تسجيل الدخولซูหว่านทานอาหารอย่างเงียบเชียบตลอดมื้อมีเพียงเสียงกระทบกันเบา ๆ ของมีดและส้อมกับจานกระเบื้องเนื้อดีเท่านั้นหลังจากทานเสร็จ ซูหว่านใช้ผ้าเช็ดปากซับริมฝีปากเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ฉันลาออกแล้วค่ะ และเพิ่งได้งานใหม่ ช่วงที่อยู่ฮั่วซื่อ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยดูแลฉัน”ตอนที่ซูหว่านยังอยู่ที่ฮั่วซื่อ ซาลวี่เอินมักจะทักทายและฝากฝังเธอกับเซ่ามู่อยู่บ่อยครั้งแถมยังควักกระเป๋าตัวเองเลี้ยงน้ำชายามบ่ายให้แผนกของเธออยู่หลายรอบซูหว่านเพิ่งจะมารู้เรื่องนี้เอาเมื่อตอนเช้าที่ไปทำเรื่องลาออก จากปากของเซ่ามู่นั่นเองเซ่ามู่บอกว่า “บางทีความปรารถนาดีของคุณชายเล็กซาอาจจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตสำหรับเขา แต่ในเมื่อเขาลงมือทำแล้ว ก็ควรให้เจ้าตัวได้รับรู้ไว้ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่เสียเปล่าไปหรือครับ?”ซูหว่านถึงได้รู้ว่า ที่แท้ซาลวี่เอินกลัวว่าเธอจะโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งในฮั่วซื่อ จึงแอบไปหาเซ่ามู่อยู่หลายครั้งเธอเปิดกระเป๋าถือและหยิบกล่องกำมะหยี่ขนาดกะทัดรัดออกมา แล้วเลื่อนไปตรงหน้าซาลวี่เอิน“ของขวัญที่ฉันอยากมอบให้พี่ค่ะ อาจจะไม่ใช่ของมีค่าราคาแพงมากนัก แต่ก็แลกมาด้วยเงินเดือนหลายเดือนของฉันเลย”ซาลวี
ทีแรกสวี่เพียวเพียวก็ยังไม่ค่อยชินเท่าไหร่ที่เซ่ามู่เรียกเธอแบบนั้นแต่เซ่ามู่ดันบอกว่า ถ้าคุณนายไม่ชอบ เขาคงต้องเริ่มไปหัดชินกับงานใหม่ที่อื่นแทนแล้วนั่นแหละ สวี่เพียวเพียวถึงได้จำใจยอมรับคำเรียกนั้นมาแบบแกน ๆ และก็เป็นอย่างที่คิด ทุกครั้งที่เซ่ามู่เรียกเธอว่า คุณนาย สีหน้าของฮั่วจี้เซินจะดูดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัดสวี่เพียวเพียวเองก็รู้ซึ้งถึงนิสัยของผู้ชายคนนี้ดีทั้งเอาแต่ใจ ทั้งหัวรั้น แถมยังขี้งอนเป็นเด็ก ๆ เกาลัดคั่วยังคงมีไอน้ำกรุ่น ๆ สวี่เพียวเพียวหยิบทานลูกหนึ่ง รสชาติทั้งหวานทั้งนุ่มละมุนลิ้นเกาลัดในถุงถูกแกะเปลือกออกจนหมดแล้ว แค่คิดก็รู้ได้ทันทีว่าเขาคงนั่งแกะให้เธอระหว่างที่จอดรถรอนั่นเองสวี่เพียวเพียวหยิบขึ้นมาลูกหนึ่งแล้วป้อนใส่ปากฮั่วจี้เซิน “ครั้งล่าสุดที่ได้กินเจ้านี่ น่าจะเป็นตอนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยมั้ง ตอนนั้นนายก็ซื้อให้ฉันเหมือนกัน”“แต่ตอนนั้นเธอบอกให้ฉันแกะให้ แล้วฉันปฏิเสธไป”ดังนั้น ครั้งนี้เขานั่งแก้ตัวด้วยการแกะเกาลัดจนหมดถุงบนรถเนี่ยนะ?เรื่องบางเรื่องที่สวี่เพียวเพียวหลงลืมไปแล้ว ฮั่วจี้เซินกลับยังคงฝังใจและรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ ต่อให้ไม่มีใ
เมื่อเห็นซูหว่านปรากฏตัวขึ้นในห้องทำงานทั้งสองฝ่ายต่างตกตะลึงไปชั่วขณะซูหว่านสืบรู้มาว่าบริษัทฮั่วสวินเจินทำงานอยู่ตั้งอยู่ที่นี่ แต่เธอคาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าของบริษัทแห่งนี้จะเป็นสวี่เพียวเพียวสวี่เพียวเพียวมองซูหว่านด้วยความสงสัย “เธอมาที่นี่ได้ยังไง? แล้วงานที่ฮั่วซื่อล่ะ?”“เมื่อเช้าฉันยื่นใบลาออกกับเลขาฯ เซ่าแล้วค่ะ ตอนนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ คุณฮั่วพอทราบว่าฉันจะลาออกเขาก็อนุมัติทันทีโดยไม่ถามอะไรเลยค่ะ”เซ่ามู่เองก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรมากนักส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตอนที่ซูหว่านเข้าทำงานที่ฮั่วซื่อในช่วงแรกนั้นค่อนข้างเอิกเกริกทุกคนต่างรู้ดีว่าเธอถูกตระกูลฮั่วจัดวางตัวไว้ และมีเป้าหมายอยู่ที่ฮั่วจี้เซินตอนนี้เธอลาออก คงหนีไม่พ้นถูกมองว่าเธอออกเพราะจับตัวฮั่วจี้เซินไม่ได้ ไม่ก็คงจะกลับไปทำงานที่บริษัทของครอบครัวตัวเองแม้แต่ฮั่วจี้เซินเองก็คงคิดไม่ถึงว่าซูหว่านจะมาสมัครงานที่บริษัทของสวี่เพียวเพียว“มีใครที่ฮั่วซื่อทำให้เธอลำบากใจหรือเปล่า?”ซูหว่านรีบส่ายหน้าทันที“ไม่มีค่ะ เป็นความตั้งใจของฉันเองที่อยากเปลี่ยนสถานที่ทำงาน จริง ๆ ฉันแค่อยากทำงานอย่างสบายใจ แต่... ค
ซูมู่ไม่ได้มีท่าทีสะทกสะท้านแม้แต่น้อย“จริง ๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร ผมก็แค่ซื้อข้อมูลเกมมานิดหน่อย แล้วเอามาทำเกมใหม่ เรื่องแค่นี้ต้องทำเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนั้นเลยเหรอ?”ซูอันก่นด่าด้วยความโกรธแค้นแทบคลั่ง “ตอนนี้ตระกูลฮั่วกล่าวหาว่าเราทำให้เขาเสียหาย และเรียกค่าชดเชยมหาศาล ไม่อย่างนั้นเขาจะส่งแกเข้าคุก!”ซูมู่ทำเพียงหาวออกมาหวอดใหญ่“พี่ใหญ่ครับ ข้อแรก ผมไม่ได้ขโมยข้อมูลเกมนั้นมา ข้อที่สอง ผมไม่ใช่ผู้พัฒนาหลักของเกมนี้ ถ้าฮั่วจี้เซินอยากจะฟ้อง ก็ปล่อยให้เขาฟ้องไปสิ”เขาไม่ได้เห็นเลยว่านี่คือเรื่องวิกฤตที่อาจทำลายชีวิตได้“ตอนนี้พี่สาวก็ทำงานอยู่ที่ฮั่วซื่อไม่ใช่เหรอ? ถ้าหาทางออกไม่ได้จริง ๆ ก็แค่โยนบาปไปว่าพี่สาวเป็นคนขโมยข้อมูลพวกนั้นมาให้ผม โดยที่ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย แค่นี้พวกเขาก็ทำอะไรผมไม่ได้แล้ว”ซูอันชะงักไปครู่หนึ่งเขากำลังพิจารณาข้อเสนอที่เห็นแก่ตัวของซูมู่อย่างจริงจังทว่าเขากลับปฏิเสธออกมาในเวลาต่อมา“ไม่ได้ ถ้าหากว่าหว่านหว่านมีโอกาสได้ลงเอยกับคุณชายเล็กตระกูลซา ประวัติของเธอจะด่างพร้อยไม่ได้เด็ดขาด ตระกูลซาไม่มีวันรับลูกสะใภ้ที่มีมลทินแบบนั้นแน่”
เมื่อพูดถึงฮั่วสวินเจินริมฝีปากของซาลวี่เอินก็หยักยิ้มออกมาบาง ๆ แววตาของเขาดูพร่าพรายสะท้อนสีสันจากแสงไฟนีออนของเมืองหลวงที่วูบไหวผ่านกระจกเข้ามา“โตมาด้วยกันตั้งแต่เด็กน่ะ เรื่องไหนที่เจินเจินไม่กล้าไปขอให้คนในตระกูลฮั่วช่วยก็จะโร่มาหาพี่ให้ช่วยจัดการให้ตลอด”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นธรรมชาติ ราวกับมันเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้วนิ้วมือของซูหว่านเผลอจิกเกร็งลงบนกระโปรงที่เข่าโดยไม่รู้ตัวเธอเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า เธอกำลังตื่นเต้นเรื่องอะไรอยู่เสียงนุ่มนวลจากระบบนำทางดังขึ้น “เลี้ยวซ้ายตรงทางแยกข้างหน้า”ซาลวี่เอินหมุนพวงมาลัยพลางผิวปากออกมาเบา ๆ ตามปกติแล้ว ผู้ชายที่ผิวปากมักจะดูเจ้าชู้กะล่อนหรือดูไม่สุภาพทว่าซาลวี่เอินกลับผิวออกมาเป็นท่วงทำนองที่ฟังดูเหมือนบทเพลงเปียโนที่แสนคุ้นหูซูหว่านจึงเอ่ยถาม “ตอนเด็ก ๆ พี่เคยเรียนเปียโนเหรอคะ?”“เปล่านะ เจินเจินต่างหากที่เรียน ตอนเด็ก ๆ เธอถูกบังคับให้เรียนเปียโนแล้วดึงดันจะให้พี่ไปนั่งเฝ้าให้ได้ ผลสุดท้ายกลายเป็นพี่ที่เล่นเป็นทุกอย่าง ส่วนยัยนั่น แม้แต่วิธีวางนิ้วก็ยังจำไม่ได้เลย”พอนึกถึงเรื่องราวในวัยเยาว์ ซาลวี่เอิน
ภายในห้องอุ่นกำลังดีด้วยระบบทำความร้อนใต้พื้น ต่อให้สวมเพียงชุดนอนกระโปรงผ้าไหมตัวบางก็ไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น อุณหภูมิในห้องช่างพอเหมาะพอเจาะไปเสียทุกอย่างสวี่เพียวเพียวทรุดตัวลงนั่งบนโซฟา ก่อนจะพบว่าภาพยนตร์ที่ฮั่วจี้เซินเลือกเปิดขึ้นมานั้นคือหนังรักแนวอาร์ตที่มีจังหวะเนิบนาบแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกรัญจวนใจ ฉากบนจอฉายภาพพระนางที่เปลือยกายจุมพิตกันท่ามกลางแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาเต็มห้องฝ่ามือของฮั่วจี้เซินทาบลงบนหัวเข่าของสวี่เพียวเพียว ก่อนจะค่อย ๆ ลูบไล้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ กลิ่นหอมจากเทียนหอมที่จุดไว้ในห้องอบอวลไปทั่ว มีเสียงปะทุเบา ๆ ดังขึ้นเมื่อไส้เทียนแตกตัวริมฝีปากของฮั่วจี้เซินทำหน้าที่แทนมือของเขาเขาประทับจูบลงบนต้นขาของสวี่เพียวเพียว จุมพิตที่เปียกชื้นไต่ระดับสูงขึ้นไปจนถึงจุดหนึ่งแล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นมือของสวี่เพียวเพียวคว้าหมับเข้าที่โซฟาหนังจนเกิดเสียงเสียดสีบาดหู เธอไม่อาจยึดเหนี่ยวสิ่งใดไว้ได้เลย“ฮั่วจี้เซิน...”ฮั่วจี้เซินเพียงส่งเสียงตอบรับในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้น ปลายจมูกของเขาเปียกชื้นเล็กน้อย“เธอบอกไม่ใช่เหรอว่าฉันมีปากแต่ใช้ไม่เป็น? แล้วถ้าใช้แบ
เซ่ามู่รับหน้าที่เป็นคนขับรถจากที่พักของฮั่วจี้เซินไปบริษัท ถ้านับรวมความเป็นไปได้ที่รถจะติดในช่วงเช้า ก็ต้องขับรถประมาณครึ่งชั่วโมงตลอดทาง สวี่เพียวเพียวเอาแต่ตีหน้าขรึมมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียวฮั่วจี้เซินเองก็ก้มหน้าดูรายงานในมือด้วยท่าทีสุขุมระหว่างทั้งสองคน คล้ายมีอะไร
แต่แล้วน้ำเสียงที่ราบเรียบไร้ร่องรอยความรู้สึกของฮั่วจี้เซินก็ดังขึ้น“มีคนชอบ”มีดและส้อมในมือของสวี่เพียวเพียวสั่นจนเกือบจะหลุดมือที่เขาพูด... คงไม่ได้หมายถึงเธอใช่ไหม?ฉินอวี่โยวหันมองมาทันที “น้าเพียวเพียวชอบเจ้านี่เหรอครับ? ผมให้ครับ!”พูดจบเขาก็ใช้ส้อมจิ้มพิซซ่าชิ้นหนึ่งมาวางในจานของสวี่
อวี๋ฮุ่ยร่างกายแข็งทื่อ เธอฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อย“คนเราก็ต้องเปลี่ยนไปทั้งนั้นแหละจ้ะ ผู้หญิงพอได้เป็นแม่คนแล้ว ก็เหมือนถูกขังไว้ในกรงที่มองไม่เห็น”-ราตรีเริ่มย้อมผ่านม่านฟ้าสวี่เพียวเพียวกำลังกอดแท็บเล็ตไว้ในอ้อมแขน พลางเหลือบมองขวดน้ำเกลือของลูกสาวและก้มหน้าวาดแบบไปด้วย เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน
เพราะไม่ว่าเขาจะเรียกเงินเท่าไหร่ เธอก็ตั้งใจจะเก็บออมมาคืนเขาให้ได้ อย่างมากที่สุดก็แค่ขอผ่อนชำระเอา“งั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ คุณฮั่วพักผ่อนให้เต็มที่ค่ะ”ประตูห้องปิดลง สวี่เพียวเพียวจากไปแล้วเสียงรองเท้าส้นสูงดังกระทบพื้นจากใกล้จนค่อย ๆ ห่างออกไป ราวกับการเคาะจังหวะบทเพลงที่ค่อย ๆ เลือนหายไปจากโ







