LOGINบทที่ 15
ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็ง
เสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้
“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”
“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามี
ไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก
“อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”
“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”
ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยังไม่พร้อมกับการเดิน หรือขยับตัวมากเกินไป
เห็นเขาเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่นึกสงสาร ซ่งอวิ๋นเซียวคงเจ็บมากแน่ ๆ ดูสิ สั่นไปทั้งตัวเชียว พยุงตัวแต่ละครั้งก็คงใช้แรงไปเยอะน่าดู พอจะมีอะไรช่วยทุ่นแรงได้บ้างหรือไม่นะ โดยที่เขาไม่ต้องออกแรงมาก อีกทั้งยังสามารถไปไหนมาไหนได้
แต่เมื่อนึกถึงสิ่งของสมัยใหม่ อย่างพวกรถเข็นที่อำนวยความสะดวก ครั้นนึกถึงถนนหนทางของที่นี่ก็ไม่น่าจะรอด มีแต่ดินกับทราย ที่สำคัญหากมีคนถามถึงที่มาก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร เรื่องรถเข็นคงต้องพักไว้ก่อน
ชายหนุ่มถูกประคองให้นั่งลงบนแคร่ เหงื่อผุดขึ้นมาตามกรอบหน้าเล็กน้อย รู้สึกได้ถึงร่างกายที่เริ่มร้อนผ่าว ยิ่งร่างนุ่มนิ่มนั่งลงข้างกัน ก็ทำเอาเขาต้องขยับถอยห่าง ด้วยยังไม่ชินกับการใกล้ชิดที่มากเกินไป
ที่เนี่ยนจินเกิดมาก็แค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่นั่นก็เกิดจากความมึนเมา แล้วมีปากเสียงกันจนเกือบลงมือ สุดท้ายก็ได้ร่วมเตียงกัน นับจากนั้นมาก็ไม่ได้แม้แต่จะจับมือ
ขณะเดียวกัน เหมยกุ้ยกำลังลังเลอยู่ว่า นางจะพูดเรื่องทำการค้าอย่างไรดี สามีถึงจะเชื่อ เพราะหากไม่พูดตอนนี้ ก็เกรงว่าหากชุนหว่านเอาเห็ดมาให้ถึงบ้าน เมื่อนั้นจะหาเหตุผลมาพูดลำบากน่ะสิ
“ท่านพี่ ข้ามีเรื่องจะปรึกษาเจ้าค่ะ”
“ว่ามาสิ”
“คือตอนที่ข้าเอาหมูไปขายในเมือง พอดีว่ามีพ่อค้าอยากได้ของป่าหลายอย่างเชียวเจ้าค่ะ ข้าเห็นช่องทางทำเงิน ก็เลยรับปากนายท่านผู้นั้นว่าจะหาส่งให้ ข้ามีความคิดดี ๆ อย่างหนึ่ง เป็นแม่ค้าคนกลาง รับซื้อของจากชาวบ้าน แล้วไปขายต่อให้พวกพ่อค้าต่างเมือง ท่านพี่คิดว่าอย่างไรเจ้าคะ”
“นายท่านผู้นั้นเชื่อถือได้หรือ”
“เชื่อถือได้แน่นอนเจ้าค่ะ ข้านัดวันรับของไว้แล้วเขาจะมาที่นี่ หากเจอตัวแล้วท่านพี่เห็นว่าไม่น่าไว้ใจ ข้าจะไม่ทำการค้ากับเขาอีกเจ้าค่ะ”
“พ่อค้ามารับถึงที่ ไหนเล่าของที่เจ้าจะขาย” ชายหนุ่มทำเป็นมองหาของที่ภรรยาจะขาย ทั้งที่ตัวเขาก็รู้ว่าของพวกนั้นไม่มีอยู่จริง รู้อยู่แก่ใจว่าทันทีที่ภรรยาหาได้ นางก็จะขายไปกับสิ่งที่เรียกว่าระบบ แต่ก็อยากจะแกล้ง จึงเอ่ยถามด้วยท่าทีอยากรู้อยากเห็น
“นี่ไงเจ้าคะ เห็ดพวกนี้ที่ข้ากับซือฮั่นเก็บมา แล้วก็มีส่วนของชุนหว่านด้วยเจ้าค่ะ ข้าบอกนางไว้แล้ว ให้เอามาได้ทุกเมื่อ” ร่างบางแอบปาดเหงื่อพลางยิ้มเอาใจ โชคดีนะที่ตนเตรียมข้อแก้ตัวไว้แล้ว ไม่เช่นนั้นคงถูกจับได้แน่ ๆ
“โอ้... ที่แท้ก็เป็นเช่นนั้น เจ้ากับชุนหว่านปรับความเข้าใจกันแล้วหรือ” เรื่องชุนหว่านกับภรรยา ทำให้เขารู้สึกสนใจไม่น้อย ความขัดแย้งของทั้งสองเกิดขึ้นมานานปี ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจุดเริ่มต้นมาจากอะไร
“ยังเจ้าค่ะ แต่ว่าข้ากำลังพยายามอยู่” เหมยกุ้ยยิ้มเจื่อน ยังคิดไม่ออกว่าจะเข้าหาสหายรักอย่างไรดี
“ดีแล้ว สู้ต่อไปนะ หลังจากนี้จะขึ้นเขาอีกเมื่อไร อยากได้อะไรเป็นพิเศษหรือไม่ ข้าก็พอจะรู้แหล่งอยู่บ้าง ต้องการคำแนะนำไหม”
“ข้าอยากได้เห็ดเจ้าค่ะ มีตรงไหนที่เห็ดเยอะ ๆ หรือไม่เจ้าคะ” หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น นางยังคงไม่ยอมแพ้ อย่างไรต้องเจอหลินจือสักที่สินา เห็ดที่ราคาแพงแสนแพงนั่น แค่ขายดอกเดียวก็ซื้อคฤหาสน์ทั้งหลังได้แล้ว
“อืม... เหมือนจะเห็นอยู่ที่หนึ่งนะ แต่ต้องเดินลึกเข้าไปสักหน่อย ไว้ข้าจะบอกเส้นทางกับซือฮั่นก็แล้วกัน เขาจะได้พาเจ้าไปถูก”
“ดียิ่ง ขอบคุณท่านพี่มากเจ้าค่ะ”
“อย่าหักโหมนักเล่า อย่างไรก็พักบ้าง” ชายหนุ่มยิ้มอ่อน ก่อนจะลูบหัวภรรยาตัวน้อยอย่างให้กำลังใจ
ทุกอย่างที่ซ่งอวิ๋นเซียวแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ น้อยนักที่จะได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขเช่นนี้ ขออย่าให้มีอะไรมาขัดขวางความสงบนี้เลย หรือไม่ก็อย่าให้เป็นเพียงแค่ฝันหนึ่งตื่น
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







