เข้าสู่ระบบ“รินเองก็ช่วยเขตต์กับหยาแกล้งอาจินดาด้วยค่ะ ถ้าจะผิด รินก็ผิดด้วย” ดารินเองก็ยอมรับผิด เพราะเธอเห็นด้วยทุกอย่างกับความคิดของเพื่อนทั้งสอง เด็กๆ ทั้งสามมองหน้ากันก่อนจะจับมือประสานเข้าด้วยกัน ยอมโดนดุพร้อมกัน ยอมรับไม้เรียวพร้อมกันด้วย เขื่อนถอนใจหนักๆ ก่อนจะนั่งยองๆ ลงตรงหน้าของเด็กทั้งสาม เขาไม่ได้ดุด่าแต่ถามหาเหตุผล คิดว่าเด็กๆ น่าจะมีเหตุผลอะไรสักอย่างนอกจากแค่อยากจะแกล้งจินดาแบบนี้ ครอบครัวสอนมาว่าทุกคนย่อมมีเหตุผลของการกระทำ ไม่ว่าจะถูกหรือจะผิดก็ควรค้นหาต้นตอของมัน เขาจึงไม่เคยใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลใดๆ ทั้งหลายทั้งปวง แม้แต่ความรักก็ต้องมีเหตุมีผล ถ้ารักจนหน้ามืดตามัวผิดศีลธรรมหรือต้องการเพียงแค่ครอบครองแล้วทำให้อีกฝ่ายเป็นทุกข์ เขาก็จะไม่ทำเด็ดขาด
“มีเหตุผลอะไรถึงทำแบบนั้นบอกอามาสิครับ อายินดีรับฟัง” เขื่อนรู้ดีว่ามาหยาถูกเลี้ยงดูมาเช่นไร พงศ์อินทร์กับรติรสสอนให้ลูกมีเหตุผลและกล้าทำกล้ารับ การที่เด็กๆ ยอมรับผิดทำให้เขาพึงพอใจไม่น้อย เพราะดีกว่าเกี่ยงกันโทษกันไปมาไม่ยอมรับผิด
“ก็อาจินดาไม่ชอบเขตต์” เขตต์เป็นคนบอกเหตุผลให้ผู้เป็นอารับฟัง
“รู้ได้ยังไงครับ” เขื่อนเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ดูจากการกระทำแล้วก็คำพูดครับ ผมไม่อยากให้อาเขื่อนเป็นแฟนกับอาจินดา” เขตต์หวงผู้เป็นอา เข้าไปกอดแขนอย่างออดอ้อนถูไถไปมาเหมือนลูกแมวตัวผู้ขี้อ้อน
“ใช่ค่ะ อาหมอต้องเป็นเจ้าบ่าวของหยา มีแฟนไม่ได้เด็ดขาด” มาหยารีบกอดอกพูดอย่างหวงๆ
“กับตัวเองเขาก็ไม่ให้ ตัวเองหน้าเหมือนซาลาเปา สวยก็ไม่สวย” เขตต์พูดอย่างหวงๆ เหมือนกัน
“ไอ้หมูตอน กล้าว่าเราหน้าเหมือนซาลาเปาอีกแล้วเหรอ ตัวเองหล่อตายแหละ แบบนี้ไงวารุณีถึงไม่ชอบ ไอ้หมูตอน” เมื่อกี้ยังดีๆ กันอยู่เลย กัดกันอีกแล้ว เขื่อนโคลงศีรษะไปมาไม่รู้จะขำหรือจะทำหน้ายังไงดี
“อย่าทะเลาะกันเลยนะ เราขอ” ดารินรีบห้ามศึกหย่อมๆ ของเพื่อนทั้งสอง เขื่อนมองเด็กน้อยดารินวัยสิบขวบแล้วถึงกับเผลอยิ้ม ดารินถือว่าเป็นฝ่ายไกล่เกลี่ยเวลาเขตต์กับมาหยาทะเลาะกัน
“ตอนแรกเห็นเชียร์อาจินดาๆ สมน้ำหน้า” มาหยาแอบพูดจากัดเพื่อน เขตต์หันไปเถียงแต่ไม่กล้าเสียงดังใส่เพราะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร
“เราไม่ได้เชียร์สักหน่อย” เขตต์ทำหน้าโกรธๆ กอดแขนผู้เป็นอาแน่น
“อากับเขาเป็นแค่เพื่อนกัน อาไม่เป็นแฟนกับเขาหรอกครับ”
“เค้าบอกตัวแล้วว่าอาเขื่อนไม่ชอบอาจินดาหรอก”
มาหยายิ้มแฉ่งเมื่อได้ยินแบบนั้น เขตต์หน้างอหน่อยๆ ยังกอดแขนผู้เป็นอาถูไถใบหน้าไปมา รู้ว่าตัวเองทำผิดเลยไม่กล้าเถียงใครเยอะ
“เขารู้แล้ว เขาก็ได้ยินอาเขื่อนบอกว่าไม่ได้เป็นแฟนกับอาจินดา”
“เย่! จริงเหรอคะ” ดารินร้องเย่ ไม่ชอบจินดาอยู่เหมือนกัน จินดาเหมือนครูฟ้าใสชอบทำหน้าบึ้งใส่แล้วก็ไม่ค่อยเอ็นดูพวกเธอ
“จริงครับ”
“แต่เขาทำท่าเหมือนชอบอาเขื่อน” ดารินนึกสงสัย
“รู้ดี เป็นเด็กเป็นเล็กรู้จักเรื่องรักๆ ใคร่ๆ แล้วเหรอ” เขื่อนบีบจมูกเล็กๆ ของดาริน
“เห็นเขามาจีบอาเขื่อน มาหยากับเขตต์ก็คิดเหมือนกัน”
“แน่ะ! รู้ดีอีก เขาจีบยังไงเหรอ” เขื่อนเอ่ยถาม เขตต์เลยแย่งตอบ
“ก็มาหาอาเขื่อนบ่อยๆ ชวนออกไปกินข้าว แล้วก็ยิ้มหวานให้อาเขื่อน เขาไม่ชอบเขตต์ แถมยังพูดจาหยาบคายอีกด้วย ถ้าโมโหขึ้นมาอาจจะหักคอเขตต์จิ้มน้ำพริกก็ได้นะครับ”
“ใครจะไปหักคอใครจิ้มน้ำพริกกัน”
“อาจินดาไงครับ”
“แล้วใครบอกเราว่าเขาจะทำแบบนั้น” เขื่อนเอ่ยถาม มองเด็กๆ ที่ฟ้องกันหน้าสลอน
“พี่แจ่มบอกครับ เขตต์ได้ยินพี่แจ่มพูดกับยายหน้าซาลา... เอ๊ย มาหยา” เขตต์ยั้งคำพูดที่จะเรียกมาหยาว่ายายหน้าซาตาเปาเพราะเห็นสายตาพิฆาตของเพื่อน
“เหลวไหล เขาจะมาหักคอเราทำไมกัน” เขื่อนส่ายหน้าไปมาพยายามพูดกับเด็กๆ อย่างมีเหตุผล “หรือถ้าใครจะทำร้ายเราจริงๆ เขาก็มีขา ถ้าคิดว่าสู้ไม่ได้ เราต้องรีบวิ่งหนีสิครับ อาเคยสอนแล้วไงครับว่ารู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี”
“ค่ะ/ครับ” เด็กๆ รับคำ
“วันนั้นพวกเราได้ยินเขาพูดโทรศัพท์กับใครก็ไม่รู้ว่าไม่ชอบเด็ก ถ้าได้เป็นแฟนกับอาเขื่อนจะเฉดหัวเขตต์ออกจากบ้าน” เขตต์เล่าให้ผู้เป็นอาฟังทุกอย่างตามที่ได้ยินมา เขื่อนเองก็รู้ว่าหลานชายไม่ได้โกหกเพราะดูจากสายตาท่าทางนั้นดูจริงจัง ไม่ได้ปั้นน้ำเป็นตัวแน่นอน ปกติแล้วเขตต์ไม่ใช่เด็กเลี้ยงแกะชอบพูดโกหก เขาเลี้ยงมากับมือทำไมจะไม่รู้นิสัยของหลานชาย
“อาไม่มีทางเป็นแฟนกับเขาหรอกครับ ผู้หญิงที่จะมาเป็นแฟนของอาต้องรักครอบครัวของอาด้วย เข้าใจไหม” เขื่อนโยกศีรษะของหลานชายไปมา
“เข้าใจครับ”
“ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกรู้ไหม ถ้าเกิดอาจินดาตายขึ้นมาจะทำยังไง เราสามคนจะโดนข้อหาจงใจฆ่าคนตายเลยนะ ถึงจะเป็นเด็กก็อาจจะติดคุกได้” เขื่อนพูดถึงโทษร้ายแรงเอาไว้ก่อนเพราะไม่อยากให้เด็กทั้งสามคิดจะแกล้งอะไรใครแรงๆ อีก เกิดมีอันตรายถึงแก่ชีวิตขึ้นมาจะเป็นปมในใจไปตลอด
“ค่ะ/ครับ” เด็กทั้งสามรับคำพร้อมเพรียงกันอีกครั้ง
“ถ้าสำนึกผิดแล้วก็ไปขอโทษอาจินดาซะ คนเราทำผิดก็ต้องยอมรับผิด” เขื่อนพาเด็กทั้งสามไปขอโทษจินดาหลังจากเธอฟื้น จินดาก็ยังเคืองๆ อยู่แต่เพราะเขื่อนขอร้องเอาไว้ เธอเลยยอมใจอ่อน คิดว่าป่วยก็ดีเหมือนกันจะได้ออดอ้อนเขื่อนให้เขาดูแลเพราะเขาเป็นหมออยู่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้
“วันนี้อาการของคุณดีขึ้นมาเลยนะ น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว” เขื่อนเข้ามาเยี่ยมจินดา เธอมีสีหน้าดีขึ้ หมอที่รักษาเธออยู่บอกว่าเธอกลับบ้านได้แล้วเพราะไม่มีอาการท้องเสียหรืออ่อนเพลียอีก
“แต่ดายังรู้สึกเพลียๆ อยู่เลยค่ะ”
“คุณมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบายตรงไหนอีกหรือครับ” เขื่อนรับเป็นเจ้าของไข้เพื่อรับผิดชอบแทนเด็กๆ เพราะสาเหตุก็มาจากเขาด้วย
“ปวดตรงนี้ค่ะ” จินดาจับมือของเขื่อนมามาวางที่อกด้านซ้าย
“อย่าทำแบบนี้เลยครับจินดา” เขื่อนดึงมือหนีอย่างสุภาพ
“ทำไมล่ะคะ เขื่อนรังเกียจดาเหรอ” เธอขยับลุกจากเตียง เขาถอยหนีทิ้งระยะห่าง เธอทำท่าจะหกล้ม เขื่อนเลยต้องรีบเข้าไปประคอง จินดายิ้มขณะซุกใบหน้าแนบกับอกของเขา
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เขาดันเธอออกห่าง รู้เท่าทันว่าเธอกำลังอ่อย
“ทำไมเหรอคะ รังเกียจดาหรือไง” ท่าทีของเขาทำให้เธอหงุดหงิดใจไม่น้อย ซื่อบื้ออะไรแบบนี้ ผู้หญิงยั่วแล้วไม่สนใจ เธอไม่ใช่คนขี้ริ้วขี้เหร่อะไรเสียหน่อย
หน้าโง่เอ๊ย! จินดารู้สึกเสียหน้าเพราะไม่เคยมีใครปฏิเสธคนสวยอย่างเธอมาก่อน เขื่อนกดเธอไปบนเตียงก่อนจะพูดเสียงขรึมและจริงจัง
“ผมคิดกับคุณแค่เพื่อนนะครับ อย่าทำแบบนี้อีกเลย ถ้าคุณยังพูดไม่รู้เรื่องเราคงต้องเลิกคุยกันอย่างถาวร ผมรักหลานของผมมาก และรักครอบครัวของผมมากเช่นกัน ดังนั้นผู้หญิงที่ผมจะรัก จะต้องใส่ใจและรักครอบครัวของผมด้วยเหมือนกัน เพราะผมเองก็จะรักและใส่ใจครอบครัวของผู้หญิงที่ผมรักไม่ต่างกัน”
“แล้วคุณรู้ได้ยังไงคะว่าดาจะไม่รักครอบครัวของคุณ”
“ผมหมายถึงผู้หญิงที่ผมรักครับ แต่สำหรับคุณ... จินดา ผมคิดกับคุณแค่เพื่อนจริงๆ หวังว่าคุณจะเข้าใจนะครับ” เขื่อนพูดอย่างสุภาพ “คุณหายเป็นปกติแล้วสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่ถ้ามีอาการอะไรหรือมีปัญหาอะไรที่เกิดจากการกระทำของเด็กๆ ผมก็ยินดีจะรับผิดชอบทุกอย่าง และต้องขออภัยคุณอีกครั้งสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น หวังว่าคุณจะให้อภัยพวกเรา” เขื่อนพูดอย่างสุภาพก่อนจะเอ่ยขอตัว จินดาได้แต่อึ้งก่อนจะหัวเราะออกมา เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขื่อนใช้คำว่า ‘พวกเรา’ อย่างนั้นเหรอ เขายอมรับผิดแทนเด็กเปรตพวกนั้น เหอะ!
จินดาเขวี้ยงหมอนไปที่ประตูตามหลังเขื่อนที่เดินจากไปอย่างไม่แยแส พยาบาลที่เดินเข้ามาพอดิบพอดีโดนหมอนกระแทกใบหน้าเข้าเต็มๆ หล่อนร้องด้วยความเจ็บ สีหน้าไม่พอใจแต่ก็ยังมีแก่ใจเอ่ยถามคนป่วยในห้องพัก
“คนไข้เป็นอะไรคะ”
“ขอโทษค่ะ ไม่ได้ตั้งใจ” จินดากระแทกเสียงใส่ กอดอกมองไปนอกหน้าต่างด้วยความหงุดหงิดใจ
“อาจินดาเป็นยังไงบ้างครับ” เขตต์เอ่ยถามผู้เป็นอาเมื่ออีกฝ่ายพามารับประทานอาหารนอกบ้าน เขื่อนมักพามาหยากับดารินออกมาด้วยเพราะว่าสนิทชิดเชื้อกันดี พงศ์อินทร์กับรติรสไว้ใจพอๆ กับประภพที่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก แต่ดารินไม่ได้เป็นเด็กมีปัญหาเพราะมีเพื่อนดีอย่างมาหยาและได้รับความรักจากเขาและพ่อแม่ของมาหยาอย่างเต็มเปี่ยม
“ถ้ามีอะไรบอกเรานะริน อย่าเก็บเอาไว้คนเดียว”“เขตต์คิดว่ามนุษย์ต่างดาวมีจริงไหมคะ” เธอวกกลับมาเรื่องที่คุยค้างกันอยู่“ไม่รู้สิครับ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่แน่ว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตเหมือนๆ กับเราอยู่ที่ดาวดวงอื่นและพวกเขาเหล่านั้นก็อาจจะกำลังค้นหาว่าดาวดวงอื่นมีมนุษย์ต่างดาวอาศัยอยู่ไหม”“มนุษย์บนโลกเวียนว่ายตายเกิน มนุษย์ต่างดาวก็น่าจะเป็นแบบนั้น”“แต่เราไม่เห็นด้วยอย่างหนึ่ง” เขาดึงเธอมานั่งตัก หอมแก้มเธอฟอดใหญ่“ไม่เห็นด้วยเรื่องอะไรคะ” เธอโอบกอดเขาเอาไว้ ซบหน้าที่อกกว้าง“ไม่เห็นด้วยที่มนุษย์โลกอยากจะย้ายไปอยู่ดาวดวงอื่น”“ทำไมล่ะ” เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ลูบไล้แผงอกกว้างของเขาไปมา“เขตต์ว่าโลกน่าอยู่ที่สุดแล้ว ถ้าเรารักษาสิ่งแวดล้อมให้ดี ไม่ทำลายโลก ทำลายธรรมชาติก็ไม่เห็นจำเป็นต้องย้ายไปอยู่ดาวเคราะห์ดวงอื่น เราควรรักษาสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตเอาไว้ แทนที่จะไปไขว่คว้าหาสิ่งอื่นมาทดแทน”“ก็จริงนะคะ” เธอเห็นด้วยกับเขาเมื่อได้ฟังเหตุผลข้อนี้“บางทีสิ่งที่เรามีอยู่มันก็ดีอยู่แล้ว แต่เรามักจะแสวงหาสิ่งอื่นที่คิดว่าดีกว่า ซึ่งมันอาจจะไม่ได้ดีกว่าที่เรามีอ
“เหนื่อยไหมริน” เขตต์เอ่ยถาม“เหนื่อยมากค่ะ แต่เป็นงานแต่งงานที่สนุกมากๆ รินกับหยาเคยฝันว่าอยากได้งานแต่งงานแบบนี้มานานแล้วค่ะ และอยากแต่งงานพร้อมกันด้วย”“มีความสุขก็ดีแล้ว เราไม่ขออะไรมาก แค่ขอให้รินมีความสุขก็พอ”“ขอบคุณมากนะคะ” ดารินยิ้มให้เจ้าบ่าวของเธอ“ไปอาบน้ำกันเถอะ” เขตต์ตวัดอุ้มร่างน้อยไปอาบน้ำด้วยกัน สิ่งที่ทั้งสองต้องการในเวลานี้คืออาบน้ำอุ่นๆ นอนเตียงนุ่มๆ และหลับไปพร้อมกันในอ้อมแขนของกันและกันทั้งสองคู่ตื่นเช้ามาทำบุญตักบาตร และพาครอบครัวไปทำบุญเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ด้อยโอกาสและเด็กกำพร้าที่สถานสงเคราะห์ ก่อนที่ทั้งสองคู่จะไปฮันนีมูนด้วยกันตามแพลนที่คิดกันเอาไว้ก่อนแต่งงานสถานที่ฮันนีมูนที่สองสาวเลือกคือการไปรับอากาศหนาวทางภาคเหนือซึ่งทริปนี้บิดามารดาของเขื่อนเป็นคนเสนอไอเดียเพราะเที่ยวทะเลกันมาบ่อยแล้ว จึงอยากให้เปลี่ยนบรรยากาศกันบ้าง“คุณพ่อกับคุณแม่ของอาหมอคิดได้ไงคะ อากาศหนาวๆ จะได้มีหลานเร็วๆ” มาหยาพูดขำๆ อากาศที่นี่หนาวจริงๆ เธอต้องสวมเสื้อกันหนาว หมวกไหมพรหม และถุงมือถุงเท้าตลอดเวลา อาจเพราะอยู่ทางใต้ไม่มีฤดูหนาวขนาดนี้“คิดว่าอากาศหนาวๆ คงอยากนอนกกเมีย” มาหย
ดารินมองภาพวัยเด็กของเธอที่ถ่ายคู่กับมาหยาแล้วอมยิ้ม ถัดไปเป็นภาพตอนวัยรุ่น ทุกภาพมักมีเพื่อนรักอยู่ด้วยเสมอ ภาพสุดท้ายเป็นภาพรับปริญญาที่มีครอบครัวอยู่เคียงข้าง รอยยิ้มสดใสของมาหยาที่แนบอยู่กับใบหน้าของเธอทำให้ดารินยิ้มทั้งน้ำตา“เด็กขี้แย” มาหยาเช็ดน้ำตาให้เพื่อนรัก“มีความสุขจัง” ดารินปาดน้ำตา จับมือเพื่อนมาบีบเบาๆ“ทีนี้ก็แต่งงานกันได้แล้วนะครับคนดี อารอจนแก่แล้วนะ” เขื่อนพูดขึ้นก่อนจะคุกเข่าลงตรงหน้าภรรยา โดยมีเขตต์นั่งอยู่ข้างๆ คุกเข่าอยู่ต่อหน้าดารินเช่นกัน“ลิเกแบบนี้ใครคิดคะ อาหมอหรือนายเขตต์” มาหยาถามขำๆ“เจ้าเขตต์คิดล้วนๆ” เขื่อนพูดขำๆ ก่อนจะเปิดกล่องแหวนแต่งงานออกมา“อ้าว... แหวนหายครับ” มาหยาหัวเราะกับประโยคของสามี“แหวนอยู่นี่ไงคะ อาหมอสวมให้หยาแล้ว” เธอขยับมือด้านซ้ายไปตรงหน้าเขา เขื่อนจุมพิตก่อนจะขอแต่งงานด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“แต่งงานกับอานะครับ”“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่อาหมอทำเพื่อหยาขนาดนี้” เธออยากแต่งงานพร้อมกับเพื่อนรัก เขื่อนก็รอ เขารอเธอได้เสมอ และใจเย็นทุกครั้งที่เธอต้องการให้เขารอ“แต่งงานกับผมนะครับริน ต่อแต่นี้ไปสัญญาว่าจะทำตัวให้ดีและดูแลรินให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้ชา
“แต่งงานกับอาอีกครั้งนะครับ” เขาขอเธอแต่งงานเสียงนุ่ม“ขอแต่งงานกันตอนนี้เลยเหรอคะ นึกว่าจะโรแมนติกกว่านี้” เธอลุกขึ้นมามองเขาทำปากยื่นนิดๆเขื่อนทำท่าเหมือนจับอะไรสักอย่าง เขากำมันเอาไว้แน่นขยับไปมาตรงหน้าเธอ มาหยามองอะไรบางอย่างที่เขากำเอาไว้ในมืออย่างสนใจ“อะไรเหรอคะ” สิ้นประโยคคำถาม เธอก็ต้องตาโตเมื่อเขาคลายมือที่กำเอาไว้ออก“เดี๋ยวนี้อาหมอเล่นมายากลเหรอคะ” เธอมองแหวนเพชรน้ำงามในมือของเขาด้วยรอยยิ้มกว้าง“อารักหยานะครับ” เขาค่อยๆ บรรจงสวมแหวนเพชรน้ำงามที่นิ้วนางข้างซ้าย“คนจะได้รู้ว่าน้องมีผัวแล้ว” เขาดึงมือของเธอมาจุมพิตอย่างแสนรัก“อาหมอน่ะ” เธอหัวเราะเมื่อนึกถึงเมื่อสี่ปีก่อนที่เขาโหลดเพลงนี้เป็นเพลงสำหรับสายเรียกเข้าของเธอ ตอนนั้นจำได้ว่าพิสุทธิ์มาจีบเธอ จนเขื่อนหึง แต่ปรับความเข้าใจและเปิดอกคุยกันว่าเธอไม่เคยคิดนอกใจเขา เรื่องพิสุทธิ์จึงไม่ได้เป็นปัญหาระหว่างชีวิตคู่ของเขากับเธออีก“แต่งงานกับอาได้ไหม... ได้ไหม... คำถามจากใจ จากผู้ชายคนนี้ นามสกุลที่พ่อให้ไว้อยากใช้กับหยา” เขาขอเธอแต่งงานโดยร้องเป็นเพลง มาหยาหลุดขำปนซึ้งออกมา ก่อนจะพยักหน้า“หยาเคยรับปากว่าจะแต่งานตอนเรียนจบ
“เอาปิ่นโตมาฝากครับ” เขื่อนนั่งลงตรงหน้าของภรรยา มาหยายิ้มเขิน เพื่อนๆ เลยเอ่ยขอตัวไปสั่งอาหารมารับประทานกันบ้าง“วันนี้ไม่ให้นายเขตต์มาเหรอคะ มาเองเชียว” ถามไปยิ้มไปไม่ยอมหุบ“อยากมาเองตั้งนานแล้ว นี่ถ้าไม่ใช่นายเขตต์ ไม่ให้หนุ่มคนไหนเอาข้าวมาให้เมียกินหรอก”“หยาทำให้อาหมอลำบากหรือเปล่าคะ”“ลำบากเรื่องอะไรครับ”“ก็ตลอดสี่ปีมานี้หยาให้เรื่องของเราเป็นความลับ อาหมอก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ”“ไม่หรอก สนุกดี”“แน่ะ! พูดแบบนี้ก็ได้ด้วย”“อยากให้เมียมีความสุข เมียว่ายังไงก็ว่าตามนั้น” หลังจากเปิดตัวเขาก็หมั่นแวะเวียนมารับประทานอาหารกับเธอทุกวัน ปิ่นโตน่ารักๆ ที่เขื่อนทำมาให้ภรรยาทำเอาสาวๆ หลายคนมองแล้วอมยิ้ม“ฮั่นแน่! เดี๋ยวนี้ผมหมดความหมายแล้วสินะ” เขตต์นั่งลงใกล้ๆ กับอาหนุ่ม“หมดความหมายอะไรของนาย”“ผมก็หมดหน้าที่ส่งปิ่นโตให้อาสะใภ้แล้วน่ะสิครับ”“พูดไปโน่น”“พิอยากเจออาหมอครับ” เขตต์พูดขึ้น“มีอะไรหรือเปล่า”“เขาอยากขอบคุณอาหมอครับที่ไม่เอาเรื่องเขา”ถามว่าเรื่องนี้เขาสงสารใคร เขาสงสารทั้งสามคน พิชชานั้นไม่ได้รักเทพรัตน์ ทั้งสองโดนจับคลุมถุงชนถึงได้ต้องหมั้นหมายกัน เทพรัตน์นั้นรักพิชชา กลายเป็นร
เขาพาเธอไปนอนบนเตียงกว้าง ก่อนจะนอนลงแนบข้าง“ของขาดเหรอคะ” เธอเอ่ยถามเสียงกระเส่า หัวเราะกับสีหน้างุนงงของเขา“อ้อ... เดี๋ยวนี้ใช้ศัพท์แสงจนอางง ดีที่คิดออก”“ยังดีนะคะที่คิดออก” เธอหลุบตามองกระดุมเสื้อนอนของเขา ยื่นมือไปเล่นกับกระดุมเสื้อของเขาแล้วช้อนสายตาขึ้นมอง“มีเมียเด็ก ถ้าไม่รู้เรื่องวัยรุ่นบ้าง อายคนอื่นแย่”“หยายี่สิบกว่าแล้วนะคะ ไม่เด็กแล้ว”“แต่เด็กกว่าอาเกือบยี่สิบปี” เธอจุ๊บปากเขาเบาๆ เหมือนที่ชอบทำ“อาหมอหน้าเด็ก ไม่เห็นแก่เลย ถ้าไม่บอกว่าสี่สิบกว่าแล้วหยาไม่เชื่อหรอกค่ะ แบบนี้นี่เองที่เขาเรียกว่ากินเด็กเป็นอมตะ” เธอหัวเราะเบาๆ เขาก็ทำตาปริบๆ ก่อนจะทำท่ามันเขี้ยวจกพุงของเธอเล่น“คิกๆ จั๊กจี้ค่ะอาหมอ อาหมอกินเด็กเพื่อโกงอายุตัวเอง ฮ่าๆๆ อาหมออยากหน้าเด็ก คิกๆ” เธอยังยั่วเขา หัวเราะร่วนเมื่อโดนเขาแกล้งกลับ“ไหนบอกจะให้รางวัลอาที่ทำตัวน่ารักจนได้ออกจากโรงพยาบาลไง” เขาทวงคำมั่นสัญญา“คืนนี้จะให้รางวัลคนของขาดค่ะ” เธอล้วงมือเข้าไปในกางเกงนอนของเขา เขื่อนร้องครางเสียงแหบพร่า มันตื่นตัวอย่างรวดเร็วเพราะโหยหาสัมผัสของเธอมานานนับเดือน“เหมือนโดนแกล้งให้นอนโรงพยาบาลตั้งนาน โอ้..
“ไม่อยากให้อาหมอกลับเลย” มาหยาอ้อนสามี จับมือของเขาแกว่งไปมาเหมือนเด็กๆดารินเห็นแล้วอมยิ้มกับท่าทีขี้อ้อนของเพื่อน กับเขื่อนมาหยาจะมีกิริยาอาการเป็นเด็กๆ แบบนี้ แต่ปกติมาหยามีความเป็นผู้ใหญ่สูงและมีสติในการแก้ปัญหา“แล้วอาจะมาเยี่ยมใหม่ สัญญาเลยครับ” เขาเกี่ยวนิ้วก้อยเล็กๆ ของภรรยา เขื่อนก็เป็นไปก
มาหยากับดารินได้แยกกันอยู่คนละวอร์ดตามการแบ่งของอาจารย์ ทั้งสองจึงต้องแยกกันไปอยู่กับเพื่อนๆ กลุ่มใหม่ แต่เวลาทั้งสองก็คุยกันตลอด เป็นการส่งข้อความทางไลน์หากันด้วยความคิดถึง วันไหนมีเวลาว่างพร้อมกันก็จะพากันไปรับประทานอาหารด้วยกันโดยไปกับเพื่อนๆ ในห้องเรียนเดียวกัน ถือว่าเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่
“เป็นอะไรจ๊ะริน ใจลอยเชียว”“เปล่าจ้ะ” ดารินยิ้มแห้งๆ ให้เพื่อนรัก“มีอะไรบอกเราได้นะ เหมือนไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า”“เปล่าจ้ะ รินแค่คิดอะไรเพลินๆ ไปเท่านั้นเอง เราเอากระเช้าไปเยี่ยมด้วยดีไหม” ดารินรีบเบี่ยงประเด็น“ก็ดีนะ” มาหยาเห็นด้วย สองสาวเดินเข้าไปยังศูนย์อาหารก็กลายเป็นจุดสนใจของนักศึกษาหลายค
“ร้อนไหมครับ อยากอาบน้ำไหม” เขากระซิบถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เธอหยุดหัวเราะมองเขาแล้วหน้าแดง“อาหมอหื่นเหรอคะ” เธอขยับมือไปลูบไล้เป้ากางเกงของเขาเบาๆ“นิดหน่อย อาอยากเอาหยาจัง” เขาบอกตรงๆ แตะริมฝีปากไปกับซอกคอหอมกรุ่นของเธอเพื่อดูดกินเม็ดเหงื่อเล็กๆ ที่ผุดพรายขึ้นมาจากผิวผุดผ่อง“หยาก็อยากโดนอาหมอเอ







