Share

คืนนั้นที่คอกม้า

last update Terakhir Diperbarui: 2025-09-25 12:17:24

(1 เดือนผ่านไป)

ภายในห้องเรียนกว้างขวางของสำนัก เสียงอาจารย์ผู้เฒ่าดังขึ้นอย่างราบเรียบ

“ผู้ใดตอบได้… หากผู้ฝึกปราณถึงขั้นกลางของปราณหมื่นสายนทีแล้ว แต่กลับไม่อาจฝึกต่อได้อีก จะต้องแก้ไขเช่นไร?”

ศิษย์ทั้งหลายต่างเงียบกริบ บ้างทำหน้างุนงง บ้างก็ขมวดคิ้วไม่รู้จะตอบอย่างไร เสียงกระซิบกระซาบดังเบาๆ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยคำตอบออกมา

ขณะนั้น หลินเซียนที่นั่งอยู่ด้านหน้ากลับค่อยๆ ยกมือลุกขึ้น สีหน้ามั่นใจ

“ศิษย์ขอตอบขอรับ หากติดขัดอยู่ที่ขั้นกลาง มิใช่ว่าพลังปราณไม่พอ แต่เป็นเพราะจิตใจยังมิได้หลอมรวมกับสายน้ำ จึงเกิดการต้านทานในร่างกาย"

"วิธีแก้คือต้องผสานใจให้สงบนิ่ง… มองสายน้ำไม่ใช่เป็นศัตรู แต่เป็นส่วนหนึ่งของลมหายใจตนเอง เมื่อใจรวมเป็นหนึ่งกับธาตุน้ำ พลังจะไหลเวียนต่อไปได้เอง”

ห้องเรียนเงียบลงในทันที ดวงตาอาจารย์ส่องประกายชื่นชม

“ดี! หลินเซียน เจ้าตอบได้ถูกต้องและลึกซึ้งยิ่งกว่าที่อาจารย์คาดไว้เสียอีก ยอดเยี่ยม!”

อาจารย์ผู้เฒ่าลูบเคราอย่างพอใจ

“มิใช่เพียงจดจำตำรา แต่พวกเจ้าต้องทำแบบหลินเซียน คือมองให้ถึงแก่นแท้ของการหลอมจิต นับว่าเป็นผู้มีสติปัญญาเฉียบคมยิ่ง”

เสียงซุบซิบดังขึ้นทั่วห้อง ศิษย์คนอื่นหันมามองหลินเซียนด้วยความแปลกใจ บ้างก็อิจฉา บ้างก็ยกย่องในใจ

หลินเซียนเพียงก้มศีรษะเล็กน้อย ไม่ได้แสดงความโอ้อวด สีหน้าสงบเยือกเย็น 

เสียงระฆังของสำนักดังขึ้นบ่งบอกว่าวันนี้การเรียนสิ้นสุดแล้ว 

หลังจากท่านอาจารย์ผู้เฒ่าเดินออกจากห้องไป บรรดาศิษย์หญิงหลายคนลุกขึ้นตรงมารุมล้อมหลินเซียน ด้วยรอยยิ้มเขินอายและสายตาเป็นประกาย

“หลินเซียน…ครั้งที่แล้วเจ้าสอบได้คะแนนดีที่สุดในห้องใช่หรือไม่?”

“ใช่ ๆ ข้าเห็นเจ้าตอบทุกคำถามเฉียบคมมาก ๆ เลย”

“หลินเซียน…วันนี้ข้าเห็นเจ้าเฉียบคมเหลือเกินนะ ช่วยสอนข้าหน่อยได้ไหม ข้าอยากเรียนรู้จากเจ้าให้ได้ทุกวันเลย…”

อีกคนกระซิบใกล้ ๆ “ใบหน้าของเจ้า…ทำให้ข้ารู้สึกใจเต้นแรงทุกครั้งที่มองเลยนะ เย็นนี้ไปอ่านหนังสือห้องข้าไหม”

บางคนยื่นมือแตะเบา ๆ ที่แขนเขา บ้างเอียงหน้ามองราวกับอยากได้คำชม

“ข้าอยากอยู่ใกล้เจ้ามาก ๆ เลย…วันนี้ช่วยสอนข้าอีกหน่อยได้ไหม?”

เสียงหัวเราะคิกคักและคำพูดหวาน ๆ ล้อมรอบร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อหวานราวเทพเซียนยิ่งดูโดดเด่น

เสียงหัวเราะคิกคักดังล้อมรอบร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหวานราวกับเทพเซียนยิ่งทำให้หัวใจของหลายคนเต้นแรง

บางคนยื่นมือมาสัมผัสเบาๆ เพื่อทักทาย บางคนกระซิบกระซาบว่าอยากฝึกวิชากับเขาใกล้ ๆ

หลินเซียนเพียงยิ้มอ่อนโยน ก้มศีรษะตอบกลับทุกคนด้วยถ้อยคำสุภาพ

ทว่าสายตาของหลิวเซี่ยงกลับสั่นสะท้านด้วยโทสะ

ใบหน้าอ้วนเตี้ยของเขาแดงฉาน ตาโบนเบิกกว้างด้วยความอิจฉาริษยา

“หึ…ชั่นต่ำพวกนี้เห็นข้าเป็นใครกัน?…ทำไมเจ้าขยะบ้านนอกนี่ถึงได้รับความสนใจไปหมด!”

มือของหลิวเซียงกำแน่น เสียงกรอดดังในคอ ราวกับอยากกระชากหลินเซียนออกไปจากตรงนั้น

ความอิจฉาและความหมั่นไส้ของหลิวเซี่ยงชัดเจนเกินกว่าจะปิดบัง

ในขณะที่หลินเซียนยังคงยืนสงบ รับรอยยิ้มและคำทักทายของเพื่อนศิษย์หญิงด้วยความสุภาพ

....กลางคืนของสำนักเซียนเงียบสงัด แสงจันทร์สาดส่องผ่านไม้คานและเชือกในคอกม้า

ร่างสูงโปร่งของหลินเซียนนั่งอยู่ข้างกองสัมภาระ มีป้ายวิญญาณพ่อตั้งอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงลมหายใจของม้าเป็นจังหวะเดียวกับหัวใจเขา

จู่ๆ ประตูก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เสียงดังสนั่นทำให้ม้าตื่นกระโจนถอย

“หึ…เจ้าขยะ!” เสียงหลิวเซี่ยงก้องขึ้น ร่างอ้วนเตี้ยพร้อมชายร่างกำยำสองคนถือดาบเดินเข้ามา

“คิดว่ามาอยู่สำนักแล้วเจ้าจะเทียบเท่าข้าได้งั้นรึ?” 

"จัดการมัน!" หลิวเซี่ยงสั่ง

แล้วชายร่างกำยำทั้ง 2 คนก็เข้ามาล็อคแขนหลินเซียนไว้และเตะที่ขาบังคับให้คุกเข่า

หลิวเซี่ยงกวาดตามองป้ายวิญญาณพ่อหลินเซียนด้วยสายตาเย็นชา

“นี่ของเจ้า…ใช่รึ? ฮ่าๆ ช่างไร้ค่าเหลือเกิน!”

“อย่า! ขอแค่สิ่งนั้น ได้โปรด!!” หลินเซียนเงยหน้าตะโกนด้วยความตกใจ

หลิวเซี่ยงหัวเราะสะใจ เขายกป้ายวิญญาณขึ้น ปาป้ายลงพื้นอย่างแรง เสียงกระแทกดังก้องทั่วคอกม้า

ไอ้อ้วนกระทืบป้ายวิญญาณซ้ำๆ จนป้ายวิญญาณแตกครึ่ง เศษไม้เล็กๆบางส่วนกระเด็นทั่วพื้น 

"ไม่!"

หลินเซียนตะโกนสุดเสียง เขาพยายามกระชากมือชายร่างกำยำออก แต่ก็สู้แรงไม่ได้ยังถูกผลักจนล้มลง

“เจ้า…คิดว่าตัวเองเป็นใครถึงกล้ามาห้ามข้า!” หลิวเซี่ยงตะคอก มืออ้วนเขย่าอกหลินเซียนแรง ๆ

“เจ้าขยะบ้านนอกโง่เง่า! แค่หน้าตาสวยๆ คิดว่าพวกผู้หญิงจะสนใจเจ้าได้หรือไง!?”

หลินเซียนกัดฟันแน่น ดวงตาเปล่งประกายด้วยความโกรธ เขามีน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

หลิวเซี่ยงย่ำเท้าลงกับพื้น เสียงกรอดดังตามแรงอารมณ์

“ข้าจะสอนให้เจ้ารู้…ว่าอะไรฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ! สวะอย่างเจ้ามันต้องโดนอย่างนี้!”

เขาใช้เท้าเตะหลินเซียนจนล้มคว่ำ แล้วกระทืบซ้ำๆอย่างไม่ปราณี

หลินเซียนพยายามลุกขึ้น แต่ชายร่างกำยำก็ดันเขาให้ล้มซ้ำ

“เจ้าขี้ม้าสกปรก! นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องโดน!”

หลิวเซี่ยงตวาดพร้อมกระทืบหลินเซียนอีกหลายครั้ง แรงกระแทกทำให้ร่างเขาสั่นจนเกือบหงายหลัง

เขาหยิบไม้คานในคอกม้าขึ้นฟาดที่ขาและแขนหลินเซียน

"อ๊าก!" หลินเซียนร้องอย่างเจ็บปวด

“จำไว้! อย่าบังอาจมาเทียบชั้นกับข้า!”

ทุกคำพูดของหลิวเซี่ยงเต็มไปด้วยความริษยาและความอิจฉา 

กระทืบพร้อมสถบคำหยาบคายนานถึง 1 เค่อ(15 นาที) จนหลิวเซียงเหนื่อยหอบไม่มีแรงแล้วจึงหยุด

หลิวเซี่ยงจึงถุยน้ำลายใส่ศรีษะหลินเซียน

“เจ้า!…ไม่มีค่าพอที่จะยืนอยู่ในสำนักนี้!”

แล้วหลิวเซี่ยงและชายกำยำเหล่านั้นก็เดินจากไป

หลินเซียนค่อยๆลุกขึ้นมาเก็บเศษไม้ป้ายวิญญาณพ่อของเขา มือของเขาสั่นด้วยแรงโกรธและเสียใจมาก

ดวงตาเยือกเย็นเหมือนน้ำแข็ง แต่ในใจเต็มไปด้วยพลังแค้นที่สะสม 

“้ข้า!…จะให้เจ้าชดใช้ด้วยความเจ็บปวด…!”

ความมืดของคืนและแสงจันทร์สะท้อนบนใบหน้าหลินเซียนที่แดงฉาน....

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   รอบชิง

    ก๊อกๆ"ศิษย์พี่ ข้าเอง หลินเซียน ข้าเข้าไปได้ไหม?"ไม่มีเสียงตอบ หลินเซียนเลยเปิดเข้าไป เขาเห็นซีหมิงนั่งชันเขาขดตัวอยู่มุมห้อง มีแค่ตะเกียงไฟสลัวๆดวงเดียวพอให้เห็นหน้า เปลวไฟในตะเกียงแกว่งไปมาอย่างน่าประหลาดทั้งๆที่ไม่มีลมในห้องนี้"ท่านเป็นอะไรมากไหม? อย่าทำแบบนี้สิ ข้าเป็นห่วง""หลินเซียน....ข้า.....ข้า...."หลินเซียนเข้าไปใกล้ๆ "แบร่!"ซีหมิงหันหน้ามีแล่บลิ้นให้ตุ๊งแช่ หลินเซียนตกใจจนผงะ"ฮ่าๆ สำเร็จๆ ไอ้หล่อกลัวแล้วๆ""เล่นบ้าอะไรเนี่ยศิษย์พี่! ข้าหลงเป็นห่วงอุตส่าห์รีบมาดู"โทษที ข้าแค่ปวดหัวนิดหน่อยเลยกลับมาก่อนน่ะ ว่าแต่....ผลการแข่งขันเป็นยังไงบ้าง?"หลินเซียนยกแขนชูกล้ามเล็กๆ "ชนะสิ ไม่ขายหน้าท่านอยู่แล้ว"ซีหมิงยิ้มดีใจ "ว้าว! เจ้าเข้า 10 อันดับแรกจนได้ เก่งโคตรๆ ใครจะไปคิดว่าแค่ระดับพื้นฐานปราณขั้นต้นจะมาได้ไกลขนาดนี้""ใช่! เหลืออีกแค่รอบเดียวข้าก็จะติด 1 ใน 5 ได้พบบรรพาจารย์จื่ออิงได้แล้ว!""สู้ๆนะ ขอให้เจ้าสมหวัง""แต่...ถ้าชนะอีกรอบได้แล้ว รอบหลังจากนั้นเจ้ายอมแพ้เถอะนะ สู้ไม่ไหวหรอก 5 คนที่เหลือนั่นปราณไฟโหดๆทั้งนั้น เกราะข้าป้องกันไม่ได้แล้ว""ข้าก็คิดเหมือนท่านศิษย

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   งานประลอง

    ....คืนนี้ศิษย์พี่ซีหมิงมาหาหลินเซียนเพื่อช่วยวางแผนสำหรับการต่อสู้รอบที่ 2"พรุ่งนี้เจ้าต้องสู้กับไอ้อ้วนซือหม่า พุงใหญ่ๆนั่นทำให้มันขี้เกียจเคลื่อนไหว""แต่มันสามารถสร้างลูกไฟลอยบนฟ้าพุ่งใส่เข้าได้หลายสิบลูกจากทุกมุม ในขณะที่มันนั่งแคะขี้มูกอยู่""ประมาทไม่ได้" ซีหมิงสอนหลินเซียน"งั้นใช้โล่ท่านบังไหวไหมล่ะ?""นั่นแหละๆ ข้ากำลังจะบอกเจ้าว่าให้ใช้โล่ป้องกันไฟ ตีฝ่าเข้าไปประชิดตัวมัน ทีนี้ก็เผด็จศึกได้ง่ายๆเลย""นี่ศิษย์พี่...""หือ? มีอะไร?""คือ....ข้าสงสัย ที่นี่เป็นนครไร้แสงอาทิตย์ ทำไมสำนักนี้....ไม่สิ! ทั้งเมืองนี้ถึงไม่บูชาราตรีนิรันดร์(จอมมารมู่เยี่ย)?"ซีหมิงทำหน้าครุ่นคิด แล้วจึงตอบ"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ที่นี่มีพวกมาร ลูกครึ่งมาร อยู่ร่วมกับมนุษย์ก็จริง แต่ไม่เห็นจะมีใครบูชาจอมมารมู่เยี่ยนั่นเลยนะ"หลินเซียนทำหน้าครุ่นคิดบ้าง เพราะตอนแรกเขาคิดว่านครไร้แสงนี้จะคล้ายๆเมืองมารใต้ดินที่เขาเคยไปซะอีก แต่ที่ไหนได้เป็นแคว้นธรรมดาๆที่แค่ไม่มีแสงอาทิตย์ก็เท่านั้นเองซีหมิงเห็นหลินเซียนทำหน้าเครียดเขาเลยเข้ามาตบไหล่หลินเซียนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม"ฮ่าๆ คิดมากเดี๋ยวหน้าหล่อๆจะมีตีนกานะ

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   ระดับของปราณไฟเผ่ามนุษย์

    ....หายไป 3 วันแล้วรุ่นพี่ซีหมิงก็มาหาหลินเซียนตั้งแต่ไก่โห่"ตื่นเร็วๆไอ้หน้าหล่อ จะนอนขี้เกียจไปอีกนานแค่ไหนกัน!""ศิษย์พี่.....โห.....นี่มันเช้ามากเลยนะ! ข้าไม่ได้ขี้เกียจสักหน่อย" หลินเซียนตอบแบบงัวเงียแล้วศิษย์พี่ซีหมิงก็โชวอาวุธเซียน"เอ้านี้! โล่กันไฟ!"หลินเซียนมองที่โล่เก่าๆอันนั้น มันทำมาจากไม้บางๆผุๆ ซึ่งซีหมิงเห็นหลินเซียนมองแบบดูแคลน เขาก็ฉุนแล้วพูดว่า"เห้ยๆ อย่าดูถูกโล่นี้เชียวนะ เนี่ยอ่ะ! สมบัติสุดหวงของข้าเลย เห็นแบบนี้มันป้องกันได้ถึงไฟระดับ 57 เลยนะเว้ย""ระดับ 57?" หลินเซียนทำหน้างง"อ้อๆ ข้าลืมไปว่าเจ้าเป็นปราณธาตุน้ำ" แล้วซีหมิงก็อธิบายให้ฟัง สรุปได้ว่า "ไฟ" เผ่ามนุษย์นั้นมีการกำหนดระดับความร้อนและความรุนแรงไว้ระดับ 1 - 100 โดยปกติแล้วเซียนระดับ 1 รวมปราณจะได้ไฟระดับ 1 - 6 ได้ส่วนระดับ 2 พื้นฐานปราณจะใช้ไฟระดับ 7 - 33 ได้ระดับ 3 แกนปราณจะใช้ไฟระดับ 34 - 60 ระดับ 4 หยวนอิง(วิญญาณแรกกำเนิด)จะใช้ไฟระดับ 61 - 87 ได้ระดับ 5 หลิงเฉิง(วิญญาณสมบูรณ์) จะใช้ไฟระดับ 88 - 96 ได้ระดับ 6 เสินหุ่น(วิญญาณเทวะ)จะใช้ไฟระดับ 97 - 99 ได้ระดับ 7 เจินเสิน(เทวะแท้จริง) ที่ไม่ม

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   นินทา

    ....วันนี้เป็นเวรของหลินเซียนไปจุดปราณไฟให้ห้องอาบน้ำสาธารณะในเมือง ศิษย์พี่ซีหมิงก็ตามมาด้วย ด้านในอาคารบ่อน้ำร้อนสาธารณะนี้ดูเก่าแก่และมีหิมะเกาะเต็มผนังและพื้นห้อง ตรงกลางห้องเป็นบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ขอบบ่อสร้างจากหินแข็ง น้ำในบ่อกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดหลินเซียนนั่งสมาธิข้างบ่อ เขารวบรวมสมาธิเรียกปราณไฟออกมา แต่ก็เป็นได้เพียงไฟลูกเล็กๆ หลินเซียนมีใบหน้าเคร่งเครียดทั้งๆที่หลับตาอยู่ซีหมิงเลยเข้าไปด้านหลังใช้ฝ่ามือดันหลังหลินเซียนส่งพลังปราณไฟบางส่วนของเขาไปช่วยหลินเซียน นั่นจึงทำให้ลูกบอลไฟใหญ่และสว่างขึ้นได้ แต่มันก็ยังคงไม่เสถียร มีบางช่วงก็ไฟอ่อนลงบ้าง ติดๆดับๆ"ใจเย็นๆ ค่อยๆ ช้าๆ" ซีหมิงสอนหลินเซียนลูกบอลไฟค่อยๆลอยขึ้นไปเหนือบ่อน้ำ สูงขึ้นเกือบติดเพดาน น้ำแข็งผิวน้ำมีละลายลงเล็กน้อยซีหมิงเดินวนรอบบ่อ เขาขีดวาดวงค่ายกลบางอย่างจนครบรอบบ่อ"เอาล่ะ! ค่อยๆส่งพลังธาตุไฟจากลูกไฟลงค่ายกล"หลินเซียนลืมตา เขาใช้นิ้วชี้ไปที่ลูกบอลไฟที่เขาสร้าง หลินเซียนใช้ความพยายามมากจนเหงื่อแตก ส่วนซีหมิงยืนให้กำลังใจข้างๆผ่านไป 1 ชั่วยามก็ค่อยๆมีเปลวไฟเป็นเส้นไหลลงมาตามจุดต่างๆของอักขระค่ายกล แ

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   นครไร้แสง

    .....แผ่นดิน ณ ขั้วโลก สถานที่ๆไม่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต มีแคว้นอันฮั่นโจว(มืดและหนาว)อยู่อย่างโดดเดี่ยว ถึงจะเรียกว่าแคว้น แต่จริงๆมีประชากรอาศัยอยู่แค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น ไม่ต่างจากเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง อาหารส่วนมากก็จะเป็นปลาที่พอมีอยู่บ้างใต้ทะเลสาปน้ำแข็ง และสัตว์ทนหนาวได้ไม่กี่ชนิด บ้านเรือนก็สร้างจากต้นไม้ที่ทนหนาวได้เช่นกัน พระราชวังที่นี่จึงสร้างจากหินและไม้ ไม่สวยงามมากนักเหมือนวังแคว้นอื่นๆ กลางเมืองมีหลุมหินละลายหลุมใหญ่มากหลุมหนึ่ง แม้ไม่ลึกมากนัก แต่หินและแร่รอบๆขอบบหลุมนั้นบ่งว่าโดนไฟที่ร้อนมากๆละลายมัน ซึ่งมีน้ำแข็งอยู่ด้านล่างจนกลางเป็นลานน้ำแข็งเล้กๆให้เด็กๆในเมืองเล่นสกีน้ำแข็งกันจริงๆแล้วนครที่ฟ้าไม่ยอมส่องแสงนี้ก็ไม่แย่เสียทีเดียวในทุกๆ 1 ปีจะมีอยู่ราวๆ 14 - 16 วันเท่านั้นที่แสงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้า ช่วงนี้ของทุกๆปีชาวเมืองก็จะออกมาจัดงานรื่นเริง สำนักเซียนมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือสำนักฮั่วน่วน(ไฟที่อบอุ่น) แต่บรรพจารย์สำนักนี้ไม่ธรรมดาเป็นถึงระดับ 5 หลิงเฉิงขั้นต้น เขามีอายุมาเกินหมื่นปี เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองและเซียนทุกคนในเมืองอย่างมาก บ้างเล่ากัน

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   สวรรค์ชั้นที่ 9

    .....รุ่งเช้าอีกวันหลินเซียนเห็นชายถือตำรากำลังปลูกผักอยู่ จึงเข้าไปช่วย"เมื่อวานขอบคุณท่านมากเลยนะขอรับ""ฮ่าๆ ไม่เป็นไรๆ เรื่องเล็กน้อย""อีกอย่าง .....เพราะเจ้าเหมือนพี่ของข้ามาก""พี่? ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้วขอรับ"ชายถือตำราหยุดนิ่งสักครู่ก่อนที่จะกลับมายิ้มอีกครั้ง"มีเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว""ข้าเสียใจด้วยนะขอรับ""ฮ่าๆ เขาไม่ได้ตาย" ชายถือตำรามองมาที่หลินเซียนแล้วยิ้มบางๆ ด้วยแววตาที่เหมือนรำลึกถึงอดีตบางอย่าง"แล้ว....เอ่อ....ท่านไปรู้จักกับมหาราชาปีศาจมังกรดำได้ยังไงขอรับ""ฮ่าๆ ไม่ต้องเรียกเต็มยศขนาดนั้นหรอก ตาลุงนี่เขาไม่มีอะไรหรอก เขาก็แค่เคยมานั่งเรียนกับข้าเหมือนเจ้านี่ไง ฮ่าๆ""เขามาเรียนอะไร?"แล้วลุงมังกรดำก็เข้ามาตอนไหนไม่รู้ เอาน้ำราดผักที่เพิ่งปลูกให้"เพราะข้าบรรลุระดับ 16 ไม่ได้ไงล่ะ เจ้านี่มันบอกว่าเป็นเพราะใจข้าไม่สงบ เลยให้ข้าเรียนเต๋ากับมัน"หลินเซียนกลืนน้ำลายดังอึ่ก สมกับเป็นปีศาจระดับ 15 ประชิดตัวข้าได้โดยที่ข้าสัมผัสไม่ได้เลย"ข้าอยู่ที่นี่มา 1,600ปี แล้ว พอใจว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เลยเอาวิชากระบี่ที่เคยเจอตามที่ต่างๆมาฝึกฝนไปเรื่อยๆแก้เบ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status