LOGIN‘ตู้ซื่อจื่อกล่าวว่านางแต่งเข้ามาเป็นพี่สะใภ้ แล้วเหตุใดเมื่อครู่จึงพูดว่าแต่งเป็นชายาเอกเท่าเทียมเล่า?’ หางคิ้วของเสิ่นม่านอวี้เลิกขึ้นสูงอย่างแปลกใจ ‘เท่าที่ข้าทราบ แม้แต่ราชวงศ์หรือขุนนางชั้นสูงยังมีฮูหยินเอกเพียงคนเดียวเท่านั้นเลยมิใช่หรือ? แล้วเหตุใดตู้ซื่อจื่อจึงกล้าฉีกศีลธรรมของบ้านเมืองเช่นนี้ มิใช่ถือว่าตนสูงศักดิ์กว่าหรือ จึงไม่เห็นกฎของแคว้นอยู่ในสายตา!’
ตู้เหวินเจี๋ย ‘!!!’
‘และถ้าหากข้าจำไม่ผิด... ข้าขอหนังสือหมั้นของข้าและคุณหนูหยางหน่อย’ เสิ่นม่านอวี้วางมาดคุณหนูสูงศักดิ์แบมือไปทางหวงหมัวมัวที่รีบหยิบส่งให้ แล้วหวงหมัวมัวก็เดินไปกระชากหนังสือหมั้นของหยางเพ่ยเจินจากมือแม่สื่อมาส่งให้เจ้านายอย่างนอบน้อม
เสิ่นม่านอวี้กวาดสายตาอ่านเนื้อหาข้างในอย่างรวดเร็ว และก็เป็นอย่างที่นางคิด สองมือสะบัดคลี่หนังสือหมั้นที่ลงนามและประทับตราถูกต้องอย่างเป็นทางการทั้งสองฉบับออก หันไปให้ชาวบ้านที่กำลังมุงดูอยู่ช่วยอ่านในทันที
‘ตามหนังสือหมั้นของข้ามีการระบุชัดเจนเมื่อวันที่สี่เดือนแปดของปีที่แล้ว แต่หนังสือหมั้นของคุณหนูหยางคือวันที่ยี่สิบเดือนสามของปีนี้ นั่นหมายความว่าหนังสือหมั้นของข้ามีการลงวันที่ก่อนพี่สะใภ้ ตามกฎหมายของแคว้นต้าเยี่ยนแล้ว ก็ถือว่าข้าคือฮูหยินเอก ส่วนพี่สะใภ้ก็เป็นได้เพียงชายารองหรืออนุเท่านั้น!’
มุมปากของเสิ่นม่านอวี้ยกสูงอย่างเย้ยหยัน ‘เอาล่ะ ในฐานะที่ข้าเป็นฮูหยินเอก ข้าจะยอมให้พี่สะใภ้แต่งเข้ามาในจวนยกน้ำชาคารวะข้าในฐานะอนุก็แล้วกัน’
‘ไม่มีทาง!’ ตู้เหวินเจี๋ยตวาดเสียงกร้าว ‘เรื่องอันใดที่ข้าจะให้พี่สะใภ้ไปยกน้ำชาคารวะเจ้า อีกทั้งยังเป็นอนุอีก เสิ่นม่านอวี้... บัดนี้ สกุลเจ้าก็ไร้ผู้อาวุโสหนุนหลังแล้ว คิดอ่านจะทำสิ่งใดก็จงพึงสำเหนียกไว้ด้วยว่าตนเองเป็นเพียงบุตรีพ่อค้าต่ำต้อยเท่านั้น!’
เสิ่นม่านอวี้เบ้ปากในทันที ...นี่มันบูลลี่ฐานะกันชัด ๆ เลยไม่ใช่เหรอ!?
แล้วความจำสายหนึ่งก็แล่นผ่านเข้ามาในหัวของนาง รอยยิ้มเยาะก็ยิ่งฉีกกว้าง
‘ใช่แล้ว... ข้าเป็นเพียงบุตรีพ่อค้าต่ำต้อย แต่ทว่าขุนนางผู้สูงส่งอย่างตู้ซื่อจื่อยังอุตส่าห์แบกหน้าไปขอกู้ยืมเงินของข้า เพื่อมาจัดงานฉลองมงคลในวันนี้เลยมิใช่หรือ?’ นางปรายตามองเกี้ยวเจ้าสาวทั้งสองหลังที่วางอยู่คู่กันด้วยสายตาดูแคลน ‘แล้วดูเอาเถิด อุตส่าห์ยืมเงินข้าไปตั้งหลายพันตำลึง แต่ก็ยังสามารถจัดหาเกี้ยวมาให้พี่สะใภ้ได้ซอมซ่อยิ่งกว่าเกี้ยวของข้าเสียอีก ข้าล่ะนับถือความสามารถของท่านเลยจริง ๆ !’
‘เสิ่น-ม่าน-อวี้!’ ตู้เหวินเจี๋ยตวาดเรียกชื่อของนางเสียงดัง มือที่กุมมือเล็กของหยางเพ่ยเจินไว้แน่นขึ้น จนว่าที่พี่สะใภ้ต้องแอบร้องโอดโอยเบา ๆ ว่าเจ็บ แต่ไม่กล้าส่งเสียงดังออกมาขัดโทสะของเจ้าบ่าวข้างกาย ‘เจ้ากล้าดีอย่างไรจึงมาประจานข้าตรงนี้! ไม่รู้หรือว่าออกเรือนแล้วต้องเชื่อฟังตามสามี หากเจ้ายังดื้อดึงเช่นนี้ ข้าจะถอนหมั้นเจ้าซะ!’
โอ้โห! ถ้อยคำที่ข้ารอมานาน!
ดวงตาเม็ดซิ่งของเสิ่นม่านอวี้เปล่งประกายวิบวับ ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นโศกเศร้าเสียใจอย่างรวดเร็ว แอบใช้ปลายนิ้วหยิกเนื้อตัวเองบีบน้ำตาออกมาสองหยด แล้วหันไปประกาศกับชาวบ้านที่มุงดูอยู่ด้วยความสนใจ
‘ทุกท่านโปรดเป็นพยานให้ข้าด้วย วันนี้ มิใช่ว่าสกุลเสิ่นไม่รักษาสัญญาหมั้นหมาย ทว่าเป็นตู้ซื่อจื่อเองที่ตั้งใจจะถอนหมั้นกับข้า ด้วยเขาตั้งใจให้พี่สะใภ้เป็นชายาเอกเท่าเทียมกับข้า ทั้งที่นางมีหนังสือหมั้นลงนามหลังข้าเสียอีก...’ เสิ่นม่านอวี้พูดพลางยกผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริง ‘เช่นนั้นก็ถือว่างานหมั้นหมายระหว่างข้ากับตู้ซื่อจื่อเป็นโมฆะไปซะ!’
พูดจบ เสิ่นม่านอวี้ก็ฉีกหนังสือหมั้นนั้นทิ้งทันที! ท่ามกลางความตกตะลึงของตู้เหวินเจี๋ย
เฮ้ย! เฮ้ย! ข้าแค่พูดว่าจะถอนหมั้น ไม่ได้หมายความว่าถอนหมั้นจริง ๆ ! หากเจ้าถอนหมั้นไปเช่นนี้ แล้วหนี้สินในจวนของข้า ผู้ใดจะเป็นคนชดใช้ให้เล่า!?
‘ดะ.. เดี๋ยวก่อน!’ ตู้เหวินเจี๋ยรีบปล่อยมือจากหยางเพ่ยเจิน ‘ข้าไม่ได้พูดว่า...’
‘พวกเราบรรเลงเพลง ยกเกี้ยว ยกขบวนสินเดิมของข้ากลับจวน!’ เสิ่นม่านอวี้สะบัดชายเสื้อเจ้าสาว ตะโกนสั่งบ่าวและสาวใช้ของนาง แล้วก้าวขึ้นเกี้ยวไปในทันที กระตุกม่านสีแดงลงมาปิดบทสนทนาทั้งหลายลงฉับ
ขืนชักช้า... เดี๋ยวพ่อแม่เจ้าก็ออกมาพูดจาหว่านล้อมข้าอีก เหมือนที่เสียเวลาในตอนที่ดูซีรีส์ กว่านางเอกจะได้กลับจวนก็ล่อเข้าเกือบสิบยี่สิบนาที ข้าไม่อยากมาเปลืองน้ำลายไปกับตัวประกอบพวกนี้หรอกนะ!
ไม่สู้รีบกลับจวนไปแต่งตัวสวย ๆ รอพระเอกมาสู่ขอกู้หน้าซะดีกว่า!
แต่ทว่า... ความจริงมันโหดร้ายกว่าที่นางคิดไว้มาก เวลาล่วงผ่านพ้นไปสองเดือนแล้ว จวนสกุลเสิ่นก็ยังไร้วี่แววของพระเอกคนใดมาสู่ขอ
เสิ่นม่านอวี้ ‘…’
เอ้... แบบนี้มันไม่ถูกสิ หรือว่าข้าทำอะไรผิดไปตรงไหน หรือว่าวันนั้นข้ายังโวยวายไม่มากพอ หรือข้าออกมาเร็วเกินไป จนพระเอกไม่ทันได้สังเกตเห็นความสามารถของข้า?
เมื่อเวลาผ่านไปอีกสองเดือน ล่วงเข้าเดือนที่สี่ จนกระทั่งได้ยินว่าคุณหนูรองสกุลหยางผู้นั้นได้ตั้งครรภ์ให้แก่ตู้เหวินเจี๋ยแล้ว เสิ่นม่านอวี้จึงได้แต่ก้มหน้าคอตกทำใจแล้วว่าพระเอกของนาง... อาจจะไม่มีอยู่จริงก็เป็นได้!
พระเจ้า... ท่านให้ข้าทะลุมิติมาทำไมเหรอ?
สรุปว่าไม่ได้ให้มานั่งกินนอนกินครองคู่กับพระเอก แต่ให้ข้ามาสู้ชีวิตไปจนแก่เฒ่าสินะ!
“แหม...” เสิ่นม่านอวี้ลากเสียงยาว พลางหย่อนก้นลงนั่งม้านั่งตัวยาวข้างจวินเหยียนสือ ปรายสายตามองชามโจ๊กตรงหน้าคนทั้งสองแล้วหัวเราะหึ ๆ “ผู้ใดจะไวเท่าท่านเล่า ถึงขั้นใช้องครักษ์เงาปลอมตัวเป็นชาวบ้านไปต่อคิวเป็นคนแรก ๆ เสียขนาดนั้น”จวินลู่เอินเบ้ปากพลางโบกพัดในมือเบา ๆ เมื่อได้ยินสหายแขวะด้วยความจริง “มีแรงงานชั้นดีอยู่ในมือก็ต้องใช้สิ มิเช่นนั้น จะเป็นการเลี้ยงเสียข้าวสุกไปเปล่า ๆ ”“แล้วมีอย่างที่ใดใช้องครักษ์เงาไปยืนต่อแถวรอโจ๊กโรงทาน” เสิ่นม่านอวี้บ่นเสียงเบา แล้วจึงวางถ้วยโจ๊กในมือลง พลางกวาดสายตามองอาหารอย่างอื่นบนโต๊ะตาโต “แล้วเหตุใดจึงสั่งอาหารมาเยอะนักเล่า?”บนโต๊ะไม้มีจานกับข้าวจากร้านน้ำเต้าหู้ตั้งเรียงรายละลานตา ทั้งเสี่ยวหลงเปาเข่งยักษ์น้ำแกงฉ่ำ ปาท่องโก๋ทอดตัวยาวกรอบฟู และผัดผักกาดดองน้ำมันงาคลุกพริกเสฉวน“พี่หญิงเสิ่นรีบทานเถิด” จวินเหยียนสือร้องบอกด้วยน้ำเสียงเริงร่าด้วยรอยยิ้มละมุน ชายหนุ่มขยับหยิบตะเกียบและช้อนมาเช็ดให้อย่างใส่ใจส่งให้นาง ก่อนจะใช้ตะเกียบคีบปาท่องโก๋ทอ
สิ้นคำประกาศของทางการ ความเงียบพลันมลายหายไป ชาวบ้านที่เคยหวาดระแวงต่างพากันหน้าเสียด้วยความรู้สึกผิด บางคนถึงกับก้าวออกมากล่าวขอโทษหลินหว่านฉิงที่เข้าใจผิดก่อนที่ขบวนแถวจะเริ่มกลับมาตั้งตัวใหม่อีกครั้งอย่างคึกคักยิ่งกว่าวันวาน หลินหว่านฉิงระบายลมหายใจยาว ความอัดอั้นในอกสลายไปสิ้นนางเงยหน้าขึ้นจากถังโจ๊กด้วยรอยยิ้มโล่งอก ทว่ายามเมื่อกวาดสายตาผ่านฝูงชนที่กำลังเบียดเสียดเข้ามาใหม่ ร่างสูงในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มของมู่หรงเจวี๋ยก็ปรากฏขึ้นในกรอบสายตามู่หรงเจวี๋ยสาวเท้าก้าวเข้ามาหานางพร้อมรอยยิ้มละมุนที่มุมปาก ทว่าในความละมุนนั้น หลินหว่านฉิงกลับสังเกตเห็นร่องรอยความอ่อนล้าจาง ๆ ที่พาดผ่านใบหน้าคมคาย ใต้ตาของเขาคล้ำลงเล็กน้อยราวกับคนมิได้นอนมาทั้งคืนยามเมื่อก้าวมาหยุดอยู่ข้างกาย ชายหนุ่มก็เอื้อมมือหนาไปหยิบจับทัพพีไม้โบราณอีกอันขึ้นมาถือไว้ แสร้งทำเป็นเอ่ยเย้าเสียงเรียบ “ยามนี้ชาวบ้านมากันแน่นขนัด เจ้าคนเดียวคงตักมิทันกระมัง ให้ข้าช่วยเจ้าจะดีกว่า”“ท่านพี่เจวี๋ย... เอ่อ ท่านอ๋อง” หลินหว่านฉิงเปลี่ยนคำเรียกด้วยอยู่ท่ามกลางฝูงช
เช้าวันถัดมา เมื่อแสงอรุณจับขอบฟ้าอีกครั้ง บรรยากาศหน้าประตูใหญ่ของจวนจิ๋นอันโหววันนี้กลับเงียบเหงาผิดตา โต๊ะไม้ตัวยาวและถังโจ๊กแปดสมบัติร้อนกรุ่นยังคงถูกจัดวางไว้ที่เดิมตามความตั้งใจของหลินหว่านฉิงท่ามกลางการเกลี้ยกล่อมของมารดาและบรรดาพี่น้องให้นางล้มเลิกโรงทานไปเสีย แต่ทว่านางกลับยืนกรานอย่างเด็ดเดี่ยวว่าหากนางยอมถอยในเวลานี้ ก็เท่ากับยอมรับคำใส่ร้ายว่าโจ๊กมีพิษจริง จวนจิ๋นอันโหวทำทานด้วยใจบริสุทธิ์ เหตุใดต้องหวาดกลัวลมปากของผู้อื่นด้วยแต่เมื่อลมปากนั้นยังไม่ได้รับการกำจัด ความบริสุทธิ์ยังไม่ชัดแจ้ง จึงเหลือเพียงความจริงที่โหดร้าย เมื่อเช้าวันนี้ผู้คนกลับบางตาลงอย่างเห็นได้ชัด ชาวบ้านและคนยากไร้ที่เคยเข้าแถวยาวเหยียด ยามนี้ทำเพียงยืนด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ไกล ๆ ตรงหัวมุมตรอกเสียงซุบซิบนินทาดังเซ็งแซ่ลอยมาตามสายลมมาอย่างน่าอดสู“ดูสิ... เมื่อวานทำคนท้องร่วงปางตาย วันนี้ยังกล้าตั้งโต๊ะแจกต่ออีกหรือ ช่างไร้ยางอายนัก”หลินหว่านฉิงในชุดสีเหลืองนวลอบอุ่นพยายามฝืนยิ้ม มือบางกุมทัพพีไม้แน่นพลางร้องเรียกสตรีชราคนหนึ่งที่เดินผ่านไปด้วยน้ำเสียงอ่อน
ความเงียบงันแผ่ซ่านเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงใหญ่ในพริบตา มู่หรงเจวี๋ยที่นั่งประทับอยู่บนตำแหน่งประธานถึงกับเหวอจนนิ่งงันไปชั่วครู่ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?หากเขาไม่สามารถจับตัวผู้จ้างวานได้ แล้วข้าจะไปเอาหน้ากับจวนจิ๋นอันโหวได้อย่างไร!?ยังไม่ทันที่อิ้งอ๋องจะได้เอ่ยปากซักไซ้ อาชุ่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่ก็เบิกตากว้าง กรีดร้องเสียงแหลมลึกอย่างคลุ้มคลั่งขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าเผือกร้อนกำลังจะตกใส่มือนางอีกครั้งนางลนลานส่ายหน้าพัลวันร้องตะโกนโต้เถียง “ไม่จริง! เจ้านั่นแหละที่ใส่ร้ายข้า! ข้าเป็นเพียงขอทานจรจัด วัน ๆ เงินจะซื้อหมั่นโถวประทังชีวิตยังไม่มี แล้วข้าจะเอาเงินมากมายจากไหนไปจ้างวานเจ้าได้! เจ้าโกหก! เจ้าคิดจะปัดความผิดมาให้ข้า!”สิ้นเสียงกรีดร้องของอาชุ่ย สายตาของทุกคนในโถงต่างพากันหันขวับไปจ้องหน้าอาชุ่ย“ข้าไม่ได้ปด!” อาโก่วแผดเสียงสู้กลับพลางชี้หน้าอาชุ่ยด้วยมืออันสั่นเทา ดึงทุกสายตาให้กลับไปมองที่เขา “เจ้านั่นแหละที่ไปหาข้าที่ตรอกเมื่อวานนี้ ยามนั้นเจ้าบอกข้าเองมิใช่ห
บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของจวนอิ้งอ๋องเงียบสงัด แสงแดดภายนอกสาดส่องเข้ามาทาบทับร่างสูงของมู่หรงเจวี๋ยที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักลายพยัคฆ์ในตำแหน่งประธานชายหนุ่มเอนหลัง พาดแขนแกร่งข้างหนึ่งไว้บนที่เท้าแขนอย่างเกียจคร้าน ทว่ารังสีที่แผ่ซ่านออกมากลับดุดันกดทับเสียจนผู้คนแทบหายใจไม่ออกดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องมองลงไปยังเบื้องล่าง ซึ่งมีร่างของขอทานหญิงผู้ป่วนงานโรงทานกำลังนั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกประหนึ่งลูกนกต้องลมหนาว บนใบหน้าของนางสกปรกมอมแมมจนดูไม่จืดอิ่งซาน ยอดองครักษ์คนสนิทผู้มีใบหน้าเย็นชา ก้าวออกมารายงานด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ“ทูลท่านอ๋อง ขอทานหญิงนางนี้มีนามว่าอาชุ่ย อายุยี่สิบสี่ปี เป็นคนจรจัดไร้หัวนอนปลายเท้าที่อาศัยอยู่แถวตรอกท้ายตลาดตะวันออก ยามนี้นางยอมเปิดปากสารภาพแล้วว่าได้รับการจ้างวานมาจากเถ้าแก่รั่วซื่อตง เจ้าของร้านน้ำชาเล็ก ๆ ที่อยู่ถัดไปสามช่วงตึกพ่ะย่ะค่ะ ซึ่งกระหม่อมได้ส่งคนไป...”ยังไม่ทันที่อิ่งซานจะกล่าวจบ ประตูโถงใหญ่ก็ถูกผลักออกพร้อมเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ขององครักษ์ที่ลากตัวบุรุษวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มเข้า
เช้าวันรุ่งขึ้นที่หน้าประตูใหญ่ของจวนจิ๋นอันโหวได้มีการจัดตั้งโรงทานเพื่อแจกจ่ายโจ๊กข้าวกล้องแปดสมบัติร้อน ๆ ให้แก่ราษฎรยากไร้ในเมืองหลวง ตั้งใจเป็นการสะเดาะเคราะห์และสร้างเสริมบุญกุศลให้แก่ทุกคนในจวนช่วงยามสาย บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โต๊ะไม้ตัวยาวถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ บนนั้นมีถังไม้ใบเขื่องสองใบตั้งอยู่ ควันสีขาวลอยกรุ่นส่งกลิ่นหอมละมุนของข้าวใหม่ที่เคี่ยวจนเนื้อเนียนละเอียด ปะปนกับความหอมมันของพุทราจีน เมล็ดบัว ถั่วแดง และเก๋ากี้ที่ต้มจนเปื่อยนุ่มชวนน้ำลายสอบรรดาชาวบ้านและคนยากไร้ต่างพากันเข้าแถวเรียงหนึ่งยาวเหยียด ถือถ้วยกระเบื้องดินเผาในมือด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวังหลินหว่านฉิงในชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนเรียบง่ายประดับเพียงปิ่นไม้ธรรมดายืนยิ้มแย้มแจ่มใส มือบางประคองทัพพีไม้คอยตักโจ๊กร้อน ๆ แจกจ่ายให้แก่ทุกคนด้วยความอ่อนโยนอย่างไม่ถือตัว โดยมีเยี่ยนจื่อ สาวใช้คนสนิทคอยช่วยหยิบจับอยู่ข้างกาย“คุณหนูสามหายดีแล้วหรือ?”น้ำเสียงทุ้มต่ำคุ้นหูที่แฝงความห่วงใยดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาหลินหว่านฉิงสะดุ้งน้อย ๆ พลันหันไปสบเข้ากับดวงต







