เข้าสู่ระบบ
สวัสดีค่ะทุกคน! ฉัน ผักกาด ภัทรวดี พิพัฒนาเตโชพัฒน์ ลูกสาวสุดที่รักและสุดจะหวงของครอบครัว
ตั้งแต่จำความได้ ฉันเติบโตมาท่ามกลางความรักที่เอ่อล้นจากทุกคนในครอบครัวมาโดยตลอด บ้านตระกูลเตโชพัฒน์ของฉันอบอุ่นมาก จนกระทั่งถึงเวลาที่ฉันต้องเติบโตขึ้นไปอีกก้าวใหญ่ ๆ เมื่อสี่ปีก่อน หลังจากวันปัจฉิมนิเทศ ม.6 ที่ฉันตัดสินใจบอกปะป๊าว่าจะเรียนคณะบริหารธุรกิจ เพื่ออนาคตจะได้กลับมาช่วยงานและแบ่งเบาภาระของปะป๊า ฉันก็มุ่งมั่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ พอสอบติดปุ๊บ ฉันก็ขออนุญาตปะป๊ากับหม่ามี้พ่วงกระเป๋าจากบ้านมาใช้ชีวิตโตเป็นผู้ใหญ่ด้วยการอยู่คอนโดคนเดียว ซึ่งกว่าปะป๊าจะอนุมัติคือส่งการ์ดชุดดำมาตรวจความปลอดภัยคอนโดไปสามรอบถ้วนค่ะ และวันเวลาหมุนผ่านไปไวมาก... เผลอแป๊บเดียวตอนนี้ฉันเรียนอยู่ ปีที่สี่ แล้วค่ะ อายุ 23 ปี และช่วงเวลานี้คือช่วงที่นักศึกษาทุกคนต้องเผชิญ นั่นคือ การยื่นเอกสารฝึกงาน แน่นอนค่ะ... ที่ฝึกงานของฉันไม่ใช่เอเครือกรุ๊ปของปะป๊าอคิณแน่นอน เพราะฉันอยากพิสูจน์ตัวเอง อยากเก่งด้วยลำแข้งของตัวเองก่อนจะกลับไปรับตำแหน่งใหญ่ต่อจากปะป๊า ส่วนสถานที่ที่ฉันตัดสินใจยื่นเรซูเม่ไปก็คือ บริษัทส่งออกและโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ ซึ่งเป็นธุรกิจของ พี่เหนือ ภานุวัฒน์ เดชาพัฒนาสกุล ค่ะ ถ้าถามว่าทำไมต้องเป็นบริษัทของพี่เหนือ? คงต้องย้อนกลับไปเมื่อสี่ปีก่อน ตอนที่ฉันเพิ่งจบ ม.6 หมาด ๆ และเข้ามาเดินดูลาดเลาที่คณะบริหารธุรกิจของมหาวิทยาลัยเป็นครั้งแรก วันนั้นอากาศร้อนมาก แถมฝนดันตกลงมาปรอย ๆ ทำให้พื้นหินอ่อนหน้าตึกคณะลื่นสุด ๆ ด้วยความที่มัวแต่ตื่นตาตื่นใจมองตึกเรียน วืดดดด! เท้าฉันลื่นไถลไปกับพื้นทันที ตอนนั้นคิดในใจว่าล้มก้นจ้ำเบ้าอายคนแน่ ๆ แต่ทว่า... กลับมีวงแขนแกร่งของใครบางคนเอื้อมเข้ามาโอบประคองเอวฉันไว้ได้ทันท่วงที ท่ามกลางละอองฝนที่โปรยปราย วินาทีที่ฉันเงยหน้าขึ้นไปสบตา... หัวใจของฉันก็เต้นผิดจังหวะไปหนึ่งที ผู้ชายร่างสูงสง่าในชุดนักศึกษาชาย เสื้อเชิ้ตสีขาวเนี้ยบ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายราวกับภาพวาด แววตาของเขาดูสุขุม นุ่มนวล แต่ก็แฝงไปด้วยความอบอุ่น ชายเสื้อของเขาปักชื่อไว้ชัดเจนว่า ภานุวัฒน์ “เป็นอะไรไหมครับน้อง? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า พื้นตรงนี้มันลื่น ค่อย ๆ เดินนะครับ” เสียงทุ้มนุ่มของเขาเอ่ยถามด้วยความห่วงใย “มะ... ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่” ฉันตอบเสียงอ้อมแอ้ม หน้าแดงซ่านจนต้องรีบก้มหน้าหลบสายตา นั่นคือครั้งแรกและครั้งเดียวที่ฉันได้เจอ พี่เหนือ รุ่นพี่ปีสี่สุดฮอตของคณะในตอนนั้น หลังจากวันนั้นพี่เหนือก็เรียนจบและออกไปบริหารธุรกิจของครอบครัวอย่างเต็มตัว ทิ้งไว้เพียงความทรงจำสายหวานในใจของฉันที่ผ่านไปสี่ปีก็ยังไม่เคยลืม “ผักกาด... แกแน่ใจนะว่าจะยื่นฝึกงานที่ เดชาพัฒนาสกุล กรุ๊ป’ จริง ๆ อะ?” เสียงเจื้อยแจ้วของยัยพรีม เพื่อนสนิทในกลุ่มทักขึ้นขณะที่เรากำลังนั่งตรวจเช็กเอกสารกันในคาเฟ่ใต้คอนโด (บริษัทเดชาพัฒนาสกุลของพี่เขาคือชื่อเก่า พอพี่เหนือมาบริหารเปลี่ยนเป็น เอ็นพีซีกรุ๊ป) “อื้อ แน่ใจสิ บริษัทพี่เหนือระบบการบริหารดีระดับท็อปของประเทศเลยนะพรีม ถ้าได้ไปฝึกงานที่นั่น ฉันต้องได้ประสบการณ์กลับมาช่วยปะป๊าเยอะแน่ ๆ” ฉันตอบพลางยิ้มกริ่ม แต่ในใจแอบคิดถึงเจ้าของบริษัทไปแล้วแปดสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ แหะ ๆ ไม่รอช้าฉันก็กดส่งไฟล์เอกสารสมัครงานในตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการฝึกหัด ไปยังอีเมลของฝ่ายบุคคลบริษัทพี่เหนือทันทีด้วยหัวใจที่เต้นรัวแผ่วเบา ทางเดินข้างหน้าในฐานะ เด็กฝึกงานของฉันกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้วค่ะ ไม่รู้ว่าการกลับไปเจอพี่เหนือในครั้งนี้ในฐานะท่านประธานบริษัทยักษ์ใหญ่ เขาจะยังจำเด็กผู้หญิงที่ซุ่มซ่ามลื่นล้มหน้าคณะคนนั้นได้ไหมนะ แต่ที่แน่ ๆ... ถ้าปะป๊าอคิณรู้ว่าลูกสาวคนสวยแอบยื่นฝึกงานกับบริษัทของหนุ่มหล่อมาดเข้มคนนี้ มีหวังปะป๊าได้บึ่งรถตู้หรูมาถล่มออฟฟิศพี่เหนือตั้งแต่วันแรกที่ฉันเริ่มงานแน่ ๆ เลยล่ะค่ะ! หม่ามี้เมลคะ... เตรียมช่วยผักกาดสกัดปะป๊าด้วยนะคะ ผักกาดมีรักครั้งแรกค่ะหลังจากผ่านด่านหมั้นหมายมาได้หลายเดือน ในที่สุดระยะเวลาทำใจของปะป๊าอคิณก็สิ้นสุดลง ด้วยการเกลี้ยกล่อมแบบ 24 ชั่วโมงของหม่ามี้เมล จนกำหนดวันแต่งงานถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ และวันนี้ก็ถึงคิวของภารกิจสำคัญ...การลองชุดเจ้าสาวและเจ้าบ่าว ณ ร้านตัดชุดแต่งงานระดับไฮเอนด์ใจกลางเมือง พี่เหนือนั่งเกร็งอยู่บนโซฟาหลุยส์สวมชุดสูทเจ้าบ่าวสีสากลตัดเย็บอย่างประณีต เขายืนส่องกระจกเช็กความเรียบร้อยอยู่หลายรอบ พลางชะเง้อมองไปทางม่านห้องลองเสื้อของฉันด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ "หล่อใช้ได้นี่เจ้าเหนือ" เสียงปะป๊าอคิณดังขึ้นจากโซฟาข้าง ๆ ปะป๊านั่งจิบกาแฟดำสวมชุดสวมสบาย แต่สายตากลับจ้องมองว่าที่ลูกเขยแบบไม่วางตา "ขอบคุณครับปะป๊า...แต่ผมว่าชุดนี้น่าจะดูทางการไปหน่อยไหมครับ?" พี่เหนือเกาหัวยิ้ม ๆ "ไม่หรอก สมฐานะดี" ปะป๊าวางแก้วกาแฟลง แล้วลูบคางเบาๆ "แต่สำคัญที่สุดคือ... ชุดลูกสาวฉันต่างหาก ฉันกำชับช่างไว้แล้วว่า ห้ามให้เว้าหน้า ห้ามให้แหวกหลัง ห้ามให้สั้นเกินไป และที่สำคัญที่สุด...ห้ามซีทรูเด็ดขาด!" พี่เหนือหลุดขำเบาๆ "ปะป๊าครับ นี่ชุดเจ้าสาวนะครับ ไม่ใช่ชุดแม่ชี" "เจ้าเหนือ แกอยากลองดีกับฉันเหรอ"
ชีวิตหลังพิธีหมั้นหมายผ่านไปได้อย่างเรียบร้อย ถ้าไม่นับรวมเรื่องที่ปะป๊าอคิณตั้งกฎเหล็กขึ้นมาสิบแปดข้อสำหรับว่าที่ลูกเขยวันนี้เป็นวันหยุด พี่เหนือขับรถมารับฉันที่บ้านตามปกติเพื่อจะพาไปเดต แต่ยังไม่ทันที่รถจะจอดนิ่งสนิท ร่างสูงโปร่งของคุณพ่อสุดที่รักก็เดินถือสายยางรดน้ำต้นไม้มาหยุดยืนจ้องหน้าประตูรถทันทีพี่เหนือรีบกุลีกุจอลงจากรถ โค้งสวัสดีอย่างนอบน้อมประหนึ่งเจอกรรมการสอบสัมภาษณ์ทุนนักเรียนทุนพระราชทาน"สวัสดีครับปะป๊า วันนี้ผมมารับน้องไป...""ไปไหน?" ปะป๊าอคิณขัดขึ้นทันควัน สายตาคมกริบจ้องสแกนตั้งแต่หัวจรดเท้า "ใส่เสื้อคอกว้างไปไหมเจ้าเหนือ แล้วนั่นจะพาลูกสาวฉันไปไหน กลับกี่โมง?""ไปกินข้าวแล้วก็ดูหนังครับปะป๊า สัญญาว่าจะพาน้องกลับมาส่งก่อนหกโมงเย็นครับ" พี่เหนือยิ้มแห้ง ยืดตัวตรงเป๊ะ ๆ"หกโมงเย็น? แดดร่มลมตกพอดี...ห้าโมงครึ่งก็แล้วกัน เลทไปนาทีเดียวฉันเปลี่ยนลูกกุญแจรั้วบ้านนะ" ปะป๊าพูดเสียงเรียบพลางฉีดน้ำใส่ต้นไม้ แต่สายตาไม่ห่างจากว่าที่ลูกเขยเลยแม้แต่น้อย"พี่อคิณคะ! หยุดขู่ลูกได้แล้วค่ะ" เสียงหม่ามี้เมลดังมาจากในบ้าน พร้อมกับถือจานผลไม้เดินออกมา "เหนือลูก เข้ามากินผลไม้ก
เช้าต่อมา แสงแดดอบอุ่นของเช้าวันใหม่สาดส่องเข้ามาในห้องพักผู้ป่วย ราวกับเป็นสัญญาณเริ่มต้นชีวิตใหม่หลังจากผ่านพ้นมรสุมลูกใหญ่ หลังจากแพทย์ตรวจเช็กอาการอย่างละเอียดและอนุญาตให้พี่เหนือออกจากโรงพยาบาลได้ เขาก็ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว พอตกบ่าย ครอบครัวของพี่เหนือก็เดินทางมาถึงบ้านของฉันในสภาพที่เพียบพร้อมไปด้วยขันหมากและผู้ใหญ่ เพื่อทำพิธีสู่ขอฉันจากปะป๊าอคิณและหม่ามี้เมลอย่างเป็นทางการ ตอนนี้บรรยากาศในห้องรับแขกเต็มไปด้วยความชื่นมื่น... ทว่าจะติดก็ตรงที่คุณพ่อตาที่นั่งกอดอก หน้าตึงอยู่ฝั่งตรงข้ามขบวนขันหมากนี่แหละ "พี่อคิณคะ ทำหน้าให้มันดีๆ หน่อยค่ะ ลูกหลานและผู้ใหญ่เขานั่งกันอยู่เต็มห้องเลยนะ" หม่ามี้เมลแอบเอ็ดปะป๊าเบาๆ พร้อมกับเอื้อมมือไปลูบหลังแขนสามีให้ใจเย็นลง "ก็พี่ยังทำใจไม่ได้นี่เมล... ดูเหนือสิ เพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาแท้ๆ ไข้ยังไม่ทันหายดี ก็รีบหอบขันหมากมาสู่ลูกสาวเราทันทีเลย มันน่าตีนัก" ปะป๊าอคิณบ่นอุบอิบเสียงเบา ทว่าแววตากลับสั่นไหวด้วยความรักและหวงลูกสาวคนเดียวสุดหัวใจ ด้านพี่เหนือที่นั่งอยู่เคียงข้างฉัน ค่อยๆ ขยับตัวลงจากโซฟาลงไปคุกเข่ากับพ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ฉันนั่งฟังพี่เหนือสาธยายยาวเหยียดจนตาคู่เดิมเริ่มปรือ ๆ นั่งสัปหงกหัวสั่นหัวคลอนพยักหน้ารับหงึก ๆ ไม่รู้ตั้งกี่รอบ แต่เหตุผลที่พอจับใจความได้...เหตุผลมันก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก หายโกรธก็ได้ “ฟังพี่อธิบายจนจะหลับคาอกเลยเหรอ... ยัยตัวแสบดื้อตาใส” เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าของพี่เหนือดังชิดใบหู ช็ทำเอาอาการง่วงของฉันหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะมารู้ตัวอีกทีข้อมือเรียวสวยก็โดนกระชากเบา ๆ จนร่างบางของฉันถลาร่วงลงไปนอนแหะแมะทับอยู่บนแผงอกกำยำเปลือยเปล่าท่อนบนที่ร้อนฉ่าด้วยพิษไข้ “อ๊ะ! พี่เหนือ ปล่อยหนูเลยนะ คนบ้า...ไหนบอกป่วยไง ทำไมแรงเยอะนักล่ะ!” ฉันดิ้นขลุกขลักอย่างลนลานตื่นตูม แล้วสบตาคู่คมกริบที่จ้องมอง แล้วล็อกตัวฉันเอาไว้แน่น “หนูเข้าใจเหตุผลแล้ว...ก็แสดงว่าหายโกรธพี่แล้วใช่ไหม ปล่อยให้พี่ยืนตากฝนจนเป็นลมตั้งหกวันเต็ม ๆ คืนนี้ต้องโดนเช็กบิลทบต้นทบดอกประชดรักโทษฐานหนีผัวไปอเมริกานะครับ!” “อื้อออ พี่เหนือ! ปล่อยผักกาดก่อนค่ะ นี่มันโรงพยาบาลนะคะ ไม่ได้นะ!” ฉันประท้วงลั่นดิ้นหนีอย่างลนลาน พยายามจะสับขาหลอกดิ้นรนหนีออกจากแผงอกขาว ทว่าลำแขนแกร่งราวกับคีมเหล็กกลั
ไม่นานนัก เสียงไซเรนรถฉุกเฉินก็ดังก้องฝ่าสายฝน ก่อนจะพาตัวพี่เหนือมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด ทิ้งไว้เพียงความเงียบงัน ขณะเดียวกันฉันกำลังจะหมุนตัวกลับไปนอนพักผ่อนบนเตียงใหญ่ จู่ ๆ แม่บ้านก็วิ่งหน้าตั้งขึ้นมาเรียกฉัน บอกว่าหม่ามี้เรียกให้ลงไปคุยด่วน พอเดินลงมาข้างล่างบ้านใหญ่ ฉันก็เห็นหม่ามี้พร้อมกันกับปะป๊าอคิณที่นั่งเคียงคู่กันอยู่บนโซฟาหรู วินาทีนั้นแววตาของหม่ามี้ฉายประกายรู้ทันสามีสุด ๆ “ผักกาด มานั่งนี่มาลูก” หม่ามี้เอ่ยเสียงนุ่ม แต่ยังไม่เปิดประเด็น “ค่ะ...” ฉันพยักหน้าหงึก ๆ พลางก้าวขาเรียวเดินไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามของปะป๊ากับหม่ามี้ จากนั้นหม่ามี้ก็หันไปพูดกับปะป๊าอคิณด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่ทรงพลัง “เรื่องที่เหนือยืนอยู่หน้าบ้านหลายวันเป็นความคิดของพี่ใช่ไหมคะพี่อคิณ... เมลรู้ทันพี่หมดนะ” ขณะนั้นปะป๊าอคิณเสือร้ายรุ่นใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลถึงกับก้มหน้าหลบสายตาผู้เป็นภรรยาสุดที่รัก หลบแบบนี้แสดงว่าใช่เต็ม ๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์ และหม่ามี้ก็พูดต่อ “ยืน...เพื่อแลกกับการได้คุยกับลูกสาวเราใช่ไหมคะ” หม่ามี้เอ่ยถามย้ำจี้ใจดำ แถมกอดอกมองตรงไปที่สามีเพื่อเค
ณ บ้านตระกูลเตโชพัฒน์ เมื่อฉันก้าวขาลงจากรถแล้วรีบเดินฝ่าละอองฝนเข้ามาในบ้าน โดยไม่ยอมหันไปมองเจ้าของร่างสูงที่ยืนตากฝนอยู่ตรงหน้าบ้านเลยสักนิด พอก้าวเข้ามาในห้องโถงกลางบ้านใหญ่ ภาพตรงหน้าก็ทำเอาฉันทำตัวไม่ถูกเพราะปะป๊าอคิณนั่งหน้าขรึมด้วยสีหน้าเรียบนิ่งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน อยู่บนโซฟาหรู แถมแววตาคมดุจับจ้องมาที่ฉันด้วยความเด็ดเดี่ยว ท่าทางเหมือนเสือรุ่นใหญ่ที่กำลังสะกดกลั้นอารมณ์ ส่วนหม่ามี้ก็มีแม่บ้านคอยประคองพยุงมานั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ กันด้วยสีหน้าท่าทางเป็นกังวล ไม่รอช้าปะป๊าก็เปิดประเด็นขึ้นมา “ผักกาด... ปะป๊ารู้เรื่องหมดแล้วนะ ความจริงจากปากเหนือที่ยืนอยู่หน้าบ้านน่ะ” คำพูดของปะป๊าทำเอาฉันสะดุ้งเฮือก เบิกตาโพลง และยิ่งเห็นสายตาผิดหวังระคนเป็นห่วงของปะป๊า ความน้อยใจและน้ำตาที่อัดอั้นมาข้ามวันข้ามคืนก็พุ่งริ้วจนขอบตาร้อนผ่าว “ปะป๊า... ผักกาดขอโทษค่ะ” ฉันก้มหน้าลงพึมพำเสียงสั่นระริก ยอมเอ่ยปากขอโทษปะป๊าด้วยความรู้สึกผิด ที่ชิงสุกก่อนห่าม “ปะป๊าไม่โกรธหนูหรอก...แต่ปะป๊าไม่ชอบไอ้คนที่ยืนอยู่หน้าบ้านนั่นแหละ ยืนมาหกวันละ ไม่ยอมไปไหนสักที!” คำเฉลยของปะป๊า ทำเ







