Masukบทที่ 6
“ท่านแม่ หาอะไรอยู่หรือขอรับ” เด็กชายอดที่จะถามมารดาเสียไม่ได้ เดินมาถึงตีนเขาได้สักพักแล้ว ก็ไม่เห็นคนจากในเมืองมารับตัวเสียที อีกทั้งท่านแม่ก็ยังทำตัวเหมือนหาของป่าจริง ๆ ไม่ใช่รอใคร หรือว่าจะคิดไปเองกันนะ ท่านแม่ไม่ได้พามาขายหรอกหรือ
“แม่กำลังหาของที่พอจะเอาไปทำกินได้น่ะ”
“อ้าว ท่านแม่ไม่ได้จะพามาขายหรือขอรับ”
“อย่าบอกนะว่าที่ร้องไห้กัน เพราะคิดว่าจะพามาขายน่ะ”
“แหะ ๆ ขอรับ”
คราวนี้เหมยกุ้ยเข้าใจแล้ว เหตุใดเด็ก ๆ ถึงได้ดูอาลัยอาวรณ์กันนัก ก่อนจะนึกออก ในอดีตตนเคยพาบุตรชายไปขายให้พวกค้ามนุษย์จริงด้วย มิน่าเล่าถึงได้กลัวกันขนาดนี้
ข้านี่ชั่วดีแท้ แม้แต่ลูกก็ยังกล้าขายกิน...
ตอนนั้นเป็นเพราะจงไฉ่บังคับจะเอาเงินไปให้บุตรชาย เพื่อเป็นค่าเดินทางไปสอบในตัวเมือง แต่ตนไม่มีเงินให้ จึงยุให้นางขายเนี่ยนจินแลกกับเงินสองตำลึง โดยมีข้อเสนอจะให้นางกลับไปบ้านใหญ่
คิดแล้วอารมณ์พุ่ง คนโง่แบบนั้นจะไปสอบอะไรได้ ก็ดีแต่พูดนั่นแหละ ถ้าตอนนั้นจงซานไม่สวมสิทธิ ปลอมเป็นซ่งอวิ๋นเซียว มีหรือคนบ้านใหญ่จะลืมตาอ้าปากได้ ชาตินี้นางจะไม่ให้เกิดเรื่องนี้เป็นอันขาด
ติ๊ง!
[ตรวจพบงูเขียวไม่มีพิษ สามารถเอาไปดองทำยาได้ ราคารับซื้อตัวละสิบห้าอีแปะ]
พลันเสียงจากระบบแจ้งเตือนก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ ทำเอาเหมยกุ้ยที่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ ถึงกับหันขวับ นางจ้องไปที่งูเขียวตัวนั้น อดที่จะขนลุกเสียมิได้ ต่อให้นางทำตัวปากเก่งแค่ไหน แต่ขอเว้นสัตว์ประเภทเลื้อยคลานไว้สักอย่างเถอะนะ มันไม่ไหวจริง ๆ หนึ่งตำลึงก็ไม่เอา
กระนั้นเจ้าตัวกลับมองมันอย่างอาลัยอาวรณ์ แค่งูเขียวตัวเดียวนางก็จะซื้อสบู่ได้หนึ่งก้อนเชียวนะ สบู่ก็อยากได้ กลัวงูก็กลัว แต่จะให้จับเองนางขอปฏิเสธ
“ท่านแม่งูตัวนั้นกินได้หรือขอรับ” เด็กชายชี้ไปยังงูเขียวตัวเท่าหัวแม่มือ เมื่อครู่เขาเห็นท่านแม่จ้องมันไม่วางตา ตนที่เป็นบุตรชายนายพรานรู้ดีว่ามันไม่มีพิษ เมื่อก่อนยังเคยจับมาเล่นบ่อย ๆ แต่ไม่เคยรู้เลยว่ามันกินได้
“กินไม่ได้หรอก เราไปดูทางนั้นกันเถอะ”
“แต่ท่านแม่ดูจะอยากได้มันนะขอรับ ถ้าท่านแม่ไม่กล้า ข้าจับให้เอง”
ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะร้องห้าม เนี่ยนจินก็คว้าหมับไปที่คองูเขียวตัวนั้น มันพยายามดิ้น ใช้ลำตัวพันแขน
เด็กน้อยยิ้มแฉ่ง ยื่นงูตัวนั้นไปตรงหน้ามารดา พร้อมกับรอคำชม การกระทำนั้นทำให้เหมยกุ้ยตาโต ยืนตัวแข็งค้าง หัวใจแทบวาย
“กะ...เก่งมากจ้ะ” หญิงสาวฝืนยิ้ม ก่อนจะยื่นกระบุงให้บุตรชายโยนงูลงไป โชคดีที่ระบบไม่ได้มีกฎตายตัวว่านางจะต้องจับเอง ขอแค่อยู่ในการครอบครอง เพียงเท่านี้ก็สามารถทำการซื้อขายกับระบบได้ ไม่เช่นนั้นได้หัวใจวายตายเป็นแน่
เมื่อจับงูได้หนึ่งตัว หลังจากนั้นระบบตรวจจับก็ไม่มีแจ้งเตือนอีก นั่นหมายความว่าบริเวณที่นางอยู่ ไม่มีอะไรให้ขายได้แล้ว เหมยกุ้ยพาบุตรชายเดินเตร็ดเตร่ไปตามแนวป่ารอบนอก นานเข้าจิตใจเริ่มห่อเหี่ยว ด้วยมันแทบไม่มีอะไรนำมาขายได้เลย
ครั้นเมื่อคิดที่จะเดินไปไกลมากกว่านี้ ติดก็ตรงที่ไม่ได้เอาของกินมาด้วย หากเดินทางต่อเจ้าเด็กน้อยจะต้องทนหิวแน่ นางจึงตัดสินใจเดินย้อนกลับ เพื่อไปสมทบกับลูก ๆ ที่ไร่นา แล้วค่อยกลับบ้านไปทำข้าวเที่ยงกินกัน
ติ๊ง!
[ตรวจพบกิ้งกือตัวขนาดกลาง ขายได้ในราคาสิบอีแปะ]
เหมยกุ้ยเหลือบมองกิ้งกือที่กำลังไต่อยู่ใกล้เนี่ยนจิน นางปากคว่ำลงทันที พลางคิดว่าระบบนี่ชอบสัตว์แปลกหรืออย่างไร กิ้งกือเนี่ยนะเอาไปทำอะไรได้
“ท่านแม่ อยากได้กิ้งกือหรือขอรับ” เนี่ยนจินมองไปตามสายตาของมารดา ก่อนจะใช้กิ่งไม้แตะไปที่ตัวกิ้งกือ จากนั้นมันก็ม้วนตัวเป็นวงกลม เด็กชายจึงใช้กิ่งไม้ช้อนมันขึ้นมา แล้วยื่นไปตรงหน้าท่านแม่
“วะ...วาง วางลงนะลูกรัก” เหมยกุ้ยสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะยื่นกระบุงส่งให้ กระนั้นก็อดที่จะรู้สึกแขยงเสียมิได้
“อ้าว ท่านแม่งูหนีไปแล้วขอรับ”
“ช่างมันเถอะ อย่าไปสนใจเลย เสร็จแล้วเรารีบกลับกันเถอะ” เหมยกุ้ยรีบบอกปัด ก่อนที่บุตรชายจะเซ้าซี้ถามไปมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นนางคงหาข้อแก้ตัวไม่ได้
“ขอรับ”
เมื่อกิ้งกือถูกโยนลงกระบุงก็หายวับไปทันตา หน้าจอระบบร้านค้าก็แสดงยอดเงินจากการขายกิ้งกือตัวนั้น เมื่อรวมกับการขายงูเขียวสีหน้าของนางค่อยดีขึ้นมาหน่อย ก็ยังดีกว่ากลับตัวเปล่าละนะ อย่างน้อยก็สะสมยอดได้พอสำหรับการซื้อผงซักฟอกแล้ว
เหมยกุ้ยตบหน้าอกตนเองเบา ๆ พลางผ่อนลมหายใจ เคยอ่านในนิยายมามากมายหลายเล่ม คนอื่นมีระบบร้านค้าพบหลินจือบ้างละ โสมบ้างละ หรือสมุนไพรหายาก แต่ตนต้องเจออะไรบ้าง คิดแล้วพานน้ำตาจะไหล วันทั้งวันได้แต่งูกับกิ้งกือ หวังว่าจะไม่เจออะไรที่น่ากลัวกว่านี้นะ...
“ท่านแม่ ลูกจับคางคกได้ขอรับ”
ติ๊ง!
[ตรวจพบคางคก รับซื้อในราคายี่สิบห้าอีแปะ ข้อควรระวังห้ามจับด้วยมือเปล่าโดยเด็ดขาด อาจถูกพิษได้ หากเลี่ยงไม่ได้ให้รีบล้างมือทันที]
เสียงเจื้อยแจ้วของบุตรชาย กับเสียงระบบแจ้งเตือนห่างกันแค่ชั่วอึดใจ ทำเอาเหมยกุ้ยแทบอยากจะปิดประสาทการรับรู้ พูดยังไม่ทันขาดคำ สิ่งที่น่ากลัวก็มาอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว
หน็อยแน่! ระบบตัวดี งูก็พอเข้าใจว่าเอาไปดองทำยาได้ แต่พอเป็นกิ้งกือกับคางคกกลับไม่อธิบายอะไรเลย ตั้งใจแกล้งกันชัด ๆ
โชคดีที่บุตรชายใช้ใบไม้รองมือจับคางคก มิเช่นนั้นนางได้หัวใจวายตายซ้ำซาก ตายแล้วตายอีก ไม่รู้ว่าจะตายรอบที่เท่าไรของวัน
“โยนมันใส่กระบุง แล้วล้างมือเดี๋ยวนี้เลย”
“รับทราบขอรับ”
เด็กชายตอบเต็มเสียง แม้เมื่อครู่ท่านแม่จะตะคอกใส่ แต่เนี่ยนจินกลับไม่รู้สึกน้อยใจเลยสักนิด เขากลับยิ้มจนเห็นฟัน เพราะตอนนี้ท่านแม่กำลังล้างมือให้เขาด้วยตนเองแหละ
ฮิ ๆ กลับไปจะไปอวดให้พี่ใหญ่กับพี่รองฟัง จะต้องอิจฉาเขาแน่ ๆ
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







