LOGIN“อ๊ายยย! คือดีอะ แต่งอีกทีดีไหมพ่อ” สุพรรษาหันไปถามความเห็นจากผู้เป็นสามี “ก็ดีนะแม่ แต่จะดีมากๆ เลยถ้าแม่ให้พ่อเปลี่ยนตัวเจ้าสาวด้วย” วัชระตอบกลับเรียกทั้งเสียงฮาจากเพื่อนๆ และฝ่ามืออรหันต์จากภรรยา เย็นย่ำวันนี้บริเวณชายหาดส่วนตัวของรีสอร์ตริมทะเลทางภาคตะวันออก ถูกเนรมิตขึ้นอย่างสวยงามโรแมนติกด้วยดอกไม้ แสงเทียน ไฟประดับ และลูกโป่ง เพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสระหว่างภควัตกับอรพินท์ หลังจากทั้งคู่ได้จัดพิธีวิวาห์ตามพิธีการทางพุทธศาสนาเสร็จสิ้นไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่บ้านเกิดของเจ้าสาว เชิญแขกเหรื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไปร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดี ส่วนงานในเย็นวันนี้เป็นแบบค็อกเทล เน้นความเรียบง่ายเป็นกันเอง ถือเป็นการสังสรรค์เฮฮากันในหมู่เพื่อนสนิท และเอาใจเจ้าสาวที่หลงใหลบรรยากาศของชายทะเลเป็นพิเศษ อรพินท์ดูสวยหวานจับใจอยู่ในชุดเจ้าสาวแบบเกาะอกสีขาวยาวครึ่งน่อง ปักฉลุลายลูกไม้งดงาม ผมยาวปลายหยักน้อยๆ ถูกปล่อยสยายแล้วประดับด้วยมงกุฎดอกไม้ ดวงหน้าหวานแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับเจ้าบ่าวที่คอยดูแลอยู่เคียงข้างไม่ห่า
นางมารร้ายบริสุทธิ์... มองคนที่ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิตาเขียวปั้ด ส่วนคนจุดประเด็นหัวเราะขำ “ก็ตามนั้นแหละ” เหมือนพิมพ์พูดกลั้วหัวเราะ “เอาเป็นว่าเข้าใจกันแล้วนะ งั้นไปกินข้าวกันดีกว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งกินกันเองเลย” หลิ่วตามองหนุ่มสาวที่เกือบจะกินกันไปแล้วยิ้มๆ “ให้เวลาเคลียร์กันอีกสิบห้านาทีแล้วรีบตามมาล่ะ หิวมากเลยนี่ รีบขับรถมายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยเพราะกลัวยัยเมรีขี้อ้อนเมาไปอ้อนผู้ชายไม่ดูตาม้าตาเรือเข้า” เหมือนพิมพ์สั่งจบก็เปิดประตูออกจากห้องไปก่อน พอถูกปล่อยให้อยู่ในห้องกันตามลำพังสองคนปุณยวีร์ก็ทำตัวไม่ถูกรีบลุกขึ้นจากเตียงจะเดินไปเปิดประตูออกไปบ้าง ชินพัตต์รีบเข้ามายึดข้อมือเล็กที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตูไว้ในอุ้งมือใหญ่ “คุยกันก่อนสิครับ” เขาบอกชิดริมหู ปุณยวีร์พยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่ก็ทำไม่ได้อีก เพราะถูกชายหนุ่มกางแขนกั้นเอาไว้ “คุยอะไรล่ะ หิวข้าวแล้วนี่” ชินพัตต์จับเจ้าของบ่าบอบบางให้หันมาเผชิญหน้ากัน “ก็บอกไปแล้วว่าคุณพิ้งเป็นภรรยาของทาคาดะซังแล้วยังงอนผมเรื่องอะไรอีก” “แล้วทีคุณล่ะ ฉันทำอะไรใ
หากตอนนี้... คนที่เคยปรนนิบัติพัดวีดูแลคนเมากลับมึนเมาเสียเอง ด้วยรสสัมผัสวาบหวามจากคนใต้ร่าง อารมณ์พิศวาสลุกโชนจนยากที่จะดับ ริมฝีปากได้รูปวกกลับไปประทับจุมพิตปิดเสียงประท้วงจากริมฝีปากบาง ขณะสอดนิ้วร้อนผ่าวเข้าไปใต้ตะขอบรา หากยังไม่ทันได้ออกแรงสะกิด เสียงเคาะประตูถี่ๆ ก็ดังขึ้นทำเอาสะดุ้งจนต้องหยุดทุกการกระทำ! ปุณยวีร์ใช้จังหวะนั้นผลักร่างของชินพัตต์ออก ลุกขึ้นนั่งหอบหายใจแรง ใบหน้าแดงก่ำ “ปุ่น! ปุ่น! ทำอะไรอยู่น่ะ นี่ฉันเอง พิมพ์!” เสียงแหลมสูงคุ้นหูที่ดังขึ้นหลังเสียงเคาะประตูช่วยเรียกสติของสองหนุ่มสาวได้ชะงัด ชินพัตต์ลงไปยืนอยู่ข้างเตียง เขาเสยผมแรงๆ พลางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้งก่อนจะหันไปถามคนที่นั่งอยู่บนเตียงเสียงเบาว่า “ปุ่น โอเคไหม” ปุณยวีร์ถลึงดวงตาคู่กลมโตกลับมาแทนคำตอบขณะที่สองมือก็จัดแจงเสื้อผ้าที่ถูกเลิกขึ้นไปถึงไหนๆ ให้กลับเข้าที่ ชินพัตต์กลอกตา ได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครเริ่มก่อนล่ะ’ “ปุ่น! เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่เปิดประตู งั้นฉันเปิดเข้าไปเองนะ” เสียงคนข้างนอกบอกก่อนจะได้ยินเสียงไขกุญแจแล้วบาน
“แบบนั้นแหละดีแล้ว” ฟารีดาตอบบ้าง “พี่เฟย์!” “แก้วไม่ต้องซีเรียส โตๆ กันแล้ว ไม่เป็นไรหรอก” สุดท้ายกีรฎาจึงได้แต่ถอนหายใจเมื่อไม่มีใครเห็นดีด้วย หวังก็แต่ว่าเพื่อนของเธอจะเป็นสุภาพบุรุษพอไม่ฉวยโอกาสกับคนเมา ................ “ปุ่นปล่อยผมก่อน มาถึงห้องปุ่นแล้ว” ชินพัตต์บอกคนเมาที่เขาอุ้มอยู่ ซึ่งยกสองแขนขึ้นโอบรอบคอเขาไว้จนแน่นแทบหายใจไม่ออก แต่ก็นั่นแหละ จะเอาอะไรกับคนเมา ลงท้ายเขาก็ต้องใช้ความพยายามแกะมือที่เหนียวหนึบอย่างกับมือตุ๊กแกออกเอง ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจ เมื่อสามารถส่งปุณยวีร์ลงไปนอนบนเตียงได้สำเร็จ เธอยังบ่นงึมงำเรื่องกอดลบรอยไม่เลิก เขาจึงถือวิสาสะเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า รื้อหาผ้าขนหนูผืนเล็กเพื่อไปชุบน้ำมาช่วยเช็ดหน้าเช็ดตาให้อีกฝ่าย “อือ เย็น” ปุณยวีร์บ่นพลางหันหน้าหนี มือก็พยายามปัดผ้าออก “ปุ่น อยู่นิ่งๆ ก่อน” ชินพัตต์ดุพลางยึดมือเล็กเอาไว้ “เช็ดหน่อยจะได้รู้สึกดีขึ้น” เขาอดคิดไม่ได้ว่าจะมีผู้ชายสักกี่คนกันนะที่ต้องมาดูแลผู้หญิงขี้เมา สำหรับเขาปุณยวีร์เป็น
“ก็...” ฟารีดายักไหล่ผายมือ “แล้วนึกยังไงถึงพากันมาเมาวะ” ก้องภพถามบ้าง “ก็ไม่ไงอะ ยัยปุ่นชวน ว่างพอดีก็เลยมา” “ไม่คิดจะห้ามปรามกันเลย” “ก็คนเขาอยากมา ไปขัดศรัทธามันบาปไหม” กีรฎาไม่ว่าอะไรนอกจากถอนหายใจแล้วมองคนเกรงกลัวต่อบาป... ตาเขียว ฟารีดาย่นคอ “น่ากลัวไม่ใช่เล่นนะน้องแก้วของแก ระวังตัวล่ะ” ก้องภพกลอกตา อยู่ดีไม่ว่าดีมาหาเรื่องให้เขาอีก “แล้วยัยปุ่นเป็นไร ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากกินเหล้า” “ไปเห็นภาพบาดตาทำหัวใจสลายมาน่ะสิ” ก้องภพหันไปสบตากับกีรฎาก่อนจะหันกลับมาขมวดคิ้วถามสาวห้าว “แกหมายความว่าไง” “ก็เมื่อเย็นยัยปุ่นแวะเอาของฝากไปให้พวกเราที่บ้าน แต่ไม่มีใครอยู่เลยทิ้งของฝากไว้แล้วชวนฉันไปกินข้าว แต่พอไปถึงร้านข้าวดันเห็นชินกอดอยู่กับคุณพิ้งพอดี” “ฮะ!” / “หา!” ก้องภพกับกีรฎาอุทานขึ้นพร้อมกัน “คุณพิ้ง เพชรชมพูน่ะนะ” “อือ” “ก็แล้วทำไมแกไม่บอกยัยปุ่นไปล่ะว่า... “ “บอกทันที่ไหน เห็นแค่นั้นยัยนี่ก็เปิดแน่บขับรถออกไปแล้ว พอฉันโ
มาถึงตอนนี้ปุณยวีร์แน่ใจในความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อชินพัตต์แล้ว ตอนแรกที่เธอปฏิเสธเขาอาจเป็นเพราะรู้สึกว่ามันเร็วเกินไป เธอเพิ่งเลิกราจากภควัตได้ไม่นาน จะให้รีบตอบรับรักผู้ชายคนใหม่เลยก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างไรบอกไม่ถูก หญิงสาวเพิ่งจะเข้าใจเดี๋ยวนี้เองว่าที่เธอสามารถตัดใจจากวิศวกรหนุ่มรุ่นพี่ได้เร็ว เป็นเพราะความรู้สึกที่เธอมีต่อเขามันยังไม่ลึกซึ้งมากพอ คงเป็นเพราะรูปลักษณ์และบุคลิกอบอุ่นใจดีของอีกฝ่ายที่ทำให้เธอรีบกระโจนเข้าหาจนลืมสำรวจหัวใจตัวเองให้ดีว่า แค่หลงปลื้มหรือรู้สึกลึกซึ้งกับเขาจริงๆ แต่กับชินพัตต์ แม้ตอนแรกจะมีเหตุให้รู้สึกไม่ถูกชะตากันบ้าง ครั้นพอได้เห็นแง่มุมต่างๆ ได้ทำความรู้จักกันมากขึ้น ความรู้สึกดีๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิด และในที่สุดก็มากจนเกินพอ… สิ่งที่ปุณยวีร์คาดหวังว่าจะได้เจอเมื่อกลับมาพบกันอีกครั้ง คือรอยยิ้มยินดีจากคนมาดนิ่ง เธอคิดเอาเองว่าเขาคงจะคิดถึงเธอเช่นเดียวกับที่เธอคิดถึงเขา ล่ามสาวตั้งใจจะนัดวิศวกรหนุ่มไปเลี้ยงข้าวเพื่อปลอบขวัญเรื่องที่พี่ชายของเธอโผล่มาทำให้เขาช็อก จากนั้นเธอก็จะบอกกับเขาว่าหัวใจของเธอพร้อมแล้วที่จะรับเขาเข้ามาอยู่เคีย







