Masukซุ่นยวี่เหอเหลือบมองผู้ที่มาใหม่จากนั้นเขาก็ไอออกมาอย่างแรงพร้อมกับลุกขึ้นยกมือประสานโค้งตัวลงทำความเคารพ
"องค์รัชทายาท" "อืม.." น้ำเสียงเย็นชาของมู่หรงจินเหยียนดังขึ้น จากนั้นเขาก็หันไปมองหลินจื่อเหยาแต่เวลานี้เขากลับเห็นเพียงนางยกชามน้ำพุทราลำไยขึ้นมากินราวกับมองไม่เห็นผู้ที่เดินเข้ามา นางทำตัวสบายๆ ยกแขนวางไว้บนโต๊ะ เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย ไม่มีมาดของคุณหนูผู้ดี แต่กลับมีความงามชั้นสูงที่ทำให้คนไม่อาจมองข้ามได้ คล้ายเจ้าหญิงชั้นสูงของราชวงศ์ในยุคกลางที่เดินออกมาจากภาพสีน้ำมัน มู่หรงจินเหยียนก้มมองเด็กสาวด้วยท่าทางเชิดหยิ่ง น้ำเสียงเคร่งขรึม “ตระกูลหลินอบรมสั่งสอนเจ้าไม่ได้เลยอย่างนั้นหรือ เห็นข้าผู้นี้เจ้าก็ยังไม่แม้แต่จะลุกขึ้นถวายบังคม กิริยา มารยาทป่าเถื่อนของเจ้าช่างทำให้ชื่อเสียงตระกูลหลินแปดเปื้อนเสียจริงๆ ดึกดื่นหนีออกมาคลุกคลีอยู่กับบุรุษ......" "พี่ใหญ่ท่านก็กล่าวเกินไป พี่ดูสภาพนางเป็นเช่นนี้แล้ว คิดว่านางลุกขึ้นมาถวายบังคมท่านไหวหรือ?" ดวงตาของมู่หรงจินเหยียนเย็นชา กับองค์ชายห้าผู้นี้เขาไม่แม้แต่จะชายตามองดู หากเมื่อไหร่ที่เขาไม่มีองครักษ์ลับของไท่ซางหวงคุ้มครองสิ่งแรกที่เขาจะทำคือการตัดหัวของเขาเสีย “หึ! องค์ชายห้า เจ้ากลับมาเมืองหลวงแต่ไม่เข้าไปถวายพระพรเสด็จปู่ผู้คอยปกป้องเจ้า กลับเอาเวลามานั่งทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ไท่ซางหวงโปรดปรานเจ้าแต่เจ้ากลับอกตัญญูกลับมาเมืองหลวงยังไม่ไปถวายพระพร" มู่หรงจินเหยียนหยุดเล็กน้อย ดวงตาฉายแววเข้มงวดท่าทางของเขาเช่นนี้คล้ายกับตอนที่เขาอยู่ในราชสำนักกับเหล่าขุนนางทั้งหลายในยามว่าราชการ "คุณหนูรองหลินข้าหวังว่าจะไม่ได้พบเจ้าทำตัวเช่นนี้อีก อย่าทำให้ชื่อเสียงอันดีงามของเสี่ยวเซวียนด่างพร้อย ขอให้เจ้ารีบกลับจวนตระกูลหลินไปขอร้องผู้นำตระกูลเสีย" น้ำเสียงของมู่หรงจินเหยียนไม่เบาไม่ดังแต่ก็พอทำให้บรรดาผู้คนที่มารับประทานอาหารบนชั้นนั้นได้ยินอย่างชัดเจน หลายคนเริ่มพูดคุย การซุบซิบนินทาไม่ว่ายุคไหนสมัยใดไม่น้อยไปกว่ากันเลยสักนิด "นั่นคุณหนูรองตระกูลหลินนี่นา.." "ใช่ ข้าได้ยินเมื่อหลายวันก่อนทำร้ายคณหนูใหญ่จนเกือบตาย ดีที่ช่วยเอาไว้ได้ทัน" "แต่นางโดนท่านเสนาหลินเนรเทศให้ไปอยู่ที่อารามแล้วไม่ใช่หรือ..เหตุใดถึง" "อาหารสามารถทานได้ตามใจปาก แต่คำพูดจะพูดตามใจปากไม่ได้..." น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยของมู่หรงเว่ยหมินดังขึ้น ทำให้ผู้คนที่กำลังซุบซิบอยู่นั้นได้เงียบเสียงลงไม่น้อย จากนั้นเขาก็คีบเนื้อหมูผัดใส่จานให้หลินจื่อเหยาก่อนจะวางตะเกียบลงแล้วเงยหน้ามองไปที่มู่หรงจินเหยียนโดยตรง มู่หรงเว่ยหมินสำหรับองค์รัชทายาทแล้ว เขาไม่คิดที่จะมีเรื่องด้วย แต่เพียงเพราะเห็นเขาอยู่กับหลินจื่อเหยา จึงทำให้เขารู้สึกไม่พอใจขึ้นมา เมื่อได้ยินเขาพูดเช่นนี้ มู่หรงจินเหยียนก็ทำได้เพียงกดข่มอารมณ์เอาไว้ เขาชายตามองไปที่หลินจื่อเหยาอีกครั้ง กำลังจะเอ่ยอะไรสักอย่าง หลินจื่อเหยาก็ค่อยๆ ปรายตามองขึ้นมาที่เขา ใบหน้าของนางงดงามจนน่าตะลึง ความคลุมเครือในดวงตาหงส์หายไปฉับพลัน เมื่อเมฆหมอกจางหายก็กลายเป็นความเย็นชา เจือไปด้วยประกายอ่อนๆ อันงดงาม “องค์รัชทายาท หมั้นท่านก็หมั้นกันแล้ว ปากก็เอาแต่พูดว่าข้าจะทำให้คู่หมั้นของท่านเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เวลานี้ ข้าหนีมาถึงนี่แล้วเหตุใดองค์รัชทายาทถึงยังจะตามมาสั่งสอนข้าอีก" หลินจื่อเหยาเท้าศอก สีหน้าเรียบเฉยเอ่ยถามต่อ "เวลานี้ ใช่ข้าหรือท่านที่กำลังไล่ตามใครกันแน่?” น้ำเสียงนี้ไม่มีความหวาดกลัวนอบน้อมเหมือนแต่ก่อน กลับเย็นชาจนเสียดแทงหัวใจ องค์รัชทายาทสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที ซุ่นยวี่เหอเองก็ตกใจ แทบไม่อยากเชื่อหูผู้คนที่จ้องมองติดตามสถานการณ์ต่างก็รู้สึกขัดแย้งขึ้นมาภายในใจ ปกติคุณหนูรองคนนี้ไม่มีทางพูดกับองค์รัชทายาทเช่นนี้ ก่อนนี้ได้ยินมาว่านางพึงพอใจองค์รัชทายาทมากมิใช่หรือ? แล้วทำไม? ทันใดนั้นมู่หรงเว่ยหมินก็หัวเราะออกมา เขาเงยหน้าเล็กน้อย กวาดตามองคนที่ยืนอยู่ ดวงตาดอกท้อโค้งมน ล้ำลึกมีมนต์สะกด พูดด้วยน้ำเสียงไม่จริงจัง “หึ! คุณหนูรองหลิน หากเจ้ายังไม่มีที่พึ่งพิง ไม่สู้เจ้าหันมาพิจารณาข้าผู้นี้สักหน่อยดีไหม?" น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย แต่จุดประสงค์ต้องการปกป้องชัดเจน มู่หรงจินเหยียนขมวดคิ้ว มู่หรงเว่ยหมินเป็นองค์ชายเสเพลไม่ผิดแน่แต่ ทว่าเขากลับเป็นคนที่ไท่ซางหวงโปรดปรานเป็นที่สุด ถึงขนาดส่งองครักษ์เงามังกรทองคอยติดตามเขาไม่ห่าง ตำแหน่งองค์รัชทายาทของเขายิ่งใหญ่มากก็จริง แต่เมื่อเทียบกับมู่หรงเว่ยหมินแล้วก็ยังห่างชั้นอยู่บ้างนิดหน่อย "ข้าไม่ใส่ใจหรอกนะว่าวันนี้องค์รัชทายาทมีความประสงค์ที่จะทำอะไร" นิ้วเรียวของมู่หรงเว่ยหมินเคาะโต๊ะเบาๆ ยิ้มมุมปาก “แต่เวลานี้ข้ารับประทานอาหารอยู่ รบกวนองค์รัชทายาทอย่ามาทำให้ข้าหมดอารมณ์ในการอยากอาหารได้หรือไม่?” ดวงตาของมู่หรงเว่ยหมินวูบไหว เขามีตำแหน่งที่สูงส่งเหตุใดถึงต้องมาคิดเล็กคิดน้อยกับบุตรสาวคนรองของเสนาด้วย ดวงตาดอกท้อของเขาตวัดขึ้น"ข้า ขอความกรุณา องค์รัชทายาทอย่าได้ทำให้แขกท่านอื่นๆ อึดอัดเลย" การเย้ยหยันแบบไร้เสียงเป็นการกระทำที่รุนแรงที่สุด มู่หรงจินเหยียนเม้มริมฝีปากแน่น กรามก็ขบแน่นตามไปด้วย สีหน้าของเขาดำคล้ำขึ้นมาทันที เขาไม่อยากเดินออกไปจากตรงนี้เลยสักนิดยิ่งเวลานี้ผู้คนก็จ้องมองมายังเขา เขาปรายตากวาดไปทั่วบริเวณก่อนหนึ่งรอบ จากนั้นก็สะบัดแขนเดินออกไปในทันที บรรยากาศรอบตัวกลับสู่ความเงียบสงบ เสียงน้ำไหลริน ปะปนกับเสียงเครื่องดนตรีที่ด้านล่างไพเราะเสนาะหู ซุนยวี่เหอรู้สึกเหมือนตัวเองได้ดูละครฉากใหญ่ หันไปหันมาด้วยความตื่นเต้น มู่หรงเว่ยหมินเหลือบมองเขา "ปีศาจงูสิงร่างหรือ?" “โอ้โห..องค์ชายห้า” ซุนยวี่เหอรีบวางมาดให้สุภาพขึ้นมาทันที “ก็ข้ารู้สึกสะใจอย่างไรเล่า เจ้ากับลูกพี่ใหญ่เข้าขากันดีมากเลยนะ” หลินจื่อเหยาไม่สนใจเขาอีก นางขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม "ที่นี่ มีที่ไหนน่าเดินเล่นบ้าง" มู่หรงเว่ยหมินพูดอย่างเนือยๆ “ถนนหลวง ริมแม่น้ำโหว หรือจะเป็นตลาดผิงกู่ เหมาะสมทุกที่” หลินจื่อเหยาขมวดคิ้ว "พอเถอะองค์ชายห้า ที่ที่เจ้าพูดมานั้นสำหรับคนธรรมดาเขาเดินเล่นทั้งนั้น” ซุนยวี่เหอพูดต่อ “คุณหนูรองหลิน ข้าจะบอกเจ้าให้ที่หนึ่ง รับรองว่ามีไม่กี่คนที่เคยได้ยิน” เขาทำท่ามีลับลมคมใน “เจ้ารู้จักทางไปหอเฟินหลีหรือไม่?” หลินจื่อเหยาครุ่นคิด สักครู่นางจึงพยักหน้า “รู้จัก" “ที่นั่นมีของที่บนดินไม่มีขาย ของแปลกๆ ที่คนมาจากยุทธภพเก็บมาขาย สนุกมากเลยนะ มีส่องอัญมณี มีพวกฝึกยุทธ หมอเทวดาฝังเข็ม ทำนายดวงชะตา ทั้งยังมีของแปลกๆ หายากๆ มากมายอีกด้วย" ซุนยวี่เหอพูดด้วยความตื่นเต้น "คราวก่อนมีคนจ่ายเงินไม่กี่ตำลึงซื้อแจกันลายครามน้ำเต้าคู่ไปหนึ่งอันได้กำไรมหาศาลเลยนะ" “ขนาดนั้นเลยหรือ” หลินจื่อเหยาเงี่ยหูฟัง "ประเภทเตาหลอมยา เข็มทอง สมุนไพรหายากทำนองนี้มีหรือไม่?" "มีสิ ของทั่วยุทธภพจะมากองรวมอยู่ที่นั่นทั้งหมด ถ้าพี่ใหญ่อยากไปเที่ยวนะ เดี๋ยวข้าพา...” ยังไม่ทันพูดจบก็ถูกขัดจังหวะ "ยวี่เหอ..." มู่หรงเว่ยหมินยิ้มเล็กน้อย ฟังจากนํ้าเสียงไม่ออกว่าเขากำลังอยู่ในอารมณ์ไหน “เจ้ากลายเป็นคนพูดเพ้อเจ้อตั้งแต่เมื่อไหร่?” “ใช่ๆๆ เพ้อเจ้อๆ!" ซุนยวี่เหอฉุกคิดขึ้นมาได้ "พี่ใหญ่ข้าเพียงพูดเพ้อเจ้อไปเท่านั้นเองพี่ใหญ่เจ้าห้ามไปเด็ดขาดนะ” ถูกต้องตลาดมืดนั้นวุ่นวายมาก หลังยามจื่อถึงจะเปิด เหล่าคุณชายอย่างพวกเขาไปไม่มีปัญหา แต่บรรดาคุณหนูนั้นห้ามไป เกิดลือออกไปชื่อเสียงของนางจะยิ่งไม่ดี เขาได้กลายเป็นคนบาปแน่แท้ หลินจื่อเหยาหลุบตาลง ไม่ถามอะไรอีก ตลาดมืดอย่างนั้นหรือ? ยุคนี้ก็มีตลาดเช่นนี้อยู่อย่างนั้นหรือ? ....มู่หรงเหว่ยถิงไม่สนใจชายชุดดำเหล่านั้นนางหมุนกายก้าวเดินกลับมาที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินที่ยืนอยู่เมื่อเห็นเด็กสาวเดินเข้ามา เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ยกหน้าขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ดวงหน้าเยาว์วัยของเขานิ่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่กลับงดงามจนเด็กสาวต้องเผลอชะงักลมหายใจผิวของเขาขาวสะอาดดุจหยกเนื้อดี ทว่าไม่ซีดเซียว กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ที่พวงแก้มดูมีชีวิตชีวา หน้าผากกว้างได้รูป แสดงถึงความเฉลียวฉลาด คิ้วดกดำเรียวยาวโค้งงามราวขีดพู่กันจากจิตรกรเอกรับกับดวงตาคมล้ำดั่งหมึกจิ้มจอก ทั้งแววตาสุขุมนั้นแลดูเกินวัยคล้ายซ่อนความลึกซึ้งไว้ภายใน คล้ายเคยผ่านเรื่องราวมากมายเกินกว่าบุรุษน้อยในวัยเดียวกันจะรับไหวขนตายาวสลวยขับเน้นนัยน์ตาสีดำสนิทดั่งหยกดำ เส้นผมยาวประบ่าผูกไว้หลวม ๆ ด้วยเชือกไหมสีเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน กลุ่มผมก็กระเพื่อมตามจังหวะ เผยให้เห็นต้นคอขาวละมุนราวหยกหิมะจมูกโด่งสวยรับกับรูปหน้า ปากบางสีชมพูอ่อน เม้มแน่นคล้ายไม่คุ้นชินกับการสนทนา สายตาเมื่อจ้องมองเด็กสาวราวกับจะมองทะลุไปถึงจิตใจเขาไม่ได้แต่งกายหรูหรามากนัก เป็นผ้าเนื้อดีธรรมดาสีน้ำเงินปักลวกลายเรียบสะอาดสะอ้าน ทว
มือของเขาที่โอบอยู่รอบเองของนางได้ลูบไล้ขึ้นลงเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านพาให้หลินจื่อเหยารู้สึกราวกับว่าเวลานี้นางกำลังถูกกระแสไฟฟ้าพาดผ่านชาไปทั่วทั้งตัวจากนั้นนิ้วเรียวยาวของเขาก็เคลื่อนมาด้านข้างกระตุกสายรัดเอวของนางออกสิบอึดใจผ่านไปมือไม้พัลวัน“ชุดเจ้าสาวชุดนี้ถอดยากพอสมควร” พอหลินจื่อเหยาเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “ฮูหยินรองกับฮูหยินจวนตระกูลห่าวช่วยสวมใส่ให้ข้ายุ่งยากพอสมควร”ตอนที่นางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ในยุคสมัยใหม่การสวมใส่เสื้อผ้านั้นค่อนข้างง่ายพอสมควรชุดเดรสยามคลุมเท้าชุดเดียวก็ไปไหนๆได้แล้วดังนั้นเมื่อสองปีก่อนนางจึงได้ออกแบบชุดเดรสแขนยาวนำไปให้ร้านตัดเย็บตัดมาส่งให้ ในทุกๆวันรอบสองปีนางมีเดรสสีขาว สีดำและสีฟ้ายาวครอบเท้าสวมใส่อย่างสม่ำเสมอนอกจากเพราะความเคยชินแล้วยังเพราะความสะดวกด้วยตอนนี้ชุดแต่งงานนี้เป็นการสวมตัวในหนึ่งชั้นตัวนอกหนึ่งชั้นและยังมีชุดคลุมอีกชั้นแต่ละชั้นล้วนมีเชือกผูกซ้ายผูกขวายุ่งยากมากตอนนี้นางกลับรู้สึกขอบคุณชุดที่ซับซ้อนแบบนี้ที่ให้เวลานางได้เตรียมใจและผ่อนคลายก่อนแต่ชั่วครู่ถัดมามือของมู่หรงเหว่ยหมินก็โอบเอวนางอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นไปก็ถูกริมฝีปากบางก็ถ
มู่หรงเหว่ยหมินจับมือหลินจื่อเหยาเอาไว้แน่น ยกยิ้มมุมปากเอ่ยกระซิบ “เหยาเหยาข้ารู้สึกตื่นเต้นมาก”ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงดูไม่จริงจัง“หืม...” หลินจื่อเหยาเหลือบมองเขาผ่านผ้าโปร่ง “ท่านยังต้องอยู่ดื่มสุราต้อนรับแขกและส่งแขกอีกนะระหว่างนี้ท่านก็ก็ใจเย็นๆ”มู่หรงเหว่ยหมินครุ่นคิด “อืมก็จริง”หลังจากที่ส่งหลินจื่อเหยาเข้าห้องหอแล้ว มู่หรงเหว่ยหมินก็ถูกแม่ทัพน้อยไป๋และซุนยวี่เหอลากตัวออกไป ในห้องโถงจัดเลี้ยงมู่หรงจินเหยียนก็ถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ไป๋เผยหนิงพระชายาของเขาประคองเข้ามา"น้องห้าพี่ใหญ่มาแสดงความยินดีกับเจ้า" น้ำเสียงของเขาแหบแห้งร่างกายที่เคยแข็งแรงดูอ่อนแอ เวลานี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์เปลี่ยนไปเป็นมู่หรงจื่อเฉิงไปแล้วแม้หลายฝ่ายจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่สุดท้ายตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นเขามู่หรงเหว่ยหมินหมุนกายกลับมา ยกจอกสุราขึ้น"พี่ใหญ่สภาพร่างกายไม่แข็งแรงยังมาดื่มฉลองให้ข้าอีกข้าขอบพระทัยท่านมาก""ไม่ลำบากสักนิด"เขายิ้มแล้วยกสุราขึ้นดื่ม จากนั้นบรรดาองค์หญิงองค์ชายองค์อื่นๆ ก็เข้ามา แสดงความยินดีกับเขาถัดไปไม่ไกล อู๋เฉินวางจอกสุราลงแล้วถามมู่หรงจื
หลินจื่อหานกลอกตา ถอนหายใจ"ท่านพ่อน้องสาวจะออกเรือน ท่านควรพูดเรื่องดีดีสิ" "อืม..ที่ผ่านมาพ่อไม่ดีนัก พ่อไม่รู้จะทำอย่างไรไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อน้องสาวของเจ้าได้บ้างในตอนนี้..." เสนาบดีหลินเสียงสั่นหลินจื่อเหยากระพริบตา "ท่านไม่ต้องทำอะไรข้ารับรู้ได้ทั้งหมดแล้ว..""ท่านเสนาได้เวลาส่งตัวเจ้าสาวแล้วเจ้าค่ะ" ฮูหยินรองของจวนหลินเอื้อนเอ่ย จากนั้นนางก็ลุกขึ้นมาประคองหลินจื่อเหยา เอ่ยช้าๆ"คุณหนูใหญ่ข้าขอให้ท่านมีความสุขมากๆมีหลานตัวน้อยออกมาไวๆ""ขอบคุณฮูหยินรอง อย่างไรเสียก็ฝากดูแลท่านพ่อต้มน้ำแกงไก่ดำบำรุงร่างกายให้เขาเสียหน่อยประเดี๋ยวก็จะไม่สบาย"เมื่อได้หยินหลินจื่อเหยาเอ่ยเช่นนั้นฮูหยินรองไม่กล้าไม่เชื่อ นางพยักหน้า "ได้ คุณหนูใหญ่เชิญ"ในเวลาต่อมาเจ้าสาวในชุดสีแดงก็ถูกแม่สื่อจูงออกมาที่ด้านหน้าประตูจวนซึ่งเวลานี้มีคนของตระกูลหลินจำนวนมากมายืนส่งนาง ทันทีที่เห็นหญิงสาวในชุดสีแดงก้าวเดินออกมาแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดบังเอาไว้ ผู้คนที่ยืนรอดูอยู่หน้าจวนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา"ออกมาแล้วเจ้าสาวออกมาแล้ว.." "เสียดายจริงๆไม่เห็นตอนนางเปิดหน้า..""เจ้ายังไม่เคยเห็นนางหรือ? นางงดงามมากเชียวนะ ง
หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สุรารสชาติใดทั้งสองก็ได้เปิดประตูเดินออกมา แต่ทันทีที่เดินออกมาก็มีมีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้น คนที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆก็พากันกระโดดออกมา“องค์ชายห้า เหยาเอ๋อยินดีด้วย!”“ยินดีกับองค์ชายห้าที่ได้สมรสเสียที!”“อย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เลี้ยงฉลองกันเลย! ”ซุนยวี่เหอยกไหสุราขึ้นมา “องค์ชายห้าในฐานะที่ข้าเป็นสหายคนที่สนิทที่สุดของเจ้าวันนี้ไม่เมาข้าไม่กลับจวน!”“อย่างนั้นเลยหรือ?!” มู่หรงเหว่ยหมินเอ่ยถาม “ใช่ข้าเอาด้วย วันนี้เป็นเจ้าเลี้ยงสุราข้าในฐานะที่แย่งศิษย์พี่ใหญ่เหยาของพวกข้าไป!” ห่าวหรานก้าวออกมาสมทบ“ใช่จริงด้วยองค์ชายห้าท่านควรเลี้ยงสุราพวกเรา” หมินอวี่เห็นด้วยและทุกคนที่มาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย มู่หรงเหว่ยหมินหันมาพูดอย่างใจเย็น “สุราหอซุนไห่รสชาติไม่เลวคุณชายใหญ่ซุนเจ้ายินดีจะนำออกมาเลี้ยงทุกคนหรือไม่?”ทุกคน “…”พวกเขาหันไปมองซุนยวี่หยางพร้อมๆกัน ซุนยวี่หยางค่อยก้าวเดินมาทางหมินอวี่หยุดตรงหน้านางแล้วพูด "ต้องแล้วแต่ฮูหยินใหญ่ซุนแล้ว"พร๊วด!!แค้กๆๆ!!"ไอ่หยาพวกเจ้าช่างโอ้อวดเสียจริงๆ"ห่าวหรานหงุดหงิดหมินอวี่หันไป "ห่าวหรานข้าเห็นนะว่าเจ้าชอบ
จวนตระกูลซุนผู้เฒ่าซุนเห็นหลานชายทั้งสองเดินเข้ามาก็นึกถึงงานสมรสอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นพลางนึกโมโหชี้หน้าซุนยวี่เหอ “เจ้าหลานโง่ ดูองค์ชายห้าจะแต่งงานแล้ว แล้วเจ้าหล่ะไหนสตรีที่เจ้าพึงใจ!”ซุนยวี่เหอย่นปากกระชับเสื้อคลุม “อ่า..ท่านปู่ ท่านไม่รู้หรอกหรือว่าบรรดาขุนนางที่ประเคนบุตรสาวเข้ามาตระกูลซุนก็เพราะเห็นแก่อำนาจที่แข็งแกร่งของตระกูลซุนของพวกเราทั้งนั้น” พูดพลางเดินเข้ามาหยิบขนมบนโต๊ะน้ำชาเข้าปากแล้วเอ่ยต่อ“ไม่ได้จริงใจต่อข้า ข้าไม่เอาหรอก”“ถุย!” ผู้เฒ่าซุนโมโหหนัก “แค่มีมาก็ดีแล้ว ทำไมเจ้ายังคิดว่าพวกเขายังจะอยากได้น้ำในหัวของแกด้วยหรืออย่างไร”ซุนยวี่เหอ “…”เขาขยิบตาให้ซุนยวี่หยางที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ช่วยด้วย!”ซุนยวี่หยางกลืนน้ำชายังไม่ทันได้พูดอะไรในที่สุดผู้เฒ่าซุนก็หันไปโมโหเขาด้วยอีกคน “เจ้าด้วยก็อีกคน!” ชายชราถอนหายใจ “ทำงามหน้านักข้าให้เจ้าไปหาสตรีที่ตระกูลไม่ต้องมีอำนาจเกี่ยวกับราชสำนัก แต่เจ้า!กลับไปพึงพอใจบุตรสาวเจ้าสำนักเงาของราชวงศ์หนำซ้ำยังไม่ยังพานางติดสอยห้อยตามทำราวกับนางไร้บิดามารดา ปู่บอกว่าให้จัดเตรียมสินเดิมไปเจรจาตกลงกับเจ้าสำนักเง







