بيت / แฟนตาซี / เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path) / ก้าวแรกสู่สำนักเซียน

مشاركة

ก้าวแรกสู่สำนักเซียน

last update آخر تحديث: 2025-09-25 12:15:30

....รุ่งอรุณแรกของการเข้าสำนักอวิ๋นเจิ้ง แสงอรุณสาดทาบยอดเขา เมฆหมอกล้อมรอบราวแดนสวรรค์

เหล่าศิษย์ใหม่เบียดเสียดกันขึ้นบันไดศิลา เสียงกลองพิธีดังก้องกลางลานกว้าง 

สายตาศิษย์ผู้มีตระกูลเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง ต่างชี้ชวนกันเลือกเรือนพักหรู

ท่ามกลางความเสียงพูดคุยเหล่านั้น หลินเซียนกลับยืนนิ่งเฉย 

ทันทีที่เจ้าหน้าที่สำนักประกาศแบ่งห้องพักให้ศิษย์ใหม่ เสียงโห่ร้องยินดีดังขึ้นทั่วลาน

“ห้องนี้มีเตียงไม้หอมจากแดนใต้!”

“เรือนนี้หันออกไปเห็นทะเลเมฆโดยตรง!”

และผู้ที่เสียงดังที่สุดก็คือ หลิวเซี่ยง

ร่างอ้วนเตี้ย ตาโบนเล็กๆ แทรกตัวขึ้นหน้า เบียดไหล่คนอื่นอย่างไม่เกรงใจ

“ฮึ! ข้าคือลูกเสนาบดีตระกูลหลิว ห้องนี้ ข้าเอา!”

มันหันกลับมาแสยะยิ้มใส่หลินเซียน ร่างสูงสง่าในชุดผ้าป่านเก่าๆสีจืดที่ยืนเงียบอยู่ข้างหลัง

“อ้าวๆ นี่หลินเซียน หรือว่าควรเรียกว่าหลิวเซี่ยงตัวปลอมดีล่ะ?”

เสียงหัวเราะเยาะของมันทำให้ศิษย์ใหม่รอบข้างหัวเราะตาม

ยิ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตะโกนประกาศว่า

“หลินเซียน! ที่พักของเจ้าคือห้องเก็บของข้างคอกม้า!”

เสียงหัวเราะดังก้องสะท้อนทั่วลาน เหมือนคำพิพากษาแห่งความอัปยศ

หลิวเซี่ยงหัวเราะลั่น ตาพราวด้วยความสะใจ

“ได้กลิ่นขี้ม้า คงหรูหราเหมาะกับชั้นต่ำอย่างเจ้า ขอให้หลับฝันดีทุกคืนนะ ฮ่าๆๆ!”

หลินเซียนกำหมัดแน่น… แต่เขาไม่ได้ตอบโต้อะไร เพียงยืนนิ่ง

....ณ ห้องเก็บของข้างคอกม้าชำรุดทรุดโทรม ประตูไม้บิดเบี้ยว เหล็กก็ขึ้นสนิม เมื่อผลักเข้าไป กลิ่นเหม็นอับและกลิ่นขี้ม้าคละคลุ้งตีจมูกทันที พื้นกระดานเต็มไปด้วยฝุ่นหยากไย่ มุมหนึ่งกองฟางเปียกชื้นกองพะเนิน เสียงม้าสะบัดหายใจฟืดฟาดลอดผนังแผ่วเบา ราวกับกำลังหัวเราะเยาะเขา

หลินเซียนวางสัมภาระลงอย่างระมัดระวัง ก่อนหยิบป้ายวิญญาณบิดา ที่ห่อด้วยผ้าเก่าขึ้นมา วางบนหีบไม้เก่าแทนโต๊ะบูชา เสร็จแล้วเขาคุกเข่าลง จุดธูปเล็กๆที่พกติดตัว ก้มศีรษะคำนับ 3ครั้ง น้ำเสียงเคร่งขรึมเอื้อนเอ่ยเบาๆ

“ท่านพ่อ… ลูกจะอดทนต่อคำดูถูกเหยียดหยามทุกสิ่ง เพื่อให้ท่านแม่และท่านย่าสุขสบาย… ท่านไม่ต้องกังวล”

แสงเปลวเล็กๆจากธูปลุกไอฝุ่นให้เต้นระริกในความมืด กลายเป็นแสงสลัวที่อบอุ่นราวคำปลอบโยน หลินเซียนยกมือลูบป้ายวิญญาณเบาๆ ราวกับได้สัมผัสบิดาผู้จากไป เขากำหมัดแน่น… กตัญญูคือแรงผลักดันเดียวที่จะพาเขาฝ่าฟันโลกที่เลวร้ายในสำนักเซียนนี้... 

....พอสายๆ ศิษย์ใหม่ทุกคนก็เริ่มทยอยมาในห้องเรียน ซึ่งห้องเรียนนี้กว้างขวางโอ่อ่า

ประดับด้วยผ้าแพรและโคมไฟหยก บ้างมีหยกหินเซียนโบราณประดับข้างผนังดูล้ำค่า

บรรดาศิษย์ใหม่ทั้งชายหญิงนั่งเรียงรายส่งเสียงหัวเราะคิกคักดังไม่ขาดปาก

แต่ละคนโอ้อวดสร้อยหยก หยกพกดาบสลักลายทอง ฯลฯ

“นี่คือของขวัญจากบิดา ข้าสั่งทำจากเมืองหลวงโดยเฉพาะ!”

“หึ ของเจ้าน่ะสู้ตระกูลข้าไม่ได้หรอก!”

...ท่ามกลางบรรยากาศโอ้อวดวุ่นวาย ประตูห้องเรียนถูกผลักออกเบาๆ

หลินเซียน เดินเข้ามาในชุดผ้าธรรมดา เก่าแต่สะอาดเรียบร้อย

ร่างสูงโปร่ง สง่าดุจดาบในฝัก ใบหน้าหวานละมุนราวเทพเซียนจุติ

ผิวขาวเนียนดังปุยฝ้ายสะท้อนกับแสง ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบกริบ

ศิษย์หญิงนับสิบหันขวับมองพร้อมกัน ดวงตาเบิกกว้าง

ใบหน้าแดงระเรื่อ ริมฝีปากเม้มแน่นราวกับจะกรีดร้องแต่ไม่กล้า

เสียงซุบซิบดังขึ้นอย่างตื่นเต้น  “เขา… เขาช่างหล่อละมุนราวเทพเซียนจริงๆ”

...ทันใดนั้น หลิวเซี่ยง เดินสะบัดตัวเข้าห้อง ตาโบนเล็กพราวด้วยความสะใจ

“ฮ่าๆ พวกเจ้าโอ้อวดความรวยกันอยู่รึ? ของพวกเจ้าดูดีแค่ในสายตาพวกเจ้าเท่านั้น แต่ก็สู้ของข้า หลิวเซี่ยง ผู้นี้ไม่ได้!”

มันชี้ไปยังสร้อยทอง ดาบแกะสลักและกระเป๋าหรูของเพื่อนศิษย์ พร้อมยักไหล่ยียวน

“บ้านข้ารวยที่สุดในสำนัก ไหนใครกล้าแข่งกับข้า!?”

ทุกสายตาในห้องหันไปมองไอ้อ้วนหลิวเซี่ยงด้วยความอึ้งปนหมั่นไส้

เสียงซุบซิบดังขึ้นเบาๆว่า  “ไอ้อ้วนเอ้ย รวยกว่าแค่นิดหน่อย ทำเป็นลูกเศรษฐีขี้อวดไปได้…”

ส่วนหลินเซียนยืนนิ่ง เขาเพียงเงยหน้ามองหลิวเซี่ยงด้วยสายตาเย็น แต่ไม่ตอบโต้ใดๆ เพียงเก็บความรู้สึกทั้งหมดไว้ในใจ

เขากวาดตามองหาที่นั่ง ก่อนที่จะตัดสินใจก้าวตรงไปยังด้านหน้าสุดของห้องเรียน

“ที่ตรงนี้… ใกล้อาจารย์ที่สุด ข้าจะได้ยินทุกถ้อยคำชัดเจน” เขาคิดในใจ

แม้รู้ว่าการนั่งข้างหน้าจะดึงสายตาและคำซุบซิบนินทา แต่เขากลับไม่ลังเล

ที่นั่งตรงนั้นข้างๆมีหลิวเซี่ยงร่างอ้วนเตี้ยผู้แต่งอาภรณ์ไหมหรูหรานั่งอยู่

เมื่อเห็นหลิวเซียนเดินมานั่งข้าง ๆ เขาก็เลิกคิ้วขึ้นทันที

“หึ… ขยะ! ช่างกล้านักนะ คิดว่าตัวเองคู่ควรกับที่ตรงนี้หรือ?”

เสียงของหลิวเซี่ยงดังพอให้คนรอบๆได้ยิน เกิดเสียงหัวเราะตามมาประปราย

บางคนส่ายหัว บางคนกระซิบกระซาบ “ดูสิ ขอทานหลินเซียนนั่งข้างคุณชายหลิวเซี่ยงด้วย ฮิฮิ”

หลินเซียนได้ยินทุกถ้อยคำ แต่ไม่แม้แต่จะหันไปตอบโต้ เขาเพียงวางม้วนคัมภีร์ลงบนโต๊ะไม้เรียบ ๆ และนั่งสงบ สายตาจับจ้องไปยังแท่นอาจารย์เบื้องหน้าเต็มไปด้วยความแน่วแน่

เสียงเปิดประตู อาจารย์ผู้เฒ่าเดินเข้ามาอย่างสุขุม ทุกคนในห้องทำความเคารพ ท่านอาจารย์จึงเริ่มสอนวิชาความรู้

หลิวเซี่ยงขยับตัวมาใกล้ๆหลินเซียน ทำเสียงจมูกสั่งขี้มูกใส่ “เหม็นสาปกลิ่นขี้ม้า...”

แต่หลินเซียนยังคงนั่งนิ่งหลังตรง ราวภูผาที่ไม่หวั่นไหวต่อสายลม ฟังแต่เสียงอาจารย์สอนหน้าห้อง...

استمر في قراءة هذا الكتاب مجانا
امسح الكود لتنزيل التطبيق

أحدث فصل

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   ปฐมจิตในห้องลับ

    .....วันนี้บรรพาจารย์เชิญหลินเซียนและซีหมิงมาที่ห้องลับของสำนัก โดยมีเจ้าสำนักและผู้อาวุโสทั้ง 5(รวมโม่อิงด้วย)ก็มาด้วย ด้านในห้องลับนั้นยังมีห้องลับซ้อนอีกชั้นเป็นบันไดทางลงไปด้านล่าง เจ้าสำนักใช้ปราณไฟของตนจุดดวงไฟอ่อนๆพอให้แสงสว่างนำทางบรรพาจารย์จื่ออิงผู้เป็นอาจารย์ด้วยท่าทีนอบน้อมเมื่อลงมาถึงข้างล่าง ชายชราปัดมือทีเดียวก็มีไฟลุกทั้งหมดบริเวณจุดตั้งกระถางคบเพลิงข้างกำแพงจนสว่าง แล้วเขาก็ใช้กุญแจไขกำแพงเพื่อเปิดอีกชั้นหนึ่งบ่งว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนี้สำคัญมาก ถึงซ่อนไว้หลายชั้นเช่นนี้ด้านในคือดวงจิตปฐมเป็นคล้ายของเหลวสีดำ มันลอยอยู่เหนือแท่นหินทรงกระบอกเล็กๆ หลินเซียนมองสิ่งนั้นแล้วก็พูดว่า "สิ่งนี้มีพลังมาร"ผู้เฒ่าจื่ออิงตอบ "ใช่ขอรับ นี่คือจิตมาร"ภาพหลินเซียนนึกถึงจิตมารที่ลวงหลอกเขาสารพัดที่วังพฤกษาแห่งความว่างทำให้เขามองจิตมารนี้อย่างไม่ไว้ใจ จนโม่อิงสังเกตุเห็นแววตาระแวงของหลินเซียนเลยอดพูดไม่ได้"ไม่ต้องระแวงขนาดนั้นก็ได้ เผ่ามารนิสัยดีก็มีเหอะ" (อย่างเช่นข้านี่ไง)หลินเซียนก็เลยคิด มันก็จริงจิตมารนี้ไม่เหมือนเจ้าตัวก่อนที่ข้าเจอมาเลย มันดูสงบนิ่งมาก แล้ว....ทำไมมันถึงดูเห

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   ไฟสว่างที่สุดเมื่ออยู่ในความมืด

    ....บรรพาจารย์จื่ออิงเหาะไปราชวังครั้งเดียวทุกอย่างก็เรียบร้อย และให้หวังอันจบการศึกษาอยู่ที่วังไม่ต้องกลับสำนักอีกแล้ว พอบรรพาจารย์กลับมาที่สำนักก็อนุญาตให้ผู้ชนะทั้ง 4 เข้าพบ(คู่หวังอัน-หลินเซียน ไม่มีผู้ชนะ)เมื่อผู้ชนะทั้ง 4 คนเข้ามาในห้องเล็กๆด้านในเพื่อถกปรัชญาเต๋ากับท่านบรรพาจารย์ แต่ทุกคนก็ต้องแปลกใจเมื่อท่านบรรพาจารย์เดินเข้ามาพร้อมหลินเซียน"พวกเจ้าจงศึกษาเต๋าจากท่านผู้นี้""ต่ะ...แต่....เจ้านี่มันแค่เด็กใหม่ แถมระดับต่ำกว่าพวกข้า" ศิษย์พี่คนที่ 1 พุดด้วยความไม่พอใจหลินเซียนยิ้ม และตอบไปว่า“ข้าก็เพียงศิษย์ใหม่จริงดังที่ท่านว่า...เพียงแต่บางครั้ง เด็กใหม่ ก็อาจมองเห็นสิ่งที่คนยืนอยู่สูงมองไม่เห็น”"ความรู้เต๋าอันต่ำต้อยของเจ้าจะเอาอะไรมาสอนข้าได้?" ศิษย์พี่คนที่ 2 สบประมาทหลินเซียนตอบด้วยใบหน้ายิ้มเช่นเดิม“เต๋าไม่เคยเป็นสิ่งที่ต้องสอน มีเพียงสิ่งที่ต้องตระหนัก”“หากพวกท่านยังมองเต๋าด้วยความหยิ่ง... เต๋าก็จะปิดตาท่านไว้”ศิษย์พี่คนที่ 3 เลยลองภูมิ "งั้นข้าขอสอบถามเจ้าบ้าง"“เต๋าอยู่ที่ใด? หากมันมีอยู่จริง เจ้าจงชี้ให้ข้าดูสิว่า เต๋านั้นอยู่ตรงไหน!”หลินเซียนนิ่งอยู่ครู่หน

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   ในคุกใต้ดิน

    .....คุกที่สำนักฮั่วน่วนนี้ช่างไม่ต่างอะไรจากคุกของสำนักอวิ๋นเจิ้งที่ข้าเคยศึกษาเลย มันทั้งมืดทั้งชื้น กลิ่นสนิมเลือดในคุกใต้ดินนั่นข้าเคยสัมผัสมันมาแล้วอย่างเดียวดายใต้คุกแบบนี้ หลินเซียนค่อยๆก้าวเดินลงไปในคุกใต้ดิน โดยไม่มีผู้ใดเฝ้า ทุกคนจงใจเปิดทางให้หลินเซียนปล้นนักโทษศิษย์พี่ซีหมิง ท่านยังโชคดีกว่าข้า ครั้งนั้นหลังจากข้าถูกโบย 40 ไม้เท่ากับท่าน ก็ถูกลากมาขังที่คุกโดยไม่มีใครเหลียวแลแต่....ท่าน คนในสำนักนี้ต่างรักท่าน แม้พวกเขาจะยอมแพ้ต่ออำนาจ ไอ้หวังอันนั่น ไม่ต่างจากไอ้อ้วนหลิวเซี่ยงที่ใส่ร้ายข้าเลย หลินเซียนเดินไปคิดถึงอดีตไปเมื่อลงมาถึงด้านล่าง คุกที่นี่ไม่มีผู้ใดถูกขังอยู่นอกจากซีหมิง เขาไม่ได้ถูกโซ่ล่ามไว้แต่อย่างใด เขานั่งลงขัดสมาธิอยู่กับพื้นฟาง ข้างๆมีผู้เฒ่าผมหงอกสวมใส่ชุดสำนักสีดำที่มีลวดลายสวยงามเช่นเดียวกับพวกผู้อาวุโส เขากำลังค่อยๆใส่ยาด้านหลังให้ซีหมิงอยู่ หลินเซียนจึงยืนนิ่งๆมองเขาเฉยๆจากด้านหลัง ไม่รบกวน "หลินเซียนเจ้ามาแล้วรึ?" ซีหมิงเหลือบเห็นหลินเซียนก็ร้องด้วยความดีใจชายชราจึงหันมามองแล้วเขาก็คำนับหลินเซียน"ขอบพระคุณท่านมากที่ยังเมตตาไม่ทำลายสำนักและแคว้

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   รอบชิง

    ก๊อกๆ"ศิษย์พี่ ข้าเอง หลินเซียน ข้าเข้าไปได้ไหม?"ไม่มีเสียงตอบ หลินเซียนเลยเปิดเข้าไป เขาเห็นซีหมิงนั่งชันเขาขดตัวอยู่มุมห้อง มีแค่ตะเกียงไฟสลัวๆดวงเดียวพอให้เห็นหน้า เปลวไฟในตะเกียงแกว่งไปมาอย่างน่าประหลาดทั้งๆที่ไม่มีลมในห้องนี้"ท่านเป็นอะไรมากไหม? อย่าทำแบบนี้สิ ข้าเป็นห่วง""หลินเซียน....ข้า.....ข้า...."หลินเซียนเข้าไปใกล้ๆ "แบร่!"ซีหมิงหันหน้ามีแล่บลิ้นให้ตุ๊งแช่ หลินเซียนตกใจจนผงะ"ฮ่าๆ สำเร็จๆ ไอ้หล่อกลัวแล้วๆ""เล่นบ้าอะไรเนี่ยศิษย์พี่! ข้าหลงเป็นห่วงอุตส่าห์รีบมาดู"โทษที ข้าแค่ปวดหัวนิดหน่อยเลยกลับมาก่อนน่ะ ว่าแต่....ผลการแข่งขันเป็นยังไงบ้าง?"หลินเซียนยกแขนชูกล้ามเล็กๆ "ชนะสิ ไม่ขายหน้าท่านอยู่แล้ว"ซีหมิงยิ้มดีใจ "ว้าว! เจ้าเข้า 10 อันดับแรกจนได้ เก่งโคตรๆ ใครจะไปคิดว่าแค่ระดับพื้นฐานปราณขั้นต้นจะมาได้ไกลขนาดนี้""ใช่! เหลืออีกแค่รอบเดียวข้าก็จะติด 1 ใน 5 ได้พบบรรพาจารย์จื่ออิงได้แล้ว!""สู้ๆนะ ขอให้เจ้าสมหวัง""แต่...ถ้าชนะอีกรอบได้แล้ว รอบหลังจากนั้นเจ้ายอมแพ้เถอะนะ สู้ไม่ไหวหรอก 5 คนที่เหลือนั่นปราณไฟโหดๆทั้งนั้น เกราะข้าป้องกันไม่ได้แล้ว""ข้าก็คิดเหมือนท่านศิษย

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   งานประลอง

    ....คืนนี้ศิษย์พี่ซีหมิงมาหาหลินเซียนเพื่อช่วยวางแผนสำหรับการต่อสู้รอบที่ 2"พรุ่งนี้เจ้าต้องสู้กับไอ้อ้วนซือหม่า พุงใหญ่ๆนั่นทำให้มันขี้เกียจเคลื่อนไหว""แต่มันสามารถสร้างลูกไฟลอยบนฟ้าพุ่งใส่เข้าได้หลายสิบลูกจากทุกมุม ในขณะที่มันนั่งแคะขี้มูกอยู่""ประมาทไม่ได้" ซีหมิงสอนหลินเซียน"งั้นใช้โล่ท่านบังไหวไหมล่ะ?""นั่นแหละๆ ข้ากำลังจะบอกเจ้าว่าให้ใช้โล่ป้องกันไฟ ตีฝ่าเข้าไปประชิดตัวมัน ทีนี้ก็เผด็จศึกได้ง่ายๆเลย""นี่ศิษย์พี่...""หือ? มีอะไร?""คือ....ข้าสงสัย ที่นี่เป็นนครไร้แสงอาทิตย์ ทำไมสำนักนี้....ไม่สิ! ทั้งเมืองนี้ถึงไม่บูชาราตรีนิรันดร์(จอมมารมู่เยี่ย)?"ซีหมิงทำหน้าครุ่นคิด แล้วจึงตอบ"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ที่นี่มีพวกมาร ลูกครึ่งมาร อยู่ร่วมกับมนุษย์ก็จริง แต่ไม่เห็นจะมีใครบูชาจอมมารมู่เยี่ยนั่นเลยนะ"หลินเซียนทำหน้าครุ่นคิดบ้าง เพราะตอนแรกเขาคิดว่านครไร้แสงนี้จะคล้ายๆเมืองมารใต้ดินที่เขาเคยไปซะอีก แต่ที่ไหนได้เป็นแคว้นธรรมดาๆที่แค่ไม่มีแสงอาทิตย์ก็เท่านั้นเองซีหมิงเห็นหลินเซียนทำหน้าเครียดเขาเลยเข้ามาตบไหล่หลินเซียนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม"ฮ่าๆ คิดมากเดี๋ยวหน้าหล่อๆจะมีตีนกานะ

  • เดินวิถีเซียน (Walking the Immortal Path)   ระดับของปราณไฟเผ่ามนุษย์

    ....หายไป 3 วันแล้วรุ่นพี่ซีหมิงก็มาหาหลินเซียนตั้งแต่ไก่โห่"ตื่นเร็วๆไอ้หน้าหล่อ จะนอนขี้เกียจไปอีกนานแค่ไหนกัน!""ศิษย์พี่.....โห.....นี่มันเช้ามากเลยนะ! ข้าไม่ได้ขี้เกียจสักหน่อย" หลินเซียนตอบแบบงัวเงียแล้วศิษย์พี่ซีหมิงก็โชวอาวุธเซียน"เอ้านี้! โล่กันไฟ!"หลินเซียนมองที่โล่เก่าๆอันนั้น มันทำมาจากไม้บางๆผุๆ ซึ่งซีหมิงเห็นหลินเซียนมองแบบดูแคลน เขาก็ฉุนแล้วพูดว่า"เห้ยๆ อย่าดูถูกโล่นี้เชียวนะ เนี่ยอ่ะ! สมบัติสุดหวงของข้าเลย เห็นแบบนี้มันป้องกันได้ถึงไฟระดับ 57 เลยนะเว้ย""ระดับ 57?" หลินเซียนทำหน้างง"อ้อๆ ข้าลืมไปว่าเจ้าเป็นปราณธาตุน้ำ" แล้วซีหมิงก็อธิบายให้ฟัง สรุปได้ว่า "ไฟ" เผ่ามนุษย์นั้นมีการกำหนดระดับความร้อนและความรุนแรงไว้ระดับ 1 - 100 โดยปกติแล้วเซียนระดับ 1 รวมปราณจะได้ไฟระดับ 1 - 6 ได้ส่วนระดับ 2 พื้นฐานปราณจะใช้ไฟระดับ 7 - 33 ได้ระดับ 3 แกนปราณจะใช้ไฟระดับ 34 - 60 ระดับ 4 หยวนอิง(วิญญาณแรกกำเนิด)จะใช้ไฟระดับ 61 - 87 ได้ระดับ 5 หลิงเฉิง(วิญญาณสมบูรณ์) จะใช้ไฟระดับ 88 - 96 ได้ระดับ 6 เสินหุ่น(วิญญาณเทวะ)จะใช้ไฟระดับ 97 - 99 ได้ระดับ 7 เจินเสิน(เทวะแท้จริง) ที่ไม่ม

فصول أخرى
استكشاف وقراءة روايات جيدة مجانية
الوصول المجاني إلى عدد كبير من الروايات الجيدة على تطبيق GoodNovel. تنزيل الكتب التي تحبها وقراءتها كلما وأينما أردت
اقرأ الكتب مجانا في التطبيق
امسح الكود للقراءة على التطبيق
DMCA.com Protection Status