LOGINเธอคือผู้หญิงที่เขา 'ปรารถนา' อยากได้เป็น 'เมีย' ________ “ฉันขอนอนกับคุณได้ไหมคะ?” พูดออกไปแล้ว เธอพูดประโยคนั้นออกไปแล้ว! “เดี๋ยวนะ เมื่อกี้ว่าไงนะ” เขาหรี่ตาถาม รอยยิ้มมีเสน่ห์ผุดขึ้นบนเรียวปากหยัก “ขอนอนกับฉันงั้นเหรอ” “ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ นอนในที่นี้ฉันหมายถึงแค่นอนธรรมดา ไม่ใช่นอนแบบ เอ่อ…” วราลีรีบปฏิเสธ พยายามจะอธิบายให้เขาเข้าใจ แต่น้ำเสียงของเธอกลับดูลุกลี้ลุกลนจนแม้แต่เจ้าตัวยังควบคุมไม่ได้ “โอ๊ะ ใจกล้าดีแฮะ ขอนอนกับผู้ชายแต่บอกนอนเฉยๆ ไม่คิดอะไร” ภูเบศหัวเราะชอบใจยกใหญ่ “ไม่ใช่ค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น คือ โอ๊ย! จะพูดยังไงดีเนี่ย” วราลีขยี้เส้นผมจนยุ่งเหยิง ซึ่งมันดูเซ็กซี่ในสายตาผู้ชาย “โอเคๆ ใจเย็นๆ แล้วค่อยๆ พูด ฉันมีเวลาให้เธอทั้งวันแหละ” จากตอนแรกตั้งใจว่าจะเข้าบริษัทฯ ไปเคลียร์งานที่คั่งค้าง พอเจอกวางน้อยเลี้ยวเข้าถ้ำเท่านั้นแหละ เสือร้ายอย่างเขาก็พร้อมเบนเข็มทิศทันที
View More“ลี… ลงมากินข้าวได้แล้วลูก”
เสียงไพเราะของมารดาตะโกนเรียกบุตรสาวเพียงหนึ่งเดียวที่คาดว่ากำลังแต่งตัวใกล้เสร็จอยู่บนห้อง กลิ่นข้าวต้มกุ้งหอมตลบอบอวลไปทั่วบ้าน แสงแดดยามเช้าสาดกระทบหน้าต่างส่งกลิ่นไอธรรมชาติให้สองแม่ลูกได้สูดอากาศสดชื่นของวันใหม่
“หอมน่ากินจังเลยค่ะ” วราลี ที่เพิ่งแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเดินลงบันไดมาตามเสียงเรียก ร่างบางปรี่เข้าไปสวมกอดเอวคนเป็นแม่แน่น จมูกโด่งรั้นหอมแก้มบุคคลสำคัญอย่างรักใคร่
“ประจบแต่เช้าเลยน้าลูกคนนี้” เพ็ญศรี หันมาจูบหน้าผากมนของลูกรัก สองแม่ลูกแสดงความรักต่อกันแบบนี้มานานหลายสิบปี
“สอบวันสุดท้ายใช่ไหมลูก”
“ค่ะ ลูกสาวแม่คนนี้จะเรียนจบแล้วน้า” วราลียิ้มกว้าง
“จ้า… เก่งที่สุดเลย” เพ็ญศรีโยกศีรษะทุย ก่อนยกชามข้าวต้มวางลงบนโต๊ะ “กินเยอะๆ นะ จะได้ทำข้อสอบได้”
“ขอบคุณค่ะ”
เพ็ญศรียิ้มมีความสุขยามมองดูลูกทานข้าวเช้าฝีมือตนอย่างเอร็ดอร่อย
____________________
บรรยกาศช่วงสอบมักจะเห็นนักศึกษาต่างพากันเข้าห้องสมุดเพื่อหามุมอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนเตรียมลงสู่สนามสอบจริง ใบหน้าของแต่ละคนเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ผิดกับสองสาวที่ยิ้มแย้มแจ่มใสหลังจากช่วงเวลาแห่งการสอบวิชาสุดท้ายได้สิ้นสุดลงแล้ว
“เดี๋ยวคืนหนังสือเสร็จเราไปกินข้าวกันนะ” มินตรา เพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวของวราลีเอ่ยชวน
“อื้ม ไปสิ” วราลีไม่ปฏิเสธ ไหนๆ ก็เรียนจบแล้ว ขอผ่อนคลายความเครียดที่สะสมมาตลอดหลายสัปดาห์หน่อยละกัน
ทั้งสองสาวเลือกมาเดินห้างประจำที่อยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย ทุกย่างก้าวตกเป็นที่สนใจของเหล่าภมรผู้ เพราะความสวยของวราลีนั้นโดดเด่นจนบรรดาชายหนุ่มต้องเหลียวหลังมอง แต่ถึงกระนั้นก็คงได้แค่มอง เพราะวราลีไม่เคยเปิดใจหรือมอบไมตรีให้ชายใดเลย ขนาดมีรุ่นพี่ตามจีบเกือบสองปียังต้องกินแห้ว เขาคนนั้นพยายามทำทุกอย่างเพื่อพิชิตใจเธอสารพัด กลับต้องหลั่งน้ำตาพร้อมรับฟังประโยคสุดแสนคลาสสิคที่ว่า
‘ลียังไม่พร้อมมีใครค่ะ เราเป็นพี่น้องกันดีกว่านะคะ’
“จะว่าไปพอเรียนจบใจมันก็หวิวๆ เหมือนกันเนอะ ว่าไหม?” มินตราพูดขึ้นระหว่างรออาหารที่สั่งไป
“นั่นดิ ตอนเรียนก็อยากรีบจบเพื่อจะได้หางานทำเป็นหลักแหล่ง แต่พอเรียนจบจริงๆ จังๆ กลับรู้สึกเสียดาย ชีวิตวัยเรียนมันสนุกปนเศร้าเนอะ” วราลีแอบใจหายไม่แพ้กัน
“เศร้าเวลาที่สอบได้คะแนนน้อยแล้วเกรดตกอะนะ” มินตราหัวเราะ
“แหม! ใครมันจะไปเก่งเท่าแกล่ะยะ แม่เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง” วราลีชมแต่ก็ไม่วายทำเสียงหยันระคนหยอกเย้า
“ทำเป็นพูดดี แกก็เกียรตินิยมเหมือนกัน”
“แต่เกรดเฉลี่ยน้อยกว่าแกเยอะ” วราลียกยอปอปั้นเพื่อนรัก
“เอาน่า… ให้ฉันมีข้อดีกับเขาบ้าง ก็ในเมื่อสวยไม่เท่าดาวคณะอย่างแก ฉันก็ต้องเรียนให้เก่งเข้าไว้ จะได้มีจุดขายเว้ย”
วราลีนอกจากจะเป็นสาวป๊อปปูล่าร์ประจำมหาวิทยาลัยแล้ว เธอยังเป็นดาวคณะแห่งคณะบัญชีอีกด้วย แม้ความสวยอาจไม่โดดเด่นพอที่จะเป็นดาวมหาวิทยาลัยเมื่อเทียบกับคณะอื่นที่ส่งเข้าประกวด แต่วราลีก็ได้ใจเหล่านักศึกษารวมถึงคณาอาจารย์ไปไม่น้อย เพราะความน่ารักสดใสเป็นกันเองของเธอ
“เว่อร์วัง ฉันไม่ได้สวยเท่าไหร่หรอก แค่หน้าตาดีนิดหน่อย” วราลียักไหล่พลางยิ้มอวด มินตราอยากจะเขกหัวเพื่อนซี้นัก ทำเป็นพูดดี
“เอ่อ… ขอโทษนะครับ” ชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งเดินมายังโต๊ะ วราลีและมินตรามองหน้ากันอย่างงงๆ
“ผมขอเบอร์ฯ คุณได้ไหมครับ?” เสียงสั่นๆ บอกกับวราลี มินตราถึงกับยิ้มขัน จ้องหน้าเพื่อนอย่างท้าทาย อยากรู้ว่าจะปฏิเสธอย่างไร
วราลีเห็นสีหน้าจริงจังของเขาก็นึกสงสาร แต่เธอไม่คิดจะให้เบอร์โทรศัพท์คนแปลกหน้าหรอกนะ
“ต้องขอโทษด้วยนะคะ พอดีว่า… มากับแฟนน่ะค่ะ”
วราลีกุมมือมินตราขึ้นจูบโชว์ ทำเอาพ่อหนุ่มหน้าตี๋เข่าแทบทรุด รีบละล่ำละลักลาจากแทบไม่ทัน
“ขะ ขอโทษด้วยครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษครับ”
มินตรารีบชักมือออกแล้วเช็ดสัมผัสที่วราลีกระทำลงไปเมื่อครู่
“แกจะบ้าหรือไงยะ! ฉันไม่นิยมเล่นดนตรีไทยนะ” สายตาขุ่นเคืองตวัดมอง
“ฮ่าๆ ก็ฉันคิดหาทางออกไม่ทันนี่หว่า นึกสดเล่นสดเลยเป็นไง สมจริงปะ?” วราลีหัวเราะ จริงๆ แค่ปฏิเสธก็เพียงพอแล้ว แต่เธออยากแกล้งมินตราเล่นเฉยๆ โทษฐานทำหน้ากวนประสาทใส่ดีนัก
“แล้วดูสิเนี่ย อีตานั่นมากับเพื่อนเป็นกลุ่มด้วย เกิดเขาเอาไปเมาท์ หนุ่มๆ ได้คิดว่าฉันเป็นเลสหมด จะทำยังไง ยิ่งหาแฟนยากอยู่ด้วย” มินตราบ่นไม่เลิก
“เอาน่า… คิดมากไปได้ ฉันก็แค่ขำๆ มะ” วราลีหยิกแก้มป่องดึงเล่นไปมา มินตราเริ่มใจอ่อนขึ้นมานิดๆ
สองสาวหยุดการสนทนาแล้วเริ่มรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย โดยไม่รู้เลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องอยู่ตลอดเวลา และก็เป็นมินตราที่รู้สึกถึงความแปลกประหลาดนั้น
“ลีๆ” มินตราเรียกเพื่อนเสียงค่อย วราลีขมวดคิ้ว ทำไมต้องทำหน้าเหมือนกลัวใครจะได้ยินด้วย
“แกเห็นผู้หญิงคนนั้นไหม?”
“คนไหนอะ” วราลีไม่รู้ หล่อนเอาแต่ก้มหน้าก้มตาทานสปาเก็ตตี้ท่าเดียว ไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร
“ซ้ายมือ คนที่ใส่เสื้อสีดำนั่งดื่มกาแฟตรงมุมสุดนั่นน่ะ”
มินตราบอกตำแหน่ง โชคดีที่วันนี้ร้านมีแขกไม่เยอะ ทำให้วราลีเห็นเป้าหมายได้ชัดเจน
“เห็น ทำไมอะ?” วราลีถามต่อ “หรือว่าเป็นคนของแม่แก เห้ย! ตามคุมแจแบบนี้เลยเหรอ” วราลีคิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นคนของมารดาเพื่อนรัก มินตราเป็นบุตรสาวของเศรษฐีอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง และเป็นลูกที่แม่หวงมาก! เวลาไปเที่ยวจะต้องมีบอดี้การ์ดคอยตามคุมเสมอ
“จะบ้าเหรอ แม่ฉันให้คนคุมเฉพาะเวลาเที่ยวผับหรือเที่ยวไกลๆ เท่านั้นย่ะ ไอ้มาเดินห้างแค่นี้เขาไม่ตามให้เสียเวลาหรอก”
ดูเอาเถอะ คิดเข้าไปได้นะยะ
“นี่ข้อมูลที่ป้าต้องจำและพูดให้เป็นธรรมชาติที่สุด” นายจ้างยื่นกระดาษหนึ่งแผ่นส่งให้หญิงวัยกลางคนที่ทำงานเป็นแม่บ้านของเขามาหลายปี “โห! ป้าจะจำหมดไหมคะเนี่ย?” “ถ้าป้าทำงานนี้สำเร็จ ผมจะขึ้นเงินเดือนให้ป้ายี่สิบเปอร์เซ็น แถมส่งลูกป้าเรียนด้วย อยากเรียนที่ไทยหรือต่างประเทศ จะเรียนถึงด็อกเตอร์เลยก็ได้ ผมยินดีจ่าย” ข้อเสนอของเจ้านายทำเอาหญิงกลางคนเบิกตากว้าง ไม่ลังเลที่จะตอบตกลง “ได้ค่ะๆ ปะ ป้าจะรีบจำและพูดให้เป็นธรรมชาติที่สุด” ข้อมูลของหญิงสาวคนหนึ่ง น่าจะมีความสำคัญกับภูเบศไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่ลงทุนวางแผนแกล้งให้แม่บ้านปลอมเป็นหมอดูเพื่อเข้าหาอีกฝ่ายหรอก “ดีมาก!” ภูเบศยกยิ้ม แทบเฝ้ารอที่จะอยู่ใกล้ชิดร่างบางไม่ไหว ________________________ ณ ห้างสรรพสินค้า “ผู้หญิงสองคนนั้น คนผิวขาวตาหวานๆ ชื่อวราลี ส่วนอีกคนชื่อมินตรา ป้าจำข้อมูลได้หมดแล้วใช่ไหมว่าใครเป็นใคร” เพื่อให้ภารกิจแยบยล เขาจึงเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับมินตรามาแจมบ้างเล
“อะไรกันหนูลี พี่วางแพลนจะแต่งงานกับเราสิ้นปีนี้ ตกลงกันเรียบร้อยแล้วจะมาเปลี่ยนกลางคันได้ยังไง!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดลืมตัวตวาดใส่น้องน้อยต่อหน้าว่าที่แม่ยาย ภูเบศได้สติจึงยกมือไหว้ “ขอโทษครับคุณน้า” ก็คนมันโมโหนี่น่า คุยกันดิบดีว่าจะจัดงานแต่งสิ้นปีนี้ แต่จู่ๆ แม่คุณกลับมายกเลิกซะงั้น “ก็ลีไปดูดวงมา หมอดูบอกว่าถ้าแต่งกันสิ้นปีนี้มันจะทำให้รักของเราไม่ยั่งยืน ชีวิตคู่จะเจอแต่ปัญหา” เหตุผลของเธอเรียกเสียงหัวเราะติดหยันจากร่างสูง “เออ! ดีเว้ย จะมีผัวก็ต้องไปเที่ยวดูหมอ แล้วถ้าเกิดหมอดูเขาทักว่าพี่มันเป็นตัวซวย หนูลีคงไม่คิดหาผัวใหม่เลยเรอะ!” “พี่ภูอย่ามาหยาบคายนะ!” วราลีเริ่มโกรธขึ้นบ้างแล้ว “แล้วมันจริงไหมล่ะ คราวก่อนก็เลื่อนงานหมั้นเพราะดวง มาคราวนี้ก็เลื่อนงานแต่งเพราะดวงอีก ต่อไปจะท้องต้องเลื่อนไหม หาหมอดูสำนักไหนดีล่ะ ให้เขาเสกเด็กให้เลยเอาไหม!” ภูเบศก็เดือดไม่แพ้กัน ลุกยืนเท้าเอวต่อว่าเมียเด็ก “เออ! ก็ถ้าหมอดูเขาเสกเด็กเข้าท้องให้ลีได้ ลีก็ไม่แต่งเอาพี่ทำผัวหรอก คนอะไรน่าร
“หนูลีของพี่” ดวงตาคมเข้มฉ่ำปรือขั้นสุด ครางอือเมื่อได้ทอดมองความสาวปิดสนิท กลีบดอกไม้แดงฉาน สดสะอาดน่าลิ้มลอง เกสรน้อยเด่นหราตรงกลางร่อง เหมือนต้องมนต์สะกดให้เขาขยับใบหน้าเข้าไปดอมดมใกล้ๆ “หอมเหลือเกิน” กลิ่นสาปสาวจากผู้หญิงที่ตนปรารถนามันช่างวิเศษซาบซ่าน ลิ้นสากร้อนสัมผัสลงบนกลีบอูม ตวัดโลมเลียจนร่างบางแอ่นตัวโค้งงอเป็นกุ้ง วราลีสอดนิ้วมือเข้าสู่เรือนผมดกดำ ความรัญจวนปนเสียวซ่านทำให้เธอต้องกดวงหน้าคมคร้ามจมมิดเนินสวาท ภูเบศห้อปลายลิ้นให้เล็กสุดเพื่อฉกชิมภายในได้สะดวก เขากดนิ้วกรีดรอยแยกแล้วแหวกกลีบดอกไม้ออกเป็นสองฝั่ง ตวัดเลียสตรีเพศอย่างหิวกระหาย บดขยี้ติ่งกระสันแล้วดูดดึงรุนแรงก่อนจะปล่อยมันเด้งกลับสู่ตำแหน่งเดิม จมูกโด่งชอนไชจนน้ำหวานแห่งเทือกเขาสูงเปรอะเปื้อน แต่ไม่มีท่าทีว่าจะรังเกียจ มีแต่เพิ่มแรงรักเข้าใส่จนร่างบางเหยียดปลายเท้าจิกเกร็งขั้นสุด “อื้อ! พี่ภูขา” วราลีปลดปล่อยอารมณ์ตามแรงกลไกแห่งธรรมชาติ “จ๋า” ภูเบศขานรับเสียงหวาน ลิ้นร้อนบดขยี้แยงรูสวาทไม่ยั้ง ดวงตากลมโตปรือมองเพดานห้อง สมองท
หลังจากวันนั้นชยกฤตก็คืนสิทธิ์การประมูลโครงการต่างๆ ที่ช่วงชิงมาจากภูเบศอย่างอยุติธรรมกลับคืนสู่เจ้าของ อดีตเพื่อนรักไม่ได้มาเจรจาด้วยตนเอง แต่ส่งไมเคิลเลขาฯ ส่วนตัวมาคุยแทน “แล้วมันเป็นยังไงบ้าง” จะว่าห่วงก็ไม่เชิง แค่นึกถึงสภาพของมันในวันนั้นแล้วอดสมเพชไม่ได้ “ตอนนี้บินไปฝรั่งเศสแล้วครับ” “ทำไม?” “คงอยากไปพักใจ ถ้าดีขึ้นก็คงจะกลับมา” ไมเคิลรู้ดีว่าตอนนี้ชยกฤตกำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดที่ตัวเขาเป็นผู้ก่อ “คุณพีทฝากขอโทษคุณวราลีสำหรับเรื่องทุกอย่างครับ” ใจจริงเจ้านายของเขาอยากมาขอโทษด้วยตัวเองแต่ไม่กล้า “ไม่เป็นไรค่ะ ลีเข้าใจ” ชยกฤตมันคงขอโทษที่ล่วงเกินเธอ แล้วดูแม่คุณสิ ยิ้มระรื่นทำราวกับไม่ถือสาเรื่องที่มันแตะเนื้อต้องตัว ได้ยังไง เธอเป็นเมียของเขา เขาหวงนะ! “เข้าใจอะไร” หลังส่งไมเคิลเรียบร้อยแล้วชายหนุ่มก็เริ่มเปิดศึกทันที “คะ?” “ที่บอกว่าเข้าใจน่ะ เข้าใจอะไร” นัยน์ตาคมมีความห้วน เหมือนจะฉีกร่างเธอเป็นสองส่วน “คุณเป็นอะไรอีกเนี่ย”





