LOGINเด็กหนึ่งคนกับสุนัขหนึ่งตัว กำลังนั่งรอคอยลูกค้าคนแรกอย่างมีความหวัง ส่วนท่านอาหญิงก็คอยให้กำลังใจบัณฑิตรูปงามอยู่ด้านข้าง
ผู้คนเดินผ่านไปมาต่างพากันชี้นิ้วซุบซิบนินทา ว่าเด็กตัวเท่านี้กลับเลือกมาเป็นนักต้มตุ๋นได้
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
บัณฑิตยากจนเขียนจดหมายได้สามฉบับ แต่เว่ยหลิ่งจือไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว นางอ้าปากหาวใกล้จะหลับอยู่รอมร่อ เหนียนเหนียนหลับไปก่อนหน้านี้แล้ว
“แม่หนู ๆ ตื่นเร็วเข้า”
“หืม ท่านเป็นใคร” เว่ยหลิ่งจือปรือตาขึ้นมามองสตรีตรงหน้า จากเสื้อผ้าที่สวมใส่น่าจะเป็นสาวใช้ในเรือนของใครสักคน
“เจ้าบอกข้าทีว่า ผู้สื่อสารแห่งโลกวิญญาณนี่ทำอะไรได้บ้าง” สาวใช้ผู้นี้มีนามว่า ชิงเหมย นางมองซ้ายมองขวาราวกับกลัวว่าคนอื่นจะหาว่านางสติไม่ดี ที่มาคุยกับนักต้มตุ๋นน้อยผู้นี้
“ก็ตามนั้น ข้าสื่อสารกับคนตายได้”
“สื่อสารกับคนตายได้ เจ้าเป็นพวกหมอผีรึ”
หูของบัณฑิตยากจนผึ่งทันที อยากรู้ว่าเด็กน้อยผู้นี้จะหลอกลวงผู้คนอย่างไร
“ข้าไม่ใช่หมอผี ปราบผีไม่ได้ ทำได้แค่สื่อสารกับคนตายเท่านั้น พี่สาวท่านมีเรื่องอยากสื่อสารกับคนตายหรือไม่”
“ขะข้า ข้าไม่มี แต่ว่า เอ่อ ที่เรือนของนายข้ามีเรื่องเกิดขึ้น ฮูหยินผู้เฒ่าเพิ่งลาโลกนี้ไป แต่นายหญิงของข้าไม่เชื่อว่านางป่วยตาย อยากจะหาความจริงให้ได้”
ชิงเหมยไม่ได้เอ่ยต่อ เพราะเป็นเรื่องภายในจวนเจ้านาย
“แม่นางเด็กนั่นเพิ่งมาตั้งแผงวันนี้ ยังไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว นางไม่ได้จริงจังอะไร เจ้าก็อย่าไปเชื่อนางเลย”
“หุบปาก !” เว่ยหลิ่งจือถลึงตาใส่บัณฑิตยากจน ซึ่งรู้ชื่อภายหลังว่า เหอจิ้นหยาง
“เจ้า ๆ ดูนางสิ เป็นเด็กเป็นเล็ก กล้าตวาดใส่ข้า” เหอจิ้นหยางหันไปฟ้องชิงเหมย
ท่านอาหญิง ‘จือจือเจ้าก็อย่าถือสาบัณฑิตเหอเลย ที่เขาเอ่ยมาก็ไม่ผิดจริง ๆ’
เว่ยหลิ่งจือ ‘ท่านอาหญิง ท่านย้ายข้างเร็วไปไหม’
‘ข้าเปล่านะ ข้าแค่เอ่ยตามความจริงเท่านั้น’
ท่านอาหญิงยกนิ้วทัดเส้นผม ท่าทีเขินอายเล็กน้อย
เว่ยหลิ่งจือหันไปยิ้มให้ชิงเหมย “พี่สาวหากไม่สำเร็จ ไม่คิดเงิน”
ข้าใช้ไม้ตายแล้วนะ
“ไม่คิดเงินอย่างนั้นรึ” ชิงเหมยค่อยใจชื้นขึ้นมา “ได้ ๆ เจ้ารีบตามข้ามาเร็วเข้า”
เว่ยหลิ่งจือรีบม้วนเสื่อเก็บห่อผ้า อุ้มเหนียนเหนียนตามนางไป
เหอจิ้นหยางคันปากอยากห้าม แต่ถูกเว่ยหลิ่งจือจ้องตาดุ ๆ ใส่ ทำได้แค่ตะโกนไล่หลังนางไปว่า
“ข้าหวังดีหรอกนะ ไปหลอกคนรวยเกิดถูกเขาจับได้ ถูกคนเขาตีขาหักกลับมา อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ”
ท่านอาหญิงหัวเราะเบา ๆ ก่อนลอยตามหลานสาวของตนไป
เรือนตระกูลซี
ระหว่างทางชิงเหมยได้เล่าคร่าว ๆ ตระกูลซีเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของอำเภอช่าน เดิมทีฮูหยินผู้เฒ่าคือเสาหลักของตระกูล เมื่อจากโลกนี้ไปจึงเกิดปัญหาเรื่องมรดก ทายาทแต่ละคนต่างก็บอกว่าฮูหยินผู้เฒ่ายกทรัพย์สมบัติให้ตน มีเพียงนายหญิงของชิงเหมย ที่ยังสงสัยสาเหตุเรื่องการตายของนาง
ท่านอาหญิงมองประตูด้านข้างของเรือน คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เอ่ย ‘นางตั้งใจแอบพาเจ้าเข้าเรือนเป็นแน่’
เหนียนเหนียนตื่นนานแล้ว มันกระโดดลงจากอ้อมแขนของเจ้านาย ‘บ้านใครอีกล่ะนี่’
ชิงเหมย “เจ้าตามมาเร็ว ๆ เข้า หากมีคนถามข้าจะบอกว่าเจ้าเป็นหลานสาวของข้า มาพักอยู่ด้วยแค่วันสองวันเข้าใจไหม”
เว่ยหลิ่งจือ “ได้ ๆ”
ตระกูลซีมีนายท่านใหญ่กับนายท่านรอง แย่งชิงอำนาจกันอยู่ ส่วนนายท่านสามเป็นพวกไหลไปตามน้ำ ใครมีอำนาจก็เข้าข้างคนนั้น เจ้านายของชิงเหมยคือนายหญิงรอง นางเป็นคนมีความสามารถเรื่องการค้า จึงเป็นลูกสะใภ้ที่รักใคร่ของฮูหยินผู้เฒ่า
ฉินฮูหยินมองเว่ยหลิ่งจือกับเหนียนเหนียน แล้วลอบถอนหายใจเบา ๆ “ชิงเหมยข้ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่ว่านี่มัน...”
“นายหญิงนางบอกว่าหากไม่สำเร็จไม่คิดเงินเจ้าค่ะ บ่าวเห็นว่าไม่ได้เสียหายแต่อย่างใด”
ฉินฮูหยินมองเห็นความหวังดีของสาวใช้ จึงไม่อยากทำให้นางเสียน้ำใจ หันไปทางเด็กหญิงตัวน้อย
“เจ้าพูดคุยกับคนตายได้จริงรึ”
เว่ยหลิ่งจือพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ได้แน่นอน”
ฉินฮูหยินถามต่อ “แล้วข้าต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องตั้งพิธีหรือมีสิ่งของเซ่นไหว้หรือไม่”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ ขอแค่มีเก้าอี้ให้คนตายได้นั่งพูดคุยกันก็พอ”
ชิงเหมยหันไปสบสายตากับนายหญิง ในใจอดคิดไม่ได้ว่านางหาเรื่องมาให้นายหญิงกลัดกลุ้มใจเพิ่มขึ้นหรือไม่
พวกนางตัดสินใจใช้ห้องรับแขกของเรือน มีสาวใช้เฝ้าประตูห้ามคนเข้ามา เว่ยหลิ่งจือขอชื่อแซ่ของผู้ตาย เพื่อที่จะได้เอ่ยอนุญาตให้ดวงวิญญาณเข้าใกล้ได้ ท่านอาหญิงมีหน้าที่ไปตามหาดวงวิญญาณของผู้ตาย
ชิงเหมยแอบกระซิบเบา ๆ “นายหญิงนางนั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้ทำพิธีกรรมอันใด เช่นนี้จะได้ผลรึ”
ฉินฮูหยิน “เป็นเจ้าพานางมาข้าจะรู้ได้อย่างไร”
‘มาแล้ว ๆ’ เสียงท่านอาหญิงดังมาไกล ๆ
เว่ยหลิ่งจือมองเห็นดวงวิญญาณของฮูหยินผู้เฒ่า ลอยทะลุผ่านประตูเข้ามา นางผายมือไปยังเก้าอี้ตัวด้านข้าง
“เชิญฮูหยินผู้เฒ่านั่งตรงนี้เจ้าค่ะ”
สองนายบ่าวถึงขั้นตัวแข็งทื่อหลังได้ยิน โดยเฉพาะฉินฮูหยิน นางรีบจ้องเว่ยหลิ่งจือในทันที
“เจ้าว่าอะไรนะ”
“ฮูหยินผู้เฒ่ามาแล้วเจ้าค่ะ นั่งอยู่ตรงหน้าท่านแล้ว”
เว่ยหลิ่งจือผายมือไปยังเก้าอี้ตัวที่ยังว่างเปล่า
ดวงตาของฉินฮูหยินสั่นระริกคล้ายสับสนอยู่ ได้แต่มองเก้าอี้ว่างเปล่าพร้อมน้ำตาคลอเบ้า
“ท่านแม่ท่านอยู่ตรงนี้จริงเจ้าคะ ท่านบอกข้าได้หรือไม่ว่าท่านตายได้อย่างไร”
วิญญาณของฮูหยินผู้เฒ่ามีอาการเหม่อลอย คล้ายดวงจิตไม่สมบูรณ์
‘ดวงจิตนางขาดหายไปบางส่วน ต้องใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะคืนความจำทั้งหมดกลับมาได้’
ท่านอาหญิงอธิบายเพิ่ม เหตุเพราะคนตายใหม่ ๆ ยังไม่รู้ตัว ดวงจิตกระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ผ่านไปไม่นานก็จะกลับคืนมาดังเดิม
เหนียนเหนียน ‘ขอเพียงอยู่ใกล้หลานสาวเจ้า พลังวิญญาณจะกลับคืนมาในไม่ช้า’
ฉินฮูหยินไม่ได้ยินการสนทนาของพวกเขา จึงได้ยินเพียงความเงียบงัน “เหตุใดเจ้าไม่เอ่ยสิ่งใดเล่า”
“พลังวิญญาณของฮูหยินผู้เฒ่ายังอ่อนแอ ท่านรอสักครู่ก่อน”
“พลังวิญญาณอ่อนแอ ?” ฉินฮูหยินมองนางเป็นพวกต้มตุ๋นเข้าแล้ว ทว่าไม่กล้าเอ่ยออกมาตรง ๆ
ราวชั่วน้ำชาเดือด ดวงจิตของฮูหยินผู้เฒ่าก็กลับมามีสติดังเดิม นางมองลูกสะใภ้แล้วเอ่ยออกมาเบา ๆ ‘สะใภ้รอง’
เว่ยหลิ่งจือ “ฮูหยินผู้เฒ่าข้าชื่อเว่ยหลิ่งจือ เป็นผู้สื่อสารแห่งโลกวิญญาณ ท่านมีคำพูดใดอยากเอ่ยกับลูกสะใภ้ของท่าน สามารถถ่ายทอดผ่านข้าได้เลย”
ชิงเหมยขนแขนลุกชัน ขยับเข้าไปใกล้เจ้านายของตน “นายหญิงหรือว่า”
ฉินฮูหยินหาได้กลัวไม่ “ท่านแม่ท่านอยู่ตรงนี้จริง ๆ หรือ”
เว่ยหลิ่งจือ “ฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ตรงหน้าของท่านจริง ๆ ยามนี้อยากพูดคุยสิ่งใดก็เอ่ยได้เลย”
“ท่านแม่ท่านไม่ได้ป่วยตายใช่ไหม”
คำถามแรกของฉินฮูหยิน ทำเอาดวงวิญญาณฮูหยินผู้เฒ่าหัวเราะออกมาเบา ๆ
‘ยังเป็นสะใภ้รองที่มองขาดเช่นเดิม’
เว่ยหลิ่งจือถ่ายทอดคำพูดของนางให้ฉินฮูหยินได้รู้
“ท่านตายได้อย่างไร บอกข้าได้หรือไม่ ข้าจะล้างแค้นให้ท่านเอง”
วิญญาณของฮูหยินผู้เฒ่าแน่นิ่งไป แววตานางฉายแววโศกเศร้าเสียใจอย่างชัดเจน
ท่านอาหญิงสะกิดหลานสาวเบา ๆ เว่ยหลิ่งจือส่ายหน้าให้เวลานางได้คิดใคร่ครวญดูก่อน
ฉินฮูหยินร้อนรนในทันที “เว่ยหลิ่งจือเหตุใดเจ้าไม่เอ่ยสิ่งใดออกมา ท่านแม่ยังอยู่หรือไม่ ทำไมไม่พูดอะไรเลย”
ชิงเหมย “หรือว่าเจ้าเป็นพวกต้มตุ๋นจริง ๆ”
เว่ยหลิ่งจือส่ายหน้าเบา ๆ ให้ทั้งคู่ “ให้เวลาฮูหยินผู้เฒ่าสักหน่อย นางคงมีความหนักใจของนาง”
ครั้นได้ยินเช่นนี้ คนฉลาดอย่างฉินฮูหยินก็ตระหนักถึงปัญหาในทันที นางลอบกลืนน้ำลายเบา ๆ มองไปยังเก้าอี้ว่างเปล่าด้วยสายตาผิดหวัง
“ท่านแม่คนที่ทำร้ายท่าน คือคนที่ท่านรักมากที่สุดใช่หรือไม่”
บทที่ 25 : เจ้าโดดเด่นกว่านี้ไม่ได้แล้ว เดี๋ยวจะเป็นการเรียกภัยมาหาตัว เว่ยหลิ่งจือดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว ‘ช่วงนี้ท่านอาหญิงมีพลังวิญญาณเข้มข้น แค่ดับไฟกับหลอกคนไม่ใช่ปัญหาสำหรับนาง พวกเรานอนต่อเถอะ’ แต่แล้วนางก็ดึงผ้าห่มออก ‘ไม่ได้ ข้าต้องเชือดไก่ให้ลิงดู !’ นางวิ่งไปปลุกเหอจิ้นหยางให้ไปแจ้งทางการ คืนนี้จึงจับตัวคนร้ายให้ได้ มีคนอยากทำลายร้านมี่เค่ออีกหลายคน ถูกตัดสินโทษสั่งโบยหรือไม่ก็จำคุกพร้อมเนรเทศ ต่อไปใครจะกล้าหาเรื่องร้านมี่เค่ออีก สองเดือนต่อมา วันสอบระดับมณฑลได้มาถึง เว่ยหลิ่งจือไปส่งเหอจิ้นหยางที่สนามสอบ พร้อมอวยพรให้เขาสอบได้อย่างที่ใจปรารถนา เหอจิ้นหยางรู้ดีอยู่แก่ใจ หากไม่มีนาง เขาคงไม่สามารถอ่านตำราได้อย่างสงบใจ กระทั่งเงินที่หามาไ
บทที่ 24 : ดวงชะตาพลิกกลับคืนสู่เจ้าของเดิม “เมิ่งเอ๋อร์ใจเย็น ๆ ก่อน” ฮูหยินผู้เฒ่าหยางจับมือหลานสาวเอาไว้ “สะใภ้ใหญ่เจ้าก็หยุดก่อน อย่าเพิ่งเอะอะโวยวายไป แม้ว่าหยกคางคกสามขา จะเป็นของที่สะใภ้รองนำมามอบให้ แต่ว่ามันก็เป็นของมงคลเอาไว้เรียกทรัพย์” “เรียกทรัพย์อะไรกัน มีแต่จะทำให้สูญทรัพย์เสียมากกว่า เรื่องนี้พวกข้าไม่ยอมนะเจ้าคะ ท่านแม่ต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกข้าด้วย” สะใภ้สามเรียกร้องอีกคน “ใช่ ๆ” สะใภ้สี่ผสมโรงด้วย เหอจิ้นหยางสะกิดเว่ยหลิ่งจือ “ทางเจ้าได้เรื่องไหม” เว่ยหลิ่งจือยกมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์ว่าเรียบร้อ
บทที่ 23 : ควันดำหายไปตั้งแต่เจ้าไปจับมันแล้วล่ะ “เมิ่งเอ๋อร์ย่ารู้ว่าเจ้าหวังดี แต่ว่าเรื่องเกิดแก่เจ็บตายเราไปห้ามมันไม่ได้” นางเอ่ยแล้วเหลือบตามองเว่ยหลิ่งจืออีกครั้ง เดี๋ยวนี้แม้แต่เด็กก็ออกมาเป็นนักต้มตุ๋นกันแล้ว “ท่านย่าเมิ่งเอ๋อร์เข้าใจเรื่องนี้ดี แต่ให้คุณหนูเว่ยลองดูก่อนดีหรือไม่ หากว่ามีของสกปรกทำให้จวนของเรามีเหตุร้ายจริง จะได้แก้ไขได้ทันนะเจ้าคะ” หยางหมัวมัวก้มลงไปกระซิบที่ใบหูของนายหญิงผู้เฒ่า “คุณหนูมีความตั้งใจที่ดี นายหญิงก็อย่าไปห้ามนางเลยเจ้าค่ะ อีกอย่างอยู่ในสายตาของพวกเราอยู่แล้ว” นายหญิงผู้เฒ่าพยักหน้าลง เข้าใจความปรารถนาดีของคนสนิท ไม่อยากให้หักหาญน้ำใจของหลานสาวนี่เอง
บทที่ 22 : คนพาด้วยข้าไม่ว่า แต่เหตุใดต้องพาสุนัขไปด้วย บนโต๊ะมีกาน้ำชาวางอยู่แล้ว เหอจิ้นหยางรีบรินน้ำชาต้อนรับแขก ก่อนเอ่ยแนะนำตัวเอง “ข้าคือผู้ดูแลเหอ ให้เรียกคุณหนูว่าอะไรดีขอรับ” “คุณหนูของข้าเป็นบุตรสาวคนเล็กของตระกูลหยาง” ไป๋หลานรีบเอ่ยแทนเจ้านาย “เช่นนั้นข้าขอเรียกท่านว่าคุณหนูหยางนะขอรับ” หยางซูเมิ่ง “เช่นนั้นก็ได้ ว่าแต่ผู้ดูแลเหอที่ว่าสื่อสารกับวิญญาณได้นั้น เป็นเรื่องจริงรึ” เหอจิ้นหยางหันไปทางเว่ยหลิ่งจือ เห็นนางพยักหน้าลงเบา ๆ “เป็นเรื่องจริงขอรับ”&nb
บทที่ 21 : ข้ายังต้องให้สุนัขมาคุ้มครองอีกรึ แต่การทำงานของเว่ยหลิ่งจือนั้น ไม่สามารถใช้เรือนเช่าทำได้ พวกเขาต้องปกปิดตัวตน ยิ่งบัณฑิตอย่างเหอจิ้นหยาง จะข้องแวะกับภูตผีไม่ได้ เว่ยหลิ่งจือเลือกเช่าเรือนในตรอกแห่งหนึ่ง เพื่อใช้ติดต่อเรื่องงาน นางให้เหอจิ้นหยางสวมหน้ากากดำครึ่งหน้า เข้าไปติดต่อขอเช่าสถานที่ ซึ่งตั้งอยู่ในตรอกหลันฮวา เป็นแหล่งรวมร้านค้าจำพวกของเก่า หรือนักสะสมของโบราณนั่นเอง “ทำไมต้องเลือกเรือนเช่าที่อยู่สุดตรอกเช่นนี้ด้วย ลูกค้าจะหาเจอได้ง่ายอย่างไร” เหอจิ้นหยางอดบ่นไม่ได้ ตอนเห็นร้านค้าเช่าครั้งแรก “พี่ชายเหออาชีพอย่างข้าต้องทำตัวลึกลับสักหน่อย อยู่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้เหมาะสมดีแล้ว” เหอจิ้นหยางคิดตามแล้วเถียงไม่ออก เพราะจริงอย่างท
บทที่ 20 : ใช่สิ ข้ามันนักต้มตุ๋น ! “มันมืดเจ้าจำผิดแล้วกระมัง” เว่ยหลิ่งจือไม่คิดว่าบาดแผลจะดีขึ้นเร็วเกินไป จนเป็นที่น่าสงสัยของสองพี่น้อง เหอจิ้นหยางไม่ได้แปลกใจ เขาไม่ได้เห็นบาดแผลใกล้ ๆ เหมือนคนอื่น เสิ่นซืออี้ “ข้าจำได้ว่าถูกฟันเข้าที่แขน บาดแผลค่อนข้างลึก แต่นี่มัน...” เว่ยหลิ่งจือ “สงสัยยาข้าจะดี” พวกเจ้าเลิกสงสัยสักทีเถอะ ข้าไม่รู้จะหาข้ออ้างไหนมาบอกแล้ว “ใช่ ๆ โรงหมอที่นางซื้อยามา มีท่านหมอเทวดาอยู่ด้วย” เหอจิ้นหยางกล่าวเกินจริงไปแล้ว เพราะมีหมอไม่มากนัก ชาวบ้านจึงยกยอท่านว่าเป็นหมอเทวดาเท่านั้นเอง แต่คำพูดของเขา สามารถทำให้สองพี่น้องเลิกซักถามได้&n







