Masukจางหยู่เยียนถอนหายใจด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก โล่งใจหรือ ใจหายหรือ นางมิอาจบอกได้ว่าในใจรู้สึกอย่างไรกันแน่ รู้เพียงว่านี่เป็นสิ่งที่ควรทำแล้ว
วาสนาของคู่รัก นางมิสมควรเข้ามาขัดตั้งแต่แรก แม้ว่าเรื่องพระราชทานสมรสนางจะไม่รู้เห็นด้วย แต่ก็ต้องยอมรับตามตรงว่านางดีใจเพราะยามนั้นมีใจให้เว่ยเฉิงหยวนอยู่ก่อนแล้ว จนมาตอนนี้ถึงได้นึกเสียใจในสิ่งที่ตนเองพยายามทำมาตลอด
ช่างน่าสมเพชนัก ยิ่งคิดก็ยิ่งขายหน้าตนเอง
“ฮูหยินเจ้าคะ” ลี่จูเห็นผู้เป็นนายนิ่งเงียบอยู่นานจึงสะกิดให้ได้สติ
“อืม เรากลับกันเถิด”
หลังจากกลับถึงเรือนได้ไม่นาน บ่าวรับใช้จากเรือนใหญ่ก็มาแจ้งว่าเว่ยเฉิงหยวนส่งจดหมายมา บอกจะกลับถึงเรือนเย็นนี้ หยู่เยียนถึงกับโล่งอกที่นางจัดการเตรียมแผนทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้ว จากนี้ก็เพียงทำตัวตามปกติ รอเพียงผลลัพธ์เท่านั้น
“จะเข้านอนแล้วหรือ”
“!!? ท่านทำข้าตกใจ...กลับมาแล้วก็ไปอาบน้ำอาบท่าเถิด จะทานมื้อเย็นหรือไม่เล่า ข้าจะให้ลี่จูไปแจ้งโรงครัวให้” จางหยู่เยียนที่นั่งสางผมอยู่หน้ากระจกพูดเจื้อยแจ้วด้วยน้ำเสียงสดใส
“...”
“อะไรของท่าน จ้องหน้าข้าอยู่ได้”
“เหตุใดวันนี้พูดกับพี่ดี ซ้ำยังถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงอีก”
“เฮ้อ! ข้าเพียงอารมณ์ดีเท่านั้น” หยู่เยียนไม่ได้สนใจ นั่งสางผมไปเรื่อยๆ
“อารมณ์ดีเรื่องใดหรือ”
“อ๊ะ! เบาๆ หน่อยเถิดลูก” จางหยู่เยียนไม่ได้ตอบคำถามของสามี เพราะดันถูกลูกน้อยในท้องดิ้นเสียจนนางจุก แม้ว่าเป็นปกติของสตรีตั้งครรภ์ แต่คนไม่รู้ถึงกับหน้าเสีย
“เป็นอันใด ลูกทำสิ่งใดหรือ”
“เขาแค่ดิ้นแรงไปหน่อยเท่านั้น”
“ดิ้นหรือ” ดวงตาดุเปล่งประกาย เว่ยเฉิงหยวนเองก็พอรู้มาบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้เห็นสักครั้งว่ายามลูกดิ้นจะเป็นเช่นไร
“เจ้าค่ะ เขามักดิ้นเวลานี้เป็นประจำ”
“งั้นหรือ” ดวงตาคมจ้องไปที่ท้องนูนกลมของหยู่เยียนไม่วางตา คิ้วศรขมวดเล็กน้อยราวกับกำลังจ้องมองว่าอาการดิ้นของลูกน้อยในท้องจะเป็นเช่นไร ทำเอาคุณหนูจางถึงกับอดขำไม่ได้
“จ้องไปก็ไม่เห็น ข้าเพียงรู้สึกได้ แต่หากจับเช่นนี้ก็พอจะรู้สึกได้อยู่บ้าง” มือเรียววางลงบนท้องนูน เคลื่อนไปมาจนถึงจุดที่รู้สึกว่าลูกน้อยดิ้นอยู่บริเวณนั้น รอยยิ้มสวยจึงสว่างจ้าทันที
องครักษ์อันดับหนึ่งของแคว้นได้แต่จ้องมองตาละห้อย อยากส่งมือไปแตะท้องกลมนั่นเหลือเกิน ทว่าใจกลับไม่กล้าพอ กลัวว่าจะทำให้ฮูหยินโกรธ เพราะนอกจากการประคองแล้ว เขาก็มิเคยได้สัมผัสตัวนางเลยแม้แต่น้อย
“เฮ้อ เอามือมา เขาอยู่ตรงนี้” สุดท้ายก็เป็นจางหยู่เยียนที่ใจอ่อนให้กับสายตาละห้อยนั้น ส่งมือไปจับมือหยาบมาวางไว้บนท้องของตน
ความรู้สึกเพียงเล็กน้อยที่กระทบมือ สร้างรอยยิ้มให้บิดา ในใจราวกับถูกเติมเต็ม เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เว่ยเฉิงหยวนได้รู้สึกถึงอีกหนึ่งชีวิตที่มีเลือดเขาอยู่ครึ่งหนึ่ง
“หึๆ เขาคงแข็งแรงมาก ขอบใจนะหยู่เยียน”
“เอาเถิดเจ้าค่ะ ถือเสียว่าให้บิดากับบุตรได้สัมผัสกัน” เป็นครั้งสุดท้าย
จดจำเอาไว้เถิดลูก สัมผัสเช่นนี้คือบิดาของเจ้า เว่ยเฉิงหยวน
จดจำเขาไว้เพียงสัมผัสที่อ่อนโยนเช่นนี้ก็พอแล้ว
ภายในห้องโถงตกอยู่ในความเงียบสงัด สาวใช้ทั้งสามต่างก็สั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ขนาดหยู่เยียนเองก็มีสีหน้าที่ตกใจกระนั้นก็พยายามเก็บงำเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยสั่งให้สาวใช้ทั้งสามไปจัดเตรียมสำรับมาใหม่“เจ้าไม่ได้บาดเจ็บที่ใดใช่หรือไม่ ตกใจมากหรือไม่” น้ำเสียงเข้มเมื่อครู่อ่อนโยนลงทันใด ร่างกำยำพยุงภรรยาให้นั่งลงบนเก้าอี้ก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นให้อยู่ระดับเดียวกัน สายตาสอดส่องเรือนร่างของคนรักจนแน่ใจว่าไม่ได้มีบาดแผล“แผนของท่านหรือ”“ใช่ ขอโทษด้วยที่ไม่ได้บอกเจ้าก่อน เจ้ากับลูกคงตกใจมากใช่หรือไม่”“ตกใจเจ้าค่ะ แต่ก็พอเดาออกจากสายตาของท่าน” จางหยู่เยียนขุ่นเคืองอยู่บ้างแต่นางก็ใช่จะเป็นสตรีงี่เง่า“ฮูหยินของพี่เก่งที่สุด...อันที่จริงเพราะเร่งรีบจึงไม่อาจบอกกล่าวเจ้าได้” แท้จริงแล้วหลังจากที่พ่อบ้านนำข่าวมาแจ้งว่าเห็นม่านม่านออกไปพบคนด้านนอก เขาก็จัดการวางแผนนี้ขึ้นมาทันที เพราะหากช้าไปมากกว่านี้อาจสายเกินแก้“พี่ตื่นขึ้นมาทำอาหารและใส่พิษลงไปในนั้นเอง เพราะรู้อยู่แล้วว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องให้คนตรวจพิษ จึงจะใช้โอกาสนี้ใส่ร้ายม่านม่านต่อหน้าทุกคน ปัดว่าตนเองมิได้สั่งให้ม่านม่านนำสำรับมาให้เจ้า”“แล้ว
“ฮูหยินเจ้าขาบ่าวได้ยินว่ามีพ่อค้าหาบเร่จากต่างแคว้นมาขายผ้าเจ้าค่ะ ฮูหยินมิอยากได้มาตัดผ้าให้คุณหนูในครรภ์หรือเจ้าคะ” ทันทีที่นายหญิงตื่นนอน ลี่จูก็เร่งแจ้งข่าวสารที่ได้ยินจากโรงครัวในนายฟังทันที“อยากสิ เช่นนั้นเราก็ไปกันเสียวันนี้” มือเรียวหยิบผ้าขึ้นมาซับน้ำบนใบหน้าที่กำลังล้างเสร็จ พลางลุกเดินไปหลังม่านกั้นเพื่อแต่งกาย ก่อนจะออกไปทานมื้อเช้าอี้ถานกับซีเยว่กำลังจัดวางสำรับที่ทำเองให้ผู้เป็นนาย ทว่าเสียงเรียกจากด้านนอกทำให้พวกนางต้องหยุดชะงัก“ฮูหยิน นายท่านให้นำสำรับเช้ามาให้เจ้าค่ะ” ร่างเพรียวบางของม่านม่านปรากฏพร้อมกับประโยคที่คุ้นหู แววตาอ่อนโยนของหยู่เยียนจึงเปลี่ยนไปทันที“ข้าเตรียมสำรับเช้าไว้อยู่แล้ว เจ้าเอากลับไปเถิด”“มิได้เจ้าค่ะ หากนำกลับไปบ่าวต้องถูกนายท่านลงโทษเป็นแน่ นายท่านตั้งใจตื่นแต่เช้ามาทำให้ฮูหยินเลยนะเจ้าคะ” ใบหน้าของสาวใช้ดูร้อนรนอยู่มาก ทำให้หยู่เยียนฉุกคิดขึ้นมาว่าไม่ควรปฏิเสธ ถ้ามีพิษจริงอย่างเรื่องราวในชาติก่อน นางจะถือโอกาสนี้กำจัดคนออกไปจากจวนเสีย“เช่นนั้นก็ได้ ซีเยว่ตรวจพิษในสำรับให้ข้าที”“ตะ ต้องตรวจด้วยหรือเจ้าคะ นี่เป็นสำรับจากนายท่านนะเจ้าคะ” ม
“อืม นางกำนัลผู้นั้นเราสอบสวนไปแล้ว ดูเหมือนว่านางไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใด”“ใช่ขอรับ แต่ช่วงนี้ข้าให้คนติดตามดูนาง นางถูกย้ายมาอยู่ตำหนักของหวงกุ้ยเฟย ทำหน้าที่ออกมาจัดการกิจธุระให้พระสนม แต่สถานที่ที่นางแวะทุกครั้งคือศาลเจ้าฟ่งฉุย...” ฝูเจี๋ยเคยลอบเข้าไปในนั้นคราหนึ่ง ได้ยินสิ่งที่นางกำนัลผู้นั้นเอ่ยภาวนาต่อองค์เทพ ว่าขอให้ดวงวิญญาณขององค์รัชทายาทสู่สุคติ อย่าได้จองเวรกับนาง ทั้งยังขอประทานอภัยครั้งแล้วครั้งเล่า“แล้วเจ้า-”“ข้ามิกล้าบุ่มบ่าม กลัวจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น จึงทำได้เพียงลอบเข้าไปค้นในเรือนพักของนาง แล้วได้สิ่งนี้มา”“พู่หยกนี้แม้จะไม่ได้ทำจากหยกเนื้อดีมาก ทว่ากลับแกะสลักด้วยลวดลายที่ประณีต ย่อมต้องเป็นช่างที่มีฝีมือทำขึ้นมา” นิ้วโป้งขยับลูบสัมผัสแผ่นหยกนั้นอย่างพิจารณา“ขอรับ นางกำนัลผู้นี้ข้าไปสืบมาแล้ว มิได้มาจากชนชั้นสูง”“เช่นนั้นสิ่งนี้อาจจะไม่ใช่ของของนาง” ตั้งข้อสงสัยเช่นนี้มิได้เสียหาย เป็นการวางแนวทางในการสืบค้นต่อด้วยซ้ำ“ข้าก็คิดเช่นนั้นขอรับ”“ส่งคนของเราไปสืบหาที่มาของพู่หยกนี้ เริ่มจากร้านเครื่องประดับใหญ่ๆ ในเมืองหลวง แล้วส่งคนตามดูนางกำนัลผู้นั้นตล
ในค่ำคืนที่มืดมิดไร้แสงจันทร์ สองสตรีลอบนัดพบกัน คนผู้หนึ่งคือสาวใช้สกุลเว่ย นามว่าม่านม่าน ทว่าคนอีกผู้กลับปิดบังใบหน้ามิดชิด กระนั้นก็พอมองออกว่าเป็นคุณหนูสกุลใหญ่“เก็บสิ่งนี้ไว้ให้ดี เมื่อใดที่ข้าสั่ง เจ้าจัดการนำสิ่งนี้ใส่ในอาหารให้จางหยู่เยียนกิน”“ตะ แต่ช่วงนี้ฮูหยินไม่รับสำรับจากโรงครัวเลยนะเจ้าคะ”“จะยากอันใด เจ้าเพียงแค่บอกว่าพี่เฉิงหยวนเป็นคนทำ อย่างไรนางก็ต้องกิน” ห่อพิษถูกยัดเข้ามือม่านม่าน พร้อมกับถุงเงิน ทำเอาสาวใช้เบิกตากว้าง ความหวาดหวั่นในใจเมื่อคู่มลายหายไปทันทีที่เห็นเงิน“บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ บ่าวจะไม่ทำให้คุณหนูผิดหวัง”ด้านเว่ยเฉิงหยวนที่ถูกขัดความสำราญใจด้วยเรื่องสำคัญ ก็ได้แต่เดินไปพูดคุยกับลูกน้องในห้องทำงานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด“คนของเราขุดพบสิ่งนี้มาขอรับ ข้าให้คนไปตามสืบกับครอบครัวท่านหมอ จนรู้ว่าเขามีสถานที่ลับ ที่มักจะแวะเวียนไปยามที่ทุกข์ใจ” หนังสือเล่มหนึ่งถูกยื่นมาให้เจ้าของจวน เมื่อเปิดดูจึงได้รู้ว่าเป็นบันทึกชันสูตรของท่านหมอฉิวภายในนั้นมีบันทึกที่เป็นความรู้มากมาย แต่สิ่งที่น่าสนใจกลับเป็นหน้าการชันสูตรของอดีตผู้สืบบัลลังก์ ร่างกายของเด็กชายถูกเข
ปึก!“พี่ขอโทษหยู่เยียน พี่ขอโทษ” ใบหน้าคมเงยขึ้นมา ดวงตาคมกริบบัดนี้เอ่อไปด้วยน้ำตา ทำเอาคนมองถึงกับนิ่งอึ้ง“นี่มันเรื่องใดกันเจ้าคะ ขอโทษเรื่องใด แล้วเหตุใดต้องร้องไห้”“ขอโทษ...ที่ความฝันของเจ้า มิใช่เพียงความฝัน” สิ้นประโยคนั้น คนท้องก็บยิ่งงุนงงกว่าเดิม นางไม่เข้าใจความฝันมิใช่เพียงความฝัน หมายความว่ามันคือเรื่องจริงหรือ“ทะ ท่านพูดมาให้ชัดเจน มิใช่เพียงความฝันหมายความว่าอย่างไร” จางหยู่เยียนก้าวถอยห่างจากคนคุกเข่า พลางค่อยๆ นั่งลงขอบเตียง เพราะเรี่ยวแรงสองหาเหือดหายไปสิ้น“อึก...”“หมายความว่าอย่างไร!”“สิ่งที่เจ้าฝัน มันเป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง...” เรื่องราวมากมายหลั่งไหลออกมาเป็นคำพูด น้ำเสียงสั่นเอ่ยเล่าทุกเรื่องจนหมด“ละ หลังจากเหตุการณ์นั้น พอรู้ตัวอีกทีพี่ก็ตื่นขึ้นมาในเรือนแล้ว ที่รู้ว่ามิใช่ความฝันเพราะก่อนตายพี่ภาวนาทุกลมหายใจ ให้ได้แก้ไขสิ่งที่ตนเองทำผิดพลาดเอาไว้” ร่างสูงยังคงคุกเข่าอยู่อย่างนั้น สายตาเคลื่อนลงมองพื้นอย่างคนขี้ขลาด ไม่กล้าแม้จะสบตากับสตรีตั้งครรภ์“ข้า...คิดว่าท่านเป็นคนสั่งให้ฆ่าพวกเราแม่ลูกเสียอีก”“มิใช่นะ พี่ไม่
“เว่ยเฉิงหยวน ท่านฟังข้าอยู่หรือไม่”“พะ พี่ฟังอยู่” ใบหน้าหล่อซีดเซียว กลืนน้ำลายลงคอครั้งแล้วครั้งเล่า เขาหวาดกลัวเหลือเกินว่าหากหยู่เยียนรู้ความจริง นางคงไม่มีวันให้อภัยเขาจะให้นางรู้ไม่ได้เด็ดขาด!!!“เช่นนั้นก็ดี ข้าเล่าให้ท่านฟัง เพราะข้าต้องการจะยื่นข้อเสนอให้ท่านเป็นครั้งสุดท้ายแล้วจริงๆ แต่งกับเกาซูเหวิน ปล่อยข้าไปจากที่นี่ ลืมไปเสียว่าเคยมีข้ากับลูก แต่หากท่านยืนยันจะให้ข้าอยู่ที่นี่ในฐานะฮูหยินของท่าน ข้าจะไม่ให้ท่านได้สมหวังกับเกาซูเหวิน...ท่านเลือกมา”“พี่จะมีเจ้าเป็นฮูหยินเพียงคนเดียว จะเป็นสามีที่ดี จะเป็นบิดาที่ดี” ชายหนุ่มตอบโดยไม่ลังเลเลยสักนิด“...แน่ใจแล้วใช่หรือไม่”“แน่ใจ พี่ไม่เคยแน่ใจสิ่งใดเท่านี้มาก่อน ให้โอกาสพี่สักครั้งเถิด พี่สัญญาว่าจะแก้ไขทุกอย่าง จะไม่ทำให้เจ้ากับลูกต้องลำบากอีกแล้ว” ตาคมบัดนี้ฉายแววอ้อนวอน“เช่นนั้นก็ตามใจท่าน แต่ข้าขอบอกไว้ว่าในใจของข้า ท่านมิได้มีน้ำหนักเท่าแต่ก่อน อย่าได้หวังว่าข้าจะปฏิบัติกับท่านเหมือนยามนั้น”“พี่จะทำให้ในใจของเจ้ามีพี่เช่นเดิม”รอยยิ้มที่ชายหนุ่มเผยออกมา ช่างแปลกตาสำหรับจางหยู่เยียนนัก นางดูออกว่ารอยยิ้มนั้นแฝงไปด







