Masukหญิงสาวจึงตั้งต้นใหม่โดยถามซาโต้ซังเป็นภาษาอังกฤษในส่วนที่ยังไม่เข้าใจ คำไหนที่รู้แค่ชื่อภาษาญี่ปุ่นแต่ไม่รู้ว่าภาษาไทยเรียกว่าอะไรเธอก็พูดทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ดูจะไม่เป็นปัญหา เพราะจากการสังเกตเธอเห็นว่าวิศวกรที่เข้าร่วมมีตติ้งส่วนใหญ่เข้าใจภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างดี สถานการณ์วิกฤตจึงคลี่คลาย และทอไหมก็มาช่วยให้ทุกอย่างจบลงด้วยดีในท้ายที่สุด
สัปดาห์แรกในการเริ่มงานใหม่ของปุณยวีร์ผ่านพ้นไปได้ค่อนข้างดี หากก็สูบพลังเธอไปไม่ใช่น้อยเหมือนกัน จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะกลับกรุงเทพฯ ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์เพราะยังรู้สึกไม่คุ้นชินกับแหล่งพักพิงแห่งใหม่ เธอจึงต้องเปลี่ยนแผนเป็นนอนพักผ่อนดูทีวีอยู่ในห้องพักขนาดกะทัดรัดแทน กว่าจะสลัดความเหนื่อยล้าและขี้เกียจทิ้งไปแล้วงัดตัวเองขึ้นจากที่นอนได้ก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสองโมง
เมื่อเปิดตู้เย็นแล้วเห็นว่าเสบียงที่ซื้อมาตุนไว้จนเต็มร่อยหรอลงจนเห็นพื้นที่โล่งว่างหญิงสาวจึงตัดสินใจอาบน้ำแต่งตัวแล้วคว้ากระเป๋าออกจากห้องก่อนจะเรียกใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้ไปส่งที่ห้างสรรพสินค้าใน ตัวเมือง
ล่ามสาวใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงกว่าจะจับจ่ายสินค้าทั้งของกินของใช้ได้ครบตามที่ต้องการ แล้วกระเพาะที่ทั้งวันมีแค่ขนมปังปิ้ง กาแฟ มันฝรั่งทอด และน้ำอัดลมก็ส่งเสียงประท้วงขึ้นมาทำให้คนเป็นเจ้าของต้องตัดสินใจข้ามถนนไปฝากท้องที่ร้านอาหารฝั่งตรงข้ามกับห้างสรรพสินค้า ซึ่งคงจะเป็นร้านดังและรสชาติก็คงไม่เลวทีเดียวสังเกตได้จากจำนวนรถยนต์ที่จอดเรียงรายบริเวณลานจอดรถของร้าน
เมื่อใช้หัวไหล่แทนมือที่ถูกจับจองพื้นที่จากถุงข้าวของผลักประตูกระจกเข้าไปภายในร้านได้แล้ว ปุณยวีร์ก็ต้องสอดส่ายสายตามองหาโต๊ะว่างเอาเอง เพราะไม่มีพนักงานคนใดหันมาให้ความสนใจต้อนรับเธอเลยสักคน
“ปุ่น มาทานข้าวที่นี่เหมือนกันเหรอ ไปนั่งด้วยกันสิ โต๊ะพี่อยู่ด้านโน้น” เสียงคุ้นหูดังทักขึ้นมา เมื่อหันกลับไปมองปุณยวีร์ก็พบว่าเป็นเพื่อนร่วมงาน รุ่นพี่ มณฑกานต์นั่นเอง
“พี่แป๋ม... สวัสดีค่ะ” หญิงสาวเอ่ยทัก น้ำเสียงบอกความแปลกใจ
“สวัสดีจ้ะ ซื้ออะไรเยอะแยะเชียว มาพี่ช่วยถือ ปุ่นไม่ได้นัดใครไว้ใช่ไหม งั้นไปนั่งด้วยกันดีกว่า” อีกฝ่ายบอกพลางดึงถุงข้าวของบางส่วนไปถือไว้เองแล้วก้าวฉับๆ เดินนำไปโดยไม่รอคำตอบ ปุณยวีร์จึงหมดทางปฏิเสธได้แต่ก้าวตามไป
“เชิญค่ะคุณปุ่น ไปชอปปิงมาเหรอคะ แก้วก็มองอยู่ตั้งแต่ตอนเข้าร้านมาแล้วว่าใครนะ หน้าคุ้นๆ”
วิศวกรสาวท่าทางมนุษยสัมพันธ์ดีที่เจอกันในวันมีตติ้งที่แผนกวิศวกรรมลุกขึ้นขยับเก้าอี้ให้โดยจัดแจงไล่ชายหนุ่มผิวเข้มที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้ขยับออกไปแล้วให้คนมาใหม่นั่งลงแทนที่ คนตัวโตที่ถูกไล่มีสะบัดค้อนเล็กน้อยแต่ก็ยอมย้ายที่นั่งโดยดี
“รู้จักกันแล้วใช่ไหม ดีเลยพี่จะได้ไม่ต้องแนะนำอีก” มณฑกานต์บอกยิ้มๆ
“ไม่ดีครับพี่แป๋ม คุณปุ่นน่าจะรู้จักพี่แก้วแค่คนเดียว เพราะงั้นพี่แป๋มต้องทำหน้าที่แนะนำพวกเราและคุณปุ่นให้รู้จักกัน” หนุ่มตี๋หนึ่งในสมาชิกที่นั่งอยู่รายรอบโต๊ะทักท้วงขึ้นมา
มณฑกานต์ส่ายศีรษะ “ทีแบบนี้ไม่ยอมพลาดเลยนะเต้ โอเค ถ้างั้นพี่ขอแนะนำเลยนะ นี่ปุ่น ปุณยวีร์ ล่ามคนใหม่จ้ะ”
เพื่อนร่วมงานรุ่นพี่หันมาสบตาพลางยิ้มให้ “ปุ่นจ๊ะ นอกจากปุ่นกับพี่และหนุ่ม เอ๊ย! สาวสวยคนนั้น” พยักพเยิดไปทางหญิงสาวผมซอยสั้นที่หน้าตาท่าทางและการแต่งตัวบ่งบอกว่าน่าจะห้าวได้ใจ
“ทุกคนที่โต๊ะนี้เป็นวิศวกรกันเกือบหมดเลย คงจะพอคุ้นหน้าใช่ไหมเพราะเจอกันมาแล้ว เริ่มจากท่าน ส.ว สูงวัยมากที่สุดในโต๊ะที่นั่งข้างพี่ก็แล้วกันนะนี่พี่กรณ์จ้ะ เป็นหัวหน้าแผนกวิศวกรรมและยังควบตำแหน่งสามีของพี่ด้วย ส่วนหนุ่มน้อยหน้าตาดีที่นั่งข้างกันนั่นก็ น้องกัน ลูกชายของเราเอง”
ปุณยวีร์กล่าวทักทายน้องกันและยกมือไหว้กรณ์ ซึ่งเธอจำได้ว่าเขาคือผู้ชายที่กล่าวทักทายเธอเป็นคนแรกที่แผนกวิศวกรรม
“ถัดไปก็พี่ปุ้น ภควัต รู้สึกคุ้นหน้าบ้างไหม พี่ปุ้นจบจากมหา’ลัยเดียวกันกับปุ่นด้วยนะ”
ปุณยวีร์เลิกคิ้วแปลกใจก่อนจะยกมือไหว้และส่งยิ้มสดใสให้ชายหนุ่มที่เธอจำได้ดีว่าเขาคือเจ้าของน้ำเสียงทุ้มนุ่มซึ่งได้ช่วยเหลือเธอให้พ้นจากวิกฤตในวันที่ทำหน้าที่ล่ามเต็มตัวเป็นครั้งแรก
“จริงเหรอคะ โชคดีจังที่ได้เจอรุ่นพี่ ยังไงก็ช่วยแนะนำปุ่นด้วยนะคะ” จากลักษณะนิสัยใจดีที่สัมผัสได้ตั้งแต่คราแรกที่พบกันซึ่งยังประทับตราตรึงอยู่ในใจจึงไม่แปลกเลยที่หญิงสาวจะกระตือรือร้นยินดีที่ได้ทำความรู้จักกับอีกฝ่ายทั้งยังไม่ลืมฝากเนื้อฝากตัวอีกด้วย
“ยินดีครับ แต่พี่ว่าคงไม่ต้องแนะนำอะไรมากหรอกมั้ง เดี๋ยวพอผ่านไปสักเดือนปุ่นอาจจะเก่งกว่าพวกพี่ด้วยซ้ำ” ภควัตตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“ถัดไปก็พี่ต้น อนุพงษ์ พี่หวาน วนิดา และก็พี่เฟย์ ฟารีดา สาวหล่อหนึ่งเดียวจากโปรดักชั่น” มณฑกานต์ยังทำหน้าที่แนะนำเพื่อนร่วมงานให้ล่ามน้องใหม่ได้รู้จักอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง
“ทีนี้มาเริ่มจากคนข้างๆ ปุ่นบ้าง แก้ว กีรฏา รู้จักแล้วใช่ไหม น่าจะอยู่รุ่นเดียวกันนะ เอ ปุ่นอายุเท่าไรนะ พี่ไม่ค่อยแน่ใจ”
“ยี่สิบหกค่ะ”
“อ้าว งั้นก็มากกว่าแก้วสองปีสิ ใช่ไหมแก้ว”
กีรฎาพยักหน้า“ใช่ค่ะ แต่แก้วขอไม่เรียกคุณปุ่นว่าพี่นะคะ เพราะดูไปดูมาเหมือนคุณปุ่นจะหน้าเด็กกว่าแก้ว”วิศวกรสาวบอกพร้อมรอยยิ้ม
“ถัดไปก็ อืม… มืดหน่อยนะ ปุ่นมองเห็นไหม ต้องใช้สปอตไลต์ช่วยรึเปล่า” มณฑกานต์แซวยิ้มๆ
คนหน้ามืด เอ้ย! ผิวเข้มทำหน้ามุ่ย “ออร่าเจิดจรัสขนาดนี้แล้ว ขืนเสริม สปอตไลต์เข้าไปอีกก็กลบรัศมีคนอื่นหมดสิครับพี่แป๋ม”
มณฑกานต์ส่ายศีรษะยิ้มๆ ดูเหมือนจะเคยชินกับฝีปากของอีกฝ่ายดี “จ้า พ่อ ออร่ากระจาย” กระแนะกระแหนอีกเล็กน้อย “เอาเป็นว่าพี่มืด หรือที่เจ้าตัวเขาเข้าใจว่าเป็นออร่านั่นน่ะ ชื่อพี่ปืน ก้องภพ”
ปุณยวีร์ยกมือไหว้ทักทาย แล้วอีกฝ่ายก็รับไหว้พลางส่งยิ้มกว้างตอบกลับมาส่งให้ใบหน้าคมเข้มนั้นสว่างสดใสดูดีขึ้นอีกเป็นกอง
...TBC...
ใบหน้าคมคายโน้มต่ำลงไป แล้วริมฝีปากได้รูปก็ประทับลงบนริมฝีปากอิ่มสีชมพูจัด แรกเริ่มด้วยความนุ่มนวลค่อยๆ แทะเล็มหยอกเอินแค่ภายนอก ก่อนจะใช้ชั้นเชิงดูดดื่มลึกซึ้ง และรุกล้ำเข้าไปควานหาความหวานจากภายใน... แม้ความตั้งใจแรกเริ่มของชินพัตต์เพียงแค่จะจูบลงโทษคนใจร้ายนิดๆ หน่อยๆ พอให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหัวใจ หากพอได้รับจูบตอบ ที่ถึงแม้จะยังเงอะงะไม่ค่อยเป็นงาน แต่ก็ทำเอาเขาคลั่งบวกกับกลิ่นหอมกรุ่นนุ่มละมุนของกายสาวจึงทำเอาชายหนุ่มยั้งอารมณ์ไว้ไม่อยู่ สอดฝ่ามือใหญ่เข้าใต้ชายเสื้อแล้วเริ่มสำรวจไปทั่ว... คนที่หลงวนอยู่ในภวังค์พิศวาสชะงักเมื่อรู้สึกถึงฝ่ามืออุ่นจัดที่ลูบไล้ตั้งแต่หน้าท้องก่อนจะเลื่อนสูงขึ้นๆ จนมาถึงหน้าอกแล้วบีบจับเคล้นคลึงอย่างเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ “อื้อ ชิน ไม่ได้นะ พะ พอได้แล้ว...” ปุณยวีร์ร้องประท้วงพลางดิ้นรนขัดขืน หากเจ้าของร่างหนาหนักที่ทาบทับอยู่กลับทำหูทวนลมไม่ยอมรับรู้ จมูกและปากของเขายังคงซุกไซ้อยู่แถวซอกคอ ติ่งหู ขณะที่ฝ่ามือหนาก็ลูบไล้บีบจับหน้าอกทั้งสองข้างสลับไปมาอย่างย่ามใจ "ชินรักปุ่น ให้ชินนะ ชินขอนะครับ" ชินพัตต์ก
ปุณยวีร์ขยับยิ้มให้คนที่นอนหันหน้ามานิ่งฟังและมองเธอตาไม่กะพริบ “จริงๆ ปุ่นก็ไม่ได้สตรองเท่าไหร่หรอก แต่ที่มูฟออนได้เร็วก็เพราะใครบางคน... คนที่เจอกันครั้งแรกก็จังหวะนรกสุดๆ” พูดถึงตรงนี้หนุ่มสาวที่นอนหันหน้าเข้าหากันอยู่บนเตียงก็อดหัวเราะออกมาเบาๆ ไม่ได้ “แถมครั้งเดียวไม่พอยังนรกได้เรื่อยๆ อีก คิดดูแล้วปุ่นใจร้ายกับเขามากเลยเนอะ” “ใช่” ปุณยวีร์ทำปากยื่นใส่คนที่ไม่ตอบปฏิเสธเพื่อรักษาน้ำใจกันเลยสักนิดก่อนจะกล่าวต่อ “ก็มาดนิ่งออกอย่างนั้น ท่าทางก็ดูเหมือนเย็นชาอีก มันก็อดอคติไม่ได้ใช่ไหมล่ะ กว่าจะรู้ว่าเขาไม่ได้แย่อย่างที่คิดก็เกือบจะสายเกินไป แต่จะให้รับรักเขาตอนนั้นเลยมันก็เร็วเกินไปหน่อย คนเพิ่งผิดหวังมาด้วยมันก็ต้องระวังใจตัวเอง แต่ถึงจะพยายามสร้างกำแพงป้องกันมากแค่ไหนที่สุดแล้วก็ต้องยอมแพ้ให้กับความพยายามของเขา ยิ่งพอถูกพ่อแม่ขอไม่ให้กลับไปทำงานก็ยิ่งแน่ใจตัวเองว่ารู้สึก... กับเขามากแค่ไหน มากจนตอบรับคำขอของพ่อแม่ไม่ได้ ยังไงก็ต้องกลับไปหาเขา ไปตอบรับความรู้สึกดีๆ จากเขา แต่พอกลับไปเจอกันอีกครั้งดันถูกเขาเมินซะงั้น” บิดปากใส่คนที่เ
“กระผมขอยอมรับทุกข้อกล่าวหา คร้าบบบบ” ภควัตโค้งตัวล้อเลียน ก่อนที่ทั้งเขาและปุณยวีร์จะหัวเราะขึ้นพร้อมกัน “ปุ่นดีใจนะคะที่ได้เห็นพี่ปุ้นมีความสุขอย่างวันนี้” “ขอบคุณปุ่นมากที่ครั้งหนึ่งปุ่นเป็นความสุข เป็นรอยยิ้มของพี่ และก็ขอโทษที่พี่เคยทำให้ปุ่นเสียใจ” ปุณยวีร์ถอนหายใจ “บอกแล้วไงคะว่าไม่ต้องขอโทษแล้ว” ภควัตยิ้ม “สัญญาว่าครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย เพราะพี่คงไม่กล้าทำอะไรให้ต้องขอโทษปุ่นอีกแล้วล่ะ กลัวโดนหมัดเจ้าชินมัน” “โอ๊ย! พี่ปุ้นอะ กลับไปหาเจ้าสาวได้แล้วไป” ปุณยวีร์ไม่ได้ไล่แค่ปากแต่ยังผลักอีกฝ่ายออกไปด้วย ภควัตขืนตัวไว้แล้วใช้มือใหญ่ยีผมคนตัวเล็กกว่า “เดี๋ยวนี้ไล่เลยนะ โอเคๆ พี่ไปก็ได้ ปุ่นเองก็รีบไปรวมกลุ่มอยู่กับเพื่อนๆ เถอะ ยืนอยู่คนเดียวนานๆ เดี๋ยวคนอื่นจะคิดว่าโสดแล้วหลงเข้ามาจีบ คนบางคนจะคลั่งเอา” “โอ๊ย! เขาไม่ขี้หึงงี่เง่าแบบนั้นหรอกค่ะ” ............................ ใช่... ชินพัตต์ไม่ได้ขี้หึงงี่เง่าอย่างที่เธอตะโกนไล่หลังภควัตไปเมื่อคืนวาน เพราะกีรฎากระซิบบอกเธอว่าสาเหตุที่เขาไม่ม
“อ๊ายยย! คือดีอะ แต่งอีกทีดีไหมพ่อ” สุพรรษาหันไปถามความเห็นจากผู้เป็นสามี “ก็ดีนะแม่ แต่จะดีมากๆ เลยถ้าแม่ให้พ่อเปลี่ยนตัวเจ้าสาวด้วย” วัชระตอบกลับเรียกทั้งเสียงฮาจากเพื่อนๆ และฝ่ามืออรหันต์จากภรรยา เย็นย่ำวันนี้บริเวณชายหาดส่วนตัวของรีสอร์ตริมทะเลทางภาคตะวันออก ถูกเนรมิตขึ้นอย่างสวยงามโรแมนติกด้วยดอกไม้ แสงเทียน ไฟประดับ และลูกโป่ง เพื่อจัดงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสระหว่างภควัตกับอรพินท์ หลังจากทั้งคู่ได้จัดพิธีวิวาห์ตามพิธีการทางพุทธศาสนาเสร็จสิ้นไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่บ้านเกิดของเจ้าสาว เชิญแขกเหรื่อผู้หลักผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายไปร่วมเป็นสักขีพยานและแสดงความยินดี ส่วนงานในเย็นวันนี้เป็นแบบค็อกเทล เน้นความเรียบง่ายเป็นกันเอง ถือเป็นการสังสรรค์เฮฮากันในหมู่เพื่อนสนิท และเอาใจเจ้าสาวที่หลงใหลบรรยากาศของชายทะเลเป็นพิเศษ อรพินท์ดูสวยหวานจับใจอยู่ในชุดเจ้าสาวแบบเกาะอกสีขาวยาวครึ่งน่อง ปักฉลุลายลูกไม้งดงาม ผมยาวปลายหยักน้อยๆ ถูกปล่อยสยายแล้วประดับด้วยมงกุฎดอกไม้ ดวงหน้าหวานแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับเจ้าบ่าวที่คอยดูแลอยู่เคียงข้างไม่ห่าง ซึ่งอยู่ใ
นางมารร้ายบริสุทธิ์... มองคนที่ผ่านมาแล้วหลายสมรภูมิตาเขียวปั้ด ส่วนคนจุดประเด็นหัวเราะขำ “ก็ตามนั้นแหละ” เหมือนพิมพ์พูดกลั้วหัวเราะ “เอาเป็นว่าเข้าใจกันแล้วนะ งั้นไปกินข้าวกันดีกว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งกินกันเองเลย” หลิ่วตามองหนุ่มสาวที่เกือบจะกินกันไปแล้วยิ้มๆ “ให้เวลาเคลียร์กันอีกสิบห้านาทีแล้วรีบตามมาล่ะ หิวมากเลยนี่ รีบขับรถมายังไม่ได้กินข้าวเย็นเลยเพราะกลัวยัยเมรีขี้อ้อนเมาไปอ้อนผู้ชายไม่ดูตาม้าตาเรือเข้า” เหมือนพิมพ์สั่งจบก็เปิดประตูออกจากห้องไปก่อน พอถูกปล่อยให้อยู่ในห้องกันตามลำพังสองคนปุณยวีร์ก็ทำตัวไม่ถูกรีบลุกขึ้นจากเตียงจะเดินไปเปิดประตูออกไปบ้าง ชินพัตต์รีบเข้ามายึดข้อมือเล็กที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตูไว้ในอุ้งมือใหญ่ “คุยกันก่อนสิครับ” เขาบอกชิดริมหู ปุณยวีร์พยายามจะเบี่ยงตัวหนี แต่ก็ทำไม่ได้อีก เพราะถูกชายหนุ่มกางแขนกั้นเอาไว้ “คุยอะไรล่ะ หิวข้าวแล้วนี่” ชินพัตต์จับเจ้าของบ่าบอบบางให้หันมาเผชิญหน้ากัน “ก็บอกไปแล้วว่าคุณพิ้งเป็นภรรยาของทาคาดะซังแล้วยังงอนผมเรื่องอะไรอีก” “แล้วทีคุณล่ะ ฉันทำอะไรให้หรือยัง ค
หากตอนนี้... คนที่เคยปรนนิบัติพัดวีดูแลคนเมากลับมึนเมาเสียเอง ด้วยรสสัมผัสวาบหวามจากคนใต้ร่าง อารมณ์พิศวาสลุกโชนจนยากที่จะดับ ริมฝีปากได้รูปวกกลับไปประทับจุมพิตปิดเสียงประท้วงจากริมฝีปากบาง ขณะสอดนิ้วร้อนผ่าวเข้าไปใต้ตะขอบรา หากยังไม่ทันได้ออกแรงสะกิด เสียงเคาะประตูถี่ๆ ก็ดังขึ้นทำเอาสะดุ้งจนต้องหยุดทุกการกระทำ! ปุณยวีร์ใช้จังหวะนั้นผลักร่างของชินพัตต์ออก ลุกขึ้นนั่งหอบหายใจแรง ใบหน้าแดงก่ำ “ปุ่น! ปุ่น! ทำอะไรอยู่น่ะ นี่ฉันเอง พิมพ์!” เสียงแหลมสูงคุ้นหูที่ดังขึ้นหลังเสียงเคาะประตูช่วยเรียกสติของสองหนุ่มสาวได้ชะงัด ชินพัตต์ลงไปยืนอยู่ข้างเตียง เขาเสยผมแรงๆ พลางสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ หลายครั้งก่อนจะหันไปถามคนที่นั่งอยู่บนเตียงเสียงเบาว่า “ปุ่น โอเคไหม” ปุณยวีร์ถลึงดวงตาคู่กลมโตกลับมาแทนคำตอบขณะที่สองมือก็จัดแจงเสื้อผ้าที่ถูกเลิกขึ้นไปถึงไหนๆ ให้กลับเข้าที่ ชินพัตต์กลอกตา ได้แต่คิดในใจว่า ‘ใครเริ่มก่อนล่ะ’ “ปุ่น! เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่เปิดประตู งั้นฉันเปิดเข้าไปเองนะ” เสียงคนข้างนอกบอกก่อนจะได้ยินเสียงไขกุญแจแล้วบาน







