Masukซูฟ่างปรายตามองคนทั้งสองที่เพิ่งเดินเข้ามาอย่างไม่ปิดบังความไม่พอใจ
หยวนเล่อได้ยินถ้อยคำของมารดา จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตกใจ “ท่านแม่ เหตุใดจึงกล่าวเช่นนั้นกัน? ภรรยาข้ายังใหม่ ยังไม่รู้อะไรมากนักเลย” เขาพูดพลางเหลือบมองสีหน้าของเฉาเยว่อย่างเป็นห่วง “หึ! ช่างดีนัก! เพิ่งแต่งกัน เจ้าก็เริ่มเข้าข้างภรรยาเสียแล้วหรือ?” “ข้าเปล่าคิดเช่นนั้น เพียงแต่ นางเพิ่งย้ายเข้ามาใหม่ คงต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อย” “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นนางหรือไร ถึงได้พูดแทนเสียทุกถ้อยคำ หรือภรรยาเจ้าหาเสียงไม่ได้?” ซูฟางหันไปจ้องลูกสะใภ้ด้วยสายตากดดัน เฉาเยว่เงยหน้าขึ้นสบสายตาแม่สามี ใบหน้าอวบอูมและท่าทีห้าวหาญของผู้สูงวัยชวนให้รู้สึกครั่นคร้าม แต่เจ้าตัวก็ยังพยายามเอ่ยอย่างนอบน้อม “ข้าจะทำทุกอย่างตามที่ท่านแม่สั่งเจ้าค่ะ เพียงแต่วันนี้ข้าเพิ่งมาถึง ยังไม่รู้ธรรมเนียมในบ้านมากนัก ขอท่านแม่อย่าได้ถือโทษเลยเจ้าค่ะ” นางไม่ต้องการให้สามีต้องออกหน้าปกป้องแทน “ถือว่าเจ้าพอรู้ความอยู่บ้าง ข้าไม่ได้อยากตำหนิเจ้าหรอกนะ แต่ในบ้านนี้ไม่มีใครเหลือจะทำงาน เจ้าแต่งเข้ามา ก็สมควรช่วยแบ่งเบาเสียบ้าง” น้ำเสียงที่เคยแข็งกระด้างดูอ่อนลงเล็กน้อย อาจเพราะทราบดีว่าเงินทองส่วนใหญ่ในบ้านนี้ยังมาจากหยวนเล่ออยู่ไม่น้อย “เจ้าค่ะ ท่านแม่” เฉาเยว่เข้าใจดีว่า เมื่อตัดสินใจเข้ามาอยู่ที่นี่ งานหนักย่อมเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ “ดี งั้นก็ไปหุงข้าวกับทำอาหารเสียให้เรียบร้อย” ซูฟ่างยื่นข้าวสารเพียงเล็กน้อยกับไข่ต้มสองฟองให้อย่างไม่ใส่ใจนัก “ไข่ต้มสองฟองนี้ เจ้าเก็บไว้ให้ลูกชายกับลูกสาวข้าก็พอ ส่วนเจ้า…ก็เอาผักที่มีในครัวปรุงกินเอาเองก็แล้วกัน แล้วก็อย่าลืมซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน ให้อาหารหมูกับไก่ให้ครบด้วย อ่อ น้ำในบ้านหมดแล้ว เจ้าไปตักมาเก็บไว้ด้วยล่ะ” สิ้นคำ นางก็หันหลังเดินจากไปทันที หยวนเล่อมองภรรยาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความห่วงใย “เจ้าไม่ต้องไปตักน้ำหรอก ข้าจะไปเอง ให้อาหารไก่กับหมูข้าก็จะจัดการให้ก่อนออกไปทำนา เจ้ารีบทำอาหารเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะตำหนิอีก” “ข้าทำได้เจ้าค่ะ แต่ก็ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง” น้ำเสียงของนางอ่อนโยน หากแฝงไว้ด้วยความมั่นคง แม้ภาระจะหนัก แต่หากสามีเข้าใจและดูแล นางก็พร้อมจะอดทน หลังแยกจากหยวนเล่อ เฉาเยว่ถือข้าวของไปยังครัว มองอาหารในมืออย่างประเมิน ไม่รู้ว่าจำนวนเท่านี้จะเพียงพอกับจำนวนคนในบ้านหรือไม่ เพราะตั้งแต่มาถึงก็พบเพียงแม่สามีเพียงผู้เดียว ยังไม่เห็นหน้าใครอื่นเลย เมื่อก้าวเข้าสู่ครัว ก็พบว่าแทบไม่มีวัตถุดิบอะไรเหลือให้ใช้ ผักเหี่ยว ๆ กับน้ำมันเพียงน้อยนิด ยังดีที่มีเกลือหลงเหลืออยู่บ้าง นางตั้งใจหุงข้าวเป็นข้าวต้มเพราะปริมาณข้าวมีน้อย ต้มไข่ตามที่รับคำไว้ แล้วหันไปผัดผักเท่าที่มีอย่างคล่องมือ ระหว่างที่กำลังจัดการอาหารนั้น เสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “แค่ให้ทำกับข้าวแค่นี้ ยังชักช้านัก! กว่าจะเสร็จ คงไม่มีเวลาไปทำงานอื่นกันพอดี!” ซูฟางบ่นกระปอดกระแปด พลางกวาดตามองอาหารที่เฉาเยว่กำลังเตรียมอย่างไม่ไว้วางใจ “ข้าทำเสร็จแล้วเจ้าค่ะ ท่านแม่ไปรอกินที่โต๊ะได้เลย ข้าจะยกตามไปทันที” นางกล่าวอย่างสงบ เสียงนุ่มแต่ไม่อ่อนแอ “เร็วหน่อย ลูกข้ารอกินข้าวอยู่” นางว่าจบก็เดินไปนั่งประจำที่โต๊ะใหญ่ รอให้ลูกชายลูกสาวมานั่งร่วมวง เมื่ออาหารถูกจัดวางเรียบร้อย ซูฟางจึงส่งเสียงเรียกลูกทั้งสองให้มากินข้าว ท่ามกลางสายตาของเฉาเยว่ที่มองตามไปอย่างเงียบงัน เมื่อบุตรชายคนรองเดินออกมา เขากวาดตามองอาหารบนโต๊ะก่อนถอนหายใจยาว “อะไรกัน…มีแค่นี้เองหรือ ข้ายังต้องใช้สมองอ่านตำรา จะให้กินแค่ผักนี่น่ะหรือ” พูดจบก็ทิ้งตัวลงนั่งอย่างแรง แสดงความขัดใจเต็มประดา ซูฟางรีบประคองคำปลอบ “โอ้…ลูกแม่ อดทนหน่อยนะ เอาไว้แม่เข้าเมืองเมื่อไร จะซื้อเนื้อหมูมาให้กิน วันนี้เจ้าทนหน่อยก็แล้วกัน” พลางหยิบไข่ต้มใส่จานของบุตรชายอย่างเอาอกเอาใจ ไม่นานนัก ลูกสาวก็เดินเข้ามา นางจึงแบ่งไข่ให้ลูกสาวไปอีกฟอง เฉาเยว่ซึ่งยืนอยู่เงียบ ๆ เห็นดังนั้นก็เตรียมจะนั่งลงร่วมวง แต่ก่อนที่ร่างจะสัมผัสเก้าอี้ เสียงห้ามก็ดังขึ้นทันควัน “เจ้าจะทำอะไร!” ซูฟางตะคอกด้วยเสียงแข็ง นางหันไปอย่างงุนงง “ข้าจะนั่งกินข้าวเจ้าค่ะ” “เจ้าจะกินได้ก็ต่อเมื่อคนในบ้านกินอิ่มแล้วเท่านั้น!” นางพูดไป มือก็ยังคงตักอาหารเข้าปากอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งสามคนที่นั่งอยู่ต่างเร่งรีบกินอย่างเอาเป็นเอาตาย อาหารในถ้วยจึงพร่องลงเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงน้อยนิด เฉาเยว่ยืนมองเงียบ ๆ ไม่ปริปากแม้คำเดียว หากในใจกลับร้อนรุ่ม เพราะสามีของนางก็ยังไม่ได้แตะต้องอาหารเลยสักคำ “แต่สามีของข้ายังไม่ได้กิน…” “ก็แล้วจะเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า!” ซูฟางตวาดลั่น “กฎของบ้านหลังนี้คือ ข้ากับลูกทั้งสองต้องอิ่มก่อน ส่วนพวกเจ้า…ค่อยว่ากันทีหลัง” คำพูดหยาบคายนั้นฟังแล้วเจ็บแปลบไปถึงใจ หยาวจู ซึ่งกำลังเคี้ยวผักคำสุดท้าย เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มเหยียด “ชีวิตแต่งงานเจ้าก็เป็นแบบนี้แหละ อย่าคิดต่อล้อต่อเถียง ถ้าอยากอยู่รอดก็จำไว้ให้ดี คนที่มาก่อนต้องได้กินก่อน” เมื่ออาหารหมด ซูฟางลุกขึ้นพร้อมสั่งการเสียงดัง “พวกเจ้ากินข้าวกันได้แล้ว และอย่าลืมงานที่ข้าสั่งไว้ด้วยล่ะ อย่าส่งเสียงดังจนรบกวนลูกของข้าที่ต้องอ่านหนังสือด้วย!” จากนั้นนางก็เดินจากไปด้วยสีหน้าพึงพอใจ เฉาเยว่ยืนเงียบ มองโต๊ะอาหารที่เหลือไว้เพียงข้าวติดหม้อและผักเศษจานเล็ก ๆ พลางคิดอย่างหนัก ใครเลยจะกินอิ่มกับสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง โดยเฉพาะคนตัวใหญ่เช่นหยวนเล่อ นางยังไม่กล้าขยับใด ๆ จนกระทั่งสามีกลับมา “เจ้ามายืนอะไรอยู่ตรงนี้ เหตุใดไม่กินข้าวเล่า” เขาถามด้วยความห่วงใย เฉาเยว่หันไปสบตา พร้อมพยักเพยิดไปทางอาหารบนโต๊ะ “หมดแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่กินก็ได้ แต่ท่านเล่าจะไม่เป็นไรหรือ หากท้องว่างแล้วจะมีแรงทำนาได้อย่างไร” น้ำเสียงนางแฝงด้วยความห่วงใย ตาเริ่มแดงก่ำ เขาจ้องมองใบหน้าเศร้าสร้อยของภรรยา ก่อนยิ้มบาง ๆ ออกมา “ไม่เป็นไรหรอก ข้าเคยชินเสียแล้ว เจ้ากินเถอะ เดี๋ยวข้าเข้าไปในป่าล่าสัตว์ ถ้าโชคดีอาจจะเจอไข่ป่าหรืออะไรสักอย่าง จะเก็บมาให้เจ้ากิน” “อย่าเก็บไว้ให้ข้าเลย ท่านต้องกินเองบ้างเถอะ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ยิ่งเห็นเขาไม่ได้แตะอาหารเลย นางก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจ เฉาเยว่เดินไปตักข้าวก้นหม้อกับผักติดจานที่เหลืออยู่มาแบ่งกัน นางส่งส่วนที่มากกว่าให้กับหยวนเล่อ “ท่านกินเสียเถิด ข้าตัวเล็กกินนิดเดียวก็พอแล้ว” เสียงนางเบาแต่น้ำใจกลับล้นปรี่ หยวนเล่อรับอาหารไว้ด้วยสายตาอบอุ่น “ภรรยาของข้านั้น…ดีที่สุดในโลก” “อย่ามัวแต่ชมข้าเลย รีบกินเถอะ เดี๋ยวท่านแม่จะบ่นอีก” แม้จะอยู่แค่วันเดียว นางก็พอรู้แล้วว่าบ้านนี้อยู่ยากเพียงใด แต่หากสามีอดทนได้ นางก็จะอดทนไปกับเขาด้วยเช่นกัน หลังจากทั้งสองแบ่งข้าวกินกันจนหมด ต่างก็แยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่ นางจัดการล้างจาน ทำความสะอาดบ้านจนเสร็จสิ้นเรียบร้อย ก่อนจะหอบเสื้อผ้าทั้งหมดในบ้าน รวมทั้งผ้าปูที่นอนของตนเอง ออกไปซักที่ลำธารกลางหมู่บ้านด้วยความขยันขันแข็งคล้อยหลังสามี เฉาเยว่รีบเร่งฝีเท้าไปยังบ้านของท่านหมอเวิง นางชะเง้อมองอยู่หน้าบ้านด้วยความร้อนใจ ไม่แน่ใจว่าหยวนฉินกลับมาถึงหรือยังขณะกำลังยืนรอด้วยใจร้อนรน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งแตะลงบนไหล่ขวาเบา ๆ“เฉาเยว่”นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปตามเสียงเรียก แล้วก็เห็นว่าเป็นหยวนฉินที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเฉาเยว่อ่อนลงทันที ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏขึ้น“เจ้ากลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจและความห่วงใย“ข้ากลับมาแล้ว พร้อมของที่เจ้าฝากให้ซื้อด้วย เจ้าจะเข้ามาในบ้านข้าหรือไม่ นี่คือท่านตาของข้า ท่านหมอหยวนเวิง”เฉาเยว่หันไปมองชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของเขาคล้ายหยวนฉินถึงแปดส่วน จึงค้อมศีรษะให้เล็กน้อย“ท่านหมอเวิง ข้าต้องรบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”“รบกวนอะไรกันเล่า หยวนฉินเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะห่วงสามีของเจ้า เรื่องนี้เป็นสิ่งดี ข้าเห็นแล้วชื่นชม” ท่านหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมอเวิง” นางยิ้มกว้างขึ้น ความตึงเครียดที่เกาะแน่นในอกคลายลงอย่างเห็นได้ชัด“เข้ามาเถิด ยืนอยู่ตรงนี้นาน เดี๋ยวมีใครผ่านมาเห
หลังจากวันนั้นที่ได้พูดคุยกับหยวนฉิน เวลาผ่านมาแล้วสองวัน ตลอดช่วงเวลานั้น หยวนเล่อมักพานางขึ้นเขาบ่อยครั้ง เพื่อสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขา ความเอาใจใส่ของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอเช้าวันนี้เฉาเยว่เหลียวมองซ้ายขวา พอเห็นทางว่างและปลอดภัย นางก็รีบก้าวเท้าออกจากบ้าน โดยพกเงินติดตัวมาด้วยห้าตำลึง ตั้งใจว่าจะซื้อของมาทำอาหารให้เขากินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาไม่ต้องทนหิวอีกหยวนฉินยืนชะเง้อมองไปทางถนนหน้าหมู่บ้าน เวลารถเกวียนจะออกเดินทางเข้าเมืองใกล้เข้ามาทุกที เมื่อเห็นเฉาเย่วิ่งมาจากระยะไกล นางก็รีบยกมือขึ้นเรียกเฉาเยว่หอบหายใจแรง พอถึงตัวเพื่อนก็พูดพลางสูดลมหายใจเข้า “ข้ามาแล้ว…เจ้ารอนานหรือไม่”“เจ้าค่อย ๆ พูดก่อน หายใจก่อนเถอะ” หยวนฉินมองเพื่อนสาวด้วยแววตาเอ็นดูเมื่อหายใจเป็นปกติแล้ว เฉาเยว่หยิบเงินห้าตำลึงออกมาวางในมือเพื่อน “ข้าฝากเจ้าด้วยนะ เอาเงินนี่ไปซื้อเนื้อหมูมาให้หน่อย เอาแต่เนื้อล้วน ๆ ทั้งหมดเลย” นางกระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงระมัดระวังหยวนฉินตาโต มองเงินในมืออย่างตกใจ “ได้สิ ข้าจะซื้อแล้วเก็บไว้ให้ รอเจ้ามาที่บ้านข้าอีกทีค่อยเริ่มทำ”เฉาเยว่ยิ้มกว้าง ดวงตาเป
ซูฟางปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนปนเศร้า คล้ายแม่ที่ทุกข์ใจหนักหนา นางหันไปมองลูกชายคนโตด้วยแววตาเว้าวอน ก่อนเอ่ยสิ่งที่ครุ่นคิดไว้อย่างระมัดระวัง“เจ้าใหญ่ แม่มีเรื่องจะพูดด้วยหน่อย เจ้าคงได้ยินที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศแล้วใช่หรือไม่ ว่าครอบครัวละหนึ่งคนต้องถูกส่งไปช่วยงาน เจ้าคิดเห็นอย่างไร” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงแรงกดดันอยู่ลึก ๆหยวนเล่อวางช้อนไว้ช้า ๆ เงยหน้ามองมารดาอย่างนิ่งสงบ “ข้าแล้วแต่ท่านแม่ขอรับ”เขารู้อยู่แล้วว่าต่อให้พูดอย่างไร ก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ซูฟางก็ถอนหายใจโล่งอก ความกังวลในใจคลายลง นางยกยิ้มจาง ๆ “เจ้าก็รู้ว่าน้องชายของเจ้ายังเด็ก ต้องตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบในปีหน้า มีเพียงเจ้าที่ร่างกายแข็งแรงพอจะไปได้ อีกอย่าง งานนั้นยังมีเงินเดือน หากเจ้าส่งเงินกลับมาให้เมียของเจ้า แม่จะไม่แตะต้องเลยสักตำลึงเดียว”แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงคำล่อใจเท่านั้น เพราะในใจนางไม่ได้คิดจะให้เงินหลุดมือแม้แต่น้อย ขอเพียงโน้มน้าวลูกชายได้ก็พอเฉาเยว่มองสามีอย่างเป็นห่วง ดวงตาของนางเอ่อคลอ นางไม่สนใจเรื่องเงินแม้แต่น้อย ขอเพียงได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขก็เพียงพอแล้ว“ท่านพี่…” นาง
หยวนจื่อคลี่จดหมายจากเจ้าเมืองออกอ่านอย่างตั้งใจ เมื่อสายตากวาดผ่านเนื้อความทั้งหมด เขาก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักใจ นี่มันเรื่องอะไรกันอีกหนอ… เนื้อหาภายในจดหมายทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งยิ่งนัก“ท่านพี่ มีเรื่องใดหรือ” เสียงของไช่หลานดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินออกมาหาสามีด้วยสีหน้าเป็นกังวล เห็นเขาขมวดคิ้วแน่นจนแทบไม่เหลือรอยยิ้ม“หมู่บ้านของเราคงลำบากแล้ว… ไม่สิ คงไม่ใช่แค่หมู่บ้านของเรา แต่ทุกหมู่บ้านคงต้องประสบเคราะห์เช่นเดียวกัน” เขาหันมาสบตาภรรยา ก่อนเล่าเนื้อความในจดหมายให้ฟัง“ลำบากอย่างไรหรือคะ แล้วเกี่ยวข้องกับครอบครัวเราด้วยหรือไม่” ไช่หลานถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวลหยวนจื่อส่ายหน้าเบา ๆ “ยังไม่เกี่ยวกับบ้านเราโดยตรง โชคดีที่ลูกชายของเรายังเล็กเกินไป แต่บ้านอื่นคงไม่รอดแน่ ทางการส่งคำสั่งให้ทุกหมู่บ้านจัดชายหนุ่มแข็งแรงไปขุดเหมืองแร่ที่เพิ่งค้นพบ ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทั้งที่มีทาสมากมาย เหตุใดจึงต้องการแรงงานจากชาวบ้านอย่างพวกเราด้วย” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนขมขื่นการต้องเลือกส่งคนในหมู่บ้านออกไปบ้านละหนึ่งคน เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเขาหนักหน
“ท่านนอนเถอะ… ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วของภรรยาทำให้เขาชะงัก ความอ่อนแรงปรากฏชัดทั่วร่าง เอวของนางระบมจนแทบขยับไม่ได้หยวนเล่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยอมยุติความต้องการไว้เพียงเท่านั้น เขาล้มตัวลงกอดก่ายภรรยาไว้แนบอก ก่อนทั้งคู่จะหลับใหลไปด้วยกันรุ่งเช้า… เฉาเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นแสงแรกของวันลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ด้านนอกยังมืดสลัวแต่นภาก็เริ่มเปลี่ยนสี นางปลุกสามีให้ตื่นไปล้างหน้าล้างตา แล้วจึงรีบลุกไปจัดการงานบ้านที่เป็นหน้าที่ของตนหลังผ่านวันแรกอันเหน็ดเหนื่อยไป นางก็เริ่มปรับตัวได้ดี หากไม่ทำผิดก็จะไม่โดนตำหนิจากแม่สามี ส่วนสาวน้อยน้องสามี หากไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย นางก็ไม่ถูกหาเรื่อง ทุกอย่างจึงสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์แม้แม่สามีจะไม่ค่อยแสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ก็ไม่มีปากเสียงกับนางมากนัก อาจเพราะรายได้ภายในบ้านมาจากหยวนเล่อแทบทั้งสิ้น ทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าเล่าเรียนของน้องชาย และค่าสินเดิมในการแต่งสามีให้น้องสาว ล้วนมาจากเขาวันเวลาล่วงไปครบหนึ่งเดือน เฉาเยว่สังเกตว่าสามีมักนำสมุนไพรจากป่ามาขาย และนำเงินมาให้นางเก็บไว้เสมอ โดยที่แม่ของเขาไม่เคยล่วงรู้ นางแอบวิตกกลัวว่าสักว
หยวนเล่อเดินเข้าไปในร้านไป๋อันถัง ร้านรับซื้อสมุนไพรที่มีชายชรานั่งเฝ้าอยู่เพียงลำพัง“เจ้ามาขายสิ่งใดหรือ” ลูกจ้างในร้านเอ่ยถามพลางมองชายหนุ่มที่แต่งตัวมอมแมม“ข้านำสมุนไพรมาขายขอรับ” เขายื่นห่อสมุนไพรในมือให้ชายผู้นั้นตรวจดูเมื่อรับของมาเปิดดู ก็พบว่าเป็นเพียง ถังเฉ่า สมุนไพรที่หาได้ทั่วไป แม้จะไม่ใช่ของหายากนัก แต่ก็ยังพอมีความต้องการในตลาด“เจ้ามีกี่ต้น” ลูกจ้างถามต่อ“ทั้งหมดห้าต้นขอรับ” เขาตอบ พลางนึกขอบคุณโชคชะตาที่พาตนไปพบมันบนเขา เขาจดจำสรรพคุณของพืชชนิดนี้ได้จากคำสอนของหมอประจำหมู่บ้าน“ห้าต้น หนึ่งตำลึง” อีกฝ่ายกล่าวพร้อมยื่นเงินให้ ราคานี้ไม่มากนักเพราะต้นที่เขาเก็บมาอายุยังน้อย ขนาดไม่ใหญ่นักหยวนเล่อรับเงินไว้เงียบ ๆ เงินเล็กน้อยนี้เขาจะเก็บไว้เพื่อภรรยาและอนาคตของครอบครัว แต่ก่อนนั้นไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง เงินทุกก้อนล้วนตกไปอยู่ในมือมารดา แต่จากนี้ เขาจะต้องเริ่มวางแผนเผื่อภรรยา และ…เผื่อลูกชายตัวน้อยในอนาคตด้วยเมื่อคิดถึงใบหน้าอ่อนโยนของภรรยา รอยยิ้มบางก็แต้มบนใบหน้า เขาแวะซื้อซาลาเปาสองลูก หนึ่งลูกกินเอง ส่วนอีกลูกเขาแอบซ่อนไว้ใต้กองไม้ในตะกร้าด้านหลัง ปิดทับด้วย







