เข้าสู่ระบบเพียงสิ้นเสียงคราง ร่างทั้งสองก็สั่นสะท้านราวกับกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน น้ำสีขาวขุ่นพุ่งกระฉูดอัดเข้ามาพลางจูบแลกลิ้นกันนัวเนีย
แต่แล้ว… เสียงฝีเท้ารีบร้อนของขันทีดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนเขาจะคุกเข่าถวายบังคม
“กราบทูลฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพเสวียนอวี้แห่งแคว้นฉิน ส่งราชสาส์นมา ขอเข้าเฝ้าเพื่อยลโฉมเทพธิดา…”
สิ้นคำ... อุณหภูมิในท้องพระโรงพลันลดต่ำลงราวกับหิมะหล่นกลางคิมหันต์
หลงเทียนอี้ที่เดิมสงบดังผืนน้ำเรียบ พลันเหยียดริมฝีปาก ยกถ้วยชาขึ้นดื่มช้าๆ…ก่อนจะวางลงด้วยเสียง กระแทกเบาๆ ดัง “กึง”
“ยลโฉมรึ?” น้ำเสียงเรียบเย็น แต่แฝงด้วยเพลิงที่เดือดพล่าน “เขาคิดว่าแคว้นต้าหยางเป็นหอคณิกาหรืออย่างไร ถึงคิดจะมายล...เทพธิดาของข้า?”
หลินหลินลอบเบิกตาเล็กน้อย…คำว่า ของข้า ไม่เพียงเอ่ยออกอย่างแนบแน่น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยอาณัติครอบครอง ขันทีหน้าซีด รีบก้มกราบแนบพื้น
“พ่ะย่ะค่ะ... กระหม่อมจะรีบไปแจ้งปฏิเสธ...”
หลงเทียนอี้จ้องตรงไปยังหลินหลินที่นั่งนิ่ง สีหน้ามิได้ตื่นตกใจ ทว่ามีแววขันซ่อนอยู่ในแววตา และนั่นยิ่งทำให้เขาเดือด
“บอกมันไป…เทพธิดาของต้าหยาง ไม่ใช่ของประดับให้ยล แต่เป็นพลังให้แคว้นข้ารุ่งเรือง หากใครคิดจะยล ข้าจะควักลูกตาพวกมันมาใส่จอกสุรา!”
พระสุรเสียงดังก้อง ดาบข้างพระองค์ถูกชักออกมาจรดกับพื้นจนเกิดเสียงกังวานสะเทือนใจทุกผู้คนในตำหนัก หลินหลินแสร้งยิ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยกลั้วหัวเราะเบาๆ
“ฝ่าบาทหึงหรือเพคะ?”
หลงเทียนอี้หันขวับ ดวงตาสีดำสนิทฉายวาบราวพายุบรรลัย
“หึง? ข้าไม่เคยหึงใคร…แต่ข้าคลั่งได้ หากมีใครคิดแตะต้องเจ้าแม้แต่ปลายชายแขนเสื้อ และถ้าหากเจ้าเผลอยิ้มให้พวกมันสักนิด…ข้าจะลากเจ้าขึ้นเตียง...ให้พวกมันได้ยินเสียงเจ้าร่ำร้องตลอดสามวันสามคืน!”
หว่ายยย...
------------
ในยามบ่ายที่ฟ้าโปร่ง เมฆไม่กล้ากลบแสงตะวัน หน้าวังหลวงแคว้นต้าหยางกลับตึงเครียดเสียยิ่งกว่าออกรบ เมื่อบุรุษผู้หนึ่งยืนตระหง่านอยู่กลางลานหินขาว
เขาคือแม่ทัพเสวียนอวี้แห่งแคว้นฉิน ผู้มากด้วยชื่อเสียง กระบี่ในมือเคยตัดคอศัตรูนับพันในสมรภูมิ แต่ยามนี้…เขาเพียงต้องการ ‘ยลโฉมเทพธิดา’ และต้องการจะฉีกหน้าแคว้นต้าหยางที่คิดเอาหญิงโง่เง่ามาอุปโลกน์เป็นเทพธิดา
ตั้งแต่หลินหลินปรากฏตัวในฐานะเทพธิดา การทหารของแคว้นต้าหยางก็กล้าแข็งขึ้นผิดหูผิดตา แม่ทัพเสวียนอวี้จะต้องฉีกหน้ากากของนาง ทำลายขวัญพวกทหารแคว้นต้าหยางให้ได้มากที่สุด
“ฝ่าบาท! แม่นางหลินหลินไปไหนเสียเล่า หรือว่านางจะกำลังบำเพ็ญเพียรภาวนา ไม่ก็กำลังแก้ผ้ารอฝ่าบาทอยู่ จึงไม่ว่างมาพบข้าผู้นี้”
“แม่ทัพเสวียนอวี้” สุรเสียงของหลงเทียนอี้ข่มอารมณ์เดือดดาล “เจ้ามิได้อยู่ในฐานะที่จะ ‘ขอ’ อะไรในวังของข้า และหากเจ้าบังอาจดูหมิ่นเทพธิดาของข้าอีกครั้งเดียว ข้าจะตัดลิ้นเจ้าเสีย”
เสวียนอวี้แค่นยิ้ม สีหน้าไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“ข้าไม่ได้ ‘ขอ’ ฝ่าบาท…ข้ามาเพื่อ ‘พิสูจน์’ ชื่อเสียงของนางขจรไกลไปถึงแคว้นฉิน ผู้คนพากันลุ่มหลงงมงาย ข้าอยากจะรู้ว่าเทพธิดาผู้นี้เป็นของจริง หรือแค่นางหญิงหลอกลวง”
“เจ้าคิดจะทำอะไร”
“เทพธิดาที่เล่าขานกันนักหนา หากนางมีจริง นางควรรู้แจ้งดุจสวรรค์ มิใช่หรือ? งั้นก็ตอบคำถามข้านี้สิ” เสวียนอวี้ยกคิ้วพลางเอ่ย “สิ่งใดกัน…ที่แม้มิมีชีวิต กลับมีหัวใจ แม้มิอาจเดิน กลับทำให้ผู้คนเคลื่อนไหวได้?”
“หึ!” หลงเทียนอี้เหลือบมองขุนนางรอบด้าน แต่ไม่มีใครขยับเขยื้อน วังหลวงตกอยู่ในความเงียบ ขุนนางผู้มากความรู้ต่างขมวดคิ้ว แม้แต่หลงเทียนอี้เองก็นิ่งไปชั่วขณะ สีหน้าเยียบเย็น เริ่มแปรเป็นไม่สบอารมณ์
ขันทีน้อยผู้หนึ่งยืนอยู่หลังม่านผ้า ข้างห้องที่เทพธิดาหลินจำพำนักอยู่ สายตาเขามองนิ่งที่พื้น ก่อนจะชะงัก เมื่อเสียงกระซิบเบาๆ ดังขึ้นจากเงาม่าน…
“ตอบเขาไปว่า… ‘หนังสือ’…”
ขันทีน้อยเบิกตากว้าง
“เร็วเข้า” หลินเอ่ยอย่างนุ่มนวลแต่เด็ดขาด “จะปล่อยให้แคว้นฉินดูแคลนต้าหยางไม่ได้หรอกนะ”
ขันทีรีบเดินออกจากแถว ท่ามกลางสายตานับร้อย ก่อนจะคุกเข่าลงและกราบทูล
“ขอประทานอนุญาตพ่ะย่ะค่ะ…กระหม่อมมีคำตอบ”
“เจ้าชื่ออะไร” หลงเทียนอี้ถาม
“ก...กระหม่อมมีนามว่าเติ้งจงพ่ะย่ะค่ะ”
“หากตอบถูก ข้าจะมอบรางวัลให้เจ้าอย่างงาม”
“พ่ะย่ะค่ะ คำถามของท่านแม่ทัพแคว้นฉิน ง่ายมาก ‘หนังสือ’ คือสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่มีหัวใจในความหมาย มีพลังเคลื่อนไหวผู้คน สั่งสอน ขับเคลื่อนบ้านเมือง…”
เสวียนอวี้ชะงักไปเล็กน้อย และทันใดนั้น… เสียงหวานลึกของหญิงสาวดังขึ้นจากหลังม่านแพรเบาบางของตำหนัก
“คำถามง่ายดายเช่นนี้… แม้แต่ขันทีตำแหน่งเล็กๆ ของแคว้นต้าหยางยังตอบได้ ท่านแม่ทัพอุตส่าห์มาไกลเพื่อถามหนึ่งคำถาม น่าเสียดายนักที่ขันทีน้อยทำท่านแม่ทัพแคว้นฉินหมดสนุกเร็วเกินไปเสียนี่”
เสวียนอวี้เงยหน้าขึ้น จ้องผ้าม่านด้วยแววตาคมกริบ แต่หลินหาได้เผยโฉมไม่... มีเพียงเงาร่างบางเบาที่ทอดอยู่ในแสงเรื่อ
“ท่านคงจะเป็นแม่นางหลินหลินผู้เลื่องชื่อคนนั้นกระมัง” แม่ทัพเสวียนอวี้ยังคงจงใจเรียกเธออย่างนั้น หลินหลินก็ไม่ได้ถือสาอะไร ดีเสียอีกที่มีคนเรียกชื่อเธอจริงๆ บ้าง
ม่านบางยังคงพริ้วไหวเบา ๆ ดั่งต้องลม เงาร่างที่หลบอยู่ด้านหลังแม้จะไม่เผยโฉม แต่กลับทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาได้
“ท่านแม่ทัพกล่าวเช่นนั้น...แสดงว่าทราบนามข้าแต่แรกกระมัง ขอบคุณที่ท่านใส่ใจข้า” เสียงของเธอนุ่มนวล เยือกเย็น แต่เต็มไปด้วยจังหวะผ่อนหนักเบาที่แม้แต่นักวาทศิลป์ยังต้องหันกลับมาฟัง แม่ทัพเสวียนอวี้ไม่ตอบ แต่ยกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจในท่าทีสุขุม
หลินหลินจึงเอ่ยอีกครั้ง คราวนี้เปลี่ยนเรื่องตามมารยาท “ได้ยินว่าแคว้นฉินระยะหลังแม้จะฟื้นตัวจากภัยแล้ง แต่กลับมีปัญหาใหม่เรื่องสินค้าจากแคว้นอื่นไหลทะลักเข้ามาเกินควบคุม ทำให้ราคาข้าวสารตกต่ำ ชาวนาท้องถิ่นลำบาก เป็นดังที่ข้าได้ยินมาจริงหรือไม่”
เสวียนอวี้ยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “แม่นางดูจะสนใจการค้าขายยิ่งกว่าหญิงใด ข้าว่าขุนนางกรมคลังบางคนคงต้องหันไปเรียนจากเจ้าบ้างกระมัง”
หลินหลินหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงแฝงความหยอกล้อ “ขุนนางกรมคลังคงไม่ยินดีเท่าไร หากรู้ว่าข้าเคยอ่านบัญชีรายรับรายจ่ายแทนบ่าวในหอครัวเพราะพวกเขาคำนวณผิดอยู่บ่อยๆ”
เสวียนอวี้เริ่มจ้องผ้าม่านจริงจังขึ้น หลินหลินจึงเอ่ยช้าๆ ทีละคำ
“ในความคิดของข้า หากแคว้นฉินกำหนด ‘กำแพงภาษีชั่วคราว’ สำหรับสินค้านำเข้าบางชนิดที่กระทบเกษตรกรโดยตรง ไม่มากเกินควร ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ราคาภายในประเทศสมดุลขึ้น โดยไม่กระทบการค้ารวมทั้งหมด”
เงียบ…
เสวียนอวี้ไม่พูดสักคำ แต่สายตานั้นคล้ายจับจ้องไปยังบางจุดหลังม่าน ก่อนจะหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมา
“ไร้สาระ”
“หากแคว้นฉินยอมแบ่งระบบชลประทานตามแหล่งภูเขาทางตะวันตกให้แก่ชาวบ้านใช้ร่วม ไม่เพียงแต่จะลดต้นทุนขนส่งเพื่อหล่อเลี้ยงพื้นที่แล้ง ยังช่วยลดการอพยพและความวุ่นวายได้ในระยะยาว ที่สำคัญที่สุด... แคว้นท่านจะสามารถเก็บภาษีได้อย่างมั่นคงขึ้น และขุนศึกก็ไม่จำเป็นต้องระดมไพร่พลไปควบคุมความวุ่นวายตามชายแดนอีก”
เสวียนอวี้ยกมือกอดอก สะบัดแขนเสื้อเล็กน้อย ก่อนจะหัวเราะหึในลำคอ เธอมิได้สนใจอารมณ์อีกฝ่าย หากแต่เอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ข้าเคยเห็นชาวนาต้องขายลูกเพื่อประทังชีวิต ข้าว่าหากท่านมีสิทธิเลือก จะเลือกให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นชาวแคว้นใดสามารถเลี้ยงลูกได้ มากกว่าต้องขายลูกเพื่อซื้อข้าว... ใช่หรือไม่?”
หลังประโยคนั้นเงียบไปชั่วครู่ แม้จะเปล่งออกอย่างอ่อนโยน แต่กลับกระแทกอกผู้ฟังจนรู้สึกสะท้าน แม่ทัพเสวียนอวี้หุบยิ้ม ทอดสายตาหลังม่านอย่างเงียบงัน ราวกับภาพบางอย่างในใจถูกพลิกกลับ
“เจ้ามิใช่เพียงสตรีที่ถูกยกย่องว่าเป็นเทพธิดา แต่เป็นคนที่น่ากลัวกว่าที่ข้าคาดไว้”
“กล่าวหนักเกินไปแล้ว ขอเพียงจำไว้ว่า มีชัยในสนามรบ ยังไม่เท่ามีชัยในการครองใจผู้คน เพียงเท่านี้ท่านก็สามารถกระทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมีพลัง ไร้สิ่งใดต้องหวั่นเกรง”
แม่ทัพเสวียนอวี้นิ่งงันไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ไม่ตอบโต้อีก เขายกมือประสานเล็กน้อยอย่างไม่เป็นทางการนัก แล้วกล่าวเสียงเย็น
“มีวาสนาได้พบ ขอบคุณที่ชี้แนะ”
“ท่านคงประจักษ์แจ้งแล้วว่าชาวแคว้นต้าหยางล้วนมีการศึกษา ย่อมมิใช่ผู้งงมงายโดยไร้สติ แต่เป็นผู้มีศรัทธา” หลงเทียนอี้ลอบยิ้ม เหลือบมองเสวียนอวี้พลางเอ่ยเสียงเย็น “หากเจ้ามาเพื่อยลเทพธิดา… แล้วต้องกลับไปพร้อมความผิดหวังแล้ว ข้าขอแนะนำให้เจ้าถอยกลับไปเสีย ก่อนข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นอย่างอื่นแทน”
เสวียนอวี้ยืนนิ่ง เสียหน้าจนพูดอะไรไม่ออก ก่อนจะประสานมือคารวะเบาๆ แม้ในใจจะขบกรามแน่น
“เทพธิดาแห่งแคว้นต้าหยาง…ไม่ธรรมดาจริงๆ”
แล้วเขาก็หันหลังกลับไป ทิ้งเพียงสายตาแฝงความนับบางอย่าง…ไปยังเทพธิดาผู้เอ่ยเพียงไม่กี่คำ ก็สามารถทำให้แม่ทัพแคว้นฉินต้องพับเสื่อกลับ!
เพียงสิ้นเสียงคราง ร่างทั้งสองก็สั่นสะท้านราวกับกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่าน น้ำสีขาวขุ่นพุ่งกระฉูดอัดเข้ามาพลางจูบแลกลิ้นกันนัวเนียแต่แล้ว… เสียงฝีเท้ารีบร้อนของขันทีดังขึ้นที่ด้านนอก ก่อนเขาจะคุกเข่าถวายบังคม“กราบทูลฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ! แม่ทัพเสวียนอวี้แห่งแคว้นฉิน ส่งราชสาส์นมา ขอเข้าเฝ้าเพื่อยลโฉมเทพธิดา…”สิ้นคำ... อุณหภูมิในท้องพระโรงพลันลดต่ำลงราวกับหิมะหล่นกลางคิมหันต์หลงเทียนอี้ที่เดิมสงบดังผืนน้ำเรียบ พลันเหยียดริมฝีปาก ยกถ้วยชาขึ้นดื่มช้าๆ…ก่อนจะวางลงด้วยเสียง กระแทกเบาๆ ดัง “กึง”“ยลโฉมรึ?” น้ำเสียงเรียบเย็น แต่แฝงด้วยเพลิงที่เดือดพล่าน “เขาคิดว่าแคว้นต้าหยางเป็นหอคณิกาหรืออย่างไร ถึงคิดจะมายล...เทพธิดาของข้า?”หลินหลินลอบเบิกตาเล็กน้อย…คำว่า ของข้า ไม่เพียงเอ่ยออกอย่างแนบแน่น แต่ยังเปี่ยมไปด้วยอาณัติครอบครอง ขันทีหน้าซีด รีบก้มกราบแนบพื้น“พ่ะย่ะค่ะ... กระหม่อมจะรีบไปแจ้งปฏิเสธ...”หลงเทียนอี้จ้องตรงไปยังหลินหลินที่นั่งนิ่ง สีหน้ามิได้ตื่นตกใจ ทว่ามีแววขันซ่อนอยู่ในแววตา และนั่นยิ่งทำให้เขาเดือด“บอกมันไป…เทพธิดาของต้าหยาง ไม่ใช่ของประดับให้ยล แต่เป็นพลังให้แคว้นข้ารุ่งเรือง หากใครค
แคว้นจ้าว ทางใต้ของต้าหยางจ้าวเฉียน... ท่านอ๋องหนุ่มผู้หล่อเหลาราวบทกวีแห่งสายฝนใต้ หลงใหลในตำนานเทพธิดามาแต่เด็ก เมื่อได้ยินข่าวนี้ สีหน้าเขาแปรเปลี่ยนจากสงบสยบทุกสรรพสิ่ง...เป็นเปลวเพลิงที่อยากยลโฉมเทพธิดาด้วยตาตนเอง“เทพธิดาหรือ... งดงามถึงเพียงใดกัน ถึงทำให้เจ้าหมอนั่นคลั่งได้ถึงเพียงนี้?”จ้าวเฉียนเอ่ยเสียงแผ่ว แต่ดวงตาแพรวพราวด้วยความมุ่งมั่น จึงรับสั่งให้ “หนานอวี๋” หญิงงามผู้ชำนาญการลอบเร้น ปลอมตัวแทรกซึมเข้าวังหลวงทันทีเพื่อเข้าใกล้เทพธิดาขณะเดียวกันแคว้นลู่ ทางเหนือของต้าหยางองค์ชายลู่หวังเฉียน... องค์ชายเลือดเย็น ผู้ได้รับฉายาว่า “อสรพิษแห่งแคว้นลู่” ไม่เคยศรัทธาในสิ่งเหนือธรรมชาติ ทว่ากลับรู้สึกสนุกยิ่งเมื่อเห็นคนทั่วแคว้นตกอยู่ภายใต้มนตร์เสน่ห์ของหญิงคนหนึ่ง“นางดลบันดาลให้พิษหิมะร้ายที่ข้าภูมิใจสิ้นฤทธิ์ พิษที่ข้าวางยาใส่แหล่งน้ำเอาไว้ทำอะไรพวกทหารแคว้นต้าหยางไม่ได้เสียแล้ว”ลู่หวังเฉียนแสยะยิ้ม“เทพธิดา...หรือ... หึ น่าสนใจจริงๆ ถ้านางเชี่ยวชาญด้านการแก้พิษนัก ก็เหมาะจะอยู่ในกรงทองของข้า”ทรงยกนิ้วแตะริมฝีปาก พลางเอ่ยอย่างเยือกเย็น “ไปลักพาตัวนางมา...อย่าให้เหลือร่อง
บทที่ 7 จ้องแย่งชิงไม่นานหลังจากเทพธิดาปรากฏตัวเคียงข้างฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าหยาง และมีข่าวลือสะพัดไปทั่วว่า เทพธิดาสวรรค์ ได้โปรดประทานความเจริญรุ่งเรืองให้แด่ต้าหยางอย่างเห็นผล หลินหลินถูกจับตามองในฐานะเทพธิดา ไม่ว่าเธอจะไปไหน ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ล้วนถูกตีความ หลินหลินกลับรู้สึกว่าพวกเขากำลังคลั่ง เธอจึงต้องรีบเบรกก่อนที่พวกเขาจะงมงายกันไปมากกว่านี้ ร่างบางจึงจดๆ จ้องๆ หาจังหวะพูด หลงเทียนอี้รับรู้ว่านางกำลังมองอยู่จึงส่งยิ้มหล่อเหลา“ถ้าเจ้าไม่อยากเดินไม่ได้ทั้งอาทิตย์…อย่าจ้องข้าแบบนั้นอีก”ช่วยเลิกตีความต่ำกว่าสะดือสักทีจะได้มั้ยยะ!!"ฝ่าบาท…" หลินพูดเสียงเรียบในขณะที่พระหัตถ์กำลังจะเอื้อมมาแตะเอวของนาง “หม่อมฉันว่า…พวกเราควรจะพักบ้างนะเพคะ”“เหตุใดกัน เจ้าเหนื่อยจากพรของสวรรค์หรือ” หลงเทียนอี้ยกคิ้ว หลินหลินยิ้มแห้งๆ ก่อนจะถอนหายใจเฮือก เหนื่อยน่ะไม่เท่าไหร่...แต่เธอเริ่มสงสัยว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันคือความบังเอิญ หรือ...พวกเขาแค่อยากเชื่อกันไปเอง“เจ้าไม่เชื่อว่าพรจากสวรรค์จะส่งมอบผ่านตัวเจ้าหรือ?”“เรื่องนั้น...”“ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็ช่างหัวพวกเขาเถิด! ตราบใดที่ข้ายังได้เ
และในคืนที่สี่... เมื่อหลงเทียนอี้มิอาจอดกลั้นได้อีก พาหลินเข้าห้องหอเพื่อรีดน้ำกามระลอกใหม่ คลังหลวงที่เคยตรวจไม่พบสมบัติที่หายไป กลับมีแสงสว่างลี้ลับนำพาไปพบหีบสมบัติโบราณจากยุคจักรพรรดิองค์ก่อน ที่ฝังไว้ใต้ดินมาหลายร้อยปีด้วยปาฏิหาริย์ซ้ำซากซึ่งเกิดขึ้น “ตรงวันตรงคืน” หลังการร่วมอภิรมย์ของฮ่องเต้กับเทพธิดา... ราษฎรเชื่อสุดหัวใจว่าการที่องค์จักรพรรดิบำเรอสวาทเทพธิดา ก็คือการ “บำรุงชาติ”เหล่านางสนมไม่กล้าแม้แต่จะร้องทักท้วงใดๆ เพราะเกรงว่าตนจะทำให้ฟ้าลงโทษแคว้น บรรดาขุนนางฝ่ายบุ๋นเสนอให้ตั้ง “พิธีเสวยพร” ทุกคืนเพื่อความมั่นคงของบ้านเมืองแม้แต่โหรหลวงก็ยังคำนวณฤกษ์ยามบอกว่า “คืนนี้…หากมิได้บรรทมกับเทพธิดา แคว้นจะเสียโชคลาภหนึ่งส่วนเจ็ด”ตายก่อนพอดี... หลินหลินครางโอดโอยในใจ จะมีทางไหนบ้างนะที่จะหลบ ไม่อย่างนั้นเครื่องในหลุดกันพอดี!!--------------ยามเที่ยงวัน แสงแดดตกต้องกระเบื้องมุงหลังคาสีชาดของตำหนักเทพธิดา หลินหลินเอนหลังพิงหมอนผ้าแพร ลูบท้องเบาๆ อย่างเกียจคร้านหลังมื้อกลางวัน เธอหลับตาพริ้มรับลมเบาๆ ที่พัดเข้ามาในตำหนักอย่างสบายใจแต่แล้ว...เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังขึ้นที่เฉลีย
“อย่าหลบ…ข้าจะไม่หยุด จนกว่าเจ้า…จะร้องขอให้ข้าอย่าหยุด”“อ๊ะ อ๊า... พอแล้วเพคะ”“ข้าจะทำให้เจ้ารู้… ว่าการเป็นของข้า ไม่ใช่เพียงถวายกาย แต่ต้องถวายใจ… ถวายลมหายใจ... แม้กระทั่งเสียงครางหวานๆ ของเจ้าข้าก็ไม่ยอมให้ผู้อื่นได้ยินเด็ดขาด”“อึ่กก... อื้ออ...”“ยังกล้าต่อต้านข้างั้นหรือ” ปลายนิ้วหยาบไล้ผ่านแผ่นหลังเนียน เปลือกตาของหลินหลินปิดลงอย่างอ่อนแรง ใบหน้าแดงระเรื่อ ริมฝีปากเผยอเล็กน้อยคล้ายยอมรับ“ฝ่าบาท…” เสียงเธอแผ่วเบาเหมือนลมใต้ม่าน “พระองค์… โปรดอ่อนโยน…”หลงเทียนอี้ยิ้มเจ้าเล่ห์ เอื้อมมือดึงม่านลงปิด พร้อมเอ่ยเสียงต่ำที่สะท้อนทั่วห้องบรรทม “คืนนี้… ข้าจะเผาเจ้าด้วยไฟของข้าเอง เทพธิดาสวาทของต้าหยาง”ร่างบอบบางหอบหายใจแรงขึ้นเมื่อเห็นท่อนเอ็นอวบใหญ่ หัวบากบานค่อยๆ สอดใส่เข้าไปในกลีบร่องฉ่ำเยิ้ม เธอครางเร่าๆ จนกระทั่งพระองค์กระแทกอัดจนหัวหยักบานแทรกผ่านกลีบเนื้อสวบบบ!!“อ๊า... ค เข้าไปปี้แล้ว”ท้องฟ้าเบื้องบนก่อเมฆตั้งเค้า เหล่าปวงประชาต่างยินดีเพราะเป็นสัญญาณเริ่มต้นการเพาะปลูก หลงเทียนอี้จึงถวายเครื่องบัตรพลีด้วยการขึ้นขย่มเทพธิดา อ้อนวอนให้เธอดลบันดาลความเจริญรุ่งเรือง“ข้าจะ
และนั่น...คือสัญญาณที่มังกรรอคอยแจะๆๆๆร่างอวบอั๋นถูกสะกิดรูสวาทด้วยนิ้ว นิ้วแกร่งเคลื่อนไหวอย่างนุ่มนวล กระชั้นถี่และหนักหน่วง มันเป็นความทรมานอันแสนหวาน รสชาติของความเสียวซ่านแล่นปราดไหลทะลักไปทั่วร่างและปลดปล่อยออกมาเป็นเสียงครวญคราง หลงเทียนอี้ยิ้มเย็นเฉียบ แววตาลุกโชนด้วยแรงกระหาย เปิดร่องสาวฉ่ำหวานมาทักทายกับนิ้วดังแจะๆ ทรงชักนิ้วเข้าออกสองสามครั้งให้พอน้ำหวานออก และแล้วหัวบากบานก็แทงเข้ามา“อ๊ะ อา... อย่าเพคะ”กลีบเนื้อบริสุทธิ์แน่นมาก แค่ตอกกระแทกหัวบากบานให้ผลุบเข้าไปต้องกระเด้าแทงหนักๆ จนในที่สุดก็ดันผ่านรูคับแน่นเข้าไปได้สำเร็จ หลินหลินกลั้นเสียงร้องกระเส่า ร่างกายเสียดเสียวเหมือนกำลังวูบดิ่งลงสู่ก้นเหว ความร้อนไหลทะลักเข้ามาจนเอ่อล้น พุ่งพล่านเหมือนจะระเบิด“มันใหญ่เกินไปสำหรับเจ้า แต่อีกสักพักเจ้าจะชินเอง”“ซี้ดด อา.. อะ... อืมม”หลงเทียนอี้จูบปลอบประโลม เกี่ยวกระหวัดลิ้นและดูดกลืนเสียงครางไว้ ค่อยๆ ดันแท่งหยกแข็งเครียดนั้นให้มุดรูอ่อนหวานแสนตอดรัดมากขึ้น ทั้งสองก็หอบหายใจกระเส่า ชีพจรเต้นแรงไม่มียั้ง“จะเริ่มเย่อแล้วนะ”“อย่านะ!” “มันเข้าไปแล้ว ดูสิ เจ้าดูดแน่นไม่ยอมป







