Masuk....ท่ามกลางความมืดชื้นและกลิ่นสนิมเลือดในคุกใต้ดิน แสงจันทร์ส่องลอดลงมา ภาพรอยยิ้มของมารดาก็ผุดขึ้นมาในใจหลินเซียนอย่างชัดเจน
เขาจำได้ถึงอ้อมแขนอบอุ่นและเสียงปลอบโยนที่เคยคอยประคองเขายามบาดเจ็บและท้อแท้
อีกด้านหนึ่ง ความทรงจำของย่าผู้เฒ่าที่คอยหุงหาอาหารและเล่านิทานยามค่ำคืน ทำให้หัวใจเขาอ่อนโยนแต่ก็สั่นไหว
ความคิดเป็นห่วงพวกท่าน กลัวว่ามารดาและย่าอาจถูกผู้คนภายนอกกดขี่หรือได้รับความอัปยศเพราะเขาทำให้ดวงตาที่เคยสิ้นหวังกลับลุกโชนขึ้น
หลินเซียนกัดฟันแน่น ราวกับจะสลักคำสัตย์ลงในเลือดเนื้อของตนเอง
“ต่อให้คุกนรกนี้กักขังข้าไว้ ข้าก็ต้องรอดออกไป... เพื่อปกป้องแม่และย่าของข้าให้ได้!”
เขาเริ่มมองรอบๆตัวอย่าเพ่งพินิจ คุกใต้ดินหนาแน่นราวกับโคลนเหนียว
กลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นเลือดและสนิมเหล็กคละคลุ้ง
หลินเซียนนั่งพิงกำแพงหินครุ่นคิด ข้อมือและข้อเท้าถูกโซ่เหล็กหนาล่ามไว้แน่น
“ในคุกนี้มีอะไร? แล้วตัวข้าตอนนี้มีอะไร? ข้าต้องเก็บข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อใช้สิ่งที่มีทุกอย่างพาข้าออกไปจากที่นี่!”
เขาหลับตา สูดหายใจเข้า แม้เจ็บปวดก็ยังบังคับจิตใจให้นิ่ง
ทบทวนวิชาที่เคยร่ำเรียนต่างๆ
กระบี่วายุปราณ = มันเปลี่ยนปราณเป็นคมดาบตัดโช่ให้ข้าได้
เขามองที่น้ำสกปรกรอบตัวและหนู "ปราณหมื่นสายนที ข้าใช้ประโยชน์จากน้ำพวกนี้ได้"
เขาครุ่นคิดต่อไป ทั้งสองวิชานี้ต่างแข็งแกร่ง แต่ยังไม่เคยมีผู้ใดนำมาผสานเป็นหนึ่ง ข้าควรนำข้อดีทั้งสองวิชามาผนวกเข้าด้วยกัน
แม้ไม่มีใครเคยคิดจะลอง แต่หากไม่ลองตอนนี้... ข้าคงถูกขังลืมจนตายอย่างไร้ค่าที่นี่!
เขารวบรวมปราณภายใน แปรเปลี่ยนเป็นคมกระบี่ในฝ่ามือ
กระบี่วายุปราณแหลมคม วาบแสงจางๆ
หลินเซียนกัดฟัน ฟันลงไปที่โซ่เหล็ก
ฉึก แคร๊ก!
แต่โซ่เพียงเกิดรอยร้าวเล็กน้อย ไม่แตกหัก
กระแสปราณในกายสั่นสะท้าน เขาไอเป็นเลือดคำใหญ่
ความล้มเหลวครั้งแรกกดทับดวงใจอย่างหนัก
หลินเซียนกัดฟัน ลองใหม่อีกครั้ง
คราวนี้เขาเพ่งจิตไปที่น้ำโสโครกที่ขังตามพื้น
ใช้ ปราณหมื่นสายนที เชื่อมวิญญาณเข้ากับหยดน้ำ
น้ำที่เน่าเหม็นกลับสั่นสะท้าน แปรเปลี่ยนเป็นประกายปราณเล็กๆ
เขาควบคุมสายน้ำให้พุ่งกัดกร่อนโซ่เหล็ก
ซู่ซู่...
แต่เพียงครู่เดียว น้ำกลับกระเซ็นแตกกระจาย ไร้พลัง
ปราณในกายสูญเปล่าไปครึ่งหนึ่ง
“ไม่พอ... ยังไม่พอ!”
หลินเซียนทุบกำแพงหิน เลือดจากข้อนิ้วเปื้อนเป็นรอย
ในความเงียบ มีเสียงยามเดินผ่านทางเดินด้านบน
หลินเซียนรีบสงบจิต กดลมหายใจจนแทบดับ
เขารู้... หากก่อเสียงดังแม้เพียงน้อย ก็อาจถูกจับได้และเฆี่ยนซ้ำ
ใจเขาเต้นแรง แต่ไม่ยอมแพ้
“ข้าต้องรวมสองสิ่งนี้เข้าด้วยกัน... ต้องหาทางใหม่”
เขาเข้าสมาธิอีกครั้ง
จิตหนึ่งหล่อเลี้ยงพลังวายุปราณ คมกระบี่ไร้รูป
จิตอีกส่วนโอบกอดสายน้ำ ปราณที่หลอมรวมกับสภาวะธรรมชาติ
ครั้งแรกที่พยายามรวมเข้าด้วยกัน พลังปะทะกันรุนแรง
บึ้ม!
กระแสปราณระเบิดภายในกาย ทำให้หลินเซียนไอเลือดคาวออกมาเต็มปาก
ร่างเขาแทบทรุดคว่ำ
แต่แววตากลับเปล่งประกาย...
“ใช่แล้ว... มันคือเส้นทางนี้ ถึงเจ็บปวดก็ต้องเดินต่อ!”
เขานั่งขัดสมาธิใหม่ แม้เลือดยังไม่หยุดไหล
รอบที่เท่าไหร่ไม่รู้แล้ว...ครั้งนี้เขาทดลองบังคับวายุให้ “หลอม” เข้ากับน้ำ ไม่ใช่ปะทะ
ปราณในกายหมุนเวียนไปทั่วเส้นลมปราณอย่างช้าๆ
เสียงหยดน้ำ ติ๋ง...ติ๋ง... กลายเป็นเสียงก้องสะท้อนที่ช่วยขับเคลื่อนสมาธิ
น้ำที่พื้นที่ผสมกับเลือดของเขาเริ่มรวมตัว ลอยขึ้นเป็นละอองใสที่มีสีแดงเจือปนอยู่
วายุปราณซึมซับเข้าไปในละอองนั้น
กลายเป็น “คมกระบี่ที่โอบล้อมด้วยสายน้ำ”
มันไม่เปล่งแสง ไม่ส่งเสียง แต่กลับแฝงความเย็นเยียบอำมหิต
หลินเซียนสูดหายใจเข้า
ยกกระบี่ปราณสายนทีวายุขึ้นฟันลงที่โซ่ตรวน
ฉึก! กร๊อบ!
โซ่เหล็กหนาที่เคยไร้ทางขาด กลับถูกตัดอย่างเงียบกริบ
ข้อมือของเขาเป็นอิสระ เลือดสดไหลรินจากรอยถลอก แต่ไม่มีความหมายอีกแล้ว
เขาหันไปตัดโซ่ข้อเท้า แคร่ก! เงียบสนิทราวกับโซ่ละลายหายไปเอง
หลินเซียนยกมือขึ้นมองคมปราณที่เพิ่งสร้าง
รอยยิ้มเย็นปรากฏบนใบหน้าที่เปื้อนเลือด
“นี่คือวิชาของข้าเอง... กระบี่สายนทีวายุ”
ในดวงตาของเขา ไม่ใช่ความสิ้นหวังอีกต่อไป แต่เป็นประกายแห่งความท้าทาย
เขาทดสอบก้าวเดินแรก แต่พื้นคุกแฉะและเต็มไปด้วยน้ำโสโครก เสียงก้าวอาจดังได้ง่าย
หลินเซียนจึงซ่อนปราณไว้ใต้ฝ่าเท้า
ทุกย่างก้าว น้ำโสโครกดูดซับเสียงจนเบาบางเหมือนฝีเท้าของเงา
เขาเคลื่อนไปในความมืด ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของคุกเอง
ยามสองคนเดินผ่านปากทางด้านบน
แสงไฟส่องลอดลงมา
หลินเซียนซ่อนกายแนบกำแพง เงียบจนแม้เสียงหายใจก็แทบไม่มี
เขาใช้พลังปราณพรางลมหายใจ กลืนไปกับกลิ่นอับชื้นรอบกาย
ยามสองคนมองไปรอบๆ แต่ไม่เห็นสิ่งผิดปกติ ก่อนเดินผ่านไป
หลินเซียนจึงค่อยๆ เล็ดลอดออกจากเงามืด
เส้นทางใต้ดินวกวน เขาใช้ปลายนิ้วสัมผัสผนังหิน
จิตปราณรับรู้ทิศทางการไหลของน้ำที่รินผ่านรอยแยก
เขาตามกระแสน้ำไป ราวกับมันกำลังนำทาง
ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับความเจ็บปวดในกาย
แต่หัวใจของเขากลับสงบนิ่งยิ่งกว่าเคย
สุดท้าย เขามาถึงกำแพงหินด้านหนึ่ง
มีเพียงรอยร้าวเล็กๆ ที่น้ำซึมผ่าน
หลินเซียนยกกระบี่สายนทีวายุขึ้นอีกครั้ง
ปราณหมุนเวียนพุ่งออกเป็นคมเฉียบฟาดลง
ฉึก—ครืน...
กำแพงหินแตกแยก เผยให้เห็นทางลับแคบๆ
ลมเย็นจากภายนอกพัดเข้ามากระทบใบหน้า
หลินเซียนสูดลมแรกแห่งอิสรภาพ
ความเจ็บปวดทั้งหมดกลับกลายเป็นพลังที่คุกรุ่นอยู่ในใจ
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้ายามราตรีที่ปรากฏตรงหน้า
ดวงจันทร์ลอยเด่นเหนือเมฆหมอก
“คืนหนึ่งในคุกใต้ดิน... คืนหนึ่งที่ข้าล้มตายเกือบสิ้น”
“แต่ก็เป็นคืนที่กระบี่ของข้า... กำเนิดขึ้น”
หลินเซียนก้าวออกจากเงามืด
ไม่ใช่ในฐานะศิษย์ที่ถูกตราหน้าว่าเนรคุณ
แต่เป็นอัจฉริยะที่สามารถสร้างหนทางของตนเองได้
“พวกเจ้าที่ใส่ร้าย... เจ้าสำนักที่ไม่ฟังความจริง...”
“วันหนึ่ง... ข้าจะกลับมาทวงคืนความยุติธรรมด้วยกระบี่นี้”
ร่างที่เปื้อนเลือดและโซ่ตรวนเพิ่งถูกตัดขาด อยู่ตรงเงามืดด้านนอกสำนัก
หลินเซียนคุกเข่าลงไปทางทศที่เป็นห้องตำรา ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่ปลุกฝันและหล่อเลี้ยงวิญญาณแห่งวิถีเซียนของเขา
เขาก้มศีรษะต่ำ ทำความเคารพตำราเหล่านั้นและบูรพาจารย์ผู้เขียนตำราให้เขาได้ศึกษาด้วยหัวใจที่สั่นไหว
เมื่อสายตาเลื่อนไปทางทิศที่เคยเป็นตึกเรียนที่ยังคงตั้งตระหง่าน ความทรงจำของเสียงอาจารย์สอนสั่งและเสียงหัวเราะของสหายยังดังก้องในโสต
ทุกสิ่งที่เคยงดงาม บัดนี้กลับแฝงด้วยรอยแผลแห่งการทรยศและความไม่ยุติธรรม
หลินเซียนยืนขึ้นอีกครั้ง มองทั่วทั้งสำนักด้วยดวงตาที่ปะปนทั้งความเศร้าและความมุ่งมั่น
เขารู้แล้วว่าเส้นทางที่รอเขาข้างหน้าต่อจากนี้ จะมิใช่เส้นทางที่สำนักนี้มอบให้ หากเป็นทางที่เขาจะสร้างขึ้นด้วยเลือดและวิญญาณของตนเอง
ร่างของหลินเซียนค่อยๆ ละลายหายไปในเงาไม้
ทิ้งไว้เพียงเสียงลมพัดเบาๆ และเศษโซ่เหล็กขาดสะบั้นที่เคยล่ามตรวนเขาไว้ในคุกที่มืดมิด....
หน้าหลุมศพอาจารย์เฉิงเสิน ทั้งสองนั่งมองต้นไผ่ลู่ลม เสียงนก และเมฆที่ลอยอยู่บนฟ้า..."เออ! นี่เจี้ยงเซิ่ง""หือ?""คือ....ข้าเห็นหอตำราสำนักเก่ามากแล้ว ข้าอยากซ่อมมันใหม่ เจ้าช่วยออกหน้าแทนข้าได้ไหม?""เจ้าก็รู้ว่าอาจารย์จื่อหยงนั้นไม่ชอบข้าๆไม่อยากให้ความตั้งใจบริสุทธิ์นี้แปรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น"เจี้ยงเซิ่งตบหลังหลินเซียนเบาๆ"ผู้ทำความดี ไม่หวาดหวั่นต่อโลก เจ้าไปกับข้าๆคุยให้เอง""แต่....""เอาน่า! ท่านบรรพาจารย์แคว้น แก่กันปูนนี้แล้ว อย่าใจปลาซิวเหมือนหน้าเด็กน้อยของเจ้าหน่อยเลย ฮ่าๆ" เจี้ยงเซิ่งหัวเราะ (เจี้ยงเซิ่งเองก็แก่หงั่กแล้ว)แล้วทั้งคู่ก็เข้าไปในสำนัก อาจารย์ผู้เฒ่าชราท่านหนึ่งก็ออกมาตอนรับ"ที่แท้ท่านเจ้าสำนักเจี้ยงเซิ่งแห่งสำนักเซียนหลิงอู่ซานนี่เอง"แล้วผู้เฒ่าชราก็เหลือบไปเห็นชายเสื้อผ้าเก่าชุดเปื้อนดินอีกคนที่หลบอยู่ด้านหลังเจี้ยงเซิ่ง เห็นแต่ผมขาวๆยาวปลิวไปมาผู้เฒ่าพยายามจะเพ่งมอง จนเจี้ยงเซิ่งเห็น เขาเลยจับหลินเซียนดึงออกมาด้านหน้า"ทะ...ท่านอาจารย์ สบายดีนะขอรับ แหะๆ" หลินเซียนหัวเราะแก้เขินแล้วยิ้มเหมือนเด็กๆ ชายชราสายตาฝ้าฟาง เขาจึงเดินไปใกล้ๆ พอเห็นหน้าชัดๆเท
.....เวลาผ่านมา 7 วัน หลินเซียนกลับมาที่เผ่าเสือ เขาตกใจว่าทำไมที่นี่เวลาผ่านไปเพียง 7 วันเท่านั้น เพราะเขาอยู่ในแดนอเวจีนั้นยาวนานถึง 588 วัน(ราวๆ 1 ปี 7 เดือนกว่าๆ) ทำให้รู้ว่าเวลาในแดนอเวจีนั้นรวดเร็วกว่าเวลาบนโลกมนุษย์มากจอมปีศาจเสือขาวจึงสำทับเสริมเข้าไปอีกว่าแดนสวรรค์ก็เช่นกันแค่ 1 วันของที่นั่นจะเท่ากับเวลาบนโลกถึง 84 วันทีเดียว หลินเซียนก็ได้เปิดหูเปิดตาได้ความรู้ใหม่ว่า 3 พิภพนี้มีมิติเวลาที่ต่างกันเด็กปีศาจถามถึงน้องสาวเขา หลินเซียนบอกว่าตอนนี้เธอไม่เป็นไรแล้ว เขาพาเธอไปเข้าฌานอยู่น้ำพุที่ 2 ของแดนยมโลกซึ่งอยู่ใต้แม่น้ำหวังชวน(แม่น้ำแห่งการลืมเลือน) หลินเซียนบอกว่าเธอไม่เป็นไร พลังน้ำยมโลกที่เขาเคยมอบให้สอดประสานต้อนรับเธอเป็นอย่างดีหลิวเซี่ยงถามว่า "พวกท่านไม่ถูกให้ดื่มน้ำแกงลืมอดีตหรือ?"หลินเซียนตอบว่า "ที่นั่นไม่มียมฑูต ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่เลย มีเพียงวิญญาณมนุษย์เดินตามเส้นทางแห่งความตายข้ามแม่น้ำไปเท่านั้น""แต่ข้าก็ไม่รู้ว่าปลายทางนั้นจะไปที่แห่งใดหรอกนะ...." หลินเซียนกล่าว “แม่น้ำหวังชวนไร้ฝั่ง มีเพียงใจเท่านั้นที่เป็นเรือข้าม” “ชีวิตและความตายต่างเพียงหนึ่งลมหาย
(1 ปีต่อมา).....ณ ชายขอบแคว้นจ้าว มีกระท่อมเล็กๆอยู่ท่ามกลางภูเขาธรรมชาติร่มรื่น หน้าบ้านมีเด็กชายและเด็กหญิงวิ่งเล่นกัน เด็กหญิงมีหูและหางด้วย กระท่อมนี้เป็นที่อยู่ของหลิวเซี่ยงและสามีของนางนั่นเองในขณะที่นางกำลังตากผ้าที่ซัก นางก็เห็นบุรุษชุดขาวคนหนึ่งเดินมา ผมเขาเป็นสีขาวโพลน ชุดก็ขาว ผิวก็ขาว ใบหน้าก็อ่อนเยาว์ ดูราวกับเทพเซียนลงมาจากสวรรค์ มีชายหญิงอีก 2 คนอายุไล่เลี่ยกันเดินตามหลังมาด้วย ผู้หญิงมี 2 เขาและ 4 ปีกดูน่ากลัวลูกชายเธอเห็นปีศาจสาวก็กลัว ร้องลั่นวิ่งเข้าบ้านหาพ่อ แต่ลูกสาวยังคงยืนจ้องมองปีกสีดำนั้นอย่างตั้งใจแสงแดดส่องมาทางชายชุดขาวนั้นพอดีทำให้เห็นหน้าไม่ชัด แต่เมื่อพวกเขามายืนอยู่หน้าบ้านก็ทำให้รู้ว่าเขาคือหลินเซียนอาจารย์ของเธอนั่นเองเธอรีบวางตระกร้าผ้าแล้วเดินเข้ามาต้อนรับ ในขณะที่ลูกชายก็ตามพ่อซึ่งเป็นปีศาจเสือหนุ่มออกมาเมื่อทั้งหมดเข้าไปนั่งคุยกันในบ้าน หลินเซียนขอให้สามีนางช่วยพาไปพบพ่อของเขา(จอมปีศาจเสือขาว)เพื่อจะฝากเด็กปีศาจทั้งสองไว้ แต่ปีศาจเสือหนุ่มก็ส่ายหน้าไม่อยากยุ่งเขาบอกว่าเด็กหญิงที่ท่านพามานี้มีถึง 4 ปีก บ่งว่าเป็นปีศาจชั้นสูงมาก ระดับเดียวกับ
.....หลินเซียนซึมซับไอสีดำที่ออกมาจากผนังห้องนั้นอยู่หลายชั่วยาม ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้น และเดินออกมานอกห้องลับนั้น เห็นเด็กๆนั่งชันเข่าหิวข้าวและมองหน้าหลินเซียนแบบงอนๆ หลินเซียนหัวเราะแหะๆ เขาจึงทำอาหารให้เด็กๆกินกันวันต่อมาหลินเซียนเริ่มสอนหนังสือให้เด็กๆ ทั้งทำอาหารให้เด็กๆกิน และเข้าไปในห้องนั้นเพื่อซึมซับเต๋าแห่งปีศาจ เขาทำเช่นนี้ทุกวันๆ เป็นระยะเวลา 40 ปี จนเด็กๆเริ่มโตขึ้นบัดนี้พวกเขาไม่ใช่เด็กอีกต่อไปกลายเป็นวัยรุ่นแล้ว เด็กชายรูปร่างและหน้าตาราวๆวัยรุ่นอายุ 20-21 ปีแล้ว ส่วนเด็กหญิงปีศาจก็ดูอายุราวๆเด็ก 17-18 ปีเท่าๆหลินเซียน และพวกเขาบรรลุเป็นปีศาจระดับ 7 (เทียบเท่าเซียนขั้นแกนปราณขั้นต้น-กลาง)ได้แล้วทั้งคู่ด้วย เหตุเพราะหลินเซียนให้เขาสัมผัสปราณของหยดน้ำวิญญาณคร่ำครวญบรรพกาลทุกวัน และยังสอนปรัชญาความรู้เต๋าต่างๆให้มากมายด้วยหลินเซียนจึงเป็นทั้งผู้มีพระคุณและอาจารย์เด็กปีศาจทั้ง 2 คนนี้ ซึ่งทั้งคู่ก็พร้อมใจกันยกชามาคาราวะหลินเซียนเป็นอาจารย์ด้วยความสมัครใจ ซึ่งหลินเซียนก็รับไว้ด้วยใบหน้ามีความสุขที่น่าแปลกคือจิตเต๋าปีศาจที่ซึมซับทุกวันนั้นทำให้ร่างกายทารกวิญญาณปีศาจในจ
.........ท้องฟ้ามืดมัว ก้อนเมฆดำทมิฬของพายุใหญ่ เสียงฟ้าผ่าฟ้าร้องในหมู่เมฆเป็นระยะๆ ฟ้าแล่บในก้อนเมฆ ปราฏว่ามีเซียนหยวนอิง 1 คนก็กำลังเหาะหนีเซียนหยวนอิงอีก 2 คนที่กำลังไล่ล่า สภาพเขามีบาดแผลเต็มตัวและอ่อนแรงเปลวไฟชีวิตใกล้จะดับมอด"ฮ่าๆ เจ้าไม่รอดแน่ รีบส่งสิ่งๆนั้นมาให้พวกข้า!"ผู้หนีกัดฟันกร่อด แต่เขาจะไม่ไหวแล้ว มือของเขากุมกุญแจโบราณบางอย่างไว้แน่น เขามองไปยังแกนกลางพายุใหญ่และพุ่งฝ่าก้อนเมฆดำทมิฬนั้น สายฝนจนร่างกายเปียกปน โดนฟ้าผ่า 1 ครั้ง พยายามใช้สติเท่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่หลบเลี่ยงสายฟ้าไปมา ส่วนผู้ไล่ล่าทั้งคู่นั้นเหมือนจะมีสมบัติวิเศษบางอย่าง เพราะนอกจากเสื้อเปียกแล้ว สายฟ้าไม่ฟาดใส่ตัวเขาเลยเมื่อมาถึงแกนกลางพายุ ผู้ไล่ล่าก็ไล่มาจนทันและทั้งคู่ดักหน้าและหลังเหยื่อ"ฮ่าๆ หนีไม่รอดแล้ว"ชายผู้เป็นเหยื่อจำใจต้องต่อสู้ เขาปลดปล่อย ทารก วิญญาณของตนเองออกมา เป็นเด็กปีศาจมี 1 เขากับปีก 1 คู่ ร่างกายเป็นสีเขียว พ่นควันพิษสีเขียวไปหาผู้ไล่ล่าเซียนหยวนอิงผู้ไล่ล่าทั้งสองก็ปลดปล่อยทารกวิญญาณของตนออกมา เป็นเด็กชายผมสีดำคนหนึ่งมือมีไฟลุก อีกคนหนึ่งมือมีน้ำไหล วน ทารกทั้ง 2 ไฟและน้ำ ร
(1 ปีผ่านไป)....หลินเซียนยังอยู่ ณ ลำธารแห่งนี้ไม่ได้ไปไหน เขาได้ถกความรู้เต๋ากับเด็กหญิงปีศาจดอกบัวเสมอๆวันนี้ก็เช่นกันหมอกยามเช้าลอยต่ำลงบนลำธาร หยดน้ำค้างสะท้อนแสงจันทร์ที่ยังคงส่องอ่อนอยู่บนผิวน้ำหลินเซียนหลับตานั่งสมาธิอยู่ริมฝั่ง ใบหน้าของเขาเรียบสงบ ดวงตาปล่อยว่างเปล่าเหมือนกระจกสะท้อนฟ้าสายน้ำใสไหลเอื่อย เหมือนจังหวะชีวิตที่ไม่เร่งรีบแต่มั่นคง ดอกบัวน้อยค่อยๆ แง้มกลีบออกมาจากผืนน้ำ สีชมพูอ่อนเรืองแสงอ่อนปีศาจดอกบัวในร่างเด็กหญิงตัวน้อยเธอนั่งอยู่บนดอกบัวที่ลำธารเบื้องหน้าหลินเซียนมือเล็กๆของเธอยกถ้วยน้ำชา กลิ่นหอมชาอบอวลไปทั่ว เข้ากับกลิ่นหญ้าและฝนเมื่อคืน หลินเซียนลืมตา เขามองร่างเด็กหญิงตัวน้อยที่ถือถ้วยน้ำชาเธอเห็นหลินเซียนลืมตา เธอก็พูดด้วยเสียงที่คล้ายกับสายลม นุ่ม และแผ่วเบา “เซียน… ”เสียงนั้นเหมือนเสียงลำธารอีกสายเล็กๆ ไหลเข้ามาในจิตใจ หลินเซียนพยักหน้าเบาๆเขาไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่สายตาที่พวกเขามองกันและกันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ดีแก่กันสายลมพัดผ่านผิวน้ำ ดอกบัวน้อยโอนอ่อนตามแรงลม ราวกับโยกไปตามจังหวะของธรรมชาติหลินเซียนค่อยๆ ยื่นมือ แตะผิวน้ำเบาๆ น้ำเย็นชุ







