Masukหลายสัปดาห์ต่อมา
วันฝึกงานวันแรกในชีวิตของฉันก็เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ บริษัทเอ็นพีซีกรุ๊ป ฉันเดินเข้ามาภายในตัวอาคารสูงตระหง่านใจกลางเมืองด้วยหัวใจที่เต้นระทึก โดยมีสองมือบางกุมกระเป๋าเอกสารไว้แน่น ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ แล้วตรงดิ่งไปยังเคาน์เตอร์ฝ่ายบุคคลเพื่อรายงานตัวตามนัดหมาย “น้องผักกาดใช่ไหมคะ? นักศึกษาฝึกงานตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ” พี่พนักงานสาวสวยเอ่ยถามเสียงหวานพร้อมรอยยิ้มต้อนรับที่เป็นมิตร “อ๋อ ใช่ค่ะพี่ หนูเองค่ะ” ฉันรีบตอบรับพยักหน้าหงึกหงักแล้วส่งยิ้มหวานพิมพ์ใจไปให้ทันที พร้อมกับยื่นมือรับเอกสารคู่มือและบัตรประจำตัวนักศึกษาฝึกงานมาจากพี่พนักงานเคาน์เตอร์ HR “โอเคเรียบร้อยค่ะ งั้นน้องขึ้นไปที่ชั้น 42 ได้เลยนะคะ โต๊ะทำงานของพี่เลขาจะอยู่หน้าห้องท่านประธานเลยค่ะ” “ได้ค่ะพี่ ขอบคุณมากนะคะ” ไม่รอช้า ฉันรีบก้าวเท้าฉับ ๆ ตรงไปยังโซนลิฟต์แก้วสำหรับผู้บริหาร แล้วกดปุ่มมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้น 42 ตามที่พี่ HR ได้แจ้งไว้ทันที ระหว่างทางที่ตัวลิฟต์กำลังเคลื่อนทะยานขึ้นสู่ชั้นบนสุดอย่างรวดเร็ว หัวใจของฉันมันกลับเต้นตึกตัก ตึกตัก รัวเร็วราวกับเสียงกลองรบที่ดังทะลุออกมานอกอก ในหัวคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานาด้วยความตื่นเต้นระคนหวั่นใจ ไม่รู้ว่าพี่เหนือหรือท่านประธานคนใหม่ของที่นี่จะยังคงจำเด็กผู้หญิงคนนี้ได้ไหมนะ แล้วที่สำคัญที่สุดล่ะ ขอให้เขาไม่มีแฟนทีเถอะ สาธุ! ฉันแอบพึมพำภาวนาในใจอย่างคาดหวังในสิ่งลึก ๆ ทว่า... พอลิตฟ์เปิดออกเสียงเตือนดังขึ้น ติ๊ง! ฉันก้าวเท้ามาถึงบริเวณหน้าห้องทำงานสุดหรูของท่านประธาน ความเงียบเชียบกลับปกคลุมไปทั่วบริเวณ พลางมองไปทางโต๊ะทำงานหน้าห้องก็ว่างเปล่า ไม่เจอเลขาคนสวยประจำตำแหน่งของเขาเจอนั่งอยู่เลยแม้แต่เงาเดียว “ไปไหนกันหมดนะ...” ฉันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ด้วยความฉงนสงสัย สายตาสอดส่องมองหาเผื่อว่าจะมีใครเดินผ่านมา แต่แล้ว สัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นมันกลับทำงานเร็วกว่าสมองสั่งการ ฉันค่อย ๆ ก้าวเท้าเตาะแตะเข้าไปใกล้ประตูบานยักษ์ที่ปิดสนิท แล้วก้มตัวลงเอาหูแนบชิดกับบานประตูไม้สักทองหนาหนักทันทีเพื่อแอบฟังเสียงความเคลื่อนไหวข้างใน “อ๊ะ!... คุณเหนือคะ ทำไมวันนี้ร้อนแรงจัง อ๊าาา... เข้ามาลึก ๆ เลยค่ะ!” กึก! วินาทีนั้น... ราวกับมีสายฟ้าฟาดเปรี้ยงลงมากลางหัว หัวใจของฉันหล่นวูบจากอกดิ่งลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แล้วเหมือนมันจะหลุดโหม่งทะลุพื้นโลกกตกลงไปอีกหนึ่งทีจนชาไปทั้งร่าง พร้อมกับใบหน้าหวานร้อนผ่าว มือไม้สั่นเทาจนเอกสารในมือแทบจะหลุดร่วงลงพื้น แววตาเบิกกว้างด้วยความช็อกสุดขีดจนพูดไม่ออก ‘โอ้โห... วันแรกของการฝึกงานแท้ ๆ ยัยผักกาดเอย! ประโยคแบบนี้ น้ำเสียงกระเส่าแบบนี้ มันชัดเจนแจ่มแจ้งแจ้งตนเลยว่าเขากำลังทำเรื่องอย่างว่ากันอยู่ข้างในห้องทำงานแน่ ๆ!’ ฉันคิดในใจพลางน้ำตาแทบจะไหลออกมาด้วยความผิดหวังระคนเหนื่อยใจ... นี่ฉันต้องมาเจอเสือร้ายในร่างท่านประธานตั้งแต่ข้ามพ้นประตูวันแรกเลยเหรอเนี่ย “ทำไมพี่เหนือถึงไม่ดีเท่าปะป๊าเลย” ฉันพึมพำกับตัวเองทั้งน้ำตาคลอเบ้า ในหัวพาลนึกถึงปะป๊าอคิณที่ถึงจะดุและหวงฉันมากแค่ไหน แต่ปะป๊าก็รักและให้เกียรติหม่ามี้เมลดาที่สุด ไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสียหรือทำตัวเหลวแหลกแบบนี้เลย เพียงไม่นานด้วยความที่ยังอยากหลอกตัวเองว่าหูฝาด ฉันจึงตัดสินใจแนบหูลงกับบานประตูอีกครั้ง เผื่อว่าสิ่งที่ได้ยินก่อนหน้านี้จะเป็นแค่การเข้าใจผิด แต่ทว่า สิ่งที่สะท้อนกลับมามันกลับชัดเจนแจ่มแจ้งจนปฏิเสธไม่ได้ “ตับ ตับ ตับ!” เสียงเนื้อกระทบกันเป็นจังหวะหนัก ๆ ดังก้องชัดเจน ตามมาด้วยเสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยพึมพำอย่างพึงพอใจ “อาาา~ ยังเด้งดีเหมือนเดิมนะจัสมิน” “อ๊ะ! คุณเหนือตรงนั้น อ๊ะ เสียวค่ะ” เสียงหวานของหญิงสาวอีกคนครางกระเส่าตอบรับ ชัดเจน... ชัดเจนจนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว! วินาทีนั้นฉันรีบเอามือข้างหนึ่งขึ้นมาอุดปากตัวเองไว้แน่นเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้องสะอื้นออกไป แต่ทว่ามืออีกข้างเจ้ากรรมที่กำลังสั่นเทาด้วยความช็อก มันดันพลาดท่าไปปัดโดนด้ามจับลูกบิดประตูเข้าอย่างจัง และที่ร้ายไปกว่านั้นคือ... ประตูห้องท่านประธานมันยังไม่ได้ล็อก! ฟึบ! ตุบ! “กรี๊ดดดดด!” ใช่ค่ะ... ประตูบานใหญ่เปิดผัวะออกตามแรงเหวี่ยง ส่งผลให้ร่างของฉันเสียหลักล้มแหมะหน้าคว่ำคะมำเข้าไปข้างในห้องทำงานหรูทันที! และฉากตรงหน้าในระยะสายตาที่ไม่มีอะไรบดบังก็คือ หนังสดฉากรักอันร้อนแรงบนโซฟาตัวยาวชิ้นหรู ทั้งสองคนอยู่ในสภาพเปลือยเปล่ากอดรัดฟัดเหวี่ยงกันนัวเนีย จนผู้หญิงที่ชื่อจัสมินเบิกตาโพลงแล้วร้องกรี๊ดลั่นพลางรีบดึงหมอนอิงมาปิดบังร่างกายพัลวัน ส่วนท่านประธานหรือพี่เหนือของฉันน่ะเหรอ? เขาหันขวับมามองฉันด้วยใบหน้าที่ซีดเผือด แววตาคมกริบคู่นั้นเต็มไปด้วยความตกใจและลนลานอย่างที่สุดในชีวิต “ผักกาด...!” ฉันไม่ได้อยู่รอฟังเสียงเรียกนั่นหรอกค่ะ! สมองของฉันสั่งการให้ร่างกายขยับรวดเร็วทลายขีดจำกัด ฉันรีบกุมเอกสารลนลานพยุงตัวลุกขึ้น แล้ววิ่งหน้าตั้งโกยแนบออกมาจากห้องทำงานนั้นทันที ก่อนจะพาตัวเองมาทรุดนั่งลงที่โต๊ะทำงานผู้ช่วยเลขาด้านนอกเหมือนเดิมด้วยหัวใจที่เต้นรัวจนจะหลุดออกมา ตอนนี้ใบหน้าหวานร้อนผ่าวจนแทบไหม้ มือไม้ยังคงสั่นระริกพร้อมกับความรู้สึกผิดที่ดันไปขัดจังหวะและแอบดูเรื่องส่วนตัวของคนอื่น แต่ที่มากกว่าความรู้สึกผิด... คือความเจ็บจี๊ดที่แล่นริ้วเข้ามากลางอกจนขอบตาอุ่นร้อนขึ้นมา นี่เหรอรักครั้งแรกที่ฉันแอบลุ้นแอบรอมาหลายสัปดาห์... วันแรกของการฝึกงานยังไม่ทันข้ามพ้นครึ่งวัน ฉันก็อกหักดังเป๊าะซะแล้ว แถมยังแจ็กพอตแตกได้เห็นหนังสดคาตาเต็ม ๆ สองตาอีก ยัยผักกาดเอ๊ย! ทำไมชีวิตฝึกงานวันแรกของฉันมันถึงได้พังพินาศขนาดนี้เนี่ยหลังจากผ่านด่านหมั้นหมายมาได้หลายเดือน ในที่สุดระยะเวลาทำใจของปะป๊าอคิณก็สิ้นสุดลง ด้วยการเกลี้ยกล่อมแบบ 24 ชั่วโมงของหม่ามี้เมล จนกำหนดวันแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ และวันนี้ก็ถึงคิวของภารกิจสำคัญ...การลองชุดเจ้าสาวและเจ้าบ่าว ณ ร้านตัดชุดแต่งงานระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง พี่เหนือนั่งเกร็งอยู่บนโซฟาหลุยส์สวมชุดสูทเจ้าบ่าวสีสากลตัดเย็บอย่างประณีต เขายืนส่องกระจกเช็กความเรียบร้อยอยู่หลายรอบ พลางชะเง้อมองไปทางม่านห้องลองเสื้อของฉันด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ "หล่อใช้ได้นี่เจ้าเหนือ" เสียงปะป๊าอคิณดังขึ้นจากโซฟาข้าง ๆ ปะป๊านั่งจิบกาแฟดำสวมชุดสวมสบาย แต่สายตากลับจ้องมองว่าที่ลูกเขยแบบไม่วางตา "ขอบคุณครับปะป๊า...แต่ผมว่าชุดนี้น่าจะดูทางการไปหน่อยไหมครับ?" พี่เหนือเกาหัวยิ้ม ๆ "ไม่หรอก สมฐานะดี" ปะป๊าวางแก้วกาแฟลง แล้วลูบคางเบาๆ "แต่สำคัญที่สุดคือ... ชุดลูกสาวฉันต่างหาก ฉันกำชับช่างไว้แล้วว่า ห้ามให้เว้าหน้า ห้ามให้แหวกหลัง ห้ามให้สั้นเกินไป และที่สำคัญที่สุด...ห้ามซีทรูเด็ดขาด!" พี่เหนือหลุดขำเบาๆ "ปะป๊าครับ นี่ชุดเจ้าสาวนะครับ ไม่ใช่ชุดแม่ชี" "เจ้าเหนือ แกอยากลองดีกับฉันเหรอ"
ชีวิตหลังพิธีหมั้นหมายผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย ถ้าไม่นับรวมเรื่องที่ปะป๊าอคิณตั้งกฎเหล็กขึ้นมาสิบแปดข้อสำหรับว่าที่ลูกเขยวันนี้เป็นวันหยุด พี่เหนือขับรถมารับฉันที่บ้านตามปกติเพื่อจะพาไปเดต แต่ยังไม่ทันที่รถจะจอดนิ่งสนิท ร่างสูงโปร่งของคุณพ่อสุดที่รักก็เดินถือสายยางรดน้ำต้นไม้มาหยุดยืนจ้องหน้าประตูรถทันทีพี่เหนือรีบกุลีกุจอลงจากรถ โค้งสวัสดีอย่างนอบน้อมประหนึ่งเจอกรรมการสอบสัมภาษณ์ทุนนักเรียนทุนพระราชทาน"สวัสดีครับปะป๊า วันนี้ผมมารับน้องไป...""ไปไหน?" ปะป๊าอคิณขัดขึ้นทันควัน สายตาคมกริบจ้องสแกนตั้งแต่หัวจรดเท้า "ใส่เสื้อคอกว้างไปไหมเจ้าเหนือ แล้วนั่นจะพาลูกสาวฉันไปไหน กลับกี่โมง?""ไปกินข้าวแล้วก็ดูหนังครับปะป๊า สัญญาว่าจะพาน้องกลับมาส่งก่อนหกโมงเย็นครับ" พี่เหนือยิ้มแห้ง ยืดตัวตรงเป๊ะ ๆ"หกโมงเย็น? แดดร่มลมตกพอดี...ห้าโมงครึ่งก็แล้วกัน เลทไปนาทีเดียวฉันเปลี่ยนลูกกุญแจรั้วบ้านนะ" ปะป๊าพูดเสียงเรียบพลางฉีดน้ำใส่ต้นไม้ แต่สายตาไม่ห่างจากว่าที่ลูกเขยเลยแม้แต่น้อย"พี่อคิณคะ! หยุดขู่ลูกได้แล้วค่ะ" เสียงหม่ามี้เมลดังมาจากในบ้าน พร้อมกับถือจานผลไม้เดินออกมา "เหนือลูก เข้ามากินผลไม้ก
เช้าต่อมา แสงแดดอบอุ่นของเช้าวันใหม่สาดส่องเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ราวกับเป็นสัญญาณเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากผ่านพ้นมรสุมลูกใหญ่ หลังจากแพทย์ตรวจเช็กอาการอย่างละเอียดและอนุญาตให้พี่เหนือออกจากโรงพยาบาลได้ เขาก็ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว พอตกบ่าย ครอบครัวของพี่เหนือก็เดินทางมาถึงบ้านของฉันในสภาพที่เพียบพร้อมไปด้วยขันหมากและผู้ใหญ่ เพื่อทำพิธีสู่ขอฉันจากปะป๊าอคิณและหม่ามี้เมลอย่างเป็นทางการ ตอนนี้บรรยากาศในห้องรับแขกเต็มไปด้วยความชื่นมื่น... ทว่าจะติดก็ตรงที่คุณพ่อตาที่นั่งกอดอก หน้าตึงอยู่ฝั่งตรงข้ามขบวนขันหมากนี่แหละ "พี่อคิณคะ ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยค่ะ ลูกหลานและผู้ใหญ่เขานั่งกันอยู่เต็มห้องเลยนะ" หม่ามี้เมลแอบเอ็ดปะป๊าเบาๆ พร้อมกับเอื้อมมือไปลูบหลังแขนสามีให้ใจเย็นลง "ก็พี่ยังทำใจไม่ได้นี่เมล... ดูเหนือสิ เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาแท้ๆ ไข้ยังไม่ทันหายดี ก็รีบหอบขันหมากมาสู่ลูกสาวเราทันทีเลย มันน่าตีนัก" ปะป๊าอคิณบ่นอุบอิบเสียงเบา ทว่าแววตากลับสั่นไหวด้วยความรักและหวงลูกสาวคนเดียวสุดหัวใจ ด้านพี่เหนือที่นั่งอยู่เคียงข้างฉัน ค่อยๆ ขยับตัวลงจากโซฟาลงไปคุกเข่ากับพ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันนั่งฟังพี่เหนือสาธยายยาวเหยียดจนตาคู่เดิมเริ่มปรือ ๆ นั่งสัปหงกหัวสั่นหัวคลอนพยักหน้ารับหงึก ๆ ไม่รู้ตั้งกี่รอบ แต่เหตุผลที่พอจับใจความได้...เหตุผลมันก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก หายโกรธก็ได้ “ฟังพี่อธิบายจนจะหลับคาอกเลยเหรอ... ยัยตัวแสบดื้อตาใส” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าของพี่เหนือดังชิดใบหู ช็ทำเอาอาการง่วงของฉันหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะมารู้ตัวอีกทีข้อมือเรียวสวยก็โดนกระชากเบา ๆ จนร่างบางของฉันถลาร่วงลงไปนอนแหะแมะทับอยู่บนแผงอกกำยำเปลือยเปล่าท่อนบนที่ร้อนฉ่าด้วยพิษไข้ “อ๊ะ! พี่เหนือ ปล่อยหนูเลยนะ คนบ้า...ไหนบอกป่วยไง ทำไมแรงเยอะนักล่ะ!” ฉันดิ้นขลุกขลักอย่างลนลานตื่นตูม แล้วสบตาคู่คมกริบที่จ้องมอง แล้วล็อกตัวฉันเอาไว้แน่น “หนูเข้าใจเหตุผลแล้ว...ก็แสดงว่าหายโกรธพี่แล้วใช่ไหม ปล่อยให้พี่ยืนตากฝนจนเป็นลมตั้งหกวันเต็ม ๆ คืนนี้ต้องโดนเช็กบิลทบต้นทบดอกประชดรักโทษฐานหนีผัวไปอเมริกานะครับ!” “อื้อออ พี่เหนือ! ปล่อยผักกาดก่อนค่ะ นี่มันโรงพยาบาลนะคะ ไม่ได้นะ!” ฉันประท้วงลั่นดิ้นหนีอย่างลนลาน พยายามจะสับขาหลอกดิ้นรนหนีออกจากแผงอกขาว ทว่าลำแขนแกร่งราวกับคีมเหล็กกลั
ไม่นานนัก เสียงไซเรนรถฉุกเฉินก็ดังก้องฝ่าสายฝน ก่อนจะพาตัวพี่เหนือมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน ขณะเดียวกันฉันกำลังจะหมุนตัวกลับไปนอนพักผ่อนบนเตียงใหญ่ จู่ ๆ แม่บ้านก็วิ่งหน้าตั้งขึ้นมาเรียกฉัน บอกว่าหม่ามี้เรียกให้ลงไปคุยด่วน พอเดินลงมาข้างล่างบ้านใหญ่ ฉันก็เห็นหม่ามี้พร้อมกันกับปะป๊าอคิณที่นั่งเคียงคู่กันอยู่บนโซฟาหรู วินาทีนั้นแววตาของหม่ามี้ฉายประกายรู้ทันสามีสุด ๆ “ผักกาด มานั่งนี่มาลูก” หม่ามี้เอ่ยเสียงนุ่ม แต่ยังไม่เปิดประเด็น “ค่ะ...” ฉันพยักหน้าหงึก ๆ พลางก้าวขาเรียวเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามของปะป๊ากับหม่ามี้ จากนั้นหม่ามี้ก็หันไปพูดกับปะป๊าอคิณด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลัง “เรื่องที่เหนือยืนอยู่หน้าบ้านหลายวันเป็นความคิดของพี่ใช่ไหมคะพี่อคิณ... เมลรู้ทันพี่หมดนะ” ขณะนั้นปะป๊าอคิณเสือร้ายรุ่นใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลถึงกับก้มหน้าหลบสายตาผู้เป็นภรรยาสุดที่รัก หลบแบบนี้แสดงว่าใช่เต็ม ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ และหม่ามี้ก็พูดต่อ “ยืน...เพื่อแลกกับการได้คุยกับลูกสาวเราใช่ไหมคะ” หม่ามี้เอ่ยถามย้ำจี้ใจดำ แถมกอดอกมองตรงไปที่สามีเพื่อเค
ณ บ้านตระกูลเตโชพัฒน์ เมื่อฉันก้าวขาลงจากรถแล้วรีบเดินฝ่าละอองฝนเข้ามาในบ้าน โดยไม่ยอมหันไปมองเจ้าของร่างสูงที่ยืนตากฝนอยู่ตรงหน้าบ้านเลยสักนิด พอก้าวเข้ามาในห้องโถงกลางบ้านใหญ่ ภาพตรงหน้าก็ทำเอาฉันทำตัวไม่ถูกเพราะปะป๊าอคิณนั่งหน้าขรึมด้วยสีหน้าเรียบนิ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อยู่บนโซฟาหรู แถมแววตาคมดุจับจ้องมาที่ฉันด้วยความเด็ดเดี่ยว ท่าทางเหมือนเสือรุ่นใหญ่ที่กำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ส่วนหม่ามี้ก็มีแม่บ้านคอยประคองพยุงมานั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ กันด้วยสีหน้าท่าทางเป็นกังวล ไม่รอช้าปะป๊าก็เปิดประเด็นขึ้นมา “ผักกาด... ปะป๊ารู้เรื่องหมดแล้วนะ ความจริงจากปากเหนือที่ยืนอยู่หน้าบ้านน่ะ” คำพูดของปะป๊าทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก เบิกตาโพลง และยิ่งเห็นสายตาผิดหวังระคนเป็นห่วงของปะป๊า ความน้อยใจและน้ำตาที่อัดอั้นมาข้ามวันข้ามคืนก็พุ่งริ้วจนขอบตาร้อนผ่าว “ปะป๊า... ผักกาดขอโทษค่ะ” ฉันก้มหน้าลงพึมพำเสียงสั่นระริก ยอมเอ่ยปากขอโทษปะป๊าด้วยความรู้สึกผิด ที่ชิงสุกก่อนห่าม “ปะป๊าไม่โกรธหนูหรอก...แต่ปะป๊าไม่ชอบไอ้คนที่ยืนอยู่หน้าบ้านนั่นแหละ ยืนมาหกวันละ ไม่ยอมไปไหนสักที!” คำเฉลยของปะป๊า ทำเ







