Masuk“เอ้อ...ตอนผ่านเข้ามาในจวนของท่านแม่ทัพหลีเหว่ย ข้าเห็นมีตำหนักหนึ่งอยู่หลังไม้ใหญ่ด้านโน้น งดงามยิ่งนัก”
“อ้อ...นั่นคือหอเหมยฟ้า เป็นสถานที่ท่านแม่ทัพชอบไปนั่งเขียนหนังสือในยามว่าง แต่เจ้าอย่าไปสนใจเลย ปกติมิค่อยมีใครเข้าไปที่นั่นหรอก”
“ขอบใจเจ้ามากนะผิงอันที่ช่วยบอกข้าเรื่องการวางตัวในจวนแห่งนี้ ข้าจะจดจำไว้และไม่ทำในสิ่งที่เจ้าบอกว่ามิสมควร”
“ดีแล้ว...เชื่อฟังข้าแล้วเจ้าจะอยู่ที่นี่ได้นานๆ...ถ้าเช่นนั้นแล้วเดี๋ยวข้าไปก่อน เจ้าจงจัดเสื้อผ้าและที่นอนของเจ้าให้เรียบร้อยเถิด”
ผิงอันกล่าวจบก็เดินออกไป สาวใช้ในจวนแม่ทัพหยุดยืนหน้าห้องเมื่อปิดประตูบลง นางเบ้ปากและพูดกับตัวเอง
“ชิ! สาวชาวบ้านเช่นเจ้ารึจะมาสู้สาวใช้ในจวนของท่านแม่ทัพอย่างข้าได้ หยู่เยียน...หน้าตาเจ้าสะสวยมิใช่เล่น ได้ขัดสีฉวีวรรณคงงามไม่แพ้ข้าและสาวใช้คนอื่น ข้าจะมิยอมให้เจ้าได้อยู่ใกล้ชิดท่านแม่ทัพเป็นเด็ดขาด”
กล่าวแล้วนางก็เดินออกไป ทิ้งให้หยู่เยียนอยู่ในห้องพักของนางลำพัง ขณะนั้นสาวชาวบ้านก็นั่งนึกถึงคำพูดของผิงอัน สงสัยจะเป็นจริงดั่งนางว่า ก็ดูเอาเถิด ท่านแม่ทัพหลีเหว่ยผู้งามสง่า ใบหน้าคร้ามคมเข้ม ดูทีรึวัยก็น่าจะปาเข้าไปหลายร้อนหลายหนาวเข้าแล้วแต่กลับยังมิมีฮูหยินข้างกาย หรือว่าจะไม่ชอบสตรีนางใดเลยก็มิรู้ได้ แต่ดูเหมือนว่าเรื่องเจ้าของจวนที่นางครุ่นคิดนั้นจะมิอาจลบความรู้สึกใคร่รู้ที่หยู่เยียนมีต่อหอเหมยฟ้าได้
ยิ่งคิดก็ยิ่งให้อยากรู้เสียนักว่าที่หออันงดงามนั้นมีดีอันใด หยู่เยียนคิดตามประสาสาวชาวบ้านหลังจากวันนั้นนางก็เริ่มคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตเป็นสาวใช้ในจวนใหญ่โตของแม่ทัพผู้กล้าแกร่ง นางต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีของนางรับใช้ภายในเรือนของเจ้าขุนมูลนายใหญ่วึ่งมันช่างแตกต่างไปจากชีวิตของสาวชาวบ้านอย่างแต่ก่อน
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือนางรู้จักการแต่งกายให้สะอาดสะอ้านและงดงามด้วยอาภรณ์แม้เป็นเพียงข้ารับใช้แม่ทัพใหญ่ก็ตาม ส่วนเรื่องนายทหารที่ผิงอันเคยเตือนนางไว้นั้นกลับมิได้สำคัญต่อหยู่เยียนแม้แต่น้อย นับแต่มาอยู่ในจวนนางก็ยังมิเคยเห็นชายใดหรือแม้กระทั่งทหารนายใดเป็นที่ถูกตาต้องใจได้มากเทียมเท่ากับแม่ทัพหลีเหว่ย
แย่แล้ว...นี่นางนึกอะไรของนางกันนะ ชักจะลามปามไปใหญ่แล้ว บุรุษมากหน้าในจวนใยจึงมิมีผู้ใดดึงดูดนางได้เท่ากับแม่ทัพใหญ่อย่างหลีเหว่ยกันนะ
“หยู่เยียน...วันนี้งานในครัวไม่มากเท่าไหร่ ถ้ายังไงเจ้าช่วยไปเก็บดอกไม้ในสวนมาให้ข้าสักตะกร้า”
อิงเยว่ หญิงวัยกลางคนซึ่งเป็นหัวหน้าแม่ครัวสั่งนางรับใช้ผู้เข้ามาใหม่และนางเห็นว่าหยู่เยียนนั้นขยันขันแข็ง ไม่ว่าจะใช้ให้ทำอะไรก็ไม่เคยบ่นแม้งานหนักหรือเบา หยู่เยียนได้ยินเช่นนั้นจึงตอบกลับไปว่า
“เจ้าค่ะ...แต่ว่าท่านป้าจะให้ข้าไปเก็บดอกไม้ที่ไหนหรือเจ้าคะ?”
“ไปเก็บที่สวนดอกไม้ในจวนนี่ล่ะ เจ้าเดินตรงไปทางนี้นะ มันเป็นทางเล็ก ๆ ไปยังหอเหมยฟ้า แต่เจ้ามิต้องเข้าไปที่หอแห่งนั้นหรอกนะ”
“หอเหมยฟ้าที่งดงามนั่นหรือคะท่านป้าอิงเยว่”
“นั่นล่ะ...ที่นั่นเป็นเขตหวงห้ามของท่านแม่ทัพ ไม่ค่อยมีผู้ใดเข้าไปยุ่มย่าม เจ้าอย่าเก็บดอกไม้จนลืมแล้วเผลอเข้าไปที่นั่นเสียล่ะ”
“เจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะรีบเก็บดอกไม้มาให้ท่านเจ้าค่ะ”
ว่าแล้วหยู่เยียนก็ออกจากห้องครัวและเดินไปตามส้นทางเล็ก ๆ ทอดยาวเข้าไปในสวนป่าภายในจวนของแม่ทัพใหญ่ หากระหว่างทางนางก็เพิ่งฉุกนึกได้ว่าวันนี้ยังไม่เห็นหน้าผิงอันตั้งแต่นางเข้าไปช่วยงานครัวนับแต่เวลาเช้า หรือว่าผิงอันจะไปช่วยงานพ่อบ้านหวางตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านละกระมัง ขณะนึกอยู่นั้นสายตาของนางก็มองไปข้างหน้าและหยุดที่หอเหมยฟ้า หอต้องห้ามที่อิงเยว่ หัวหน้าแม่ครัวว่าไว้ ดูจากตรงนี้ไกล ๆ มันก็เป็นสถานที่อันงดงาม หอเหมยฟ้ารายล้อมด้วยดอกไม้เบางบานอวดความงาม ดูเหมือนว่าจะมีพันธุ์ไม้สวย ๆ มากกว่าในสวนที่อิงเยว่สั่งให้นางมาเก็บดอกไม้นี่เสียอีก
“อะไรกันนี่ ห้าวเฉินกลับมาได้เช่นนั้นหรือ นี่แสดงว่าที่มันหายไปอาจจะมีใครช่วยเหลือให้มันอยู่ในป่านั่น ไม่น่าเชื่อเลยจริง ๆ แม่หรือก็ดีใจนึกว่ามันน่ะตายไปซะแล้ว ขวากหนามในชีวิตของเจ้าจะได้หมดสิ้นไปเสียที”“อย่าเพิ่งคิดอะไรตอนนี้เลยดีกว่าครับท่านแม่ ข้าว่าเรารีบไปที่บ้านของท่านพ่อจะดีกว่า ข้าเองก็อยากรู้ว่าห้าวเฉินกลับออกมาจากป่านั่นแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง”เหมยกุ้ยพยักหน้าก่อนเดินตามลูกชายไปยังบ้านหลังใหญ่ของสกุลหวง และเมื่อทั้งสองแม่ลูกไปถึงบ้านหลังใหญ่ เหมยกุ้ยและจุ้นเฉียงก็ต้องพบกับความประหลาดใจอย่างที่คาดไม่ถึงนั่นก็คือห้าวเฉินนั่งอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ของบ้านสกุลหวงโดยมีห่าวชวนและเจียอี บิดามารดาของเขานั่งอยู่ภายในห้องนั้นด้วยรวมถึงมีบริวารและคนรับใช้รวมทั้งพ่อบ้านอีกเกือบ 10 คน ทุกคนมีสีหน้าและแววตาที่ต่างแสดงความยินดีกับการกลับมาของคุณชายรองซึ่งเป็นบุตรชายของภริยาเอกแห่งสกุลหวงและเมื่อก้าวเข้าไปในห้องนั้นจุ้นเฉียงจึงแสดงความเคารพต่อบิดาของเขา หวงห่าวชวนจึงกล่าวกับบุตรชายคนโตว่า“จุ้นเฉียง เจ้ามาก็ดีแล้ว รู้หรือไม่ว่าน้องชายของเจ้ากลับมาโดยปลอดภัย พ่อดีใจเหลือเกิน”“ขอรับท่านพ่อ...ห้
“แต่เจ้าก็ไม่ควรผลีผลามทำอะไรในตอนนี้ก่อนนะจุ้นเฉียงถึงแม้ว่าห้าวเฉินจะหายไปนานนับเดือนแต่ก็อย่าลืมนะว่าพ่อของเจ้าก็ยังคงส่งคนออกตามหา ท่านพี่ยังไม่ยอมเชื่อว่าลูกชายคนรองได้ตายจากไปแล้วส่วนแม่เชื่อเต็มหัวใจว่าห้าวเฉินคงจะตายไปแล้วในป่าไผ่พันปีที่พวกชาวบ้านไม่มีใครกล้าเข้าไปนั่น”“ข้าเพียงแสดงความเป็นห่วงใยต่อคู่หมั้นของน้องชายและท่าทางของนางก็ดูเหมือนจะพอใจในตัวข้าด้วยนะท่านแม่”“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เจ้าก็ไม่ควรเร่งร้อนทำให้คนอื่นเขาเห็นว่าเจ้ากับซูซินฮวาน่ะกำลังมีใจต่อกันและเจ้าก็อย่าได้แพร่งพรายเรื่องที่เราวางแผนให้ห้าวเฉินเข้าไปในป่านั้นและเจ้าเป็นผู้ที่ทิ้งน้องของเจ้าเอาไว้เพราะแผนนี้แม่เป็นคนคิดเองเพื่อที่จะกำจัดเสี้ยนหนาม เพราะถ้าหากห้าวเฉินยังอยู่เจ้าก็จะไม่ได้รับมรดกของพ่อเจ้า ทั้งทรัพย์สินบ้านหลังนี้และกิจการค้าขายที่พ่อเจ้าสร้างเอาไว้”เหมยกุ้ยกดน้ำเสียงให้ต่ำลงราวกับว่าต้องการปรามบุตรชายและไม่อยากให้ใครมาได้ยินสิ่งที่นางพูดกับลูกชายเพียงคนเดียวถึงแผนการที่วางเอาไว้ให้จุ้นเฉียงพาน้องชายต่างแม่เข้าไปหากระต่ายในป่า แท้แล้วก็เพื่อที่จุ้นเฉียงจะได้ทิ้งน้องชายเอาไว้แล้วออกมาจากป่า
“มันก็คงต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วลี่จูในเมื่อเจ้าจะต้องเป็นผู้พาข้าออกจากป่านี้ข้าก็ถือว่าเจ้าคือผู้มีบุญคุณต่อข้าและข้าเองก็จะต้องตอบแทนต่อเจ้าเพียงแต่ว่า...”“เพียงแต่ว่าอะไรหรือ...ดูหน้าตาของเจ้าก็ยังไม่ค่อยสบายใจอยู่อย่างนั้น”“มันอาจจะเป็นเรื่องแปลกประหลาดสักหน่อยที่ข้าหายเข้ามาในป่าแล้วจู่ ๆ ข้ากลับออกไปก็มีเจ้าตามติดไปด้วย ว่าแต่นี่ข้าเพิ่งจะเข้ามาอยู่ที่นี่เพียงแค่ราตรีเดียวใช่หรือไม่”“หนึ่งราตรีของป่าไผ่พันปีเท่ากับเวลา 1 เดือนของโลกภายนอก”“ว่ายังไงนะ!” ห้าวเฉินมีสีหน้าตื่นตระหนกเมื่อได้ยินเช่นนั้น“อะไรกันนี่...นี่แสดงว่าข้าหายออกมาจากบ้านนานนับเดือนแล้วฉันนั้นรึ”“ใช่...ถ้าหากว่าท่านยังอยู่ที่นี่ต่อไปเวลาก็จะยาวนานมากขึ้นและหากเป็นมนุษย์ผู้ซึ่งมิได้บำเพ็ญญาณท่านก็จะต้องแก่ลงภายในเวลาอันรวดเร็วเพราะ 1 ราตรีของที่นี่เท่ากับ 1 เดือนของโลกภายนอกท่านคิดดูเอาเองแล้วกันว่าถ้าหากว่าท่านอยู่ที่นี่สัก 1 ปีแล้วอายุของท่านจะเป็นเช่นไร”“โอ๊ย...ป่านนี้ท่านพ่อกับท่านแม่คงจะต้องร่ำไห้พวกเขาคงจะคิดว่าค่าได้ตายไปเสียแล้วเป็นแน่”“เช่นนั้นจะรออะไรอยู่เล่า อย่าให้พวกเขาต้องเป็นห่วงและกังวล”
คำตอบของพี่จูทำให้ห้าวเฉินถึงกับตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ“ว่าเช่นไรนะ หากเจ้าไม่ไปกับข้า ข้าก็จะไม่สามารถออกไปจากป่านี้ได้เช่นนั้นน่ะหรือ”“ท่านจำได้หรือไม่ว่าตอนที่ท่านเข้ามาน่ะท่านน่ะสามารถที่จะกลับไปเองได้หรือไม่เช่นไร”“ตอนที่ข้าเข้ามาตามทางเดินทอดตัวเข้าสู่อุโมงค์ป่าไผ่ เมื่อข้าหันกลับไปมองอีกครั้งก็ไม่เห็นทางออกเสียแล้ว”“นี่แหละคือป่าไผ่พันปี มันเป็นอาณาเขตหวงห้ามสำหรับมนุษย์ธรรมดา หากว่าเจ้ามิได้มีพลังในการบำเพ็ญเพียรหรือฝึกญาณในตัวของเจ้านานมากพอเจ้าก็จะเป็นแค่เพียงสิ่งมีชีวิตที่ถูกกลืนหายเข้ามาอยู่ในป่าแห่งนี้และจะไม่สามารถหาทางกลับออกไปได้อีกมีทางเดียวเท่านั้นก็คือข้าจะต้องจับมือท่านออกไปและนี่เช่นไรคือเหตุผลที่ว่าทั้งข้าและท่านเราจะต้องพึ่งพากันและกัน ที่ข้าบอกท่านมันไม่ใช่เป็นความประสงค์ที่ข้าต้องการจะแลกเปลี่ยนกับการได้ออกไปจากป่าแห่งนี้หรอกนะแต่ถ้าหากว่าข้าไม่ช่วยท่าน ท่านจะไม่ได้ออกไปจากที่นี่เลยตลอดชีวิต”“โธ่เอ๊ย!...ชีวิตของข้า ใยถึงต้องเป็นเช่นนี้เล่า”เขาถึงถึงกับทรุดลงและนั่งที่ริมลำธารในเวลานั้นลี่จู่มองเขาด้วยจิตที่นึกสงสาร นางนั่งลงข้าง ๆ ห้าวเฉินและจับมือของคุณ
“ท่านไม่ต้องขอบใจข้าหรอก การที่ข้าช่วยเหลือท่านเพราะเห็นว่าท่านน่ะไม่ได้นำภยันตรายใด ๆ มาสู่ป่าแห่งนี้ ข้าเองในฐานะของผู้ปกปักและดูแลป่าไผ่พันปีจึงรู้สึกว่าท่านคงจะเป็นคนดี และการที่ช่วยเหลือท่านไว้ก็เพราะว่าข้ามีข้อแลกเปลี่ยนที่จะเสนอต่อท่าน หากว่าท่านต้องการออกจากป่านี้ไป”“เจ้าต้องการอะไร หรือเจ้าต้องการชีวิตของข้า ในท้ายที่สุดมันเป็นอย่างนั้นใช่หรือไม่”“บอกแล้วอย่างไรว่าข้าจะไม่ทำร้ายท่านและถึงที่สุดแล้วข้าก็ถือศีลปฏิบัติตนตั้งปณิธานไว้แน่วแน่นับตั้งแต่บำเพ็ญเพียรจนข้ามีชีวิตยืนยาวมาจนถึงทุกวันนี้ ข้าไม่ต้องการที่จะได้มนุษย์มาเป็นอาหารหรือเป็นสิ่งที่จะทำให้ข้าได้พบกับความโอชะและรื่นรมย์ แต่สิ่งที่ข้าต้องการก็คือการได้กลับไปเรียนรู้การใช้ชีวิตเช่นมนุษย์ปุถุชนทั่วไป”“ใช้ชีวิตเช่นมนุษย์เช่นนั้นรึ ในเมื่อเจ้าบำเพ็ญเพียรและถือศีลชนมีอายุยืนยาวถึง 3000 ปีเช่นนี้แล้วจะกลับไปเป็นมนุษย์ที่อายุนั้นสั้นนักด้วยเหตุผลอันใด”ลี่จูหันกลับมานางจ้องหน้าเขา ประกายตาของนางไม่ได้มีความซุกซนขี้เล่นดังเมื่อครู่ มันหม่นแสงลงและน้ำเสียงของนางก็จริงจังมากขึ้น“ห้าวเฉิน ถึงแม้ว่าข้าจะมีอายุยืนยาวมากกว่าส
ที่รีบบอกว่านางไม่กินเนื้อมนุษย์นั้นจะเชื่อถือได้หรือไม่ สักครู่เขาก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง ห้าวเฉินเงี่ยหูฟังและเดินไปตามเสียงนั้นซึ่งภายในถ้ำเขาก็มองเห็นทางเดินเล็ก ๆ กระทั่งเขาเดินลึกเข้าไปและพบว่าภายในถ้ำขนาดใหญ่มีลำธารไหลผ่านจน เขาก้าวไปอยู่ที่ริมลำธารและก็พบภาพของหญิงสาวเรือนร่างงดงามนางไม่สวมใส่เสื้อผ้าแม้ซักชิ้นกำลังลงเล่นน้ำอยู่ในลำธารที่ไหลเอื่อย มันเป็นสายน้ำเล็ก ๆ ที่ไม่มีความลึกและไม่น่าเชื่อเลยว่าภาพนั้นจะงดงามยิ่งนักเพราะสายน้ำในลำธารนั้นเป็นสีเขียวมรกตแต่แล้วหญิงสาวเจ้าของเรือนร่างงดงามที่อาบด้วยแสงจากคบเพลิงภายในถ้ำค่อย ๆ หันกลับมามอง ห้าวเฉินตกใจ เขารีบหลบเข้าไปอยู่หลังโขดหินหากก็ได้ยินเสียงดังสะท้อนออกมาว่า“ห้าวเฉิน...นั่นท่านใช่ไหม ข้ารู้นะว่าเป็นท่าน ตื่นนานแล้วหรือ”“ข้าเพิ่งตื่น”ห้าวเฉินตอบด้วยน้ำเสียงกุกกัก เขาแทบไม่กล้าเยี่ยมหน้าออกไปยังคงยืนเอาหลังแนบแผ่นหินด้วยความรู้สึกกระดากและละอายแก่ใจ ไม่เคยเห็นภาพของผู้หญิงที่อาบน้ำโดยไม่สวมเสื้อผ้าตั้งแต่เล็กจนโตเป็นหนุ่มก็ยังไม่เคยเลยสักครั้ง“ห้าวเฉิน...ท่านมาแอบอยู่ตรงนี้ทำไมกัน”เสียงที่ดังอยู่ใกล้ ๆ ทำให้คุณชา







