เข้าสู่ระบบหลังจากนั้นบนโต๊ะก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก ผ่านไปครู่ใหญ่น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยก็ดังขึ้น
“อิ่มแล้วก็ไปกันเถิด" หลังจากที่เห็นว่านางนั้นกินเสร็จแล้ว มู่หรงเว่ยหมินก็ลุกขึ้น ใบหน้าหล่อเหลามีสีหน้าเอื่อยเฉื่อย "สาวน้อย วันนี้เจ้าโชคดีที่เจอข้า องค์ชายห้าผู้ใจดีจะอาสาพาเจ้าไปส่งถึงจวนสกุลหลินอย่างปลอดภัยเอง..." ในขณะที่ซุนยวี่เหอกำลังจะเอ่ยถามเขาว่าเขาจะกลับวังหมินเลยหรือไม่นั้น กลับถูกตอกกลับด้วยสายตา “...” ก็ได้ๆ ข้าไม่ถามแล้วก็ได้ เช่นนั้นข้าจะกลับไปนอนแล้ว... เหอะ...องค์ชายห้าไม่เห็นสหายอย่างเขาอยู่ในสายตาแล้ว ซุนยวี่เหอเดินตามหลังของทั้งสองไปด้วยอารมณ์สุดเศร้า หลินจื่อเหยาครุ่นคิดอยู่สักพักนางจึงเอ่ยขึ้น “ข้าไม่รบกวนองค์ชายห้ากับคุณชายซุนแล้วแค่นี้ข้าก็ติดค้างพวกท่านมากแล้ว” หลินจื่อเหยารู้สึกว่าองค์ชายห้ามู่หรงเว่ยหมินผู้นี้ นอกจากข้อมูลภายนอกอย่าง อายุ ชื่อ เรื่องสำคัญอื่นๆ นางกลับไม่สามารถมองออกมาได้ หรืออาจจะเป็นเพราะความสามารถของนางนั้นยังไม่ฟื้นคืนหรือไม่นะ เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้... แต่ถึงอย่างไรนางก็จะต้องพยายามอยู่ให้ห่างๆ เขาเอาไว้จะดีกว่า “หืม?” มู่หรงเว่ยหมินพอได้ยินคำพูดนี้ก็หยุดชะงักทันที จากนั้นมุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นมา "เจ้าติดค้างอะไรกัน เจ้าอุตส่าห์ช่วยเตือนคุณชายซุน ดังนั้นพวกเราก็แค่เพียงแลกเปลี่ยนกันอย่างยุติธรรมไม่ใช่หรือ” กล่าวจบเขาก็นิ่งไปเล็กน้อย จากนั้นก็ยกมุมปาก "เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีหรือไม่? หากเจ้ารู้สึกว่าติดค้างจริงๆ ไม่สู้เจ้าเล่าเรื่องขององค์รัชทายาทในช่วงนี้ให้ข้าฟังสักหน่อยเป็นอย่างไร ข้าไปท่องยุทธภพมานานหลายปี วันนี้มาถึงก็ได้พบเจ้าดังนั้นข้าถือว่าเรามีวาสนาต่อกัน ข่าวซุบซิบในช่วงหลายปีที่ผ่านมาข้าจำเป็นต้องรู้" หลินจื่อเหยามองเขา ขมวดคิ้ว "องค์รัชทายาทหรือ? ซุบซิบหรือ?" นางรู้ความหมายของคำว่าซุบซิบ มันหมายถึงเรื่องสนุก ข่าวลือ แล้วมันเกี่ยวอันใดกับองค์รัชทายาท? เห็นทียังมีเรื่องใหม่ๆ ของยุคสมัยโบราณนี้ที่นางยังจะต้องเรียนรู้อยู่อีกมาก “เขาค่อนข้างเข้าออกจวนตระกูลหลินอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ?” มือของมู่หรงเว่ยหมินวางที่รถม้าแล้วพูดขึ้นมาอีกว่า "เป็นอย่างไรเจ้าช่วยคลายความอยากรู้อยากเห็นของข้าหน่อยได้หรือไม่?” จากนั้นเขาก็ยกมือทําท่าเชิญ แววตาของหลินจื่อเหยาชะงัก ในตอนที่มาโลกมนุษย์ครั้งแรกนางอยู่ที่เมืองจีนใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นปรับตัวเพื่อเข้ากับโลกมนุษย์อยู่นานจนในที่สุดนางก็เข้าใจ ต่อจากนั้นในโลกที่สองและสามนางก็ไปโผล่ที่ยุโรปด้วยสถานะที่ต่างกันกับชีวิตที่อยู่เมืองจีน ด้วยเหตุนี้ถึงรู้ขนบธรรมเนียมมารยาทต่างๆ ของทุกราชวงศ์ในยุโรป การผายมือแบบนี้มีต้นกำเนิดมาจากราชวงศ์ประเทศวาย แต่ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่สิบหกได้ถูกเลิกใช้แล้วก็นำกลับมาใช้กับยุคสมัยใหม่อีกครั้ง นางไม่คิดว่ายุคสมัยนี้ก็มีใช้กันแล้ว “หากเจ้ายังไม่ขึ้นรถม้า อีกเดี๋ยวเขาก็จะออกมาแล้วนะ” มู่หรงเว่ยหมินเหลือบมอง "เจ้าก็เห็นว่าข้านั้นเป็นเพียงองค์ชายผู้ไม่เอาไหน ไม่มีอำนาจ เกิดเขาจับพวกเราสองคนไปด้วยกันจะทำอย่างไร?” คำพูดนี้ทำให้หญิงสาวตัดสินใจเลือกได้นางเดินขึ้นไปบนรถม้านั่งลงตรงตำแหน่งด้านข้าง มู่หรงเว่ยหมินเลิกคิ้วแล้วก้าวเดินตามนางขึ้นไปนั่งลงตรงข้ามกับนางเอ่ยถาม "มู่หรงจินเหยียนมีความสามารถมากขนาดนั้นเชียวหรือ?" หลินจื่อเหยารู้ความหมาย นางเอ่ยตอบ "กับข้านั้นก็แค่คนน่ารำคาญ” มู่หรงเว่ยหมินอึ้งไปเล็กน้อยนึกไม่ถึงว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ จากนั้นเขาก็เงยหน้าขึ้นหัวเราะเบาๆ แสงจากไข่มุกราตรีสาดส่องผ่านผมดำสลวยของเขาวูบไหวไปมา ฉาบดวงตาของเขาให้เป็นสีทองอ่อน ริมฝีปากสีแดงกับผิวพรรณที่ขาวโดยกำเนิดของเขาตัดกันอย่างเห็นได้ชัด มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างไม่เสื่อมคลาย "ไปจวนตระกูลหลิน" เขาสั่งคนขับรถม้าเสร็จก็หันหน้ามาหานาง “ได้ยินจากยวี่เหอว่าเจ้าเป็นคนที่องค์รัชทายาทต้องหมั้นหมายด้วยอย่างนั้นหรือ?" “อืม" หลินจื่อเหยานึกย้อนความทรงจำ "แต่เขาร้องขอกับฮ่องเต้เปลี่ยนราชโองการเป็น หลินเสี่ยวเซวียน เพราะข้าไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับเขา ข้าเป็นคนโง่เขลาไร้ความสามารถเป็นเพียงหญิงสาวที่มีจิตใจโหดร้าย ไร้ยางอาย... ข้าจำได้ว่าตอนนั้นข้าก็ยินดีที่จะเข้าไปศึกษาที่สำนักศึกษาเพื่อที่จะให้เป็นผู้หญิงที่มีความรู้ความสามารถ แต่คนที่เขาต้องการไม่ใช่ข้าตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่ผ่านมาข้าเป็นเพียงคนโง่เขลาที่ถูกปั่นหัวเพื่อให้ใครสักคนดูสูงส่ง จากนี้ไปคนคนนั้นได้ตายไปแล้ว ข้ารู้ทันพวกเขาแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะทำเพื่อตัวข้าเองแล้ว" "เจ้าหมายความว่าเจ้าจะเข้าเรียนที่สถานศึกษาโหยวหนานอย่างนั้นหรือ?" มู่หรงเว่ยหมินเอ่ยถาม สถานศึกษาโหยวหนานเป็นสถานศึกษาชื่อดังของแคว้นเหยาฮั่นที่บรรดาคนสูงศักดิ์ คุณหนูคุณชายต่างๆ เข้าไปศึกษา ดังนั้นในสถานศึกษาจึงมีนักศึกษาจำนวนมาก การเรียนการสอนจึงถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือบุ๋นและบู๊ ฝ่ายบุ๋นอักษร กวี พิณ หมาก เย็บปัก ทั่วไป ฝ่ายบู๊คือสำหรับผู้ที่ต้องการจะฝึกยุทธ พลังลมปราณ เหาะเหินและต่อสู้ด้วยพลังลมปราณทั้งหลาย ดังนั้นค่าสถานศึกษาแห่งนี้มีเงินอย่างเดียวไม่สามารถเข้ามาเรียนได้ เด็กต้องมีความสามารถด้วย นักเรียนคนใดก็ตามที่สามารถเรียนได้ทั้งสองแบบจะถูกสำนักเต๋อหวงรับเข้าไปเป็นศิษย์ในทันที ดังนั้นเหล่าฮูหยิน ขุนนางต่างก็ต้องการให้บุตรหลานของตนเองได้เข้าไปศึกษาอยู่ในนั้น หลินจื่อเหยามองออกไปนอกหน้าต่างนางหรี่ตาลง “ใช่ ข้าต้องการเข้าร่วมสำนักฝวูจื๊อ” สำนักฝวูจื๊ออยู่เหนือสำนักเต๋อหวงขึ้นไปอีกหลายขั้น เป็นสำนักที่รวบรวมเหล่าชาวยุทธและผู้มีความรู้ความสามารถระดับสูงอยู่ในนั้น นางไม่ต้องการสำนักเต๋อหวง เพราะถ้าหากความสามารถของนางฟื้นกลับคืนมา สำนักเต๋อหวงนับว่าเป็นอะไรได้ นิ้วของมู่หรงเว่ยหมินชะงักเล็กน้อย "เพราะเหตุใดเจ้าถึงต้องการเข้าสำนักฝูวจื๊อ?” ไม่ใช่ว่านางเป็นคนโง่เขลาหรอกหรือ? ผู้ที่จะเข้าสำนักฝูวจื๊อได้ต้องมีความสามารถรอบด้านและต้องอยู่ในขั้นเทพเลยก็ว่าได้ถึงจะผ่านการคัดเลือก หลินจื่อเหยายกมือขึ้นเท้าคาง ตอบอย่างไม่ใส่ใจเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง “ข้าแค่เพียงจะทวงความยุติธรรมให้กับตัวเองก็เท่านั้น คนอย่างข้าใช่ว่ามู่หรงจินเหยียนจะคู่ควร...” "___" มู่หรงเว่ยหมินหันหน้ามาจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งทันใดนั้นเขาก็ยกมือขึ้นยื่นออกมาลูบหัวของนางเบาๆ เหมือนลูกแมว หลินจื่อเหยาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นไปมองเขาด้วยสีหน้าของนางที่ไร้ความรู้สึก แววตาปรากฏความอาฆาต “เจ้าทำอะไร?” “ข้าเพียงอยากจะบอกว่าเจ้าอย่าคิดมาก ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ใช่คนโง่เขลา! ต้องสามารถเข้าไปในสำนักฝูวจื๊อได้อย่างแน่นอน" มู่หรงเว่ยหมินยกยิ้มจากนั้นเขาก็เปิดผ้าม่านออกดู "ใกล้จะถึงแล้วหล่ะ" ไม่นานรถม้าก็ค่อยๆ ชะลอตัวและหยุดลงในที่สุด จวนตระกูลหลินเป็นจวนตระกูลขุนนางระดับสูงป้ายตระกูลได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้หลายสมัยสืบทอดกันมา “เจ้าเข้าไปเถอะ ถึงแล้วก็รีบพักผ่อนเสีย” มู่หรงเว่ยหมินมองตามเด็กสาวก้าวลงจากรถม้าผ่านทางผ้าม่าน ก่อนที่นางจะเดินออกไปน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยก็ดังขึ้น "ยามว่างก็ดื่มน้ำพุทราลําไยบ่อยๆ” ขนตาของหลินจื่อเหยาขยับเล็กน้อย “ข้ารู้แล้ว ขอบคุณมาก” “ข้าได้ยินเจ้าพูดขอบคุณบ่อยมากแล้วไม่ต้องพูดแล้ว” แขนเรียวยาวของมู่หรงเว่ยหมินพาดอยู่ตรงขอบหน้าต่างรถม้าริมฝีปากบางยกยิ้มเล็กน้อย “หากว่าเจ้าอยากขอบคุณข้าจริงๆ เอาไว้คราวหน้าค่อยเลี้ยงข้าวข้ากลับก็แล้วกัน” หลินจื่อเหยายกมือขึ้นนวดศีรษะอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน พูดอย่างจนปัญญาว่า "ได้" มู่หรงเว่ยหมินได้ฟัง ไม่รู้นึกถึงอะไรขึ้นมาได้ เขาครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่ง เขาไม่ได้พูดออกไปทันที แต่กลับพูดเสริมอย่างเนือยๆ ว่า “เอาล่ะ เจ้ารีบเข้าไปพักผ่อนเถอะฟ้ามืดมากแล้วข้าจะมองส่งเจ้า" หลินจื่อเหยาหลุบตาลงพยักหน้า "เจ้าก็เหมือนกัน" ร่ำลาเสร็จนางก็หมุนกายเดินตรงเข้าไปในจวนตระกูลหลินยังไม่ทันเดินถึงหน้าจวนดีประตูใหญ่ของจวนก็ถูกเปิดออก คนที่เดินออกมาคือพ่อบ้านที่มีสายตาเข้มงวดจ้องมองมาต่างก็เต็มไปด้วยการสำรวจ “ในที่สุดคุณหนูรองก็กลับมาได้แล้ว" เด็กสาวยืนอยู่ที่ขั้นบันไดหน้าประตูจวนบานใหญ่ ขนตางอนยาวมีเกล็ดหิมะเกาะอยู่บนศีรษะก็เต็มไปด้วยหิมะ ข้อมือของนางเล็กและซีดมีรอยบาดแผลที่เกิดจากการรัดของเชือกปรากฎอยู่อย่างชัดเจน ร่างกายของนางผอมบางราวกับแค่ลมพัดก็สามารถล้มลงไปได้ พ่อบ้านขมวดคิ้วใส่นาง แต่ก็ไม่ลืมคำสั่งของฮูหยินใหญ่ในจวน เขาพูดขึ้น "คุณหนูรองฮูหยินใหญ่รับสั่งเอาไว้ว่า ในเมื่อคุณหนูรองมีความผิดและอยู่ในช่วงเวลาที่รับโทษ ซ้ำยังมีจิตใจที่ต่อต้านรุนแรงขนาดนี้ อีกทั้งยังหนีออกมาจากอารามตามใจชอบเช่นนี้ถ้าอย่างนั้นคืนนี้คุณหนูรองก็ไม่ต้องกลับเข้าจวนแล้วขอครับ ฮูหยินใหญ่รับสั่งว่าหากคุณหนูรองสำนึกผิดได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นถึงจะสามารถเข้าจวนได้ เชิญคุณหนูรองกลับอารามไปเถอะขอรับ" ความหมายประชดประชันเต็มที่ สีหน้าของพ่อบ้านไม่มีความใจดีแม้แต่น้อย แถมยังเจือไปด้วยความรำคาญ คุณหนูรองคนนี้รู้จักแต่สร้างความวุ่นวายได้ทั้งวัน ควรได้รับความลำบากเสียบ้าง เขาก็อยากจะดูว่าหิมะตกหนักขนาดนี้นางจะทนได้สักกี่น้ำ หลินจื่อเหยาเงยหน้าขึ้นไป ในที่สุดก็พูดขึ้น “หลบไป” ท่าทีตอบสนองแบบนี้อยู่เหนือความคาดหมายของพ่อบ้าน เขาอดที่จะตะลึงไปไม่ได้ เขารู้ว่าคุณหนูรองมีนิสัยอย่างไร อ่อนแอปวกเปียก ไม่กล้าตอบโต้แม้แต่น้อย เหตุใดวันนี้ถึงกล้าเถียงเขาได้เล่า พ่อบ้านคาดไม่ถึง “คุณหนูรองอย่าเอาแต่ใจอีกเลยขอรับ หรือไม่อย่างนั้นวันนี้ก็เชิญคุณหนูรองไปคุกเข่าอ้อนวอนขอโอกาสต่อฮูหยินใหญ่ กล่าววาจาเพราะๆ อย่างคนสำนึกผิด ก็จบเรื่องแล้วไม่ใช่หรือขอรับ" คุกเข่า? อ้อนวอน? สำนึกผิด? พวกเจ้าสมควรหรือ?มู่หรงเหว่ยถิงไม่สนใจชายชุดดำเหล่านั้นนางหมุนกายก้าวเดินกลับมาที่ชายหนุ่มในชุดสีน้ำเงินที่ยืนอยู่เมื่อเห็นเด็กสาวเดินเข้ามา เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ยกหน้าขึ้นช้าๆ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่สาดส่องลงมา ดวงหน้าเยาว์วัยของเขานิ่งขรึมไร้ซึ่งรอยยิ้ม แต่กลับงดงามจนเด็กสาวต้องเผลอชะงักลมหายใจผิวของเขาขาวสะอาดดุจหยกเนื้อดี ทว่าไม่ซีดเซียว กลับมีเลือดฝาดจาง ๆ ที่พวงแก้มดูมีชีวิตชีวา หน้าผากกว้างได้รูป แสดงถึงความเฉลียวฉลาด คิ้วดกดำเรียวยาวโค้งงามราวขีดพู่กันจากจิตรกรเอกรับกับดวงตาคมล้ำดั่งหมึกจิ้มจอก ทั้งแววตาสุขุมนั้นแลดูเกินวัยคล้ายซ่อนความลึกซึ้งไว้ภายใน คล้ายเคยผ่านเรื่องราวมากมายเกินกว่าบุรุษน้อยในวัยเดียวกันจะรับไหวขนตายาวสลวยขับเน้นนัยน์ตาสีดำสนิทดั่งหยกดำ เส้นผมยาวประบ่าผูกไว้หลวม ๆ ด้วยเชือกไหมสีเข้ม เมื่อสายลมพัดผ่าน กลุ่มผมก็กระเพื่อมตามจังหวะ เผยให้เห็นต้นคอขาวละมุนราวหยกหิมะจมูกโด่งสวยรับกับรูปหน้า ปากบางสีชมพูอ่อน เม้มแน่นคล้ายไม่คุ้นชินกับการสนทนา สายตาเมื่อจ้องมองเด็กสาวราวกับจะมองทะลุไปถึงจิตใจเขาไม่ได้แต่งกายหรูหรามากนัก เป็นผ้าเนื้อดีธรรมดาสีน้ำเงินปักลวกลายเรียบสะอาดสะอ้าน ทว
มือของเขาที่โอบอยู่รอบเองของนางได้ลูบไล้ขึ้นลงเหมือนสายน้ำที่ไหลผ่านพาให้หลินจื่อเหยารู้สึกราวกับว่าเวลานี้นางกำลังถูกกระแสไฟฟ้าพาดผ่านชาไปทั่วทั้งตัวจากนั้นนิ้วเรียวยาวของเขาก็เคลื่อนมาด้านข้างกระตุกสายรัดเอวของนางออกสิบอึดใจผ่านไปมือไม้พัลวัน“ชุดเจ้าสาวชุดนี้ถอดยากพอสมควร” พอหลินจื่อเหยาเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้ว “ฮูหยินรองกับฮูหยินจวนตระกูลห่าวช่วยสวมใส่ให้ข้ายุ่งยากพอสมควร”ตอนที่นางลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ในยุคสมัยใหม่การสวมใส่เสื้อผ้านั้นค่อนข้างง่ายพอสมควรชุดเดรสยามคลุมเท้าชุดเดียวก็ไปไหนๆได้แล้วดังนั้นเมื่อสองปีก่อนนางจึงได้ออกแบบชุดเดรสแขนยาวนำไปให้ร้านตัดเย็บตัดมาส่งให้ ในทุกๆวันรอบสองปีนางมีเดรสสีขาว สีดำและสีฟ้ายาวครอบเท้าสวมใส่อย่างสม่ำเสมอนอกจากเพราะความเคยชินแล้วยังเพราะความสะดวกด้วยตอนนี้ชุดแต่งงานนี้เป็นการสวมตัวในหนึ่งชั้นตัวนอกหนึ่งชั้นและยังมีชุดคลุมอีกชั้นแต่ละชั้นล้วนมีเชือกผูกซ้ายผูกขวายุ่งยากมากตอนนี้นางกลับรู้สึกขอบคุณชุดที่ซับซ้อนแบบนี้ที่ให้เวลานางได้เตรียมใจและผ่อนคลายก่อนแต่ชั่วครู่ถัดมามือของมู่หรงเหว่ยหมินก็โอบเอวนางอีกครั้ง เงยหน้าขึ้นไปก็ถูกริมฝีปากบางก็ถ
มู่หรงเหว่ยหมินจับมือหลินจื่อเหยาเอาไว้แน่น ยกยิ้มมุมปากเอ่ยกระซิบ “เหยาเหยาข้ารู้สึกตื่นเต้นมาก”ถึงแม้จะพูดแบบนี้แต่น้ำเสียงของเขาก็ยังคงดูไม่จริงจัง“หืม...” หลินจื่อเหยาเหลือบมองเขาผ่านผ้าโปร่ง “ท่านยังต้องอยู่ดื่มสุราต้อนรับแขกและส่งแขกอีกนะระหว่างนี้ท่านก็ก็ใจเย็นๆ”มู่หรงเหว่ยหมินครุ่นคิด “อืมก็จริง”หลังจากที่ส่งหลินจื่อเหยาเข้าห้องหอแล้ว มู่หรงเหว่ยหมินก็ถูกแม่ทัพน้อยไป๋และซุนยวี่เหอลากตัวออกไป ในห้องโถงจัดเลี้ยงมู่หรงจินเหยียนก็ถูกคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ไป๋เผยหนิงพระชายาของเขาประคองเข้ามา"น้องห้าพี่ใหญ่มาแสดงความยินดีกับเจ้า" น้ำเสียงของเขาแหบแห้งร่างกายที่เคยแข็งแรงดูอ่อนแอ เวลานี้ตำแหน่งองค์รัชทายาทของราชวงศ์เปลี่ยนไปเป็นมู่หรงจื่อเฉิงไปแล้วแม้หลายฝ่ายจะไม่ค่อยเห็นด้วยแต่สุดท้ายตัวเลือกที่ดีที่สุดก็ยังคงเป็นเขามู่หรงเหว่ยหมินหมุนกายกลับมา ยกจอกสุราขึ้น"พี่ใหญ่สภาพร่างกายไม่แข็งแรงยังมาดื่มฉลองให้ข้าอีกข้าขอบพระทัยท่านมาก""ไม่ลำบากสักนิด"เขายิ้มแล้วยกสุราขึ้นดื่ม จากนั้นบรรดาองค์หญิงองค์ชายองค์อื่นๆ ก็เข้ามา แสดงความยินดีกับเขาถัดไปไม่ไกล อู๋เฉินวางจอกสุราลงแล้วถามมู่หรงจื
หลินจื่อหานกลอกตา ถอนหายใจ"ท่านพ่อน้องสาวจะออกเรือน ท่านควรพูดเรื่องดีดีสิ" "อืม..ที่ผ่านมาพ่อไม่ดีนัก พ่อไม่รู้จะทำอย่างไรไม่รู้ว่าจะทำอะไรเพื่อน้องสาวของเจ้าได้บ้างในตอนนี้..." เสนาบดีหลินเสียงสั่นหลินจื่อเหยากระพริบตา "ท่านไม่ต้องทำอะไรข้ารับรู้ได้ทั้งหมดแล้ว..""ท่านเสนาได้เวลาส่งตัวเจ้าสาวแล้วเจ้าค่ะ" ฮูหยินรองของจวนหลินเอื้อนเอ่ย จากนั้นนางก็ลุกขึ้นมาประคองหลินจื่อเหยา เอ่ยช้าๆ"คุณหนูใหญ่ข้าขอให้ท่านมีความสุขมากๆมีหลานตัวน้อยออกมาไวๆ""ขอบคุณฮูหยินรอง อย่างไรเสียก็ฝากดูแลท่านพ่อต้มน้ำแกงไก่ดำบำรุงร่างกายให้เขาเสียหน่อยประเดี๋ยวก็จะไม่สบาย"เมื่อได้หยินหลินจื่อเหยาเอ่ยเช่นนั้นฮูหยินรองไม่กล้าไม่เชื่อ นางพยักหน้า "ได้ คุณหนูใหญ่เชิญ"ในเวลาต่อมาเจ้าสาวในชุดสีแดงก็ถูกแม่สื่อจูงออกมาที่ด้านหน้าประตูจวนซึ่งเวลานี้มีคนของตระกูลหลินจำนวนมากมายืนส่งนาง ทันทีที่เห็นหญิงสาวในชุดสีแดงก้าวเดินออกมาแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดบังเอาไว้ ผู้คนที่ยืนรอดูอยู่หน้าจวนต่างก็ส่งเสียงฮือฮา"ออกมาแล้วเจ้าสาวออกมาแล้ว.." "เสียดายจริงๆไม่เห็นตอนนางเปิดหน้า..""เจ้ายังไม่เคยเห็นนางหรือ? นางงดงามมากเชียวนะ ง
หลังจากตกลงกันได้แล้วว่าจะใช้สุรารสชาติใดทั้งสองก็ได้เปิดประตูเดินออกมา แต่ทันทีที่เดินออกมาก็มีมีเสียงโห่ร้องด้วยความยินดีดังขึ้น คนที่ซ่อนตัวอยู่รอบๆก็พากันกระโดดออกมา“องค์ชายห้า เหยาเอ๋อยินดีด้วย!”“ยินดีกับองค์ชายห้าที่ได้สมรสเสียที!”“อย่างนั้นคืนนี้พวกเราก็เลี้ยงฉลองกันเลย! ”ซุนยวี่เหอยกไหสุราขึ้นมา “องค์ชายห้าในฐานะที่ข้าเป็นสหายคนที่สนิทที่สุดของเจ้าวันนี้ไม่เมาข้าไม่กลับจวน!”“อย่างนั้นเลยหรือ?!” มู่หรงเหว่ยหมินเอ่ยถาม “ใช่ข้าเอาด้วย วันนี้เป็นเจ้าเลี้ยงสุราข้าในฐานะที่แย่งศิษย์พี่ใหญ่เหยาของพวกข้าไป!” ห่าวหรานก้าวออกมาสมทบ“ใช่จริงด้วยองค์ชายห้าท่านควรเลี้ยงสุราพวกเรา” หมินอวี่เห็นด้วยและทุกคนที่มาต่างก็พยักหน้าเห็นด้วย มู่หรงเหว่ยหมินหันมาพูดอย่างใจเย็น “สุราหอซุนไห่รสชาติไม่เลวคุณชายใหญ่ซุนเจ้ายินดีจะนำออกมาเลี้ยงทุกคนหรือไม่?”ทุกคน “…”พวกเขาหันไปมองซุนยวี่หยางพร้อมๆกัน ซุนยวี่หยางค่อยก้าวเดินมาทางหมินอวี่หยุดตรงหน้านางแล้วพูด "ต้องแล้วแต่ฮูหยินใหญ่ซุนแล้ว"พร๊วด!!แค้กๆๆ!!"ไอ่หยาพวกเจ้าช่างโอ้อวดเสียจริงๆ"ห่าวหรานหงุดหงิดหมินอวี่หันไป "ห่าวหรานข้าเห็นนะว่าเจ้าชอบ
จวนตระกูลซุนผู้เฒ่าซุนเห็นหลานชายทั้งสองเดินเข้ามาก็นึกถึงงานสมรสอันยิ่งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นพลางนึกโมโหชี้หน้าซุนยวี่เหอ “เจ้าหลานโง่ ดูองค์ชายห้าจะแต่งงานแล้ว แล้วเจ้าหล่ะไหนสตรีที่เจ้าพึงใจ!”ซุนยวี่เหอย่นปากกระชับเสื้อคลุม “อ่า..ท่านปู่ ท่านไม่รู้หรอกหรือว่าบรรดาขุนนางที่ประเคนบุตรสาวเข้ามาตระกูลซุนก็เพราะเห็นแก่อำนาจที่แข็งแกร่งของตระกูลซุนของพวกเราทั้งนั้น” พูดพลางเดินเข้ามาหยิบขนมบนโต๊ะน้ำชาเข้าปากแล้วเอ่ยต่อ“ไม่ได้จริงใจต่อข้า ข้าไม่เอาหรอก”“ถุย!” ผู้เฒ่าซุนโมโหหนัก “แค่มีมาก็ดีแล้ว ทำไมเจ้ายังคิดว่าพวกเขายังจะอยากได้น้ำในหัวของแกด้วยหรืออย่างไร”ซุนยวี่เหอ “…”เขาขยิบตาให้ซุนยวี่หยางที่นั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง “พี่ใหญ่! พี่ใหญ่ช่วยด้วย!”ซุนยวี่หยางกลืนน้ำชายังไม่ทันได้พูดอะไรในที่สุดผู้เฒ่าซุนก็หันไปโมโหเขาด้วยอีกคน “เจ้าด้วยก็อีกคน!” ชายชราถอนหายใจ “ทำงามหน้านักข้าให้เจ้าไปหาสตรีที่ตระกูลไม่ต้องมีอำนาจเกี่ยวกับราชสำนัก แต่เจ้า!กลับไปพึงพอใจบุตรสาวเจ้าสำนักเงาของราชวงศ์หนำซ้ำยังไม่ยังพานางติดสอยห้อยตามทำราวกับนางไร้บิดามารดา ปู่บอกว่าให้จัดเตรียมสินเดิมไปเจรจาตกลงกับเจ้าสำนักเง







