LOGIN....ท่ามกลางความมืดชื้นและกลิ่นสนิมเลือดในคุกใต้ดิน แสงจันทร์ส่องลอดลงมา ภาพรอยยิ้มของมารดาก็ผุดขึ้นมาในใจหลินเซียนอย่างชัดเจน
เขาจำได้ถึงอ้อมแขนอบอุ่นและเสียงปลอบโยนที่เคยคอยประคองเขายามบาดเจ็บและท้อแท้
อีกด้านหนึ่ง ความทรงจำของย่าผู้เฒ่าที่คอยหุงหาอาหารและเล่านิทานยามค่ำคืน ทำให้หัวใจเขาอ่อนโยนแต่ก็สั่นไหว
ความคิดเป็นห่วงพวกท่าน กลัวว่ามารดาและย่าอาจถูกผู้คนภายนอกกดขี่หรือได้รับความอัปยศเพราะเขาทำให้ดวงตาที่เคยสิ้นหวังกลับลุกโชนขึ้น
หลินเซียนกัดฟันแน่น ราวกับจะสลักคำสัตย์ลงในเลือดเนื้อของตนเอง
“ต่อให้คุกนรกนี้กักขังข้าไว้ ข้าก็ต้องรอดออกไป... เพื่อปกป้องแม่และย่าของข้าให้ได้!”
เขาเริ่มมองรอบๆตัวอย่าเพ่งพินิจ คุกใต้ดินหนาแน่นราวกับโคลนเหนียว
กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้ง
หลินเซียนนั่งพิงกำแพงหินครุ่นคิด ข้อมือและข้อเท้าถูกโซ่เหล็กหนาล่ามไว้แน่น
“ในคุกนี้มีอะไร? แล้วตัวข้าตอนนี้มีอะไร? ข้าต้องเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อใช้สิ่งที่มีทุกอย่างพาข้าออกไปจากที่นี่!”
เขาหลับตา สูดหายใจเข้า แม้เจ็บปวดก็ยังบังคับจิตใจให้นิ่ง
ทบทวนวิชาที่เคยร่ำเรียนต่างๆ
กระบี่วายุปราณ = มันเปลี่ยนปราณเป็นคมดาบตัดโช่ให้ข้าได้
เขามองที่น้ำสกปรกรอบตัวและหนู "ปราณหมื่นสายนที ข้าใช้ประโยชน์จากน้ำพวกนี้ได้"
เขาครุ่นคิดต่อไป ทั้งสองวิชานี้ต่างแข็งแกร่ง แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดนำมาผสานเป็นหนึ่ง ข้าควรนำข้อดีทั้งสองวิชามาผนวกเข้าด้วยกัน
แม้ไม่มีใครเคยคิดจะลอง แต่หากไม่ลองตอนนี้... ข้าคงถูกขังลืมจนตายอย่างไร้ค่าที่นี่!
เขารวบรวมปราณภายใน แปรเปลี่ยนเป็นคมกระบี่ในฝ่ามือ
กระบี่วายุปราณแหลมคม วาบแสงจางๆ
หลินเซียนกัดฟัน ฟันลงไปที่โซ่เหล็ก
ฉึก แคร๊ก!
แต่โซ่เพียงเกิดรอยร้าวเล็กน้อย ไม่แตกหัก
กระแสปราณในกายสั่นสะท้าน เขาไอเป็นเลือดคำใหญ่
ความล้มเหลวครั้งแรกกดทับดวงใจอย่างหนัก
หลินเซียนกัดฟัน ลองใหม่อีกครั้ง
คราวนี้เขาเพ่งจิตไปที่น้ำโสโครกที่ขังตามพื้น
ใช้ ปราณหมื่นสายนที เชื่อมวิญญาณเข้ากับหยดน้ำ
น้ำที่เน่าเหม็นกลับสั่นสะท้าน แปรเปลี่ยนเป็นประกายปราณเล็กๆ
เขาควบคุมสายน้ำให้พุ่งกัดกร่อนโซ่เหล็ก
ซู่ซู่...
แต่เพียงครู่เดียว น้ำกลับกระเซ็นแตกกระจาย ไร้พลัง
ปราณในกายสูญเปล่าไปครึ่งหนึ่ง
“ไม่พอ... ยังไม่พอ!”
หลินเซียนทุบกำแพงหิน เลือดจากข้อนิ้วเปื้อนเป็นรอย
ในความเงียบ มีเสียงยามเดินผ่านทางเดินด้านบน
หลินเซียนรีบสงบจิต กดลมหายใจจนแทบดับ
เขารู้... หากก่อเสียงดังแม้เพียงน้อย ก็อาจถูกจับได้และเฆี่ยนซ้ำ
ใจเขาเต้นแรง แต่ไม่ยอมแพ้
“ข้าต้องรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน... ต้องหาทางใหม่”
เขาเข้าสมาธิอีกครั้ง
จิตหนึ่งหล่อเลี้ยงพลังวายุปราณ คมกระบี่ไร้รูป
จิตอีกส่วนโอบกอดสายน้ำ ปราณที่หลอมรวมกับสภาวะธรรมชาติ
ครั้งแรกที่พยายามรวมเข้าด้วยกัน พลังปะทะกันรุนแรง
บึ้ม!
กระแสปราณระเบิดภายในกาย ทำให้หลินเซียนไอเลือดคาวออกมาเต็มปาก
ร่างเขาแทบทรุดคว่ำ
แต่แววตากลับเปล่งประกาย...
“ใช่แล้ว... มันคือเส้นทางนี้ ถึงเจ็บปวดก็ต้องเดินต่อ!”
เขานั่งขัดสมาธิใหม่ แม้เลือดยังไม่หยุดไหล
รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้ว...ครั้งนี้เขาทดลองบังคับวายุให้ “หลอม” เข้ากับน้ำ ไม่ใช่ปะทะ
ปราณในกายหมุนเวียนไปทั่วเส้นลมปราณอย่างช้าๆ
เสียงหยดน้ำ ติ๋ง...ติ๋ง... กลายเป็นเสียงก้องสะท้อนที่ช่วยขับเคลื่อนสมาธิ
น้ำที่พื้นที่ผสมกับเลือดของเขาเริ่มรวมตัว ลอยขึ้นเป็นละอองใสที่มีสีแดงเจือปนอยู่
วายุปราณซึมซับเข้าไปในละอองนั้น
กลายเป็น “คมกระบี่ที่โอบล้อมด้วยสายน้ำ”
มันไม่เปล่งแสง ไม่ส่งเสียง แต่กลับแฝงความเย็นเยียบอำมหิต
หลินเซียนสูดหายใจเข้า
ยกกระบี่ปราณสายนทีวายุขึ้นฟันลงที่โซ่ตรวน
ฉึก! กร๊อบ!
โซ่เหล็กหนาที่เคยไร้ทางขาด กลับถูกตัดอย่างเงียบกริบ
ข้อมือของเขาเป็นอิสระ เลือดสดไหลรินจากรอยถลอก แต่ไม่มีความหมายอีกแล้ว
เขาหันไปตัดโซ่ข้อเท้า แคร่ก! เงียบสนิทราวกับโซ่ละลายหายไปเอง
หลินเซียนยกมือขึ้นมองคมปราณที่เพิ่งสร้าง
รอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้าที่เปื้อนเลือด
“นี่คือวิชาของข้าเอง... กระบี่สายนทีวายุ”
ในดวงตาของเขา ไม่ใช่ความสิ้นหวังอีกต่อไป แต่เป็นประกายแห่งความท้าทาย
เขาทดสอบก้าวเดินแรก แต่พื้นคุกแฉะและเต็มไปด้วยน้ำโสโครก เสียงก้าวอาจดังได้ง่าย
หลินเซียนจึงซ่อนปราณไว้ใต้ฝ่าเท้า
ทุกย่างก้าว น้ำโสโครกดูดซับเสียงจนเบาบางเหมือนฝีเท้าของเงา
เขาเคลื่อนไปในความมืด ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของคุกเอง
ยามสองคนเดินผ่านปากทางด้านบน
แสงไฟส่องลอดลงมา
หลินเซียนซ่อนกายแนบกำแพง เงียบจนแม้เสียงหายใจก็แทบไม่มี
เขาใช้พลังปราณพรางลมหายใจ กลืนไปกับกลิ่นอับชื้นรอบกาย
ยามสองคนมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นสิ่งผิดปกติ ก่อนเดินผ่านไป
หลินเซียนจึงค่อยๆ เล็ดลอดออกจากเงามืด
เส้นทางใต้ดินวกวน เขาใช้ปลายนิ้วสัมผัสผนังหิน
จิตปราณรับรู้ทิศทางการไหลของน้ำที่รินผ่านรอยแยก
เขาตามกระแสน้ำไป ราวกับมันกำลังนำทาง
ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับความเจ็บปวดในกาย
แต่หัวใจของเขากลับสงบนิ่งยิ่งกว่าเคย
สุดท้าย เขามาถึงกำแพงหินด้านหนึ่ง
มีเพียงรอยร้าวเล็กๆ ที่น้ำซึมผ่าน
หลินเซียนยกกระบี่สายนทีวายุขึ้นอีกครั้ง
ปราณหมุนเวียนพุ่งออกเป็นคมเฉียบฟาดลง
ฉึก—ครืน...
กำแพงหินแตกแยก เผยให้เห็นทางลับแคบๆ
ลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามากระทบใบหน้า
หลินเซียนสูดลมแรกแห่งอิสรภาพ
ความเจ็บปวดทั้งหมดกลับกลายเป็นพลังที่คุกรุ่นอยู่ในใจ
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่ปรากฏตรงหน้า
ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือเมฆหมอก
“คืนหนึ่งในคุกใต้ดิน... คืนหนึ่งที่ข้าล้มตายเกือบสิ้น”
“แต่ก็เป็นคืนที่กระบี่ของข้า... กำเนิดขึ้น”
หลินเซียนก้าวออกจากเงามืด
ไม่ใช่ในฐานะศิษย์ที่ถูกตราหน้าว่าเนรคุณ
แต่เป็นอัจฉริยะที่สามารถสร้างหนทางของตนเองได้
“พวกเจ้าที่ใส่ร้าย... เจ้าสำนักที่ไม่ฟังความจริง...”
“วันหนึ่ง... ข้าจะกลับมาทวงคืนความยุติธรรมด้วยกระบี่นี้”
ร่างที่เปื้อนเลือดและโซ่ตรวนเพิ่งถูกตัดขาด อยู่ตรงเงามืดด้านนอกสำนัก
หลินเซียนคุกเข่าลงไปทางทศที่เป็นห้องตำรา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ปลุกฝันและหล่อเลี้ยงวิญญาณแห่งวิถีเซียนของเขา
เขาก้มศีรษะต่ำ ทำความเคารพตำราเหล่านั้นและบูรพาจารย์ผู้เขียนตำราให้เขาได้ศึกษาด้วยหัวใจที่สั่นไหว
เมื่อสายตาเลื่อนไปทางทิศที่เคยเป็นตึกเรียนที่ยังคงตั้งตระหง่าน ความทรงจำของเสียงอาจารย์สอนสั่งและเสียงหัวเราะของสหายยังดังก้องในโสต
ทุกสิ่งที่เคยงดงาม บัดนี้กลับแฝงด้วยรอยแผลแห่งการทรยศและความไม่ยุติธรรม
หลินเซียนยืนขึ้นอีกครั้ง มองทั่วทั้งสำนักด้วยดวงตาที่ปะปนทั้งความเศร้าและความมุ่งมั่น
เขารู้แล้วว่าเส้นทางที่รอเขาข้างหน้าต่อจากนี้ จะมิใช่เส้นทางที่สำนักนี้มอบให้ หากเป็นทางที่เขาจะสร้างขึ้นด้วยเลือดและวิญญาณของตนเอง
ร่างของหลินเซียนค่อยๆ ละลายหายไปในเงาไม้
ทิ้งไว้เพียงเสียงลมพัดเบาๆ และเศษโซ่เหล็กขาดสะบั้นที่เคยล่ามตรวนเขาไว้ในคุกที่มืดมิด....
ก๊อกๆ"ศิษย์พี่ ข้าเอง หลินเซียน ข้าเข้าไปได้ไหม?"ไม่มีเสียงตอบ หลินเซียนเลยเปิดเข้าไป เขาเห็นซีหมิงนั่งชันเขาขดตัวอยู่มุมห้อง มีแค่ตะเกียงไฟสลัวๆดวงเดียวพอให้เห็นหน้า เปลวไฟในตะเกียงแกว่งไปมาอย่างน่าประหลาดทั้งๆที่ไม่มีลมในห้องนี้"ท่านเป็นอะไรมากไหม? อย่าทำแบบนี้สิ ข้าเป็นห่วง""หลินเซียน....ข้า.....ข้า...."หลินเซียนเข้าไปใกล้ๆ "แบร่!"ซีหมิงหันหน้ามีแล่บลิ้นให้ตุ๊งแช่ หลินเซียนตกใจจนผงะ"ฮ่าๆ สำเร็จๆ ไอ้หล่อกลัวแล้วๆ""เล่นบ้าอะไรเนี่ยศิษย์พี่! ข้าหลงเป็นห่วงอุตส่าห์รีบมาดู"โทษที ข้าแค่ปวดหัวนิดหน่อยเลยกลับมาก่อนน่ะ ว่าแต่....ผลการแข่งขันเป็นยังไงบ้าง?"หลินเซียนยกแขนชูกล้ามเล็กๆ "ชนะสิ ไม่ขายหน้าท่านอยู่แล้ว"ซีหมิงยิ้มดีใจ "ว้าว! เจ้าเข้า 10 อันดับแรกจนได้ เก่งโคตรๆ ใครจะไปคิดว่าแค่ระดับพื้นฐานปราณขั้นต้นจะมาได้ไกลขนาดนี้""ใช่! เหลืออีกแค่รอบเดียวข้าก็จะติด 1 ใน 5 ได้พบบรรพาจารย์จื่ออิงได้แล้ว!""สู้ๆนะ ขอให้เจ้าสมหวัง""แต่...ถ้าชนะอีกรอบได้แล้ว รอบหลังจากนั้นเจ้ายอมแพ้เถอะนะ สู้ไม่ไหวหรอก 5 คนที่เหลือนั่นปราณไฟโหดๆทั้งนั้น เกราะข้าป้องกันไม่ได้แล้ว""ข้าก็คิดเหมือนท่านศิษย
....คืนนี้ศิษย์พี่ซีหมิงมาหาหลินเซียนเพื่อช่วยวางแผนสำหรับการต่อสู้รอบที่ 2"พรุ่งนี้เจ้าต้องสู้กับไอ้อ้วนซือหม่า พุงใหญ่ๆนั่นทำให้มันขี้เกียจเคลื่อนไหว""แต่มันสามารถสร้างลูกไฟลอยบนฟ้าพุ่งใส่เข้าได้หลายสิบลูกจากทุกมุม ในขณะที่มันนั่งแคะขี้มูกอยู่""ประมาทไม่ได้" ซีหมิงสอนหลินเซียน"งั้นใช้โล่ท่านบังไหวไหมล่ะ?""นั่นแหละๆ ข้ากำลังจะบอกเจ้าว่าให้ใช้โล่ป้องกันไฟ ตีฝ่าเข้าไปประชิดตัวมัน ทีนี้ก็เผด็จศึกได้ง่ายๆเลย""นี่ศิษย์พี่...""หือ? มีอะไร?""คือ....ข้าสงสัย ที่นี่เป็นนครไร้แสงอาทิตย์ ทำไมสำนักนี้....ไม่สิ! ทั้งเมืองนี้ถึงไม่บูชาราตรีนิรันดร์(จอมมารมู่เยี่ย)?"ซีหมิงทำหน้าครุ่นคิด แล้วจึงตอบ"ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะ ที่นี่มีพวกมาร ลูกครึ่งมาร อยู่ร่วมกับมนุษย์ก็จริง แต่ไม่เห็นจะมีใครบูชาจอมมารมู่เยี่ยนั่นเลยนะ"หลินเซียนทำหน้าครุ่นคิดบ้าง เพราะตอนแรกเขาคิดว่านครไร้แสงนี้จะคล้ายๆเมืองมารใต้ดินที่เขาเคยไปซะอีก แต่ที่ไหนได้เป็นแคว้นธรรมดาๆที่แค่ไม่มีแสงอาทิตย์ก็เท่านั้นเองซีหมิงเห็นหลินเซียนทำหน้าเครียดเขาเลยเข้ามาตบไหล่หลินเซียนด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม"ฮ่าๆ คิดมากเดี๋ยวหน้าหล่อๆจะมีตีนกานะ
....หายไป 3 วันแล้วรุ่นพี่ซีหมิงก็มาหาหลินเซียนตั้งแต่ไก่โห่"ตื่นเร็วๆไอ้หน้าหล่อ จะนอนขี้เกียจไปอีกนานแค่ไหนกัน!""ศิษย์พี่.....โห.....นี่มันเช้ามากเลยนะ! ข้าไม่ได้ขี้เกียจสักหน่อย" หลินเซียนตอบแบบงัวเงียแล้วศิษย์พี่ซีหมิงก็โชวอาวุธเซียน"เอ้านี้! โล่กันไฟ!"หลินเซียนมองที่โล่เก่าๆอันนั้น มันทำมาจากไม้บางๆผุๆ ซึ่งซีหมิงเห็นหลินเซียนมองแบบดูแคลน เขาก็ฉุนแล้วพูดว่า"เห้ยๆ อย่าดูถูกโล่นี้เชียวนะ เนี่ยอ่ะ! สมบัติสุดหวงของข้าเลย เห็นแบบนี้มันป้องกันได้ถึงไฟระดับ 57 เลยนะเว้ย""ระดับ 57?" หลินเซียนทำหน้างง"อ้อๆ ข้าลืมไปว่าเจ้าเป็นปราณธาตุน้ำ" แล้วซีหมิงก็อธิบายให้ฟัง สรุปได้ว่า "ไฟ" เผ่ามนุษย์นั้นมีการกำหนดระดับความร้อนและความรุนแรงไว้ระดับ 1 - 100 โดยปกติแล้วเซียนระดับ 1 รวมปราณจะได้ไฟระดับ 1 - 6 ได้ส่วนระดับ 2 พื้นฐานปราณจะใช้ไฟระดับ 7 - 33 ได้ระดับ 3 แกนปราณจะใช้ไฟระดับ 34 - 60 ระดับ 4 หยวนอิง(วิญญาณแรกกำเนิด)จะใช้ไฟระดับ 61 - 87 ได้ระดับ 5 หลิงเฉิง(วิญญาณสมบูรณ์) จะใช้ไฟระดับ 88 - 96 ได้ระดับ 6 เสินหุ่น(วิญญาณเทวะ)จะใช้ไฟระดับ 97 - 99 ได้ระดับ 7 เจินเสิน(เทวะแท้จริง) ที่ไม่ม
....วันนี้เป็นเวรของหลินเซียนไปจุดปราณไฟให้ห้องอาบน้ำสาธารณะในเมือง ศิษย์พี่ซีหมิงก็ตามมาด้วย ด้านในอาคารบ่อน้ำร้อนสาธารณะนี้ดูเก่าแก่และมีหิมะเกาะเต็มผนังและพื้นห้อง ตรงกลางห้องเป็นบ่อน้ำรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ขอบบ่อสร้างจากหินแข็ง น้ำในบ่อกลายเป็นน้ำแข็งไปหมดหลินเซียนนั่งสมาธิข้างบ่อ เขารวบรวมสมาธิเรียกปราณไฟออกมา แต่ก็เป็นได้เพียงไฟลูกเล็กๆ หลินเซียนมีใบหน้าเคร่งเครียดทั้งๆที่หลับตาอยู่ซีหมิงเลยเข้าไปด้านหลังใช้ฝ่ามือดันหลังหลินเซียนส่งพลังปราณไฟบางส่วนของเขาไปช่วยหลินเซียน นั่นจึงทำให้ลูกบอลไฟใหญ่และสว่างขึ้นได้ แต่มันก็ยังคงไม่เสถียร มีบางช่วงก็ไฟอ่อนลงบ้าง ติดๆดับๆ"ใจเย็นๆ ค่อยๆ ช้าๆ" ซีหมิงสอนหลินเซียนลูกบอลไฟค่อยๆลอยขึ้นไปเหนือบ่อน้ำ สูงขึ้นเกือบติดเพดาน น้ำแข็งผิวน้ำมีละลายลงเล็กน้อยซีหมิงเดินวนรอบบ่อ เขาขีดวาดวงค่ายกลบางอย่างจนครบรอบบ่อ"เอาล่ะ! ค่อยๆส่งพลังธาตุไฟจากลูกไฟลงค่ายกล"หลินเซียนลืมตา เขาใช้นิ้วชี้ไปที่ลูกบอลไฟที่เขาสร้าง หลินเซียนใช้ความพยายามมากจนเหงื่อแตก ส่วนซีหมิงยืนให้กำลังใจข้างๆผ่านไป 1 ชั่วยามก็ค่อยๆมีเปลวไฟเป็นเส้นไหลลงมาตามจุดต่างๆของอักขระค่ายกล แ
.....แผ่นดิน ณ ขั้วโลก สถานที่ๆไม่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต มีแคว้นอันฮั่นโจว(มืดและหนาว)อยู่อย่างโดดเดี่ยว ถึงจะเรียกว่าแคว้น แต่จริงๆมีประชากรอาศัยอยู่แค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น ไม่ต่างจากเมืองเล็กๆเมืองหนึ่ง อาหารส่วนมากก็จะเป็นปลาที่พอมีอยู่บ้างใต้ทะเลสาปน้ำแข็ง และสัตว์ทนหนาวได้ไม่กี่ชนิด บ้านเรือนก็สร้างจากต้นไม้ที่ทนหนาวได้เช่นกัน พระราชวังที่นี่จึงสร้างจากหินและไม้ ไม่สวยงามมากนักเหมือนวังแคว้นอื่นๆ กลางเมืองมีหลุมหินละลายหลุมใหญ่มากหลุมหนึ่ง แม้ไม่ลึกมากนัก แต่หินและแร่รอบๆขอบบหลุมนั้นบ่งว่าโดนไฟที่ร้อนมากๆละลายมัน ซึ่งมีน้ำแข็งอยู่ด้านล่างจนกลางเป็นลานน้ำแข็งเล้กๆให้เด็กๆในเมืองเล่นสกีน้ำแข็งกันจริงๆแล้วนครที่ฟ้าไม่ยอมส่องแสงนี้ก็ไม่แย่เสียทีเดียวในทุกๆ 1 ปีจะมีอยู่ราวๆ 14 - 16 วันเท่านั้นที่แสงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้า ช่วงนี้ของทุกๆปีชาวเมืองก็จะออกมาจัดงานรื่นเริง สำนักเซียนมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นคือสำนักฮั่วน่วน(ไฟที่อบอุ่น) แต่บรรพจารย์สำนักนี้ไม่ธรรมดาเป็นถึงระดับ 5 หลิงเฉิงขั้นต้น เขามีอายุมาเกินหมื่นปี เป็นที่เคารพนับถือของชาวเมืองและเซียนทุกคนในเมืองอย่างมาก บ้างเล่ากัน
.....รุ่งเช้าอีกวันหลินเซียนเห็นชายถือตำรากำลังปลูกผักอยู่ จึงเข้าไปช่วย"เมื่อวานขอบคุณท่านมากเลยนะขอรับ""ฮ่าๆ ไม่เป็นไรๆ เรื่องเล็กน้อย""อีกอย่าง .....เพราะเจ้าเหมือนพี่ของข้ามาก""พี่? ตอนนี้เขาไปอยู่ไหนแล้วขอรับ"ชายถือตำราหยุดนิ่งสักครู่ก่อนที่จะกลับมายิ้มอีกครั้ง"มีเรื่องเข้าใจผิดนิดหน่อย ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว""ข้าเสียใจด้วยนะขอรับ""ฮ่าๆ เขาไม่ได้ตาย" ชายถือตำรามองมาที่หลินเซียนแล้วยิ้มบางๆ ด้วยแววตาที่เหมือนรำลึกถึงอดีตบางอย่าง"แล้ว....เอ่อ....ท่านไปรู้จักกับมหาราชาปีศาจมังกรดำได้ยังไงขอรับ""ฮ่าๆ ไม่ต้องเรียกเต็มยศขนาดนั้นหรอก ตาลุงนี่เขาไม่มีอะไรหรอก เขาก็แค่เคยมานั่งเรียนกับข้าเหมือนเจ้านี่ไง ฮ่าๆ""เขามาเรียนอะไร?"แล้วลุงมังกรดำก็เข้ามาตอนไหนไม่รู้ เอาน้ำราดผักที่เพิ่งปลูกให้"เพราะข้าบรรลุระดับ 16 ไม่ได้ไงล่ะ เจ้านี่มันบอกว่าเป็นเพราะใจข้าไม่สงบ เลยให้ข้าเรียนเต๋ากับมัน"หลินเซียนกลืนน้ำลายดังอึ่ก สมกับเป็นปีศาจระดับ 15 ประชิดตัวข้าได้โดยที่ข้าสัมผัสไม่ได้เลย"ข้าอยู่ที่นี่มา 1,600ปี แล้ว พอใจว่างๆ ไม่มีอะไรทำ เลยเอาวิชากระบี่ที่เคยเจอตามที่ต่างๆมาฝึกฝนไปเรื่อยๆแก้เบ







