LOGINเฉาเยว่เดินถือตะกร้าใบใหญ่ตรงไปยังลำธารกลางหมู่บ้าน บริเวณนั้นมีหญิงสาวหลายคนนั่งซักผ้าอยู่ก่อนแล้ว นางมองหามุมเหมาะ ๆ แล้วจึงนั่งลง ค่อย ๆ คลี่ผ้าออก ก่อนเริ่มลงมือซักด้วยจังหวะเนิบช้า
สายตาของหญิงชาวบ้านบางคนจับจ้องมายังภรรยาของหยวนเล่อด้วยแววเวทนา เมื่ออยู่ในหมู่บ้านเดียวกันแล้ว การทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย “เจ้าชื่ออะไรหรือ?” หยวนฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แววตาเต็มไปด้วยความสนใจ เฉาเยว่เงยหน้ามองหญิงสาวตรงข้าม ยิ้มรับไมตรีอย่างอ่อนโยน “ข้าชื่อเฉาเยว่เจ้าค่ะ แล้วท่านเล่า ชื่ออะไรหรือ?” “ข้าชื่อหยวนฉิน เป็นหลานของหมอประจำหมู่บ้าน” หญิงสาวตอบพลางยิ้มพอใจ ดูแล้วทั้งสองมีวัยไล่เลี่ยกัน “ข้าเพิ่งแต่งเข้ามา ยังไม่รู้จักใครเท่าไหร่นัก ว่าแต่…ท่านเป็นคนในหมู่บ้านนี้หรือ? พอจะรู้จักครอบครัวของข้าบ้างไหม?” น้ำเสียงของเฉาเยว่เต็มไปด้วยความหวังจะได้รู้จักผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น เมื่อได้ยินคำถามนั้น หยวนฉินก็ยิ้มกว้าง ราวกับรอคำถามนี้อยู่ก่อนแล้ว “เจ้าแต่งเข้าบ้านป้าซูฟางใช่ไหมล่ะ? ข้าได้ยินเรื่องของเจ้าเหมือนกัน โชคดีจริง ๆ ที่เจ้ามาถามข้า เรื่องของบ้านนั้นข้ารู้ดีทีเดียว” หยวนฉินขยับตัวนั่งให้ถนัด พลางเล่าอย่างกระตือรือร้น “บ้านนั้นมีลูกชายสองคนกับลูกสาวหนึ่งคน ลูกสาวอายุสิบสี่ เป็นเด็กเอาแต่ใจ ส่วนลูกคนรองอายุสิบเจ็ด สอบเป็นฉิวไฉ่มาสองปีแล้วแต่ก็ยังไม่ผ่าน ส่วนลูกสาวคนเล็กนั่น เห็นว่าไม่ค่อยสนิทกับบิดา เพราะท่านเสียไปก่อนตั้งแต่นางยังเล็ก” เฉาเยว่นั่งฟังอย่างตั้งใจ แววตานิ่งสงบแต่แฝงความครุ่นคิดอยู่ลึก ๆ “ส่วนลูกชายคนโต…พี่หยวนเล่อน่ะ เป็นคนที่บิดารักมากที่สุด แต่พอตอนท่านเสีย แม่เลี้ยงก็เหมือนไม่ใส่ใจ ใช้งานเขาเหมือนเป็นคนรับใช้ ยังไงก็น่าสงสารจริง ๆ” หยวนฉินถอนหายใจยาว เมื่อกล่าวถึงพี่ชายที่แสนดีที่ตนนับถือ เฉาเยว่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ “เช่นนั้น…สามีของข้าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของท่านแม่สามีหรือ?” หญิงสาวตรงหน้าชะเง้อมองซ้ายขวา ก่อนจะโน้มตัวมากระซิบข้างหู “เรื่องนี้เป็นความลับ ข้ารู้เพียงคนเดียว เพราะท่านตาข้าสั่งไว้ว่าอย่าได้ปริปากบอกใคร แต่…ข้าก็เผลอเล่าให้เจ้าแล้วล่ะ” นางทำท่าทางตัดคอตัวเองเป็นเชิงเตือน “ข้าว่าพี่หยวนเล่อเองก็น่าจะรู้ความจริง แต่ไม่มีวันเอ่ยถึงแน่นอน หากเรื่องนี้หลุดไปถึงหูป้าซูฟาง…เรื่องจะไม่จบง่าย ๆ” เฉาเยว่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกสับสน “เพราะอะไรหรือ? เหตุใดนางถึงไม่อยากให้คนรู้?” หยวนฉินถอนหายใจอีกครั้งก่อนตอบ “ก็เพราะเงินทองทั้งบ้านน่ะ มาจากพี่หยวนเล่อคนเดียว หากเขารู้แล้วคิดจะแยกบ้านขึ้นมา นางกับลูกแท้ ๆ อีกสองคนจะอยู่อย่างไร เพราะทั้งสองคนนั้น…ก็ไม่ค่อยเอาไหนสักเท่าไร” เฉาเยว่พยักหน้าเบา ๆ สีหน้าครุ่นคิด “ขอบคุณเจ้ามากที่เล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟัง ข้าสัญญาว่าจะไม่บอกใคร” นางเชื่อว่าสามีของตนนั้นไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่คงมีเหตุผลที่ยังไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องนี้เลย “ไว้วันหลังข้าจะมานั่งคุยกับเจ้าอีก ตอนนี้ข้าต้องรีบกลับไปช่วยท่านตาเสียก่อน” หยวนฉินพูดพลางลุกขึ้น แบกตะกร้าผ้าขึ้นไหล่แล้วเดินจากไป ในขณะเดียวกัน หยวนเล่อก็มุ่งหน้าเข้าป่าบนภูเขาเขียวตามปกติ เขาตรวจตรากับดักที่เคยวางไว้ และโชคดีเหลือเกิน ที่วันนี้มีกระต่ายป่าตัวใหญ่มาติดพอดี เขาเดินเลยไปยังบริเวณที่เคยพบรังไก่ป่า พบว่ามีไข่สองฟองวางอยู่ เขาจัดการซ่อนไข่เหล่านั้นไว้ในที่ปลอดภัย เพราะรู้ดีว่าหากนำกลับบ้านตรง ๆ แม่ของเขาคงไม่ยอมให้ภรรยาได้แตะต้องเป็นแน่ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว เขาจึงรีบเดินลงจากภูเขา เพื่อนำกระต่ายกลับไปให้มารดาเห็นก่อนเป็นอันดับแรก ซูฟางเห็นลูกชายนำกระต่ายป่าลงมาจากเขา ใบหน้าของนางก็เปื้อนยิ้มกว้างด้วยความยินดี กระต่ายตัวนี้หากนำไปขาย คงได้หลายตำลึง นางมองเข้าไปในตะกร้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงกดดัน “ได้มาเพียงเท่านี้หรือ?” “ขอรับ วันนี้ข้าต้องแบกน้ำ ทำนา แล้วยังขึ้นเขาไปตรวจกับดัก ใช้เวลาทั้งวันเลยจริง ๆ” หยวนเล่อตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า ขณะนั้น หยวนลี่เดินเข้ามาเห็นมารดาถือกระต่ายตัวใหญ่อยู่ในมือ เขาเลียริมฝีปากด้วยความอยากกินเนื้อผัดกระต่าย รีบเข้ามาคว้ากระต่ายจากมือของแม่ “วันนี้ข้าอยากกินผัดกระต่าย!” ซูฟางสะดุ้งเล็กน้อย นางตั้งใจจะดุลูกชาย แต่เมื่อได้ยินคำพูดนั้นก็เปลี่ยนใจ “เจ้าจะกินหรือ?” นางถามย้ำแม้ใจจะเสียดายเงินจากการขายก็ตาม “ใช่ ข้าอยากกิน!” เขาตอบทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง “ถ้าอย่างนั้น…แบ่งกระต่ายครึ่งหนึ่งไว้ทำอาหาร อีกครึ่งเจ้าก็นำไปขายในเมืองเถอะ” นางตัดใจยื่นกระต่ายให้อย่างไม่เต็มใจนัก “ท่านแม่ดีที่สุด! ข้าได้กินเนื้อกระต่าย คราวนี้สอบฉิวไฉ่ต้องผ่านแน่” เขายิ้มกว้าง หยอดคำที่รู้ว่านางชอบฟัง “เอาเถอะ แม่จะทำให้ เจ้าจะได้มีกำลังอ่านหนังสือ” น้ำเสียงของซูฟางอ่อนลง ความหวังทั้งปวงของนางมีเพียงลูกชายคนนี้ หยวนเล่อยืนมองทั้งสองอย่างเงียบ ๆ ภาพเช่นนี้นับว่าเคยชินเสียจนไม่รู้สึกน้อยใจอีกต่อไป “เจ้ามัวยืนอยู่ทำไม รีบแบ่งกระต่ายแล้วเอาไปขายก่อนฟ้าจะมืด” นางหันมากำชับลูกชายคนโตด้วยน้ำเสียงออกคำสั่ง หยวนเล่อพยักหน้า แล้วเดินเข้าครัวเพื่อแบ่งกระต่ายครึ่งหนึ่งเก็บไว้ อีกครึ่งนำใส่ตะกร้าเตรียมตัวไปขายในเมือง ขณะนั้นเอง เฉาเยว่มองเห็นสามีกำลังเตรียมบางอย่างจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านจะไปไหนหรือ?” นางเห็นเขากำลังก้มหน้าจัดกระต่ายใส่ตะกร้า “ข้าจะเอาไปขายในเมือง เจ้ากินข้าวเถอะ ไม่ต้องรอข้า” เขาตอบพร้อมกับยิ้มบาง ๆ “แต่เมื่อเช้าท่านยังไม่ได้กินอะไรเลย… ไม่หิวหรือ?” นางเดินเข้าไปใกล้ด้วยแววตาเป็นห่วง เห็นเขาทำงานทั้งวันแล้วยังไม่ได้พักก็อดสงสารไม่ได้ หยวนเล่อยิ้มจาง ๆ ใช้มือข้างที่สะอาดลูบศีรษะภรรยาเบา ๆ “อย่าห่วงเลย ข้าจะรีบกลับมาให้เร็วที่สุด” “งั้นข้าจะเก็บอาหารไว้ให้ท่าน” “เอาเนื้อกระต่ายทำให้ท่านแม่ก่อนเถิด ข้าจะรีบกลับมา” พูดจบก็เดินออกจากบ้านไปทันที ก่อนท้องฟ้าจะมืดไปกว่านี้ เขาไม่ได้พกคบไฟมา เพราะคิดว่าน่าจะกลับทัน อีกทั้งคืนนี้เป็นคืนฟ้าสว่าง ด้านหลัง เสียงซูฟางดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ “อย่ามัวล่ำลาสามีให้มากความ แค่เข้าเมืองไปขายของ ใยเจ้าต้องทำหน้าซึมเช่นนั้น รีบไปทำอาหารเสียที คนทั้งบ้านรอเจ้าคนเดียวอยู่ ทำอะไรก็ชักช้าไปหมด!” เฉาเยว่ก้มหน้าลงเช็ดน้ำตาอย่างเงียบงัน ไม่รู้ว่ามันไหลออกมาตั้งแต่เมื่อไร นางนำเนื้อกระต่ายครึ่งตัว และข้าวที่เพิ่งได้เพิ่มมาเล็กน้อย มาปรุงเป็นข้าวต้มกับผัดเนื้อกระต่าย ใช้ของที่มีอยู่จำกัด ไข่และเครื่องปรุงล้วนต้องขอจากแม่สามีทุกครั้ง เพราะในครัวไม่มีสิ่งใดให้ใช้เลย แม้แต่น้ำมัน เพียงวันแรกที่เข้ามาอยู่ นางก็ต้องเผชิญกับสิ่งมากมาย แล้วในอนาคตอีกยาวไกล นางจะทนได้หรือ? แต่นางเชื่อว่าหากมีสามีเคียงข้าง ต่อให้เหนื่อยเพียงใดก็จะยอมฝืนทนต่อไป ทางด้านหยวนเล่อ เขาเดินเท้าเข้าสู่ตัวเมืองโดยไม่รอช้า นำเนื้อกระต่ายครึ่งตัวไปยังร้านที่ซื้อขายเป็นประจำ แม้กระต่ายตัวใหญ่นี้ควรขายได้ถึงสองตำลึง แต่เมื่อต้องแบ่งครึ่ง ก็ได้มาเพียงตำลึงเดียวเท่านั้น ระหว่างขึ้นเขาในช่วงกลางวัน เขายังพบสมุนไพรบางชนิดอีกเล็กน้อย เขาจึงตั้งใจจะนำไปขายที่ร้านรับซื้อสมุนไพรด้วยคล้อยหลังสามี เฉาเยว่รีบเร่งฝีเท้าไปยังบ้านของท่านหมอเวิง นางชะเง้อมองอยู่หน้าบ้านด้วยความร้อนใจ ไม่แน่ใจว่าหยวนฉินกลับมาถึงหรือยังขณะกำลังยืนรอด้วยใจร้อนรน จู่ ๆ ก็มีมือหนึ่งแตะลงบนไหล่ขวาเบา ๆ“เฉาเยว่”นางสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปตามเสียงเรียก แล้วก็เห็นว่าเป็นหยวนฉินที่ยืนยิ้มอยู่เบื้องหลัง ใบหน้าของเฉาเยว่อ่อนลงทันที ก่อนรอยยิ้มดีใจจะปรากฏขึ้น“เจ้ากลับมาแล้วหรือ” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความโล่งใจและความห่วงใย“ข้ากลับมาแล้ว พร้อมของที่เจ้าฝากให้ซื้อด้วย เจ้าจะเข้ามาในบ้านข้าหรือไม่ นี่คือท่านตาของข้า ท่านหมอหยวนเวิง”เฉาเยว่หันไปมองชายสูงวัยที่ยืนอยู่ด้านข้าง ใบหน้าของเขาคล้ายหยวนฉินถึงแปดส่วน จึงค้อมศีรษะให้เล็กน้อย“ท่านหมอเวิง ข้าต้องรบกวนท่านแล้วเจ้าค่ะ”“รบกวนอะไรกันเล่า หยวนฉินเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว ว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะห่วงสามีของเจ้า เรื่องนี้เป็นสิ่งดี ข้าเห็นแล้วชื่นชม” ท่านหมอเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความเอ็นดู“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านหมอเวิง” นางยิ้มกว้างขึ้น ความตึงเครียดที่เกาะแน่นในอกคลายลงอย่างเห็นได้ชัด“เข้ามาเถิด ยืนอยู่ตรงนี้นาน เดี๋ยวมีใครผ่านมาเห
หลังจากวันนั้นที่ได้พูดคุยกับหยวนฉิน เวลาผ่านมาแล้วสองวัน ตลอดช่วงเวลานั้น หยวนเล่อมักพานางขึ้นเขาบ่อยครั้ง เพื่อสอนวิธีเอาตัวรอดในป่าเขา ความเอาใจใส่ของเขาทำให้นางรู้สึกอบอุ่นอยู่เสมอเช้าวันนี้เฉาเยว่เหลียวมองซ้ายขวา พอเห็นทางว่างและปลอดภัย นางก็รีบก้าวเท้าออกจากบ้าน โดยพกเงินติดตัวมาด้วยห้าตำลึง ตั้งใจว่าจะซื้อของมาทำอาหารให้เขากินมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เขาไม่ต้องทนหิวอีกหยวนฉินยืนชะเง้อมองไปทางถนนหน้าหมู่บ้าน เวลารถเกวียนจะออกเดินทางเข้าเมืองใกล้เข้ามาทุกที เมื่อเห็นเฉาเย่วิ่งมาจากระยะไกล นางก็รีบยกมือขึ้นเรียกเฉาเยว่หอบหายใจแรง พอถึงตัวเพื่อนก็พูดพลางสูดลมหายใจเข้า “ข้ามาแล้ว…เจ้ารอนานหรือไม่”“เจ้าค่อย ๆ พูดก่อน หายใจก่อนเถอะ” หยวนฉินมองเพื่อนสาวด้วยแววตาเอ็นดูเมื่อหายใจเป็นปกติแล้ว เฉาเยว่หยิบเงินห้าตำลึงออกมาวางในมือเพื่อน “ข้าฝากเจ้าด้วยนะ เอาเงินนี่ไปซื้อเนื้อหมูมาให้หน่อย เอาแต่เนื้อล้วน ๆ ทั้งหมดเลย” นางกระซิบเบา ๆ ด้วยน้ำเสียงระมัดระวังหยวนฉินตาโต มองเงินในมืออย่างตกใจ “ได้สิ ข้าจะซื้อแล้วเก็บไว้ให้ รอเจ้ามาที่บ้านข้าอีกทีค่อยเริ่มทำ”เฉาเยว่ยิ้มกว้าง ดวงตาเป
ซูฟางปรับสีหน้าให้ดูอ่อนโยนปนเศร้า คล้ายแม่ที่ทุกข์ใจหนักหนา นางหันไปมองลูกชายคนโตด้วยแววตาเว้าวอน ก่อนเอ่ยสิ่งที่ครุ่นคิดไว้อย่างระมัดระวัง“เจ้าใหญ่ แม่มีเรื่องจะพูดด้วยหน่อย เจ้าคงได้ยินที่ผู้ใหญ่บ้านประกาศแล้วใช่หรือไม่ ว่าครอบครัวละหนึ่งคนต้องถูกส่งไปช่วยงาน เจ้าคิดเห็นอย่างไร” น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลแต่แฝงแรงกดดันอยู่ลึก ๆหยวนเล่อวางช้อนไว้ช้า ๆ เงยหน้ามองมารดาอย่างนิ่งสงบ “ข้าแล้วแต่ท่านแม่ขอรับ”เขารู้อยู่แล้วว่าต่อให้พูดอย่างไร ก็คงหนีไม่พ้นอยู่ดีเมื่อได้ยินคำตอบนั้น ซูฟางก็ถอนหายใจโล่งอก ความกังวลในใจคลายลง นางยกยิ้มจาง ๆ “เจ้าก็รู้ว่าน้องชายของเจ้ายังเด็ก ต้องตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อสอบในปีหน้า มีเพียงเจ้าที่ร่างกายแข็งแรงพอจะไปได้ อีกอย่าง งานนั้นยังมีเงินเดือน หากเจ้าส่งเงินกลับมาให้เมียของเจ้า แม่จะไม่แตะต้องเลยสักตำลึงเดียว”แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงคำล่อใจเท่านั้น เพราะในใจนางไม่ได้คิดจะให้เงินหลุดมือแม้แต่น้อย ขอเพียงโน้มน้าวลูกชายได้ก็พอเฉาเยว่มองสามีอย่างเป็นห่วง ดวงตาของนางเอ่อคลอ นางไม่สนใจเรื่องเงินแม้แต่น้อย ขอเพียงได้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขก็เพียงพอแล้ว“ท่านพี่…” นาง
หยวนจื่อคลี่จดหมายจากเจ้าเมืองออกอ่านอย่างตั้งใจ เมื่อสายตากวาดผ่านเนื้อความทั้งหมด เขาก็ถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักใจ นี่มันเรื่องอะไรกันอีกหนอ… เนื้อหาภายในจดหมายทำให้หัวใจของเขาหนักอึ้งยิ่งนัก“ท่านพี่ มีเรื่องใดหรือ” เสียงของไช่หลานดังขึ้นจากด้านหลัง นางเดินออกมาหาสามีด้วยสีหน้าเป็นกังวล เห็นเขาขมวดคิ้วแน่นจนแทบไม่เหลือรอยยิ้ม“หมู่บ้านของเราคงลำบากแล้ว… ไม่สิ คงไม่ใช่แค่หมู่บ้านของเรา แต่ทุกหมู่บ้านคงต้องประสบเคราะห์เช่นเดียวกัน” เขาหันมาสบตาภรรยา ก่อนเล่าเนื้อความในจดหมายให้ฟัง“ลำบากอย่างไรหรือคะ แล้วเกี่ยวข้องกับครอบครัวเราด้วยหรือไม่” ไช่หลานถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แววตาเต็มไปด้วยความกังวลหยวนจื่อส่ายหน้าเบา ๆ “ยังไม่เกี่ยวกับบ้านเราโดยตรง โชคดีที่ลูกชายของเรายังเล็กเกินไป แต่บ้านอื่นคงไม่รอดแน่ ทางการส่งคำสั่งให้ทุกหมู่บ้านจัดชายหนุ่มแข็งแรงไปขุดเหมืองแร่ที่เพิ่งค้นพบ ข้าไม่เข้าใจเลยจริง ๆ ทั้งที่มีทาสมากมาย เหตุใดจึงต้องการแรงงานจากชาวบ้านอย่างพวกเราด้วย” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจปนขมขื่นการต้องเลือกส่งคนในหมู่บ้านออกไปบ้านละหนึ่งคน เป็นเรื่องที่ทำให้หัวใจเขาหนักหน
“ท่านนอนเถอะ… ข้าไม่ไหวแล้ว” เสียงแผ่วของภรรยาทำให้เขาชะงัก ความอ่อนแรงปรากฏชัดทั่วร่าง เอวของนางระบมจนแทบขยับไม่ได้หยวนเล่อเห็นท่าทีเช่นนั้นก็ยอมยุติความต้องการไว้เพียงเท่านั้น เขาล้มตัวลงกอดก่ายภรรยาไว้แนบอก ก่อนทั้งคู่จะหลับใหลไปด้วยกันรุ่งเช้า… เฉาเยว่สะดุ้งตื่นขึ้นมาเมื่อเห็นแสงแรกของวันลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ด้านนอกยังมืดสลัวแต่นภาก็เริ่มเปลี่ยนสี นางปลุกสามีให้ตื่นไปล้างหน้าล้างตา แล้วจึงรีบลุกไปจัดการงานบ้านที่เป็นหน้าที่ของตนหลังผ่านวันแรกอันเหน็ดเหนื่อยไป นางก็เริ่มปรับตัวได้ดี หากไม่ทำผิดก็จะไม่โดนตำหนิจากแม่สามี ส่วนสาวน้อยน้องสามี หากไม่เข้าไปข้องเกี่ยวด้วย นางก็ไม่ถูกหาเรื่อง ทุกอย่างจึงสงบได้อย่างน่าอัศจรรย์แม้แม่สามีจะไม่ค่อยแสดงท่าทีเป็นมิตร แต่ก็ไม่มีปากเสียงกับนางมากนัก อาจเพราะรายได้ภายในบ้านมาจากหยวนเล่อแทบทั้งสิ้น ทั้งเงินค่าใช้จ่ายประจำวัน ค่าเล่าเรียนของน้องชาย และค่าสินเดิมในการแต่งสามีให้น้องสาว ล้วนมาจากเขาวันเวลาล่วงไปครบหนึ่งเดือน เฉาเยว่สังเกตว่าสามีมักนำสมุนไพรจากป่ามาขาย และนำเงินมาให้นางเก็บไว้เสมอ โดยที่แม่ของเขาไม่เคยล่วงรู้ นางแอบวิตกกลัวว่าสักว
หยวนเล่อเดินเข้าไปในร้านไป๋อันถัง ร้านรับซื้อสมุนไพรที่มีชายชรานั่งเฝ้าอยู่เพียงลำพัง“เจ้ามาขายสิ่งใดหรือ” ลูกจ้างในร้านเอ่ยถามพลางมองชายหนุ่มที่แต่งตัวมอมแมม“ข้านำสมุนไพรมาขายขอรับ” เขายื่นห่อสมุนไพรในมือให้ชายผู้นั้นตรวจดูเมื่อรับของมาเปิดดู ก็พบว่าเป็นเพียง ถังเฉ่า สมุนไพรที่หาได้ทั่วไป แม้จะไม่ใช่ของหายากนัก แต่ก็ยังพอมีความต้องการในตลาด“เจ้ามีกี่ต้น” ลูกจ้างถามต่อ“ทั้งหมดห้าต้นขอรับ” เขาตอบ พลางนึกขอบคุณโชคชะตาที่พาตนไปพบมันบนเขา เขาจดจำสรรพคุณของพืชชนิดนี้ได้จากคำสอนของหมอประจำหมู่บ้าน“ห้าต้น หนึ่งตำลึง” อีกฝ่ายกล่าวพร้อมยื่นเงินให้ ราคานี้ไม่มากนักเพราะต้นที่เขาเก็บมาอายุยังน้อย ขนาดไม่ใหญ่นักหยวนเล่อรับเงินไว้เงียบ ๆ เงินเล็กน้อยนี้เขาจะเก็บไว้เพื่อภรรยาและอนาคตของครอบครัว แต่ก่อนนั้นไม่เคยคิดเรื่องนี้จริงจัง เงินทุกก้อนล้วนตกไปอยู่ในมือมารดา แต่จากนี้ เขาจะต้องเริ่มวางแผนเผื่อภรรยา และ…เผื่อลูกชายตัวน้อยในอนาคตด้วยเมื่อคิดถึงใบหน้าอ่อนโยนของภรรยา รอยยิ้มบางก็แต้มบนใบหน้า เขาแวะซื้อซาลาเปาสองลูก หนึ่งลูกกินเอง ส่วนอีกลูกเขาแอบซ่อนไว้ใต้กองไม้ในตะกร้าด้านหลัง ปิดทับด้วย







