Masuk....ท่ามกลางความมืดชื้นและกลิ่นสนิมเลือดในคุกใต้ดิน แสงจันทร์ส่องลอดลงมา ภาพรอยยิ้มของมารดาก็ผุดขึ้นมาในใจหลินเซียนอย่างชัดเจน
เขาจำได้ถึงอ้อมแขนอบอุ่นและเสียงปลอบโยนที่เคยคอยประคองเขายามบาดเจ็บและท้อแท้
อีกด้านหนึ่ง ความทรงจำของย่าผู้เฒ่าที่คอยหุงหาอาหารและเล่านิทานยามค่ำคืน ทำให้หัวใจเขาอ่อนโยนแต่ก็สั่นไหว
ความคิดเป็นห่วงพวกท่าน กลัวว่ามารดาและย่าอาจถูกผู้คนภายนอกกดขี่หรือได้รับความอัปยศเพราะเขาทำให้ดวงตาที่เคยสิ้นหวังกลับลุกโชนขึ้น
หลินเซียนกัดฟันแน่น ราวกับจะสลักคำสัตย์ลงในเลือดเนื้อของตนเอง
“ต่อให้คุกนรกนี้กักขังข้าไว้ ข้าก็ต้องรอดออกไป... เพื่อปกป้องแม่และย่าของข้าให้ได้!”
เขาเริ่มมองรอบๆตัวอย่าเพ่งพินิจ คุกใต้ดินหนาแน่นราวกับโคลนเหนียว
กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้ง
หลินเซียนนั่งพิงกำแพงหินครุ่นคิด ข้อมือและข้อเท้าถูกโซ่เหล็กหนาล่ามไว้แน่น
“ในคุกนี้มีอะไร? แล้วตัวข้าตอนนี้มีอะไร? ข้าต้องเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อใช้สิ่งที่มีทุกอย่างพาข้าออกไปจากที่นี่!”
เขาหลับตา สูดหายใจเข้า แม้เจ็บปวดก็ยังบังคับจิตใจให้นิ่ง
ทบทวนวิชาที่เคยร่ำเรียนต่างๆ
กระบี่วายุปราณ = มันเปลี่ยนปราณเป็นคมดาบตัดโช่ให้ข้าได้
เขามองที่น้ำสกปรกรอบตัวและหนู "ปราณหมื่นสายนที ข้าใช้ประโยชน์จากน้ำพวกนี้ได้"
เขาครุ่นคิดต่อไป ทั้งสองวิชานี้ต่างแข็งแกร่ง แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดนำมาผสานเป็นหนึ่ง ข้าควรนำข้อดีทั้งสองวิชามาผนวกเข้าด้วยกัน
แม้ไม่มีใครเคยคิดจะลอง แต่หากไม่ลองตอนนี้... ข้าคงถูกขังลืมจนตายอย่างไร้ค่าที่นี่!
เขารวบรวมปราณภายใน แปรเปลี่ยนเป็นคมกระบี่ในฝ่ามือ
กระบี่วายุปราณแหลมคม วาบแสงจางๆ
หลินเซียนกัดฟัน ฟันลงไปที่โซ่เหล็ก
ฉึก แคร๊ก!
แต่โซ่เพียงเกิดรอยร้าวเล็กน้อย ไม่แตกหัก
กระแสปราณในกายสั่นสะท้าน เขาไอเป็นเลือดคำใหญ่
ความล้มเหลวครั้งแรกกดทับดวงใจอย่างหนัก
หลินเซียนกัดฟัน ลองใหม่อีกครั้ง
คราวนี้เขาเพ่งจิตไปที่น้ำโสโครกที่ขังตามพื้น
ใช้ ปราณหมื่นสายนที เชื่อมวิญญาณเข้ากับหยดน้ำ
น้ำที่เน่าเหม็นกลับสั่นสะท้าน แปรเปลี่ยนเป็นประกายปราณเล็กๆ
เขาควบคุมสายน้ำให้พุ่งกัดกร่อนโซ่เหล็ก
ซู่ซู่...
แต่เพียงครู่เดียว น้ำกลับกระเซ็นแตกกระจาย ไร้พลัง
ปราณในกายสูญเปล่าไปครึ่งหนึ่ง
“ไม่พอ... ยังไม่พอ!”
หลินเซียนทุบกำแพงหิน เลือดจากข้อนิ้วเปื้อนเป็นรอย
ในความเงียบ มีเสียงยามเดินผ่านทางเดินด้านบน
หลินเซียนรีบสงบจิต กดลมหายใจจนแทบดับ
เขารู้... หากก่อเสียงดังแม้เพียงน้อย ก็อาจถูกจับได้และเฆี่ยนซ้ำ
ใจเขาเต้นแรง แต่ไม่ยอมแพ้
“ข้าต้องรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน... ต้องหาทางใหม่”
เขาเข้าสมาธิอีกครั้ง
จิตหนึ่งหล่อเลี้ยงพลังวายุปราณ คมกระบี่ไร้รูป
จิตอีกส่วนโอบกอดสายน้ำ ปราณที่หลอมรวมกับสภาวะธรรมชาติ
ครั้งแรกที่พยายามรวมเข้าด้วยกัน พลังปะทะกันรุนแรง
บึ้ม!
กระแสปราณระเบิดภายในกาย ทำให้หลินเซียนไอเลือดคาวออกมาเต็มปาก
ร่างเขาแทบทรุดคว่ำ
แต่แววตากลับเปล่งประกาย...
“ใช่แล้ว... มันคือเส้นทางนี้ ถึงเจ็บปวดก็ต้องเดินต่อ!”
เขานั่งขัดสมาธิใหม่ แม้เลือดยังไม่หยุดไหล
รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้ว...ครั้งนี้เขาทดลองบังคับวายุให้ “หลอม” เข้ากับน้ำ ไม่ใช่ปะทะ
ปราณในกายหมุนเวียนไปทั่วเส้นลมปราณอย่างช้าๆ
เสียงหยดน้ำ ติ๋ง...ติ๋ง... กลายเป็นเสียงก้องสะท้อนที่ช่วยขับเคลื่อนสมาธิ
น้ำที่พื้นที่ผสมกับเลือดของเขาเริ่มรวมตัว ลอยขึ้นเป็นละอองใสที่มีสีแดงเจือปนอยู่
วายุปราณซึมซับเข้าไปในละอองนั้น
กลายเป็น “คมกระบี่ที่โอบล้อมด้วยสายน้ำ”
มันไม่เปล่งแสง ไม่ส่งเสียง แต่กลับแฝงความเย็นเยียบอำมหิต
หลินเซียนสูดหายใจเข้า
ยกกระบี่ปราณสายนทีวายุขึ้นฟันลงที่โซ่ตรวน
ฉึก! กร๊อบ!
โซ่เหล็กหนาที่เคยไร้ทางขาด กลับถูกตัดอย่างเงียบกริบ
ข้อมือของเขาเป็นอิสระ เลือดสดไหลรินจากรอยถลอก แต่ไม่มีความหมายอีกแล้ว
เขาหันไปตัดโซ่ข้อเท้า แคร่ก! เงียบสนิทราวกับโซ่ละลายหายไปเอง
หลินเซียนยกมือขึ้นมองคมปราณที่เพิ่งสร้าง
รอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้าที่เปื้อนเลือด
“นี่คือวิชาของข้าเอง... กระบี่สายนทีวายุ”
ในดวงตาของเขา ไม่ใช่ความสิ้นหวังอีกต่อไป แต่เป็นประกายแห่งความท้าทาย
เขาทดสอบก้าวเดินแรก แต่พื้นคุกแฉะและเต็มไปด้วยน้ำโสโครก เสียงก้าวอาจดังได้ง่าย
หลินเซียนจึงซ่อนปราณไว้ใต้ฝ่าเท้า
ทุกย่างก้าว น้ำโสโครกดูดซับเสียงจนเบาบางเหมือนฝีเท้าของเงา
เขาเคลื่อนไปในความมืด ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของคุกเอง
ยามสองคนเดินผ่านปากทางด้านบน
แสงไฟส่องลอดลงมา
หลินเซียนซ่อนกายแนบกำแพง เงียบจนแม้เสียงหายใจก็แทบไม่มี
เขาใช้พลังปราณพรางลมหายใจ กลืนไปกับกลิ่นอับชื้นรอบกาย
ยามสองคนมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นสิ่งผิดปกติ ก่อนเดินผ่านไป
หลินเซียนจึงค่อยๆ เล็ดลอดออกจากเงามืด
เส้นทางใต้ดินวกวน เขาใช้ปลายนิ้วสัมผัสผนังหิน
จิตปราณรับรู้ทิศทางการไหลของน้ำที่รินผ่านรอยแยก
เขาตามกระแสน้ำไป ราวกับมันกำลังนำทาง
ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับความเจ็บปวดในกาย
แต่หัวใจของเขากลับสงบนิ่งยิ่งกว่าเคย
สุดท้าย เขามาถึงกำแพงหินด้านหนึ่ง
มีเพียงรอยร้าวเล็กๆ ที่น้ำซึมผ่าน
หลินเซียนยกกระบี่สายนทีวายุขึ้นอีกครั้ง
ปราณหมุนเวียนพุ่งออกเป็นคมเฉียบฟาดลง
ฉึก—ครืน...
กำแพงหินแตกแยก เผยให้เห็นทางลับแคบๆ
ลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามากระทบใบหน้า
หลินเซียนสูดลมแรกแห่งอิสรภาพ
ความเจ็บปวดทั้งหมดกลับกลายเป็นพลังที่คุกรุ่นอยู่ในใจ
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่ปรากฏตรงหน้า
ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือเมฆหมอก
“คืนหนึ่งในคุกใต้ดิน... คืนหนึ่งที่ข้าล้มตายเกือบสิ้น”
“แต่ก็เป็นคืนที่กระบี่ของข้า... กำเนิดขึ้น”
หลินเซียนก้าวออกจากเงามืด
ไม่ใช่ในฐานะศิษย์ที่ถูกตราหน้าว่าเนรคุณ
แต่เป็นอัจฉริยะที่สามารถสร้างหนทางของตนเองได้
“พวกเจ้าที่ใส่ร้าย... เจ้าสำนักที่ไม่ฟังความจริง...”
“วันหนึ่ง... ข้าจะกลับมาทวงคืนความยุติธรรมด้วยกระบี่นี้”
ร่างที่เปื้อนเลือดและโซ่ตรวนเพิ่งถูกตัดขาด อยู่ตรงเงามืดด้านนอกสำนัก
หลินเซียนคุกเข่าลงไปทางทศที่เป็นห้องตำรา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ปลุกฝันและหล่อเลี้ยงวิญญาณแห่งวิถีเซียนของเขา
เขาก้มศีรษะต่ำ ทำความเคารพตำราเหล่านั้นและบูรพาจารย์ผู้เขียนตำราให้เขาได้ศึกษาด้วยหัวใจที่สั่นไหว
เมื่อสายตาเลื่อนไปทางทิศที่เคยเป็นตึกเรียนที่ยังคงตั้งตระหง่าน ความทรงจำของเสียงอาจารย์สอนสั่งและเสียงหัวเราะของสหายยังดังก้องในโสต
ทุกสิ่งที่เคยงดงาม บัดนี้กลับแฝงด้วยรอยแผลแห่งการทรยศและความไม่ยุติธรรม
หลินเซียนยืนขึ้นอีกครั้ง มองทั่วทั้งสำนักด้วยดวงตาที่ปะปนทั้งความเศร้าและความมุ่งมั่น
เขารู้แล้วว่าเส้นทางที่รอเขาข้างหน้าต่อจากนี้ จะมิใช่เส้นทางที่สำนักนี้มอบให้ หากเป็นทางที่เขาจะสร้างขึ้นด้วยเลือดและวิญญาณของตนเอง
ร่างของหลินเซียนค่อยๆ ละลายหายไปในเงาไม้
ทิ้งไว้เพียงเสียงลมพัดเบาๆ และเศษโซ่เหล็กขาดสะบั้นที่เคยล่ามตรวนเขาไว้ในคุกที่มืดมิด....
...เด็กชายตกปลานั่งบนก้อนหินใหญ่ แววตาเย็นชา เขาล้วงกระเป๋าเอาลูกแก้วสีทองและเขียวออกมา แล้วโยนออกไปกลายร่างเป็นสัจจเทพธาตุทอง(ชายวาดรูป)และสัจจเทพธาตุไม้(ชายถือตำรา)ทั้ง 2 คนโค้งศรีษะขอบคุณเด็กชาย“ขอบคุณท่านพ่อที่อภัยโทษขอรับ”เด็กชายไม่ตอบ เขาหันไปมองด้านหน้าไกลๆที่การต่อสู้ ซึ่งสัจจเทพทั้ง 3 รู้ความหมายดี จึงเหาะไปด้านหน้าเพื่อช่วยทัพพันธมิตรต่อสู้(สัจจเทพธาตุดิน, ไม้, ทอง เป็นเซียนระดับ 11 สัมผัสดาราทุกคน)เมื่อทุกคนไปแล้ว เด็กชายล้วงกระเป๋าหยิบลูกแก้วสีน้ำเงินออกมา มันมีละอองน้ำวนรอบๆและมีรอยร้าว เขาจ้องมองด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง ก่อนที่จะชูมือข้างหนึ่งขึ้นเหนือฟ้าตึง ตึง ตึงเสียงดังจากท้องฟ้าเบื้องบนสูงมากๆค่อยดังขึ้นเรื่อยๆ ทำเอาทุกคนเงยหน้ามองว่าคืออะไร?แท่งผลึกต้นกำเนิดสรรพสิ่งซึ่งเป็นผลึกขนาดยักษ์ลอยลงมาจากสวรรค์ชั้นที่ 9 จิ่วฉงเทียน(สวรรค์ชั้นสูงสุด) ทุกคนตกใจมาก และที่น่าแปลกใจคือหุ่นเชิดทั้งหมดมาอาการรวนๆจนสู้ต่อไม่ค่อยได้มังกรทองตาเบิกโพลง“นั่นมันอะไร?”ซีหมิงกลายร่างเป็นมนุษย์และมายืนคู่กับพี่น้องสัจจเทพทั้ง 4(ไฟ ดิน ไม้ ทอง)“เจ้าผิดแล้วมังกรทองเอ๋ย...”สัจจเทพธาตุทอ
ระเบิดแสงเทียบเท่าเซียนธาตุแสงระดับ 10 ถึง 2 คนรุนแรงมาก พระราชวัง อาคารบ้านเรือน และทุกชีวิตไหม้ตายกลายเป็นเถ้าในพริบตาจริงๆมันสามารถทำให้แคว้นจ้าวทั้งแคว้นหายไปได้เลย แต่กลายเป็นหุ่นเชิดเทียบเท่าเซียนระดับ 8 พวกนี้กลับช่วยสร้างม่านกำบังให้มันพินาศแค่เมืองหลวงเท่านั้น“ฮ่าๆ ตายซะ! เทพวารี!”มังกรทองจินหลงหัวเราะลั่น ในขณะที่องค์ชายยังจ้องมองไปข้างหน้าด้วยแววตาเย็นชา เมื่อสิ้นแรงระเบิดแสงแล้วมองไม่เห็นอะไรเหลืออยู่เบื้องหน้า องค์ชายถึงโล่งใจจินหลงก้มมองปลาดาวของเล่นในมือ“ฮ่าๆ ข้าข้ามมิติได้แล้ว ฮ่าๆ”“ยินดีกับท่านพ่อด้วยขอรับ”จินหลงยิ้มตบบ่าองค์ชาย“เจ้าทำดีมากลูกชายสุดที่รักของพ่อ แผนของเจ้ายอดเยี่ยมมาก ที่แฝงตัวเข้าไปล้วงข้อมูลต่างๆของมันมา”เขาชี้ไปที่หุ่นเชิดหลายล้านตัว“ดูนั่นสิ ระดับ 8 อวี๋เทียนทุกตัว แดนปีศาจ แดนมาร แดนสวรรค์ ยึดได้หมดแน่ ฮ่า”เขาตบบ่าองค์ชาย“เจ้าก็จะได้เป็นผู้ปกครองดาวโลกนี้ในขณะที่พ่อยังไม่กลับมา พ่อไว้ใจเจ้า ลูกรัก”“ขอรับ”องค์ชายไม่ถามว่าจินหลงทำไมถึงอยากข้ามมิติมากขนาดนี้ เพราะเขารู้ว่าหากรู้ความลับอะไรของจินหลงมากเท่าใด เขาจะยิ่งไม่ปลอดภัย“ป่ะ! ไปถ
...หลินเซียนเหาะมาที่แคว้นจ้าวตามลำพัง เขาไม่ยอมให้หลิวเซี่ยงมาด้วยเพื่อให้เธออยู่ปกป้องศูนย์และชีวิตแพทย์หลายแสนชีวิตนั้น โดยเขาบอกด้วยแววตาเศร้าสร้อยว่าหากค่ายกลแตก ผีดิบบุกเข้ามา ขอให้เจ้าจัดการตามความเหมาะสมเถิดณ ชายแดนแคว้นจ้าว ซึ่งเป็นแคว้นเดียวตอนนี้ที่ไม่มีโรคผีดิบระบาดเลย คนทั้งแคว้นต่างยกย่องชื่นชมว่าเป็นเพราะวารีของบรรพาจารย์คนใหม่ ปราณวารีทั้ง 9 สายของเขาปกป้องคุ้มครองทั้งแคว้นไว้จะเห็นเป็นเส้นสายวารีอยู่เขตแดนหลินเซียนไม่ได้ปลอมแปลงใบหน้าแต่ประการใด เพราะผู้คนจดจำใบหน้ารูปปั้นตาแก่เครายาวถือไม้เท้าเมื่อถึงด่านประตูเมืองชายแดน เขาก็ถูกสอบถามและตรวจค้นร่างกาย แต่เนื่องจากหลินเซียนมีรากวิญญาณเซียนก็จะมีเซียนระดับ 3 แกนปราณตรวจสอบเขาอีกที“โห่ ปราณวารีหรือนี่ เหมือนท่านบรรพาจารย์ของเราเลย”“ท่านหลินเซียนหรือขอรับ?”ผู้ตรวจโกรธทันที“อย่าพูดชื่อเสนียดนั่น! เพราะมันท่านจ้าวหานเฟิงอาจารย์ของท่านบรรพาจารย์ต้องตาย!”“มันทรยศชาติไปเข้ากับแคว้นฉิน ไอ้เนรคุณนั่น!”เจ้าหน้าที่อีกคนก็กล่าวเสริมด้วยความโมโห“สมแล้วที่มันเป็นลูกไพร่ชาวนาสถุลชั้นต่ำ ไม่เหมือนท่านบรรพาจารย์ที่เกิดในตระก
...หลินเซียนและหลิวเซี่ยงเหาะมาที่เฟิงหลิวชุน พูดคุยกับอาจารย์ปีศาจมังกรเขียว พบว่าเขาเองก็มีคนในเผ่ามาขอร้องให้ช่วยและพยายามค้นคว้ามาตลอด แต่ยังหาทางรักษาไม่ได้เช่นกัน (อย่างไรก็ดีหลินเซียนได้เอกสารข้อมูลการรักษากลับมาเพียบ)หลิวเซี่ยงเสนอว่าให้หลินเซียนใช้เส้นสายและชื่อเสียงตนเองเรียกประชุมแพทย์ทุกเผ่ามาระดมสมองหาวิธีรักษาร่วมกันเลยดีกว่า ซึ่งหลินเซียนก็เห็นด้วย ก่อนกลับหลินเซียนแวะไปทำปลาย่างและนั่งกินข้าวกับเด็กชายตกปลาเช่นเดิม ส่วนหลิวเซี่ยงเดินไปนั่งฟังนิทานจากชายแก่ร่างอ้วนกับเด็กๆที่กลางหมู่บ้านเมื่อหลินเซียนเดินมาเรียกพวกเขาก็เหาะไปด้วยกันไปหาจอมมาร, จักรพรรดินีปีศาจ และเทพโอสถบนสวรรค์(หลินเซียนรู้จักเป็นการส่วนตัว) ซึ่งทุกคนเห็นด้วย“ติดที่เผ่ามนุษย์นี่แหละ พวกเขาไม่มีผู้นำ”หลิวเซี่ยงเอานิ้วจิ้มอกหลินเซียน“ท่านอาจารย์ไงเจ้าค่ะ! ศูนย์รวมจิตใจของเผ่ามนุษย์”หลินเซียนยิ้ม เขาเรียกวารีจากแม่น้ำ,บึง,ทะเลสาป ฯลฯ ของแต่ละแคว้นกลายเป็นร่างเขาขนาดใหญ่มากที่เมืองหลวงและเมืองใหญ่ต่างๆ (แต่แคว้นจ้าว ไม่มีร่างหลินเซียนยักษ์ออกมา มีไปโผล่ลำธารเส้นแบ่งอาณาเขตข้างๆแคว้นจ้าวให้พอมองเห็นไก
...กลางเทือกเขาซับซ้อนและกันดาร ห่างไกลแม้แต่หมู่บ้านเล็กๆ อารามสูงใหญ่เก่ามากตั้งกลางป่าทึบ หลินเซียนเหาะมาถึงก็แปลกใจ ไม่มีใครอยู่ปรนนิบัติรับใช้เลย นักบวชก็ไม่มี นี่เขาอยู่คนเดียวในสถานที่แบบนี้หรือ?ยิ่งพอเปิดประตูใหญ่ทางเข้าก็ยิ่งแปลกใจคราบและความฝืดนี้บ่งชี้ว่าประตูไม่ได้ถูกเปิดมานานมากแล้ว แถมด้านในมีกลิ่นอับเก่าเต็มไปหมด“ฉินผิง!”เงียบไม่มีเสียงตอบ“เจ้าคนแซ่ฉิน!”ก็ยังเงียบไร้เสียงตอบ หลินเซียนแปลกใจมาก เขาสร้างลูกไฟเล็กๆลอยบนมือพอให้แสงสว่าง(ซีหมิงสอนให้)แล้วเดินหาฉินผิงไปทั่วก็ไม่เจอ“เขาไปไหน?”หลินเซียนจึงเพ่งจิตตรวจหาปราณฉินผิงพบว่าอยู่ด้านใน แต่เมื่อเดินเข้าไปกลับพบเป็นกำแพง เขาจึงเปลี่ยนเป็นร่างเทพวารีเดินทะลุกำแพงเข้าไปด้านใน แล้วภาพที่สะเทือนใจก็ทำให้หลินเซียนน้ำตาไหลฉินผิงกลายสภาพเป็นผีดิบ มีโซ่เซียนมากมายล่ามเขาไว้ เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นถึงเซียนระดับ 7 เจินเสิน(เทวะแท้จริง)ซึ่งมีพลังมาก ผีดิบฉินผิงมองอาจารย์ตัวเองแต่จำไม่ได้มันส่งเสียงแสดงความหิวโซอยากกินเนื้อมนุษย์“ทำไมกลายเป็นเช่นนี้?”หลินเซียนเหลือบไปเห็นข้อความที่เขียนด้วยเลือดจนแห้ง“ท่านอาจารย์ ข้ารู้ว่
...หลินเซียนออกมาจากจักรวาลดับสูญ ทันทีที่เขาเปิดประตูกระท่อมออกมา ก็ตกใจ เพราะศิษย์ทั้ง 10 ล้านคน, คนจากสมาพันธ์เซียน, เซียนดวงดาวใกล้เคียงต่างๆ มารอคำนับอยู่มากมายจนล้นออกไปนอกดวงดาว(อยู่บนเรือ,พาหนะเซียน)“พ่ะ...พวกท่านมีอะไรกัน?”หลินเซียนประหม่าเขินมากเป็นเจ้าสำนักวารีนิรันดร์(อดีตฮ่องเต้)เข้ามา“ท่านนักบุญบรรลุระดับ 12 รับดาราแล้ว ศิษย์และเซียนทุกท่านต่างมาร่วมแสดงความยินดีครับ”ผู้นำสมาพันธ์ดาราจักรและเซียนหญิงชราระดับ 12 ขั้นกลางลอยเข้ามาหา“ท่านหลินเซียนท่านรับพลังดาราอะไรมา? ทำไมพวกข้าถึงไม่รู้สึกคุ้นเคยกับพลังปราณในกายท่านเลย”แล้วก็มีเสียงเชียร์ดังกระหึ่มให้หลินเซียนโชว์พลังปราณ ตอนแรกหลินเซียนจะปฏิเสธแต่คุณหนูน้องสาวเข้ามากระซิบว่าท่านพี่สร้างบารมีสักหน่อยเถอะ เพื่อไม่ให้เสียน้ำใจเพราะบางคนเขามาไกลมากและรอท่านมาหลายปีแล้วด้วยหลินเซียนนิ่งสักครู่ เขาก็สร้างค่ายกลเล็กๆครอบร่างตนเองแล้วจึงค่อยๆกลายร่างเป็นร่างดาราดับสูญ เหล่าศิษย์ที่อยู่ตกใจมากบางคนกำลังจะวิ่งหนีเพราะยังขยาดครั้งที่แล้วไม่หาย แต่หลิงเอ๋อกลับยืนมองใกล้ๆอย่างไม่หวาดกลัว“ทุกคนไม่ต้องกลัว ข้ายังมีสติอยู่!”เป







