LOGINซูฟ่างปรายตามองคนทั้งสองที่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างไม่ปิดบังความไม่พอใจ
หยวนเล่อได้ยินถ้อยคำของมารดา จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ “ท่านแม่ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นกัน? ภรรยาข้ายังใหม่ ยังไม่รู้อะไรมากนักเลย” เขาพูดพลางเหลือบมองสีหน้าของเฉาเยว่อย่างเป็นห่วง “หึ! ช่างดีนัก! เพิ่งแต่งกัน เจ้าก็เริ่มเข้าข้างภรรยาเสียแล้วหรือ?” “ข้าเปล่าคิดเช่นนั้น เพียงแต่ นางเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ คงต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อย” “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นนางหรือไร ถึงได้พูดแทนเสียทุกถ้อยคำ หรือภรรยาเจ้าหาเสียงไม่ได้?” ซูฟางหันไปจ้องลูกสะใภ้ด้วยสายตากดดัน เฉาเยว่เงยหน้าขึ้นสบสายตาแม่สามี ใบหน้าอวบอูมและท่าทีห้าวหาญของผู้สูงวัยชวนให้รู้สึกครั่นคร้าม แต่เจ้าตัวก็ยังพยายามเอ่ยอย่างนอบน้อม “ข้าจะทำทุกอย่างตามที่ท่านแม่สั่งเจ้าค่ะ เพียงแต่วันนี้ข้าเพิ่งมาถึง ยังไม่รู้ธรรมเนียมในบ้านมากนัก ขอท่านแม่อย่าได้ถือโทษเลยเจ้าค่ะ” นางไม่ต้องการให้สามีต้องออกหน้าปกป้องแทน “ถือว่าเจ้าพอรู้ความอยู่บ้าง ข้าไม่ได้อยากตำหนิเจ้าหรอกนะ แต่ในบ้านนี้ไม่มีใครเหลือจะทำงาน เจ้าแต่งเข้ามา ก็สมควรช่วยแบ่งเบาเสียบ้าง” น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างดูอ่อนลงเล็กน้อย อาจเพราะทราบดีว่าเงินทองส่วนใหญ่ในบ้านนี้ยังมาจากหยวนเล่ออยู่ไม่น้อย “เจ้าค่ะ ท่านแม่” เฉาเยว่เข้าใจดีว่า เมื่อตัดสินใจเข้ามาอยู่ที่นี่ งานหนักย่อมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ดี งั้นก็ไปหุงข้าวกับทำอาหารเสียให้เรียบร้อย” ซูฟ่างยื่นข้าวสารเพียงเล็กน้อยกับไข่ต้มสองฟองให้อย่างไม่ใส่ใจนัก “ไข่ต้มสองฟองนี้ เจ้าเก็บไว้ให้ลูกชายกับลูกสาวข้าก็พอ ส่วนเจ้า…ก็เอาผักที่มีในครัวปรุงกินเอาเองก็แล้วกัน แล้วก็อย่าลืมซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ให้อาหารหมูกับไก่ให้ครบด้วย อ่อ น้ำในบ้านหมดแล้ว เจ้าไปตักมาเก็บไว้ด้วยล่ะ” สิ้นคำ นางก็หันหลังเดินจากไปทันที หยวนเล่อมองภรรยาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “เจ้าไม่ต้องไปตักน้ำหรอก ข้าจะไปเอง ให้อาหารไก่กับหมูข้าก็จะจัดการให้ก่อนออกไปทำนา เจ้ารีบทำอาหารเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะตำหนิอีก” “ข้าทำได้เจ้าค่ะ แต่ก็ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน หากแฝงไว้ด้วยความมั่นคง แม้ภาระจะหนัก แต่หากสามีเข้าใจและดูแล นางก็พร้อมจะอดทน หลังแยกจากหยวนเล่อ เฉาเยว่ถือข้าวของไปยังครัว มองอาหารในมืออย่างประเมิน ไม่รู้ว่าจำนวนเท่านี้จะเพียงพอกับจำนวนคนในบ้านหรือไม่ เพราะตั้งแต่มาถึงก็พบเพียงแม่สามีเพียงผู้เดียว ยังไม่เห็นหน้าใครอื่นเลย เมื่อก้าวเข้าสู่ครัว ก็พบว่าแทบไม่มีวัตถุดิบอะไรเหลือให้ใช้ ผักเหี่ยว ๆ กับน้ำมันเพียงน้อยนิด ยังดีที่มีเกลือหลงเหลืออยู่บ้าง นางตั้งใจหุงข้าวเป็นข้าวต้มเพราะปริมาณข้าวมีน้อย ต้มไข่ตามที่รับคำไว้ แล้วหันไปผัดผักเท่าที่มีอย่างคล่องมือ ระหว่างที่กำลังจัดการอาหารนั้น เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “แค่ให้ทำกับข้าวแค่นี้ ยังชักช้านัก! กว่าจะเสร็จ คงไม่มีเวลาไปทำงานอื่นกันพอดี!” ซูฟางบ่นกระปอดกระแปด พลางกวาดตามองอาหารที่เฉาเยว่กำลังเตรียมอย่างไม่ไว้วางใจ “ข้าทำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ไปรอกินที่โต๊ะได้เลย ข้าจะยกตามไปทันที” นางกล่าวอย่างสงบ เสียงนุ่มแต่ไม่อ่อนแอ “เร็วหน่อย ลูกข้ารอกินข้าวอยู่” นางว่าจบก็เดินไปนั่งประจำที่โต๊ะใหญ่ รอให้ลูกชายลูกสาวมานั่งร่วมวง เมื่ออาหารถูกจัดวางเรียบร้อย ซูฟางจึงส่งเสียงเรียกลูกทั้งสองให้มากินข้าว ท่ามกลางสายตาของเฉาเยว่ที่มองตามไปอย่างเงียบงัน เมื่อบุตรชายคนรองเดินออกมา เขากวาดตามองอาหารบนโต๊ะก่อนถอนหายใจยาว “อะไรกัน…มีแค่นี้เองหรือ ข้ายังต้องใช้สมองอ่านตำรา จะให้กินแค่ผักนี่น่ะหรือ” พูดจบก็ทิ้งตัวลงนั่งอย่างแรง แสดงความขัดใจเต็มประดา ซูฟางรีบประคองคำปลอบ “โอ้…ลูกแม่ อดทนหน่อยนะ เอาไว้แม่เข้าเมืองเมื่อไร จะซื้อเนื้อหมูมาให้กิน วันนี้เจ้าทนหน่อยก็แล้วกัน” พลางหยิบไข่ต้มใส่จานของบุตรชายอย่างเอาอกเอาใจ ไม่นานนัก ลูกสาวก็เดินเข้ามา นางจึงแบ่งไข่ให้ลูกสาวไปอีกฟอง เฉาเยว่ซึ่งยืนอยู่เงียบ ๆ เห็นดังนั้นก็เตรียมจะนั่งลงร่วมวง แต่ก่อนที่ร่างจะสัมผัสเก้าอี้ เสียงห้ามก็ดังขึ้นทันควัน “เจ้าจะทำอะไร!” ซูฟางตะคอกด้วยเสียงแข็ง นางหันไปอย่างงุนงง “ข้าจะนั่งกินข้าวเจ้าค่ะ” “เจ้าจะกินได้ก็ต่อเมื่อคนในบ้านกินอิ่มแล้วเท่านั้น!” นางพูดไป มือก็ยังคงตักอาหารเข้าปากอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งสามคนที่นั่งอยู่ต่างเร่งรีบกินอย่างเอาเป็นเอาตาย อาหารในถ้วยจึงพร่องลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงน้อยนิด เฉาเยว่ยืนมองเงียบ ๆ ไม่ปริปากแม้คำเดียว หากในใจกลับร้อนรุ่ม เพราะสามีของนางก็ยังไม่ได้แตะต้องอาหารเลยสักคำ “แต่สามีของข้ายังไม่ได้กิน…” “ก็แล้วจะเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า!” ซูฟางตวาดลั่น “กฎของบ้านหลังนี้คือ ข้ากับลูกทั้งสองต้องอิ่มก่อน ส่วนพวกเจ้า…ค่อยว่ากันทีหลัง” คำพูดหยาบคายนั้นฟังแล้วเจ็บแปลบไปถึงใจ หยาวจู ซึ่งกำลังเคี้ยวผักคำสุดท้าย เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเหยียด “ชีวิตแต่งงานเจ้าก็เป็นแบบนี้แหละ อย่าคิดต่อล้อต่อเถียง ถ้าอยากอยู่รอดก็จำไว้ให้ดี คนที่มาก่อนต้องได้กินก่อน” เมื่ออาหารหมด ซูฟางลุกขึ้นพร้อมสั่งการเสียงดัง “พวกเจ้ากินข้าวกันได้แล้ว และอย่าลืมงานที่ข้าสั่งไว้ด้วยล่ะ อย่าส่งเสียงดังจนรบกวนลูกของข้าที่ต้องอ่านหนังสือด้วย!” จากนั้นนางก็เดินจากไปด้วยสีหน้าพึงพอใจ เฉาเยว่ยืนเงียบ มองโต๊ะอาหารที่เหลือไว้เพียงข้าวติดหม้อและผักเศษจานเล็ก ๆ พลางคิดอย่างหนัก ใครเลยจะกินอิ่มกับสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง โดยเฉพาะคนตัวใหญ่เช่นหยวนเล่อ นางยังไม่กล้าขยับใด ๆ จนกระทั่งสามีกลับมา “เจ้ามายืนอะไรอยู่ตรงนี้ เหตุใดไม่กินข้าวเล่า” เขาถามด้วยความห่วงใย เฉาเยว่หันไปสบตา พร้อมพยักเพยิดไปทางอาหารบนโต๊ะ “หมดแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่กินก็ได้ แต่ท่านเล่าจะไม่เป็นไรหรือ หากท้องว่างแล้วจะมีแรงทำนาได้อย่างไร” น้ำเสียงนางแฝงด้วยความห่วงใย ตาเริ่มแดงก่ำ เขาจ้องมองใบหน้าเศร้าสร้อยของภรรยา ก่อนยิ้มบาง ๆ ออกมา “ไม่เป็นไรหรอก ข้าเคยชินเสียแล้ว เจ้ากินเถอะ เดี๋ยวข้าเข้าไปในป่าล่าสัตว์ ถ้าโชคดีอาจจะเจอไข่ป่าหรืออะไรสักอย่าง จะเก็บมาให้เจ้ากิน” “อย่าเก็บไว้ให้ข้าเลย ท่านต้องกินเองบ้างเถอะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ยิ่งเห็นเขาไม่ได้แตะอาหารเลย นางก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ เฉาเยว่เดินไปตักข้าวก้นหม้อกับผักติดจานที่เหลืออยู่มาแบ่งกัน นางส่งส่วนที่มากกว่าให้กับหยวนเล่อ “ท่านกินเสียเถิด ข้าตัวเล็กกินนิดเดียวก็พอแล้ว” เสียงนางเบาแต่น้ำใจกลับล้นปรี่ หยวนเล่อรับอาหารไว้ด้วยสายตาอบอุ่น “ภรรยาของข้านั้น…ดีที่สุดในโลก” “อย่ามัวแต่ชมข้าเลย รีบกินเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะบ่นอีก” แม้จะอยู่แค่วันเดียว นางก็พอรู้แล้วว่าบ้านนี้อยู่ยากเพียงใด แต่หากสามีอดทนได้ นางก็จะอดทนไปกับเขาด้วยเช่นกัน หลังจากทั้งสองแบ่งข้าวกินกันจนหมด ต่างก็แยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่ นางจัดการล้างจาน ทำความสะอาดบ้านจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก่อนจะหอบเสื้อผ้าทั้งหมดในบ้าน รวมทั้งผ้าปูที่นอนของตนเอง ออกไปซักที่ลำธารกลางหมู่บ้านด้วยความขยันขันแข็งเมื่อนางมาถึงหน้าร้าน เฉาเยว่หยุดยืนมองการแสดงอันเกินจริงของทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง เสียงเห็นด้วยจากผู้คนรอบข้างดังประสานเป็นระยะ เมื่อมองจนพอใจแล้ว นางจึงก้าวออกมาด้านหน้าอย่างสงบนิ่ง“ข้าก็นึกว่าเรื่องใด นึกว่าใครมาร้องขอสวนบุญอยู่หน้าร้านของข้า…ที่แท้ก็พวกเจ้าเองสินะ” นางกวาดสายตามองทั้งคู่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าสองคนที่แสร้งนั่งร้องไห้อยู่เงยหน้าขึ้นสบตานางอย่างตกใจ เมื่อได้เห็นเฉาเยว่ซึ่งห่างหายไปหลายเดือน ทั้งคู่ยิ่งตะลึงเมื่อเห็นการแต่งกายงดงามของนาง โดยเฉพาะหยวนจูที่เคยดูหมิ่นไว้นักหนา นางไม่คิดเลยว่าหญิงที่เคยถูกใช้งานราวบ่าวรับใช้ จะงามสง่าได้ถึงเพียงนี้ ชุดที่เฉาเยว่นุ่งห่มดูท่าว่าจะมีราคาไม่น้อยซูฟางเมื่อเห็นเฉาเยว่เดินออกมา นางยิ่งร้องไห้เสียงดังขึ้น พลางคลานเข้ามากอดขานางอย่างน่าเวทนา“สะใภ้ใหญ่ ได้โปรดให้ข้าได้พบลูกชายของข้าเถิด” นางร่ำไห้โวยวายราวโลกจะแตกการกระทำเช่นนั้นเรียกความสงสารจากผู้คนไม่น้อย จนหญิงชราผู้หนึ่งอดตำหนิไม่ได้“เจ้ากับนางเป็นสะใภ้แม่ผัวกันหรืออย่างไร ถึงใจดำเช่นนี้กันเล่า”ซูฟางยิ่งได้ยินเสียงสนับสนุนก็ยิ่งแผดเสียงร้อง พร้อมก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มที่ผุดข
“เจ้าอย่ามายุ่งกับลูกสาวของข้านะ!” ซูฟางรีบวิ่งเข้ามากอดบุตรสาวแน่นด้วยความหวาดกลัวส่วนหยวนลี่นั้น หนีหายไปตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจรู้ เพราะเขาไม่ได้กลับบ้านมาหลายวันแล้วหยวนจื่อทนดูต่อไปไม่ไหว จึงก้าวออกมาขวางพร้อมเอ่ยห้าม“ทุกท่านโปรดหยุดก่อนเถิด เรื่องนี้เป็นปัญหาที่หยวนลี่ก่อไว้ เช่นนั้นไม่ควรผูกเรื่องเข้ากับหญิงสาวผู้นี้กระมัง”เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงสงบ หวังให้คนที่มาวุ่นวายใจเย็นลงสักนิดชายร่างใหญ่เหลือบตาขึ้นมองชายวัยกลางคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ“แล้วเจ้าคือผู้ใดกัน เรื่องนี้ใช่สิ่งที่เจ้าควรมายุ่งด้วยหรือ”“ข้ามิได้อยากยุ่ง เพียงแต่ที่นี่เป็นพื้นที่ที่ข้าดูแล ในเมื่อหยวนลี่นำที่ดินบ้านหลังนี้ไปขาย ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าเขาขายไปเท่าใด”เขาพยายามช่วยหาทางออกให้ซูฟาง อย่างน้อยสามีของนางก็ยังเป็นญาติร่วมตระกูลชายร่างใหญ่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “อ้อ…เป็นผู้ใหญ่บ้านนี่เอง เช่นนั้นข้าก็ต้องให้เกียรติบ้างละ”ก่อนกล่าวต่อเสียงเข้ม“ลูกชายของเจ้าติดเงินเจ้านายของข้าอยู่ แปดสิบตำลึงทอง เจ้าจะจ่ายหรือไม่เล่า ถ้าจ่าย ข้าก็ไม่จำเป็นต้องยึดบ้านเจ้าไป”ซูฟางเบิกตากว้าง “ว่าอย่างไรนะ…แปดสิบตำลึ
“จริงเจ้าค่ะ ท่านผู้ใหญ่สนใจสิ่งที่ข้าเสนอหรือไม่” นางเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มบางเบา“แล้วเรื่องนี้หยวนเล่อรู้หรือไม่” หยวนจื่ออดกังวลไม่ได้ กลัวว่าสามีของนางจะตำหนิ“เขารู้เจ้าค่ะ พวกเราคุยกันเรียบร้อยแล้ว” ทั้งสองได้ปรึกษากันจนตกลงเป็นที่เข้าใจ“แล้วพวกข้าจะหาผลนี้ได้จากที่ใดเล่า” หยวนจื่อถามด้วยสีหน้ากังวล“ท่านผู้ใหญ่ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้านอกจากจะช่วยท่านแล้ว ยังเตรียมต้นกล้าไว้ให้ด้วย ท่านสามารถนำไปแจกจ่ายให้คนในหมู่บ้านปลูกได้ แม้อาจต้องใช้เวลานานอยู่บ้าง แต่ระหว่างรอก็ยังคิดทำสิ่งอื่นควบคู่ไปได้เช่นกัน”นางคิดว่าในช่วงต้นกล้าเติบโต ตนเองก็สามารถขยายการทำที่นอนและหมอนจากขนนุ่มได้มากพอสมควรแล้ว“ขอบใจพวกเจ้าสองคนมาก ร่ำรวยแล้วก็ยังไม่ลืมคนในหมู่บ้านของเรา” หยวนจื่อเหลือบตามองสามีภรรยาคู่นั้น เห็นหยวนเล่อเดินเข้ามาพร้อมอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขน“ท่านผู้ใหญ่ สิ่งที่ทำไปเทียบไม่ได้กับความช่วยเหลือที่ท่านมอบให้ข้าและภรรยาหรอกขอรับ ข้าได้ดีก็ยิ่งต้องไม่ลืมคนในหมู่บ้าน” หยวนเล่อเอ่ยด้วยความจริงใจหยวนฉินแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ นางรู้สึกอบอุ่นใจที่สหายที่ตนเลือกคบมีน้ำใจมากเพียงนี้ นางหันไปมองก้อนแ
หยวนลี่เดินยืดอกเข้าไปในนั้นด้วยอาการลำพองใจ เขาตรงไปยังโต๊ะที่มีชายวัยกลางคนนั่งอยู่ ก่อนวางแผ่นกระดาษลงตรงหน้า “ข้าอยากได้สิบตำลึงทอง”ชายวัยกลางคนนิ่งสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดเป็นพิเศษราวกับคุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้มานักต่อนัก เขาหยิบฉโฉนดขึ้นมาพินิจอยู่ครู่หนึ่งเพื่อประเมินราคา“ข้าให้เจ้าได้มากสุดแปดตำลึงทอง จะเอาหรือไม่เอา” เอ่ยจบก็วางฉโฉนดกลับลงตรงหน้าชายหนุ่มเช่นเดิมหยวนลี่ส่งเสียง “ชิ” เบา ๆ อย่างขัดใจ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “แปดตำลึงก็ได้ เร็ว ๆ เอามาให้ข้า” เขาบ่นอย่างไม่พอใจ เพราะไม่คิดว่าที่ดินของบ้านตนจะมีราคาต่ำเช่นนี้ชายวัยกลางคนหยิบเงินจากลิ้นชักใต้โต๊ะมาวางตรงหน้าโดยไร้สีหน้า เหมือนไม่ได้รับผลกระทบจากท่าทีหยาบคายของชายหนุ่มแม้แต่น้อย เพราะผู้คนหลากหลายแบบเวียนผ่านมาทุกวันจนเขาเคยชินเสียแล้วเมื่อได้เงินมาแล้ว หยวนลี่ก็ตรงไปยังห้องด้านในที่มีประตูปิดกั้น บรรยากาศภายในต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง เพราะเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่าน เสียงโหวกเหวกปะปนกับเสียงร้องดีใจของบางคน ทำให้เขารู้สึกคึกคักขึ้นมาไม่น้อย เขานั่งลงที่โต๊ะหนึ่งก่อนวางเงินเดิมพันที่เพิ่งได้มาอย่างไม่ลังเลครึ่
“ได้ แต่เจ้าก็อย่าหักโหมนักเล่า” หยวนเล่อพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาอยากช่วยนางขายของเช่นกัน แต่จำต้องอยู่คอยดูแลช่างที่มาสร้างบ้าน ได้เพียงช่วยเก็บผลไม้ในมิติไว้ให้เท่านั้น เวลานางไปขายก็จะหยิบออกมาได้สะดวกยิ่งขึ้นเวลาผ่านไปสิบห้าวันหลังจากช่างเริ่มลงมือปรับปรุงร้านและบ้านพักอาศัย จนกระทั่งทุกอย่างแล้วเสร็จ นางจ่ายเงินไปเกือบร้อยตำลึงทอง ได้บ้านที่สมบูรณ์พร้อม และร้านค้าที่งดงามมั่นคงดังใจหวังเมื่อร้านเสร็จเรียบร้อย เฉาเยว่ก็เลิกออกไปขายผลไม้ในตลาด นางกับหยวนเล่อมัววุ่นอยู่กับการจัดเรียงสินค้าในร้าน ทั้งผักผลไม้จากสวนในมิติ ไม่ว่าจะเป็นผักป่าหรือผักทั่วไป ล้วนสดใหม่อยู่เสมอ เพราะหากของเหลือขายไม่หมด นางก็จะเก็บกลับเข้ามิติไว้ เพื่อรักษาความสดไว้ตลอดเวลาเฉาเยว่ายืนอยู่หน้าร้าน มองป้ายไม้ที่เพิ่งแขวนขึ้นด้วยแววตาภาคภูมิใจ จากหญิงบ้านนอกที่เคยถูกซื้อมาเป็นภรรยา วันนี้นางกลับมีร้านค้าของตนเองแล้วหยวนเล่อเดินเข้ามายืนด้านหลัง พลางมองร้านที่ทั้งคู่ช่วยกันสร้างขึ้นด้วยรอยยิ้มกว้าง เขามองภรรยาที่ยืนอยู่ตรงหน้า ความสุขในแววตาของนางทำให้หัวใจเขาพองโต“เจ้าตื่นเต้นหรือไม่ พรุ่งนี้เราจะเปิดร้
หลังจากพูดคุยเรื่องซื้อขายกันเสร็จเรียบร้อย เฉาเยว่ก็กลับไปรออยู่ที่ร้านใหม่ นางหยิบกุญแจที่ได้รับมาไขประตู ก่อนเดินสำรวจโดยรอบ ร้านค้าแห่งนี้ดูเก่าไปเล็กน้อย จึงคิดไว้ว่าจะปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ด้านหลังร้านตั้งใจจะปลูกผลขนนุ่มและผลไม้จากมิติ โดยจะใช้น้ำในมิติรดแทน หลังจากทดลองอยู่นาน นางพบว่าน้ำในมิติช่วยให้ผลไม้มีรสหวานหอมและคุณภาพดีกว่าที่ปลูกทั่วไปไม่นานนัก เฉากวงก็กลับมาพร้อมใบโฉนดบ้านและที่ดิน ซึ่งระบุชื่อของเฉาเยว่ทั้งหมด หยวนเล่อเป็นผู้ยินยอมให้ทุกอย่างอยู่ในชื่อของนาง เพราะไม่ต้องการแย่งชิงความดีความชอบในสิ่งนี้“ตอนนี้บ้านหลังนี้เป็นของพวกท่านแล้วขอรับ จะตกแต่งหรือทำสิ่งใดก็สุดแล้วแต่ หากวันหน้าอยากซื้อบ้านเพิ่มเติมก็มาหาข้าได้” เฉากวงเอ่ยพร้อมยื่นเอกสารให้นาง ก่อนขอตัวกลับเมื่อทุกอย่างจัดการเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองตกลงจะพักอยู่ในบ้านใหม่คืนนี้เลย ถึงอย่างไรก็นอนในมิติกันอยู่แล้วจึงไม่ต้องกังวลสิ่งใดเฉาเยว่เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้าไปให้นมลูกน้อย กล่อมจนเขาหลับสนิท ก่อนออกมาช่วยหยวนเล่อทำความสะอาดและตรวจดูรอบบ้าน ว่าส่วนใดควรปรับปรุงบ้าง หลังจดรายการไว้ในกระดาษครบถ้วน ทั้งคู่ก็พ







