเรียนจบเธอคงหมดเงิน ไหนจะต้องเรียนชั้นมัธยมปลายอีก เธอจึงมองว่าส่งเสียลูกสาวคนโตน่าจะคุ้มกว่าเจียงเสวี่ยหนิงยังคงร้องไห้ไม่หยุด เธอพยายามที่จะเข้าไปกอดแม่เพื่อวิงวอนและขอร้องแต่ทว่ากลับถูกแม่ทุบตีกลับมาจนท้ายที่สุดแล้วเธอทรุดลงกับพื้นไปกอดขาแม่ แต่ว่าเซี่ยเป่าเจิ้นก็ยังคงไม่ยอมใจอ่อนอยู่ดีเจียงเสวี่ยอิ่งเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้แล้วก็อดที่จะสงสารไม่ได้ เลยรีบเข้าไปประคองเจียงเสวี่ยหนิงขึ้นมา จากนั้นก็ใช้มือเช็ดน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ก่อนจะพูดปลอบใจ“ไม่เป็นไรนะเสี่ยวหนิง เดี๋ยวเรื่องนี้พี่จะคุยกับแม่เอง เธอไปนั่งพักที่เก็าอี้ก่อนเถอะนะ”พอได้ยินคำของพี่สาว เจียงเสวี่ยหนิงก็เริ่มสบายใจขึ้นมา ในใจนั้นคิดว่าหากเป็นพี่สาวพูดแล้วละก็ ยังไงแม่ก็ต้องยอมฟังแน

  • เจียงเสวี่ยอิ๋งคนนี้ไม่เป็นแล้วสตรีเย่อหยิ่ง 80s   โดนปลดออกจากงาน 1.2

    “อะไรนะคะ!! แม่ตกงงานเหรอคะ” เจียงเสวี่ยอิ๋งถามด้วยน้ำเสียงตกใจ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องนี้กับครอบครัวตัวเอง แม้จะทำใจไว้บ้างแล้วก็ตาม“ก็ใช่น่ะสิ วันนี้โรงงานเพิ่งประกาศปลดพนักงาน แม่เองก็ถูกปลดด้วย ยังดีหน่อยที่ทางโรงงานให้เงินชดเชยมาหนึ่งร้อยหยวน ยังพอให้ใช้ในครอบครัวสักสองสามเดือน แต่จะไปพอได้ยังไงกันถ้าหากแม่ยังหางานทำไม่ได้” เซี่ยเป่าเจิ้นพูดอย่างหมดแรง ต่อใด้ได้เงินชดเชยมาหนึ่งร้อยหยวน แต่ก็ทำให้เธอใช้จ่ายในบ้านได้แค่ 3 เดือนเท่านั้น หากไม่รีบหางานทำคงได้อดตายกันแน่เจียงเสี่ยวอิ๋งทำเพียงรับฟังไม่ได้พูดอะไรออกมา ก่อนจะหันไปทางน้องสาวแล้วพยักหน้าให้ทีหนึ่ง เจียงเสวี่ยหนิงเองก็เข้าใจว่าพี่สาวให้กลับเข้าห้องไปก่อน จึงได้พยักหน้ารับแล้วรีบเดินจากไปต่อให้ตกใจแค่ไหนแต่สุดท้ายแล้วก็เป็นไปตามที่คาดคิดเอาไว้จริง ๆ เพราะก่อนหน้านี้แม่เคยพูดเรื่องที่โรงงานจะปลดพนักงานให้ฟัง แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้ ความคิดของเธอคิดว่าน่าจะเป็นอีกสองสามเดือนข้างหน้าแต่ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วคงไม่มีทางอื่นนอกจากยอมรับและคิดหาวิธีเพื่อที่จะให้ครอบครัวมีรายได้ต่อไป“แล้วแม่คิดว่าจะทำยังไงต่อไปค่ะ” เ

  • เจียงเสวี่ยอิ๋งคนนี้ไม่เป็นแล้วสตรีเย่อหยิ่ง 80s   โดนปลดออกจากงาน 1.1

    โดนปลดออกจากงานแต่ทว่าเมื่อเปิดเข้าบ้านมาถึงห้องโถงก็ถึงกับต้องอารมณ์ขึ้น เพราะเห็นภาพลูกสาวคนเล็กนั่งกินขนมอย่างสบายใจเฉิบบนเก็าอี้ไม้ ด้วยความที่วันนี้ถูกปลดออกจากงาน และที่บ้านมีเงินอยู่ไม่มาก พอเห็นเจียงเสี่ยหนิงนั่งกินขนมอยู่ด้วยท่าทีที่ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ก็อดไม่ได้ที่จะโมโหขึ้นมา“เสี่ยวหนิง ยังมีหน้าจะมากินขนมอยู่อีกเหรอ รู้ไหมว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับแม่ และครอบครัวของเราบ้าง” เซี่ยเป่าเจิ้นส่งเสียงออกมาอย่างเกรี้ยวกราด ด้วยความโกรธถาโถมจนเกินจะรับ บนใบหน้าของเธอจึงแดงไปหมด“เอ่อ...” เจียงเสวี่ยหนิงเห็นท่าทางของแม่แล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก เพราะเธอนั่งอยู่เฉย ๆ ก็ถูกด่าอีกแล้ว แต่เด็กสาวก็ชินเสียแล้วเพราะนี่นี้ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่ถูกตำหนิ“แล้วนั่นไปเอาเงินจากไหนมาซื้อขนม รู้ไหมว่าบ้านเราไม่ได้มีเงินมากมายที่จะให้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้” เซี่ยเป่าเจิ้นพูดพร้อมกับกระชากถุงขนมออกจากมือของลูกสาวคนเล็ก“ฉะ...ฉัน” เจียงเสวี่ยหนิงยังไม่ทันได้พูดออกมาก็ถูกเซี่ยเป่าเจิ้นตะคอกกลับมาอีกครั้ง“แกรู้ไหมว่าวันนี้ฉันเพิ่งถูกเลิกจ้าง ได้เงินชดเชยมาก็แค่ร้อยหยวนเท่านั้น ฉันกลุ้มใจแทบตายแต่แกยังจะซ

  • เจียงเสวี่ยอิ๋งคนนี้ไม่เป็นแล้วสตรีเย่อหยิ่ง 80s   สำรวจเมืองด้วยกัน 1.2

    “อร่อยมากเลยค่ะ ฉันเพิ่งเคยได้กินขนมข้าวเหนียวเป็นครั้งแรก” เจียงเสวี่ยอิ๋งตอบ เธอไม่โกหกเลย เพราะที่ผ่านมานั้นเธอแทบจะไม่เคยได้กินขนมเลย ต่อให้จะมาตลาดบ่อยครั้งแต่ก็มาซื้อแค่วัตถุดิบในการทำอาหารเท่านั้น“ถ้าชอบก็กินเยอะ ๆ นะ” หญิงสาวยื่นขนมถุงขนมของเธอให้กับน้องสาว“พี่กินอิ่มแล้วเหรอคะ” เด็กสาววถามอย่างเกรงใจ เพราะเห็นว่าพี่ของเธอกินไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเจียงเสวี่ยอิ๋งยิ้มให้อีกครั้ง แล้วตอบว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าชอบก็กินเถอะ ขนมข้าวเหนียวนี่พี่เคยกินหลายครั้งแล้ว เสี่ยวหนิงกิ่นให้อิ่มเถอะ เดี๋ยววันหลังหากพี่หาเงินได้แล้วจะพามาเลี้ยงไอศกรีมดีไหม”เจียงเสวี่ยหนิงน้ำตาคลอเบ้า เด็กสาวซาบซึ่งกับสิ่งที่พี่สาวทำให้มาก เนื่องจากเธอไม่เคยมีคนเอาใจหรือว่าเสียสละให้อย่างนี้มาก่อนเลย เมื่อไดรับการปฏิบัติเช่นนี้ก็ดีใจจนน้ำตาไหล“ขอบคุณนะคะพี่ใหญ่” น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นรู้ได้เลยว่ากำลังสะอื้น“ไม่ต้องร้องไห้นะเด็กดี กินต่อเถอะนะ” หญิงสาวลูบศีรษะอีกฝ่ายเบา ๆก่อนที่สองพี่น้องเดินสำรวจเมืองกันต่อ อีกทั้งยังพูดคุยและออกความเห็นกันว่ามีสิ่งไหนน่าทำบ้าง เจียงเสวี่ยอิ๋งมีความรู้เรื่องการทำธุรกิจอา

  • เจียงเสวี่ยอิ๋งคนนี้ไม่เป็นแล้วสตรีเย่อหยิ่ง 80s   สำรวจเมืองด้วยกัน 1.1

    สำรวจเมืองด้วยกันตามท้องถนนในเมืองคึกคักไปด้วยผู้คนสวมเสื้อผ้าสีสันสดใสตามสมัยนิยม บ้างถือถุงผ้าใส่ของ บ้างจูงเด็กเล็กเดินผ่านกันไปมา ร้านค้าสองข้างถนนตั้งเรียงราย มีทั้งร้านขายของชำ ร้านขายอาหาร และร้านตัดเสื้อที่ยังคงใช้จักรเย็บผ้าดั้งเดิมกลิ่นหอมของเกี๊ยวนึ่งและซาลาเปาทอดใหม่ ๆ ลอยมาจากแผงขายอาหารข้างถนน เสียงน้ำมันเดือดดังฉ่า กลบเสียงสนทนาเป็นระยะ คนขายส่งเสียงเรียกลูกค้าอย่างกระตือรือร้น“เกี๊ยวร้อน ๆ ซาลาเปาทอดร้อน ๆ ครับ แค่กล่องละหนึ่งหยวนเท่านั้น!”และที่มุมถนน ตึกของสถานที่ราชการตั้งตระหง่านอย่างเป็นระเบียบ ผนังปูนสีขาวซีด ป้ายประกาศแจ้งข่าวสารประชาชนติดเรียงรายกันอยู่ เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบเดินเข้าออกด้วยท่าทางเคร่งขรึมเสียงรถจักรยานส่งเสียงกระดิ่งแหลมคม คนขี่ปั่นอย่างคล่องแคล่วหลบหลีกฝูงชน ส่วนรถบรรทุกขนาดเล็กส่งเสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ในขณะที่แล่นผ่านไปอย่างช้า ๆแม้เมืองนี้ดูจะวุ่นวายแต่กลับมีเสน่ห์และมีชีวิตชีวาในแบบของตัวเอง เสียงผู้คน เสียงค้าขาย และกลิ่นอาหาร ผสมผสานกันเป็นบทเพลงแห่งชีวิตในยุคนั้นอย่างแท้จริง“น่าตื่นเต้นดีเหมือนกันนะ พี่ไม่เคยสังเกตอะไรแบบนี้เลย ด

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status