Masuk“ฮูหยินเว่ย มาถึงที่นี่อยากได้สิ่งใดหรือเจ้าคะ” แม่ค้าร้านเครื่องประดับเจ้าประจำที่จางหยู่เยียนมักมาอุดหนุนรีบวิ่งเข้ามาทักทาย พลางเดินนำลูกค้ารายใหญ่ไปดูของในร้าน
“วันนี้ข้ามาดูเครื่องประดับ อยากได้ปิ่น กำไล อืม สร้อยคอด้วยน่าจะดี”
“ดะ ได้เจ้าค่ะ ได้ เชิญทางนี้เลยเจ้าค่ะ ข้าพึ่งได้ของใหม่มา เก็บไว้ให้ฮูหยินดูคนแรกเลยเจ้าค่ะ”
“อืม งามไม่น้อย” หยู่เยียนเฉสบตากับบ่าวรับใช้ทั้งสาม สื่อเป็นนัยน์ที่รู้กันเพียงสี่คน ก่อนจะหันไปเลือกเครื่องประดับ
“ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวมักเห็นคุณหนูเกาสวมใส่เครื่องประดับสีนวลขาว” ซีเยว่เอ่ยเข้าประเด็นเป็นคนแรก ก่อนจะมีอี้ถานและลี่จูคอยเสริม
“เช่นนั้นชิ้นนี้คุณหนูเกาซูเหวินน่าจะชอบนะเจ้าคะ”
“ใช่เจ้าค่ะ ฮูหยินอยากให้เป็นของรับเข้าจวน ควรซื้อที่คุณหนูเกาชอบนะเจ้าคะ” คำพูดของสาวใช้ทำเอาเถ้าแก่เนี๊ยะหูผึ่ง ความอยากรู้อยากเห็นของคน ไหนเลยจะมีที่สิ้นสุด อย่างไรเสียก็ต้องถามให้รู้เรื่องราว
“เข้าจวน...องครักษ์เว่ยจะแต่งคุณหนูเกาเข้าสกุล- ขออภัยเจ้าค่ะฮูหยิน ข้ามิสมควรพูด”
“มิเป็นไร ข้ากำลังจะหาแม่สื่อ ไปช่วยทาบทามคุณหนูเกามาเป็นฮูหยินรองให้ท่านพี่ วันนี้เลยตั้งใจมาเลือกเครื่องประดับ เผื่อจะได้ใช้เป็นของหมั้นด้วย” จางหยู่เยียนยิ้มสดใส ก่อนจะหันมาเลือกเครื่องประดับสี่ห้าชิ้น แล้วเดินออกจากร้านมา
ข่าวลือพูดกันปากต่อปาก จากหนึ่งเป็นสองจากสองเป็นสี่ เพียงแค่ไม่กี่วันหลังจากนั้นผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงก็พูดกันจ้าละหวั่น ว่าสกุลเว่ยกำลังจะทาบทามคุณหนูเกาซูเหวินมาเป็นฮูหยินรอง ก็คงจะมีแต่เว่ยเฉิงหยวนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว เพราะออกไปจัดการธุระให้ฝ่าบาทที่ต่างเมือง
“เป็นอย่างไรบ้างลี่จู”
“คนลือกันทั่วแล้วเจ้าค่ะ”
“ดี ทำเช่นนี้อย่างไรเว่ยเฉิงหยวนก็มิอาจปฏิเสธ เพราะเขาคงไม่อยากทำให้คนรักต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง”
“บ่าวไม่เข้าใจเลยเจ้าค่ะ เหตุใดฮูหยินต้องทำเช่นนี้ด้วย ช่วงนี้นายท่านก็ปฏิบัติกับฮูหยินดีขึ้นมาก บ่าวคิดว่าอย่างไรเรื่องราวก็คงไม่เป็นไปตามความฝันแน่เจ้าค่ะ” ลี่จูหน้าบูดบึ้ง นางรู้แผนการทั้งหมดดี แต่นางไม่เข้าใจเลยสักนิด
“แต่การที่เขารับม่านม่านเข้ามา นั่นก็ถือว่าเรื่องราวเป็นไปตามฝันหนึ่งอย่างแล้วมิใช่หรือ”
“...”
“อย่างไรข้าก็จะไม่ยอมเสี่ยงชีวิตของข้ากับลูก ป้องกันไว้จะดีกว่า...หรือหากเจ้ากลัวว่าจะตกระกำลำบาก ข้า-”
“บ่าวไม่เคยกลัวเจ้าค่ะ! ฮูหยินกับคุณหนูอยู่ที่ใด บ่าวก็จะอยู่ที่นั่น” ลี่จูพูดแทรกขึ้นมาทันที นางมิกลัวตนเองลำบาก หวั่นก็แต่ฮูหยินกับคุณหนูเท่านั้น
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นเจ้าจัดการนัดแนะนักพรตคนนั้นให้ข้าที ข้าต้องเร่งใช้แผนต่อไปแล้ว”
“ได้เจ้าค่ะ”
จางหยู่เยียนมองตามหลังลี่จูไปจนสุดสายตา หากว่าแผนการครั้งนี้สำเร็จ นางคงได้ไปอยู่บ้านเดิมของมารดา ใช้ชีวิตเป็นเพียงคนธรรมดาไร้คนรู้จัก อี้ถานกับซีเยว่ก็จะส่งคืนฮองเฮาไป ส่วนลี่จูในเมื่ออยากไปกับนางสองแม่ลูก นางก็จะพาไปด้วย
อีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น นางก็จะได้หลุดพ้นจากเรื่องพวกนี้เสียที
“ฮูหยินมีสิ่งใดให้ข้ารับใช้อย่างนั้นหรือ” ชายผู้หนึ่งที่อ้างตนเป็นนักพรต เที่ยวหลอกชาวบ้าน ใช้ความเชื่อจุดประกายความกลัว จนต้องยอมเสียเงินทองเพื่อแก้เคล็ดแก้ชง
ปัก! ถุงเงินถูกโยนไปต่อหน้านักพรตผู้นั้นโดยมิได้เกรงกลัวว่าผู้ใดจะเห็น เพราะห้องส่วนตัวของโรงเตี๊ยมนี้มีเพียงเขา นาง และสาวใช้ของหยู่เยียนอีกสามคนเท่านั้น
“งะ เงินมากมายถึงเพียงนี้ ท่านอยากให้ข้าทำสิ่งใด สั่งมาได้เลยขอรับ”
“ข้าอยากให้เจ้าช่วยทำนายว่าข้าเป็นตัวอัปมงคลของสกุลเว่ย เอ่ยว่าทันทีที่แต่งฮูหยินรองเข้ามา สมควรไล่ข้าออกไปอยู่ที่อื่น และห้ามติดต่อข้ากับลูกอีก ไม่เช่นนั้นสกุลเว่ยจะล่มจม” ละครถูกเล่าออกมาเป็นฉากๆ
จางหยู่เยียนรู้ดีว่าพระราชทานสมรสมิอาจหย่าขาด ซ้ำท่านย่ายังรักนางมาก อย่างไรเสียการไปจากสกุลเว่ยทั้งที่ท้องโตเช่นนี้เป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
ฉะนั้นแล้วนางก็จะใช้ความเชื่อของท่านย่าให้เป็นประโยชน์
“ดะ ได้ขอรับ แต่เหตุใดฮูหยินต้องทำเช่นนั้นด้วยขอรับ”
“มิใช่เรื่องของเจ้า อย่าถามให้มากความ เตรียมตัวตอบคำถามไว้ให้ดี อีกสามวันข้างหน้าจะมีพิธีกราบไหว้ศาลบรรพชนม์ของสกุลเว่ย ข้าจะเสนอชื่อเจ้าให้เข้าไปทำพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย หากทำพิธีเสร็จสิ้นก็เริ่มแผนการทันที”
“ขอรับๆ” นักพรตเฒ่ายิ้มร่า งานง่าย ทั้งยังได้ค่าตอบแทนมาก มือเหี่ยวรีบเก็บถุงเงินเอาไว้ในสาบเสื้อก่อนจะขอลากลับทันที
สองสามีภรรยาเดินออกจากห้องนอน ผ่านสตรีร่างบอบบางที่ยืนรออยู่ พากันตรงดิ่งไปยังห้องตำราที่อยู่ห่างออกมา เพราะไม่อยากให้เสียงไปรบกวนเด็กน้อย“คำนับฮูหยินเจ้าค่ะ เมื่อครู่ได้ยินเสียงเด็ก คงเป็นคุณชายน้อยใช่หรือไม่เจ้าคะ”“บุตรข้าเป็นสตรี” เว่ยเฉิงหยวนตอบกลับไป พลางประคองภรรยาเดินอ้อมมานั่งบนเก้าอี้ที่ทำงาน“เป็นสตรีหรอกหรือเจ้าคะ มิเป็นไรนะเจ้าคะ อย่างไรเสียท้องสองก็ต้องเป็นบุตรชายแน่ หรือไม่จากนี้ข้าก็จะได้ช่วยแบ่งเบาฮูหยิน มีทายาทให้สกุลเว่ย” น้ำเสียงไร้ซึ่งคำเย้ยหยัน ทว่าสีหน้ากลับมองหยู่เยียนอย่างเหนือกว่า ในเมื่อเด็กคนนี้เป็นสตรี นางก็ยังมีโอกาส ไม่แน่ว่าลูกของนางในวันหน้าอาจจะได้เป็นทายาทสกุลเว่ย นางอาจมอบบุตรชายให้สกุลเว่ยได้“หากท่านยังไม่ทำอันใดเสียที ข้าจะกลับแล้ว มิอยากได้ยินเสียงนกกาให้ระคายหู”“ใจเย็นก่อนเถิด ฝูเจี๋ยกำลังมาแล้ว...ส่วนคุณหนูเกา ข้าคิดว่าคงมีเรื่องเข้าใจผิด” เว่ยเฉิงหยวนเอ่ยตัดความสัมพันธ์กับเกาซูเหวินตามตรง“ข้าเข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ”“ใช่ เรื่องก่อนหน้านี้ที่เจ้าช่วยข้านำหลักฐานมาจัดการสองพ่อลูกสกุลเกา ข้าซาบซึ้งน้ำใจที่เจ้าอุตส่าห์ทรยศครอบครัวเพื่อช่วยข้า”
เสียงร้องของเด็กทารกแรกเกิดเงียบสงบลง เปลือกตาสีอ่อนปิดสนิทเคลิบเคลิ้มไปกับห้วงฝัน ริมฝีปากจิ้มลิ้มติดยิ้มอยู่ตลอดเวลา ทำเอาผู้เป็นมารดาอดยิ้มตามไม่ได้“นายท่านกับองค์รัชทายาทยังไม่กลับมาอีกหรือ”“ยังเลยเจ้าค่ะ” ได้ยินคำตอบของซีเยว่ จางหยู่เยียนก็ถอนหายใจหนัก นี่ก็เริ่มเช้าวันใหม่แล้ว ไม่รู้ว่ายามนี้จะเป็นอย่างไรนางมั่นใจอยู่หลายส่วนว่าทุกอย่างต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เชื่อในตัวสามีอยู่ไม่น้อย ทว่าความกังวลของคนไหนเลยจะห้ามกันได้ ยามนี้คงได้แต่มุ่งความสนใจมาที่ลูกน้อย จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านสตรีพึ่งคลอดโอบอุ้มลูกน้อยที่กำลังหลับใหลหลังจากดื่มนมเสร็จ ลงนอนบนเตียงเล็ก ยกผ้าขึ้นมาคลุม พลางตบเบาๆ บนหน้าอกน้อยให้นางได้หลับสนิท“รอหน่อยเถิดคนดีของแม่ ประเดี๋ยวบิดาเจ้าก็กลับมาแล้ว ถึงครานั้นเจ้าจะได้มีชื่อเรียกเหมือนผู้อื่นเสียที” รอยยิ้มอ่อนประดับอยู่บนดวงหน้าหวาน ขณะที่สายตาเต็มไปด้วยความกังวลหลังจากที่หยู่เยียนตัดสินใจพูดคุย ให้โอกาสสามีในวันนั้น เขาก็ดีกับนางทุกอย่าง ไม่ว่าคิดหรือทำสิ่งใดล้วนบอกกล่าวนาง กระนั้นอีกฝ่ายยังมีหน้าที่เป็นขุนนางของราชสำนัก เรื่องบ้านเมืองล้วนพูดได้ไม่หมด และนางเอ
กระนั้นพวกเขาก็ยังเชื่อว่าเงินทองมากมายที่เสียไปกับการจ้างนักฆ่ามืออาชีพ อย่างไรพวกมันก็ไม่มีทางซัดทอดมาถึงคนบงการเป็นแน่“นักฆ่าพวกนี้เป็นมือสังหารที่พร้อมพลีชีพหากภารกิจล้มเหลว ดีที่ข้าจับเป็นพวกมันได้หลายคน แต่ถึงอย่างนั้นคนสั่งการก็คงเบาใจได้ว่าพวกมันจะไม่ซัดทอดถึง” เว่ยเฉิงหยวนล่อพวกนักฆ่าไปยังปากทางถ้ำก็เพราะเช่นนี้ เขาต้องการหาทำเลที่เหมาะกับการใช้พิษยาสลบและต้องการให้เรื่องนี้เงียบที่สุด ห่างจากสายตาของคนที่เกาจิ้งให้แอบมาดูสถานการณ์อยู่ห่างๆ“เจ้าต้องการจะบอกอะไรกันแน่เฉิงหยวน อย่าได้ชักช้า”“กระหม่อมเพียงชี้ให้เห็นว่าผู้ที่มีเหตุจูงใจในการสังหารองค์รัชทายาท ซ้ำยังมีเงินทองมากมายจ้างนักฆ่ามืออาชีพจะมีสักกี่คน”“...” ทุกสายตามองตามการกระทำขององครักษ์เว่ย“เลิกพูดพล่ามเสียที ฝ่าบาทเพคะ ทรงให้ความเป็นธรรมกับสกุลเกาด้วย เพียงคำพูดไม่กี่คำของเว่ยเฉิงหยวนก็ทำให้สกุลเกาแปดเปื้อนถึงเพียงนี้ ไร้หลักฐานเป็นชิ้นเป็นอันแล้วยังกล้าใส่ความท่านพ่อของหม่อมฉันอีก” เกากุ้ยเฟยออกหน้ารับ แม้เรื่องคราวนี้ไม่สำเร็จแต่พระนางก็มั่นใจว่าไม่มีหลักฐานซัดทอดมาถึงพวกนาง“เฉิงหยวน หากเจ้าไม่มีหลักฐานอย่าพ
บรรยากาศในลานพิธีล่าสัตว์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ นับจากที่มีทหารมาแจ้งว่าขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกลอบโจมตี แล้วบัดนี้ก็ยังหาตัวองค์รัชทายาทไม่พบ ฝ่าบาทโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงขั้นประกาศกร้าวว่าเรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ“ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เหตุใดไม่เห็นองครักษ์เว่ยเลยพ่ะย่ะค่ะ” เกาจิ้งเป็นคนเอ่ยทักเรื่องนี้ขึ้นมา เขาคิดแผนการเอาไว้อย่างดี หลังจากกำจัดองค์รัชทายาทแล้วเขาก็จะป้ายความผิดข้อหาละเลยหน้าที่ให้เว่ยเฉิงหยวนเสียฝ่าบาทแม้จะรักสหายเพียงใด แต่ก็คงไม่เท่ากับสายเลือดของพระองค์เอง“ใต้เท้าเกาจะสื่อสิ่งใด”“กระหม่อมมิได้จะสื่อสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่การอารักขาเชื้อพระวงศ์เป็นหน้าที่โดยตรงของหน่วยองครักษ์ ทว่าเว่ยเฉิงหยวนกลับปล่อยให้เกิดเรื่องขึ้นกับองค์รัชทายาทที่บัดนี้ไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร” คำพูดของเกาจิ้งชักจูงเหล่าขุนนางให้พยักหน้าเห็นด้วย เกากุ้ยเฟยได้ยินละครฉากใหญ่ของบิดาก็ยกยิ้ม“...”“แล้วเช่นนี้เราจะมีหน่วยองครักษ์ไว้เพื่อสิ่งใด” เสียงคนในงานต่างตอบรับ เห็นด้วยกับคำพูดของใต้เท้าเกาทว่าเพียงสองลมหายใจเท่านั้นทุกคนก็ต้องกลับคำกันหมด“ก็เพื่ออยู่รอฟังว่าผู้ใดคิดท
องค์รัชทายาทในชุดประจำตำแหน่งนั่งอยู่บนรถม้า เด็กชายวัยหกย่างเจ็ดหนาวนิ่งสงบ เกินกว่าที่เด็กวัยนี้จะทำได้ นิ้วมือทั้งสิบหุบไปทีละนิ้ว ละนิ้ว ราวกับกำลังไล่เรียงลำดับบางสิ่ง“เราเข้าเขตหุบเขาชิงฉูแล้วพ่ะย่ะค่ะ”“เข้าใจแล้ว” เสียงเล็กตอบรับ พลางกระชับของในสาบเสื้อเอาไว้แน่นท่านน้าเขยบอกกับเขาไว้ว่า หากเข้าเขตหุบเขาให้ระวังตัวให้ดี เพราะที่นี่เป็นสถานที่ซุ่มลอบสังหารที่ดีที่สุด หากพ้นเขตนี้ไปจะมีทหารลาดตระเวนแล้ว ฉะนั้นอีกเพียงสองเค่อ (30 นาที) ถ้าไม่มีเรื่องร้ายเกิดขึ้น ย่อมหมายความว่าเขาปลอดภัยแล้วทว่าผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ (7 นาที) องค์รัชทายาทของแคว้นก็ได้ยินเสียงต่อสู้กันดังมาจากด้านนอก ขบวนเสด็จขององค์รัชทายาทถูกซุ่มโจมตีอย่างที่เว่ยเฉิงหยวนคาดการณ์เอาไว้ไม่มีผิด“องค์รัชทายาทเสด็จเถิดพ่ะย่ะค่ะ” หนึ่งในองครักษ์มือดีของเฉิงหยวนเปิดรถม้า เข้ามาคว้าร่างเด็กชายเข้าอ้อมอก สีหน้าหนานเนี่ยนเจินตื่นกลัวเล็กน้อยแต่มิได้ทำตัวเป็นปัญหา เขาทำตามสิ่งที่ท่านน้าเขยบอกไว้ทุกอย่าง‘เมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น หม่าหรงจะเป็นผู้พาองค์รัชทายาทออกจากรถม้า จากนั้นหากคนร้ายตามมามากเกินไป เขาจะอุ้มองค์รัชทายาทม
“เป็นอย่างไรบ้างลี่จู” เว่ยเฉิงหยวนนั่งไม่ติด เดินเข้าหาลี่จูทันทีที่นางออกมาจากห้องทำคลอด“ยังไม่คลอดเจ้าค่ะ นายท่านหลีกทางเถิด” เป็นครั้งแรกที่ลี่จูกล้า ถึงขึ้นสั่งเจ้าของเรือน เพราะบัดนี้นางมิอาจชักช้าได้ ฮูหยินปวดท้องจนแทบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว แต่คุณหนูกลับไม่ยอมคลอดเสียที“อาหยวนใจเย็นเอาไว้ พวกนางแม่ลูกย่อมต้องปลอดภัย”“ข้าจะใจเย็นได้อย่างไรขอรับท่านย่า เสียงของหยู่เยียนแผ่วเบาลงทุกที” มือใหญ่เกาะผนังประตูกั้นฟัง เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของคนรักเป็นดั่งคมมีดปักลงกลางอก กระนั้นก็ยังเจ็บไม่เท่ากับการได้ยินว่าเสียงนั้นแผ่วเบาลงเรื่อยๆ“สวรรค์เมตตาด้วย บรรพบุรุษสกุลเว่ยคุ้มครองสะใภ้และทายาทสืบสกุลด้วยเถิด” ไป๋เหลียนอันได้แต่เอ่ยภาวนา ทว่าคำพวกนั้นกลับไม่ได้ช่วยให้องครักษ์หนุ่มคลายความเครียดได้ จนสุดท้ายก็ทนไม่ไหว“...ข้าจะเข้าไปหานาง” สิ้นประโยคนั้นเว่ยเฉิงหยวนก็พรวดพราดเข้าไปในห้องคลอด ใครห้ามก็ไม่ยอมฟัง สองมือเข้าไปตระกองกอดร่างที่เหนื่อยอ่อนของภรรยา แขนหนึ่งสอดรองใต้คอ อีกมือยื่นขึ้นไปจับมือเล็กที่บีบผ้าห้อยลงมา จนมันยับยู่“ขอข้าอยู่ด้วย ข้าจะไม่เกะกะ” เมื่อองครักษ์หนุ่มว่าเช่น







