LOGINแต่ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยหลุมพราง หรือการหักหลังที่เจ็บปวดแค่ไหน มัจจุราชหนุ่มก็พร้อมที่
แต่ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยหลุมพราง หรือการหักหลังที่เจ็บปวดแค่ไหน มัจจุราชหนุ่มก็พร้อมที่จะแลกด้วยทุกอย่างที่มี เพื่อรักษารอยยิ้มและลมหายใจของผู้หญิงคนนี้เอาไว้ชายหนุ่มกระชับวงแขนแน่นขึ้น กดจูบลงบนกลุ่มผมสีดำสนิทของนิริน ฝังคำปฏิญาณสุดท้ายของค่ำคืนนี้ลงในโสตประสาทของคนที่เขารักที่สุด"ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..." น้ำเสียงของอารัญหนักแน่นและทรงพลัง กังวานลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจ "...พี่จะไม่มีวันปล่อยมือหนู"แสงอาทิตย์ยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านช่องว่างของผ้าม่านทึบแสงเข้ามาภายในห้องนอนกว้างขวางบนเพนต์เฮาส์ชั้นสูงสุด ทาบทับลงบนพื้นพรมขนสัตว์สีเทาเข้มเป็นลำแสงสีทองอ่อนจาง อุณหภูมิจากเครื่องปรับอากาศยังคงทำหน้าที่ส่งความเย็นฉ่ำออกมาอย่างสม่ำเสมอ ทว่าบนเตียงคิงไซส์กลางห้องกลับอบอวลไปด้วยไออุ่นที่แผ่ซ่านมาจากร่างกายของคนสองคนนิรินค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือความหนักอึ้งของท่อนแขนแกร่งที่พาดทับอยู่บริเวณช่วงเอว รั้งแผ่นหลังของเธอให้แนบชิดกับแผงอกกว้างที่เปลือยเปล่า จังหวะการเต้นของหัวใจที่สม่ำเสมอและหนักแน่นดังสะ
"พี่รัญสั่งไว้เองไม่ใช่เหรอคะ ว่าห้ามถอดเด็ดขาด" นิรินตอบ ยกมือขวาขึ้นมาทาบทับลงบนหลังมือของเขาที่กำลังจับจี้มีดผ่าตัดอยู่ "รินอาบน้ำรินก็ไม่ถอดค่ะ กลัวโดนคนเผด็จการดุเอา"อารัญหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาเลื่อนปลายนิ้วหัวแม่มือเกลี่ยลงบนจี้มีดผ่าตัด ก่อนจะไล้ไปตามแนวไหปลาร้าของเธอ สัมผัสที่ทะนุถนอมและแฝงความหวงแหนอย่างลึกซึ้ง"มันไม่ใช่แค่คำสั่ง นิริน..." น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นความจริงจังและหนักแน่น "มันคือเครื่องหมายที่บอกว่า ไม่ว่าข้างนอกนั่นจะมีใครพยายามตั้งค่าหัวหนู หรือตระกูลหวังจะประกาศตัดขาดหนูยังไง... หนูคือคนของพี่ คือกรรมสิทธิ์ของหมออารัญ ที่ไม่มีใครมีสิทธิ์มาแตะต้อง"
"หิวแล้วค่ะ" นิรินพยักหน้ารับอารัญจูงมือเธอเดินออกจากห้องแต่งตัว ผ่านห้องนอนที่จัดเก็บเรียบร้อย มุ่งหน้าไปยังโซนรับประทานอาหารส่วนหน้าของเพนต์เฮาส์ โต๊ะกระจกตัวยาวถูกจัดเตรียมไว้ด้วยอาหารหน้าตาน่าทานหลายอย่าง กลิ่นหอมกรุ่นของซุปเห็ดทรัฟเฟิลและสเต็กปลาแซลมอนยั่วกระเพาะอาหารที่เพิ่งเริ่มฟื้นฟูระบบย่อยให้ทำงานชายหนุ่มเลื่อนเก้าอี้ให้นิรินนั่งลง ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม มื้ออาหารดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีความกดดัน ไม่มีการบังคับป้อน หรือการใช้ถ้อยคำเชือดเฉือนเหมือนสัปดาห์ก่อน นิรินจัดการอาหารในจานของตัวเองได้เยอะกว่าปกติ อารัญนั่งมองการเจริญอาหารของคนตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ"เรื่องโกดังของ... เฮียหวัง" นิรินตัดสินใจเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ หลังจากรวบช้อนส้อมเรียบร้อยแล้ว "คุณคินเข้ามารายงานว่าจัดการเสร็จหมดแล้วใช่ไหมคะ"อารัญชะงักมือที่กำลังยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เขาวางแก้วลงบนโต๊ะ นัยน์ตาสีเข้มสบเข้ากับดวงตากลมโตของเธอ "ใช่ เผาทิ้งไม่เหลือซาก ตัดเส้นทางส่งยาของมันไปจนหมดแล้ว ตอนนี้มันก็เป็นแค่หมาจนตรอกที่หนีไปซุกหัวอยู่ที่มาเก๊า ไม่มีเงินทุน ไม่มีอำนาจก
"พี่รัญ..." เธอเรียกเขาเสียงแผ่วเบา เอื้อมมือไปจับแขนเสื้อของเขาอารัญหันกลับมามอง นัยน์ตาที่เคยกราดเกรี้ยวใส่ลูกน้องอ่อนแสงลงเมื่อสบตากับเธอ เขาจับมือเธอที่เกาะแขนเขาอยู่ เลื่อนปลายนิ้วไปสัมผัสที่จี้รูปมีดผ่าตัดบนลำคอของเธอเบาๆ"การทำแบบนั้น... มันจะทำให้พี่รัญตกเป็นเป้าของสภานะคะ" นิรินพูดด้วยความเป็นห่วง "ลุงเสือจะไม่ยอมแน่ๆ เขาจะหาทางทำลายพี่รัญ""พี่รู้" อารัญตอบรับสั้นๆ น้ำเสียงของเขาสงบและมั่นคง "แต่มันคือราคาที่พี่ต้องจ่าย"เขาดึงร่างบอบบางของเธอเข้ามาไว้ในอ้อมกอด วางปลายคางลงบนกลุ่มผมสีดำสนิทของเธอ ทอดสายตามองข้ามไหล่บางออกไปยังตึกระฟ้าของเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยการแย่งชิงอำนาจ"ตระกูลหวังสร้างรอยแผลให้พี่เมื่อสิบปีก่อน และตอนนี้พวกมันพยายามจะพรากชีวิตหนูไปจากพี่..." อารัญกระชับวงแขนให้แน่นขึ้น ราวกับจะผนึกเธอให้ปลอดภัยอยู่ใต้ปีกของเขา "พี่จะปล่อยให้พวกมันมีอำนาจเหนือเราอีกไม่ได้ การถล่มโกดังมันคือการตัดรากถอนโคน เพื่อไม่ให้ไอ้เฮียหวังมันมีทุนกลับมาทำร้ายหนูได้อีก""แต่รินกลัว..." นิรินซบหน้าลงกับแผงอกของเขา เสียงของเธอสั่นเครือ "รินไ
"ทำแผลเสร็จแล้วก็ไปล้างมือ แม่บ้านจัดอาหารเช้าไว้ให้ที่โต๊ะกินข้าวแล้ว กินให้หมดชาม อย่าให้พี่ต้องใช้วิธีบังคับป้อน" เขาออกคำสั่งด้วยมาดเผด็จการตามความเคยชิน แต่มุมปากกลับมีรอยยิ้มจางๆการรับประทานอาหารเช้าดำเนินไปอย่างเงียบเชียบและเรียบง่าย นิรินจัดการกับซุปใสและข้าวต้มหมูสับจนเกือบหมดชามตามคำสั่ง อารัญนั่งดื่มกาแฟและเช็กข่าวสารผ่านแท็บเล็ตอยู่ฝั่งตรงข้าม บรรยากาศภายในเพนต์เฮาส์ดูคล้ายกับชีวิตประจำวันของคู่รักธรรมดาคู่หนึ่งทว่าความสงบสุขนั้นดำรงอยู่ได้เพียงไม่นานติ๊ด... แกร๊กเสียงระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์ของประตูหน้าเพนต์เฮาส์ดังขึ้น ตามด้วยเสียงผลักประตูไม้เนื้อแข็งให้เปิดออก คินก้าวเข้ามาภายในโถงทางเดิน บอดี้การ์ดคนสนิทสวมเสื้อสูทสีดำตัวใหม่ทับรอยฟกช้ำและบาดแผลที่หน้าขา ท่าทางของเขาเคร่งเครียดและเป็นงานเป็นการขั้นสุดอารัญละสายตาจากหน้าจอแท็บเล็ต เขาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะกระจก รังสีความคุกคามของผู้นำโลกใต้ดินกลับมาสวมทับร่างของเขาอีกครั้ง"รายงานมา" อารัญสั่งเสียงห้วนกระด้างคินเดินเข้ามาหยุดยืนห่างจากโต๊ะอาหาร ปรายตามองนิรินเล็กน้อยเ
"ชีพจรเต้นเก้าสิบครั้งต่อนาที... เร็วไปนิด แต่จังหวะสม่ำเสมอดี การสูบฉีดเลือดไม่มีปัญหา" เขาประเมินค่าออกมาเป็นตัวเลขทางการแพทย์ด้วยความเชี่ยวชาญนิรินหลุบตาลงมองแผงอกกว้างที่โผล่พ้นรอยแยกของคอเสื้อ "ก็พี่รัญดึงรินเข้ามาใกล้ขนาดนี้... หัวใจมันก็ต้องเต้นเร็วสิคะ"คำตอบซื่อตรงของเธอทำให้อารัญหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่แทบจะไม่เคยเกิดขึ้นเลยตั้งแต่เธอรู้จักผู้ชายคนนี้ เขาปล่อยมือจากข้อมือเธอ เปลี่ยนมาโอบรอบเอวคอดไว้หลวมๆ"ปากเก่งขึ้นนะ ตั้งแต่เมื่อคืน" เขาเย้าแหย่ นัยน์ตาพราวระยับหญิงสาวหน้าร้อนผ่าว รีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อลดความประหม่าของตัวเอง สายตาของเธอเลื่อนไปหยุดอยู่ที่หัวไหล่ซ้ายของเขา รอยเลือดซึมออกมาเล็กน้อยที่ขอบพลาสเตอร์กันน้ำ"แผลพี่รัญเลือดซึมอีกแล้วนะคะ" นิรินขมวดคิ้วด้วยความกังวล "ไปทำอะไรมาคะ ทำไมมันถึงมีเลือดออก""ก็เมื่อคืนมีเด็กดื้อบางคนจิกไหล่พี่ไม่ยอมปล่อย ตอนที่พี่กำลัง...""พี่รัญ!" นิรินรีบยกมือขึ้นปิดปากเขาไว้ก่อนที่เขาจะพูดประโยคชวนหน้าแดงออกมาจนจบ เธอถลึงตาใส่ศัลยแพทย์หน้าตายที่กล้าเอาเรื่องบนเตียงมาพู







