Mag-log inเอาเป็นว่าจะอะไรก็แล้วแต่ ปุณยวีร์เคยเชื่อจริงๆ ว่าเหมือนพิมพ์จะโสดเป็นเพื่อนเธอไปอีกนานเธอไม่ได้ฝันเฟื่องไปไกลจนถึงวันตาย แต่อย่างน้อยๆ ก็น่าจะสักพักใหญ่ๆ ประมาณสองถึงสามปีให้เวลาเธอได้ทำใจยอมรับบ้าง ไม่ใช่สัญญากันเสียดิบดีแต่แค่หนึ่งปีผ่านไปเท่านั้นก็จูงมือผู้ชายมาบอกว่าเป็นแฟนกันเสียแล้ว
นอกจากจะไม่สำนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้ยังทำหน้าชื่นบานแบบภูมิใจนำเสนอสุดๆ อีก ยัง! ยังไม่พอ ไอ้คุณแฟนของนางยังเป็นเพื่อนของไอ้พี่ชายที่พวกเธอเคยลงความเห็นร่วมกันว่าผู้ชายกลุ่มนี้ไม่น่าคบที่สุด ‘แล้วแกไปคบได้ยังไง เอาไอ้พี่อี้มาเป็นแฟนได้ยังไงฮะนังพิมพ์!’
และก็ยัง! ไม่ใช่แค่เรื่องเพื่อนชิ่งหนีไปมีแฟนกันหมดแล้วทิ้งเธอไว้คนเดียวเท่านั้นที่ทำเอาเธอหงุดหงิดงุ่นง่านเพื่อนง้อยังไงก็ไม่ใจอ่อนไม่ฟังเหตุผล เธอไม่ใช่คนงี่เง่าขนาดนั้น
แต่เป็นเพราะว่าช่วงนี้เธอต้องผจญกับเรื่องราวน่าปวดหัวหลายอย่าง ไหนจะงาน แล้วยังครอบครัวอีก พอทุกอย่างบวกทบเข้าด้วยกัน เธอเลยแทบบ้าอย่างที่เห็น เฮ้อ… ทั้งที่เลยเบญจเพสมาตั้งนานแล้วแท้ๆ แต่ทำไมชีวิตของเธอถึงได้แย่แบบนี้นะ
“ปุ่น…”เวลาผ่านไปพักใหญ่ๆ คนที่ถูกปล่อยให้สำนึกผิดอยู่ด้านนอกก็โผล่หน้าเข้ามาแล้วถือวิสาสะนั่งลงบนเตียงข้างๆ กัน
ปุณวีย์ยังคงนั่งนิ่งไม่อือไม่หือใดๆ กลับไป หากภายในใจนั้นอ่อนยวบลงมากแล้ว
“เมื่อกี้ลืมบอกไป ฉันซื้อคัพเค้กร้านโปรดของแกมาด้วยนะ อ้อมีบราวนี่ด้วยเขาเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ยกออกจากเตาร้อนๆ เลยนะแก ช็อกโกแลตงี้ไหลเยิ้มน่ากินสุดๆ ไปเลย แถมยังมีเลมอนโซดารสหวานเซี้ยวเปรี้ยวซ่าฝีมือของเออีสุดสวยอีกหนึ่งเหยือก ออกไปกินด้วยกันนะแก ถ้าไม่เห็นแก่ฉันก็คิดซะว่าสงเคราะห์ขนมพวกนั้นก็ได้ นะ”
หากเป็นคนอื่นคงล่าถอยกลับไปตั้งหลักตั้งแต่โดนไล่แล้ว แต่อีกฝ่ายเป็นเหมือนพิมพ์ เพื่อนที่คบหากันมานาน เจ้าหล่อนจึงรู้ดีว่าควรจะรับมือกับเธอเช่นไร แม้ไม่อยากจะยอมรับนักแต่มันก็คือความจริง หากจะให้ยอมทำตามที่อีกฝ่ายบอกง่ายๆ ก็ไม่ใช่นิสัยอีกมันต้องมีชั้นเชิงรู้จักไว้ฟอร์มหน่อย
ปุณยวีร์ยักไหล่ “คัพเค้ก บราวนี่ เลมอนโซดามันไม่ผิดอะไรนี่นะเพราะงั้นมันก็สมควรได้ทำประโยชน์ให้กับกระเพาะของฉัน” พอจบประโยคเธอก็แสดงเจตนารมณ์ที่แท้จริงออกมารีบผุดลุกขึ้นจากเตียงเดินนำออกจากห้องนอนแล้วตรงไปยังโต๊ะกระจกเล็กๆ หน้าทีวีที่เพื่อนจัดเตรียมขนมหวานและเครื่องดื่มเอาไว้ให้
ทำไงได้ล่ะโมโหมากมันก็หิวมาก เป็นเรื่องธรรมดา…
“ตกลงมีเรื่องอะไรล่ะแก โทร. จิกซะจนฉันนึกว่ามีเพื่อนเป็นไก่”
เห็นอารมณ์ดีขึ้นมาหน่อยก็เอาเลยนะนังเพื่อนบ้าถ้าไม่เป็นเพราะว่าเสียเวลามามากแล้วล่ะก็หล่อนได้ง้อฉันอีกรอบแน่ ฮึ่ม! คนเพิ่งอารมณ์ดีถลึงตาปรามเพื่อนปากดีไปทีหนึ่งก่อนจะเปิดปากว่า
“แม่เรียกตัวฉันกลับบ้าน”
“ดูจากสภาพองค์เจ้าแม่กาลีลงประทับเมื่อกี้แล้ว คงไม่ใช่แค่ท่านคิดถึงแกมากจนทนไม่ไหวใช่ไหม” แม้ไม่ได้เล่ารายละเอียดแต่เหมือนพิมพ์ก็ยังเดาเรื่องได้ถูกเช่นเคย
“ก็แหงสิ อยู่ๆ แม่ก็นึกบ้าอะไรขึ้นมาไม่รู้บังคับให้ฉันกลับไปช่วยงานที่บ้าน ทั้งที่เมื่อก่อนก็ไม่เคยเดือดร้อนว่าฉันกับพี่เป้จะทำงานอะไร เพราะยังมีเจ้าปอนด์หลานรักเป็นตัวตายตัวแทนที่จะสืบทอดกิจการอีกคน พอฉันเค้นคอถามเอาจากเจ้าปอนด์ถึงได้รู้ว่าที่แท้แม่ก็มีฮิดเด็น อาเจนด้า แม่กะจะจับฉันไปดูตัวอะแก๊!” ประโยคสุดท้ายแทบกรี๊ดออกมาเลยทีเดียว
“หา! แล้วผู้ชายโชคร้ายคนนั้นเป็นใครอะแก”
“นังพิมพ์!”
เหมือนพิมพ์ทำคอหด “แหม แกก็ ล้อเล่นหน่อยเดียวก็ไม่ได้ สรุปว่าแม่แกจะจับแกไปดูตัวกับใคร แล้วฉันรู้จักไหม”
“อีตานายก…”
“หา! นายกเลยเหรอแก เอ๊ะ แต่ว่าเขาแก่มากเลยนะแถมยังมีเมียแล้วด้วย นี่แม่แกคิดจะ…”
“พอๆ หยุดมโนไปเองได้แล้วนังพิมพ์ แค่นายก อบจ.ย่ะ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรี เจ้าปอนด์เล่าให้ฟังว่าเขาเป็นลูกชายของเพื่อนแม่ฉันที่เป็นเจ้าของโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในตัวจังหวัด เจ้าของตลาด แถมยังมีอาคารพาณิชย์และอะพาร์ตเมนต์อีกหลายแห่งให้เช่า”
“ว้าว โปรไฟล์เริ่ดใช้ได้อะ ว่าที่สตรีหมายเลขหนึ่งประจำจังหวัดเลย นะแก”
“แกสนใช่ไหม โอเค งั้นไปบอกเลิกพี่อี้ซะ ฉันจะได้บอกแม่ให้จับแกไปดูตัวแทน”
เหมือนพิมพ์ค้อนตากลับ “ไอ้บ้า พี่อี้ของฉันเริ่ดพออยู่แล้วย่ะฉันจะเลิกทำไม โอเคๆ ฉันไม่พูดเล่นแล้วก็ได้ สรุปว่าที่แกหงุดหงิดงุ่นง่านพาลไปหมดทุกอย่างก็เพราะถูกแม่เรียกตัวกลับบ้านเพื่อจะให้ช่วยงานและจับไปดูตัวใช่ไหม ถ้าไม่โอเคแกก็ตอบปฏิเสธแม่ไปสิหรือไม่ก็ไม่ต้องกลับบ้านตามคำสั่งเท่านี้ก็เรียบร้อย ปกติฉันก็เห็นแกขัดคำสั่งแม่อยู่บ่อยไปไม่เห็นจะเป็นปัญหา แล้วมาคราวนี้แกจะอารมณ์เสียไปเพื่อ?” ถามน้ำเสียงสงสัย
ปุณยวีร์ตีหน้ายุ่งพลางใช้ช้อนจิ้มไปที่บราวนี่แรงๆ ราวกับแค้นอะไรมันนักหนาก่อนจะบอกเสียงสะบัดว่า
“คราวนี้แม่ไม่ยอมง่ายๆ เหมือนทุกครั้งน่ะสิ ทั้งที่ฉันยืนยันเสียงแข็งแล้วว่าไม่ แต่แม่ก็ยังมีข้อแม้ว่าฉันจะต้องหางานใหม่ให้ได้ภายในเดือนนี้ไม่งั้นก็ต้องทำตามคำสั่ง ไอ้งานบ้านี่ก็พอกันตอนฉันไม่ต้องการก็เรียกหาจนขี้เกียจรับสาย แต่พอนี้ดส์มันแทบตายกลับเงียบหายไปหมด แย่ที่สุด”
คนรับฟังปัญหาส่ายศีรษะ “ว่าไปแกก็วอนหาเรื่องเองด้วยนี่ มีงานทำดีอยู่แล้วแท้ๆ ดันลาออก”
คนวอนหาเรื่องถลึงตาคู่กลมโตใส่ “ก็ใครจะไปรู้ล่ะยะว่าแม่จะมาไม้นี้ แล้วงานนั่นมันก็น่าเบื่อจะตายวันๆ ต้องจมอยู่กับเอกสารกองโต ฉันก็อยากจะหาความท้าทายใหม่ๆ บ้างสิ”
“แล้วแกจะทำยังไงล่ะทีนี้ เหลืออีกแค่สามอาทิตย์ก็จะหมดเดือนแล้ว” คนเป็นเพื่อนถามเสียงหนักใจ
“ที่ฉันเรียกแกมานี่ให้มาช่วยกันคิด ไม่ใช่มาถามให้ฉันยิ่งเครียด นังเพื่อนบ้านี่” คนที่เครียดหนักอยู่แล้วแหวเสียงเขียวก่อนจะยกมือกุมศีรษะ
...TBC...
“กรี๊ดดด… นังล่ามหน้าจืด แกกล้าทำกับฉันแบบนี้งั้นเหรอ” ภาวิณีกรีดเสียงเคียดแค้นขณะพยายามทรงตัวลุกขึ้นแล้วกระโจนเข้ามาอีกครั้ง หากยังไม่ทันถึงตัวคนที่อดทนอดกลั้นมานานก็ส่งหมัดเปรี้ยงเข้าไปที่ใบหน้าฉาบด้วยเมคอัพหนาๆ นั้นเต็มแรง “จะ จะ จมูกฉัน กรี๊ดดด…” นักบัญชีสาวกรีดเสียงลั่นอีกครั้งหลังจากยกมือที่กุมจมูกซึ่งถูกต่อยเต็มแรงออกมาแล้วพบว่ามันเต็มไปด้วยสีแดงฉานและกลิ่นคาวเลือด “กะ กะ แก๊…” จากที่เคยสวมวิญญาณผู้หญิงบ้า มาคราวนี้เจ้าหล่อนกลายพันธุ์เป็นหมาบ้าระห่ำโผนกระโจนเข้ามา ปุณยวีร์เบี่ยงตัวหลบแต่อีกฝ่ายก็ยังไวกระชากผมเธอจนหนังหัวแทบหลุด หากเธอก็ไม่ปล่อยให้คู่กรณีได้ใจนานรีบใช้ประโยชน์จากส้นแหลมๆ ของรองเท้าที่สวมอยู่กระแทกไปบนหลังเท้าของคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังเต็มแรง ทำเอาฝ่ายนั้นทนความเจ็บปวดไม่ไหวจำต้องปล่อยมือออกจากผมแล้วทรุดตัวลงกุมเท้าของตัวเองแทน “โอ๊ยยย… พี่ตั้มช่วยวิด้วย วิเจ็บจนจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว อ๊ายยย… นังล่ามหน้าจืดชอบใช้กำลัง อีผู้หญิงหยำฉ่าชอบแย่งผัวชาวบ้าน แม่แกคงร่านสวาทมั่วผู้ชายไปทั่วสินะนิสัยมันถึงถ่ายทอดทางพันธุกรรมสันดานแกถ
ล่ามลาวหลับตามโนสำนึกทั้งทางดีและทางร้ายตีกันให้วุ่นจนเธอตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะทำอย่างไร “ฮะๆๆ ” ภาวินีหัวเราะเสียงแหลม ท่าทางบอกความสะใจ “เป็นไงล่ะ นังล่ามหน้าจืด ทีนี้รู้ฤทธิ์ฉันรึยัง หวังว่าหล่อนจะหายบื้อแล้วเลิกตื๊อพี่ตั้มของฉันสักทีนะยะ เอ๊ะ! นังนี่! จะเอายังไงฮะ ฉันถามก็ตอบกลับมาสิยืนเอ๋ออยู่ได้ อ๋อ หรือยังคิดจะหน้าด้านแย่งผัวชาวบ้านไม่เลิกยะ หนอย! ตบแค่ครั้งเดียวมันยังน้อยไปไม่รู้สำนึกใช่ไหม นี่แน่ะ!” … “ยัยนั่นเป็นนักตบลูกยางเก่าหรือเปล่าแกถึงได้ตบฝังรอยนิ้วไว้ได้ชัดขนาดนี้” เหมือนพิมพ์ถามออกมาหลังจากใช้แผ่นเจลแช่เย็นช่วยประคบใบหน้าด้านที่ถูกตบจนหมดความเย็นไปแล้วแต่ร่องรอยฟกช้ำก็ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีเสียงตอบจากปุณยวีร์นอกจากดวงตาคู่กลมโตฉายแสงเขียวขุ่นที่ตวัดกลับมา คนพูดจาไม่เข้าหูยักไหล่ “ขำๆ น่ะแก ทำหน้ายักษ์ไปได้ ฉันเพื่อนแกนะไม่ใช่ยัยหมาบ้านั่นสักหน่อย เอาเป็นว่าไอ้รอยฝ่ามือมารนี่เดี๋ยวฉันจัดการเอง ถ้าประคบยังไม่หายก็ทายาเอา หยุดตั้งสองวันรับรองหายอยู่แล้วล่ะ หรือจะใช้เมคอัพช่วยก็ได้ไม่เห็นจะยากเชื่อมือเพื่อนแกสิ”
“คุณ! มาอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่คุณแอบฟังฉันเหรอ” จากที่ตั้งใจจะเอ่ยคำขอโทษกลายเป็นกล่าวโทษเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ไม่มีคำตอบกลับหรือคำแก้ตัวใดๆ จากชินพัตต์ เขาเพียงถอนหายใจท่าทางบอกความเบื่อหน่ายก่อนจะผละจากไป สิ่งที่เขาแสดงออกมาทำให้ล่ามสาวรู้สึกราวกับว่าตัวเองเป็นอากาศธาตุไร้ความสำคัญใดๆ “นะ นี่คุณ! คุณ! จะไปไหน ฉันยังพูดไม่จบเลยนะ มาแอบฟังฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ อ๊ายยย… ไอ้เด็กบ้า นิสัยไม่ดีแล้วยังไม่มีมารยาทอีก” ปุณยวีร์ยังไม่ทันได้จัดหนักจัดเต็มชายหนุ่มจากแผนกซ่อมบำรุงที่ขยันเข้ามาขายขนมจีบสร้างความรำคาญไม่เว้นวันเพราะยังคิดไม่ตกว่าจะเอายังไงดี เธอไม่แน่ใจว่าถ้าทำตามคำแนะนำของเพื่อนแล้วจะปฏิเสธความหวังดีจากแม่ซึ่งเธอไม่ต้องการเลยได้ไหม และในระหว่างที่ยังลังเลตัดสินใจไม่ได้นั่นเองก็ดันมีเรื่องเกิดขึ้นเสียก่อน ‘ปึก!’ ล่ามสาวถอนหายใจ จนได้สิน่า… เธอว่าเธอระวังแล้วนะ แต่ก็อย่างว่าช่วงเวลาเลิกงานยิ่งในวันที่ไม่มีการทำงานล่วงเวลาอย่างเช่นวันนี้บริเวณลานจอดรถรับส่งของพนักงานจะมีคนพลุกพล่านมากกว่าปกติ การกระแทกชนกันมันก็ย่อมเ
“จริงเหรอแก เข้าขั้นวัตถุอันตรายเลยนะเนี่ย ถ้างั้นแกก็ระวังตัวด้วยล่ะ อย่าไปอยู่ใกล้หมอนั่นเด็ดขาด” “ฉันก็ระวังอยู่ แต่ไอ้ชั่วนั่นมันตื๊อไม่เลิกน่ะสิ ขนาดถูกถองถูกตบไปเต็มแรงก็ยังไม่เข็ดตื๊ออยู่นั่นแหละ หน้าด้านหน้าทนยิ่งกว่ากะจั๊วอีก อี๋…” พูดถึงผู้ชายคนนี้ทีไรปุณยวีร์ก็รู้สึกขนลุกขนพองขึ้นมาทุกที “เอาเป็นว่าแกพยายามอยู่ให้ห่างจากไอ้ผู้ชายขี้หลีนั่นไว้ดีที่สุด อย่าไปออกอาการมาก เพราะนอกจากจะทำให้ผู้ชายชั่วๆ กระเจิงแล้วผู้ชายดีๆ ก็จะหนีหายไปหมดด้วย เอาไว้คว้าเจ้าชายที่แสนดีอย่าง ‘พี่ปุ้น’ มาไว้ในครอบครองได้เมื่อไหร่ค่อยเผยโฉมนางมารร้ายก็ยังไม่สาย” “เหอะ ถ้าไอ้ชั่วนั่นยังมาทำรุ่มร่ามอีกฉันไม่เอาไว้หรอกจะจัดหนักจัดเต็มเอาให้โคม่าเลยคราวนี้ และฉันก็บอกแกแล้วว่าฉันมาทำงานไม่ได้มาแรด ทำไมฉันจะต้องแอ๊บเป็นผู้หญิงแสนดีให้ผู้ชายหลงด้วย ตอนนี้ฉันมีงานประจำทำเหมือนเดิมแม่ก็ไม่มีปัญหาไม่หาเรื่องเรียกตัวฉันกลับบ้านเหมือนเก่าอีกแล้วด้วย” “หึๆ” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงหัวเราะคล้ายพวกโรคจิตมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “แกเสียรู้แม่แกแล้วล่ะปุ่น เห็นคลื่น
“อ๊าย ฮ็อตฮิตนะยะแก ไปทำงานแค่เดือนกว่าๆ ก็มีหนุ่มมาเจ๊าะแจ๊ะตั้งหลายคน” เหมือนพิมพ์ส่งเสียงกระแนะกระแหนมาตามสัญญาณโทรศัพท์ “พูดบ้าอะไรของแก เจ๊าะแจ๊ะหลายคนที่ไหนกัน ว่างๆ ก็หาเวลาแคะ ขี้หูออกบ้างนะยะ ฟังเขาพูดเขาเล่าอะไรจะได้เข้าใจง่ายๆ ไม่ใช่มโนไปเอง” “แหม ฉันแซวแค่หน่อยเดียวรัวกลับมาเป็นปืนกลเลยนะยะ” คนจากปลายสายบ่นเสียงขึ้นจมูก “ก็ได้ๆ สรุปว่าผู้ชายโชคร้ายที่หลงเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะแกมีคนเดียวคือนายบรรจบ ส่วนพี่ดำปืนแค่ชอบแกล้ง น้องชินจังก็ชอบทำตัวเกรียน คนที่เข้ารอบหัวใจจึงได้แก่เจ้าชายที่แสนดี ‘พี่ปุ้น’ ของน้องปุ่น แบบนี้โอไหมยะ” “ยังไม่โอย่ะ ผู้ชายขี้หลีอย่างนายบรรจบฉันไม่ขอยุ่งเกี่ยวและไม่นับให้เสียประวัติตัวเองเด็ดขาด ผู้ชายอะไรได้ยินแค่ชื่อก็อี๋ แหวะ” พูดไปก็ทำท่าขนลุกขนพองไปด้วย “แกพูดถูกแค่เรื่องไอ้พี่ดำปืนที่ชอบแกล้ง ส่วนไอ้เด็กเวรนรกนั่นก็ไม่ต้องเรียกเสียน่าเอ็นดูเพราะตัวจริงมันน่าเลาะเอ็นออกมาดูมากกว่า แล้วพี่ปุ้นน่ะเข้ารอบหัวจงหัวใจอะไรกัน ฉันแค่เล่าให้แกฟังว่าพี่เขาใจดีคอยช่วยเหลือฉันหลายครั้งก็เท่านั้น” “พี่
“ก็ต้องเส้นเมื่อกี้สิครับ เพราะมันเป็นทางลัดช่วงที่เปลี่ยวก็แค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นเอง พอเลี้ยวพ้นมุมมาก็ไม่เปลี่ยวแล้ว ปุ่นก็เห็น” “ทางลัดเมื่อกี้คงไม่ค่อยมีคนรู้จักใช่ไหมคะ ปุ่นไม่เห็นมีรถคันไหนผ่านมาเลย” พูดไปแล้วปุณยวีร์ก็ภาวนาให้อีกฝ่ายตอบกลับมาว่าใช่ ทว่า “ใครบอกล่ะครับ คนนิยมใช้มากต่างหาก นี่ถ้าปุ่นกับชินมาเร็วกว่านี้สักครึ่งชั่วโมงก็จะมีเพื่อนร่วมถนนหลายคันเลยล่ะ” เจ้าของเสียงทุ้มนุ่มบอกเล่าให้ฟังก่อนจะหัวเราะน้อยๆ “อ้อ นอกจากเพื่อนร่วมถนนแล้วยังมีเจ้าถิ่นกระโดดลงจากต้นไม้มาทักทายด้วยนะ และก็เป็นไอ้เจ้านี่แหละที่เป็นปัญหาสำหรับพวกขาจรที่ไม่เคยผ่านเส้นนี้มาก่อน ถ้าจู่ๆ โดนทักขึ้นมาล่ะก็อาจจะช็อกได้” “พี่ปุ้นพูดแบบนี้ อย่าบอกนะคะว่าโดนเอ่อ… ทักจนชินแล้ว” “ก็ใช่สิครับ” ภควัตตอบรับหน้าตาเฉยราวกับว่าไอ้เจ้าอะไรสักอย่าง… ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทักเขาเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่พบเห็นได้ทั่วไป ใครๆ เห็นแล้วก็ไม่รู้สึกหวาดผวา “อ้าว ทำไมมองหน้าพี่อย่างนี้ล่ะครับ มีเขาโผล่ขึ้นมาบนหัวพี่หรือไง” เขาถามกลั้วเสียงหัวเราะเมื่อหันมาเห็นสีห







