LOGINบทที่ 15
ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้ว
ไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจ
ซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน
“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”
“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู
“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เจ้าจะเกิดเรื่อง เคยเห็นข้าสักครั้งหรือไม่ แล้วข้าที่ทำอาหารได้แค่ของพื้น ๆ เงินก็ไม่มีติดตัว จะมีปัญญาซื้อขนมมาให้เจ้าหรือไง”
“ก็จริงของเจ้า แต่คนที่ให้ขนมข้าบอกว่าเจ้าฝากมานะ” พูดถึงเรื่องนี้ชุนหว่านเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว หากเป็นดั่งที่เหมยกุ้ยพูด ความเป็นไปได้ก็มีมากโข เพราะป้าจงไม่ได้ใจดีกับบุตรสาว ของกินดี ๆ จึงมักไปตกอยู่ที่จงซานผู้เป็นพี่ชาย ดังนั้นในยามตนที่มีของอร่อย ก็มักจะแบ่งให้อีกฝ่ายเสียมากกว่า อีกทั้งเหมยกุ้ยก็ไม่ได้มีนิสัยขโมย ใจถึงพึ่งได้
“แล้วผู้ใดเป็นคนให้เจ้าไปเล่า”
“เอ้อเหนียง!” เมื่อเอ่ยถึงชื่อนี้ชุนหว่านก็ถึงกับตาโต ทว่าชั่วครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็นความไม่แน่ใจ ภายหลังเอ้อเหนียงก็แต่งกับพี่ชายเหมยกุ้ยไม่ใช่หรือ จะเป็นไปได้อย่างไร เหตุเมื่อคราวนั้นจะเป็นฝีมือของเอ้อเหนียง
“ก็ใช่น่ะสิ” ในความทรงจำเก่า หลังจากจงซานผู้เป็นพี่ชายสวมรอยใช้ชื่อซ่งอวิ๋นเซียวไปรายงานตัวเป็นซิ่วไฉ จากนั้นไม่นานอวิ๋นเซียวก็ตายจาก เอ้อเหนียงมาเยาะเย้ยตนถึงบ้าน แล้วบอกด้วยตนเองว่าแผนทั้งหมดเจ้าตัวเป็นคนทำ
“ข้ากับเอ้อเหนียงไม่เคยมีเรื่องขัดแย้งกัน เหตุใดต้องทำร้ายข้าด้วยเล่า”
“นั่นเพราะเอ้อเหนียงก็ชอบท่านพี่อวิ๋นเซียวเช่นกันอย่างไรเล่า กลัวเจ้าจะได้ดีแล้วมากดขี่ภายหลัง ได้ทั้งไม่ต้องแต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ได้ทั้งทำลายชื่อเสียง กำจัดเจ้าสำเร็จ รายต่อไปก็เป็นข้า หลังจากเจ้าหนีไปกับพี่ตู้ ข้าก็ถูกท่านแม่บังคับให้แต่งเป็นอนุภรรยาของชายแก่อายุห้าสิบปีที่อยู่ในเมือง คนที่แนะนำก็คือเอ้อเหนียงนี่แหละ”
เหมยกุ้ยเงียบไปชั่วอึดใจ ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ของตนหลังจากนั้นให้สหายฟัง เรื่องนี้นางเก็บไว้ในส่วนลึกของใจ ไม่กล้าจะเล่าให้ใครฟัง แม้แต่ซ่งอวิ๋นเซียว ชายที่ตนแอบพึงใจ ก็ไม่เคยพูดให้เขาฟัง
“พอข้ารู้ว่าจะต้องแต่งกับคนแก่คราวพ่อ ข้าทำใจไม่ได้ จึงคิดจะไปกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แต่ตอนนั้นยังไม่ทันได้ทำอะไร ข้าบังเอิญเห็นเอ้อเหนียงทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ พยุงบุรุษที่ไหนก็ไม่รู้เหมือนไม่มีสติ ข้าก็เลยแอบตามไป ตามไปได้ครึ่งทางก็เห็นบุรุษคนนั้นกระโดดลงน้ำไปแล้ว พอเห็นชัดว่าเป็นพี่อวิ๋นเซียว ข้าก็เลยกระโดดน้ำตามไปช่วย แล้วบังเอิญป้าจางมาเห็น เรื่องก็เลยเถิดจนได้แต่งงานนี่แหละ”
“หน็อยแน่ ที่แท้ก็เป็นนังเอ้อเหนียงนี่เอง นังคนชั้นต่ำหน้าไม่อาย อย่าให้แม่เจอหน้านะ จะตบให้หายแค้น”
ชุนหว่านได้ฟังก็ถึงกับตบเข่าฉาดใหญ่ ในตอนนั้นตนที่เพิ่งถูกจับตัวกลับมา ก็เป็นเอ้อเหนียงนี่แหละ ที่เข้ามาตีสนิทเล่าเรื่องราวหลายอย่างให้ฟัง บอกว่าเหมยกุ้ยเป็นคนไปเรียกชาวบ้านมาทำให้ตนอับอาย เป็นเหมยกุ้ยที่แนะนำมารดาให้รู้จักกับเถ้าแก่เขียงหมู ตนจึงหลงเชื่อว่าเป็นฝีมือสหาย
อีกทั้งตอนนั้นก็ประจวบเหมาะกับที่สหายรักแต่งงานกับคนที่แอบชอบ จึงทำให้เชื่อสนิทใจแล้วพาลใส่กัน นับแต่นั้นมาก็ไม่เคยญาติดีกันอีกเลย เป็นเช่นนี้แล้วตัวนางก็รู้สึกผิดไม่น้อย
“ขอโทษนะเหมยกุ้ยที่ข้าไม่มีเหตุผล หูเบา แล้วก็ไม่ฟังเจ้าเลย”
“ข้าเองก็ผิดที่ไม่อธิบายตั้งแต่แรก”
“ยังมีอีกเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ เจ้าเองก็ชอบพี่อวิ๋นเซียวไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงได้ทำตัวเกลียดชังกันนักเล่า อุตส่าห์ได้เขามาแล้ว ทำไมไม่ถนอมกัน” ชุนหว่านมองสหายอย่างไม่เข้าใจ แย่งชิงกันมาแทบตาย สุดท้ายโชคดีไปตกที่เหมยกุ้ย แต่เจ้าตัวกลับทำเหมือนจำใจเสียอย่างนั้น
“เพราะข้าโง่เขลา ไม่มีหัวคิด ก็เลยโทษว่าเขาเป็นต้นเหตุทำให้เจ้ากับข้าต้องแตกคอกันน่ะสิ”
“เฮ้อ... เราสองคนนี่นะ คนหนึ่งก็หูเบา อีกคนก็โง่เกิน สมแล้วที่ได้เป็นสหายกัน”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
เหมยกุ้ยยิ้มเจื่อน สารพัดคำที่ยกมาพูด ร้อยเหตุผลที่เอามาใช้ สุดท้ายก็เป็นคนบาปหนาเช่นตนนี่แหละผิดที่สุด ทั้งที่ซ่งอวิ๋นเซียวไม่ผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ เขาก็อยู่ของเขาดี ๆ แต่นางกลับเอาอารมณ์ไปลงที่เขา โทษว่าทั้งหมดเป็นเพราะเขาที่ทำชีวิตตนพัง หันไปปกป้องญาติปรสิตพวกนั้น กลายเป็นเวรกรรมติดตัวไปจนไม่รู้กี่ชาติต่อกี่ชาติ
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







