LOGINบทที่ 7
คำถามที่ไม่ได้เตรียมคำตอบมาแต่แรก ทำเอาเหมยกุ้ยหาเหตุผลมาตอบไม่ได้เลย นางจึงพูดแก้ตัวไปเช่นนั้น แล้วใช้วิธีขึ้นเสียงเร่งให้เด็ก ๆ ทำงาน และมันก็ได้ผล พวกเขาไม่ถามอีกเลย เอาแต่ก้มหน้าก้มตาซักผ้าให้เสร็จ
ทว่าเอ้อเหนียงที่ถูกเมิน คิดอยากจะได้ผงซักฟอกของเหมยกุ้ย เจ้าตัวทำตาล่อกแล่ก ในหัวก็เอาแต่คิดหาวิธีจะทำอย่างไรถึงจะแย่งผงซักฟอกมาได้ หากตนเข้าไปขอโต้ง ๆ เหมือนเมื่อก่อน เหมยกุ้ยไม่มีทางยอมแน่
เมื่อกลับถึงบ้าน เหมยกุ้ยจึงรีบซื้อผงซักฟอกกับสบู่ทันที กระนั้นเงินที่อุตส่าห์หามาได้ ก็เหลืออยู่เพียงน้อยนิด แต่ของสองสิ่งนี้จำเป็นต่อการใช้ชีวิตพอ ๆ กับอาหาร นางจึงกัดฟันซื้อมาด้วยความจำใจ
แต่เรื่องอาหารก็น่าเป็นห่วงเช่นกัน หญิงสาวมองหมั่นโถวแป้งหยาบในมือ พลางถอนหายใจครั้งแล้วครั้งเล่า เคี้ยวก็ติดเหงือก พอกลืนก็ติดคอ น้ำแกงไข่ก็เหมือนมีแค่เศษเสี้ยววิญญาณไข่ แต่เด็กพวกนั้นยังกินราวกับเป็นอาหารเลิศรส ต่างกับตนโดยสิ้นเชิง มันกินไม่ลงจริง ๆ
ระหว่างพยายามกลืนหมั่นโถวให้ได้ หญิงสาวก็คิดอย่างหมายมาด เอาไว้คราวหน้า นางจะขอตามซ่งอวิ๋นเซียวเข้าป่าให้ได้เลยคอยดู เมื่อถึงตอนนั้นก็จะมีเงินมากมายไว้ซื้อเนื้อกับข้าวขาวให้กินทุกมื้อ
“พวกเจ้าพักหายเหนื่อยกันแล้วใช่หรือไม่” เมื่อหมั่นโถวคำสุดท้ายถูกกลืนลงท้อง เหมยกุ้ยจึงถามเด็ก ๆ ที่นั่งเล่นตรงลานบ้าน เพราะกินเสร็จกันไปก่อนแล้ว วันนี้แดดแรงนักเชียว เหมาะกับการซักผ้าที่สุด
“เรียบร้อยขอรับ ท่านแม่จะให้พวกเราทำอะไร สั่งมาได้เลย”
“ซือฮั่น เจ้าไปเอาถังกับกะละมังเปล่าอย่างละสามใบ มาใส่รถลาก”
“ขอรับ”
“ม่านถงเจ้าไปเก็บเสื้อผ้าและผ้าห่มในบ้านออกมาให้หมด”
“เจ้าค่ะ”
“เนี่ยนจิน เจ้าไปเข็นรถลากออกมารอพี่ ๆ ตรงนี้”
“รับทราบขอรับ”
ตั้งแต่ท่านแม่ไม่ได้คิดจะพาไปขาย เนี่ยนจินก็ดูสดใสขึ้นถนัดตา ร่างเล็กรีบวิ่งไปเอารถไม้ลากออกมาจอดหน้าบ้าน รอให้พี่ ๆ เก็บข้าวของมาใส่จนเต็ม จากนั้นเหมยกุ้ยจึงพาพวกเขาไปซักผ้าที่คลองน้ำประจำหมู่บ้าน
ทันทีที่เห็นคนบ้านซ่งมาซักผ้า ก็กลายเป็นขี้ปากชาวบ้านอย่างไม่ต้องคาดเดา ผู้นำการสนทนาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือเอ้อเหนียงเจ้าประจำ
“อะไรเข้าสิงกันเนี่ย ถึงได้ทำให้คนขี้เกียจอย่างสะใภ้ซ่งออกมาซักผ้าได้” เอ้อเหนียงกอดอกเหล่ตา แล้วเบ้ปากไปทางเหมยกุ้ย พูดจาค่อนแคะใส่อีกฝ่าย
เหมยกุ้ยไม่ได้ตอบโต้กลับ เพราะมันไม่มีค่าพอให้นางต้องใส่ใจ เมื่อได้ที่เหมาะ ๆ นางสั่งให้เด็ก ๆ ช่วยกันขนของลงจากรถลากให้หมด แล้วแบ่งหน้าที่กันทำ ก่อนจะสอนให้พวกเขาใช้ผงซักฟอก ซักผ้าที่กองพะเนินแทบจะท่วมหัวอยู่แล้ว
“ใช้ผงซักฟอกหนึ่งกำมือเทลงไปในน้ำ จากนั้นก็ตีน้ำให้เกิดฟอง แล้วค่อยเอาผ้าลงไปซักนะ น้ำที่ซักห้ามทิ้งลงแม่น้ำเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ”
“ขอรับ”
“ท่านแม่ หอมมากเลยขอรับ” เด็กชายคนเล็กสูดกลิ่นหอมเข้าเต็มปอด หอมยิ่งกว่าเครื่องหอมเสียอีก
“แน่นอนอยู่แล้ว นี่เป็นกลิ่นที่แม่ชอบมากที่สุดเลยนะ แล้วมันก็ช่วยทำให้เสื้อผ้าสะอาดมากด้วย คราบอาหาร คราบน้ำมันที่ติดค้าง ออกแรงซักนิดหน่อยก็ออกหมดแล้ว”
เหมยกุ้ยโม้อย่างลื่นไหล แต่สิ่งที่นางพูดกลับทำให้ชาวบ้านบริเวณนั้นสนใจไม่น้อย พากันสูดกลิ่นหอมจากสิ่งที่เรียกว่าผงซักฟอก ยอมรับเลยว่ามันหอมจริง ๆ เคยเห็นเหล่าเจ้านายใช้สบู่ซักผ้า แต่มันก็ไม่ได้มีฟองมากถึงขนาดนี้ อีกทั้งกลิ่นก็ไม่หอมเท่าที่เหมยกุ้ยใช้ด้วย
“แค่ขยี้นิดเดียวคราบสกปรกก็หลุดออกจริงด้วยเจ้าค่ะ” ม่านถงมองผ้าในมือแล้วรู้สึกทึ่ง ซักแค่น้ำเปล่าบางครั้งขยี้จนเจ็บมือผ้าก็ไม่สะอาด แต่สิ่งที่เรียกว่าผงซักฟอก ขยี้เบา ๆ ก็หลุดแล้ว
“ของดีเช่นนี้ท่านแม่ไปได้มาจากไหนหรือขอรับ” ซือฮั่นอดที่จะถามไม่ได้ เพราะวัน ๆ ก็อยู่ด้วยกันตลอดเวลา และมันก็ต้องแพงมากแน่ ๆ แล้วท่านแม่ไปเอาของสิ่งนี้มาจากที่ใด
“อ๋อ... เพื่อนต่างเมืองเอามาฝากน่ะ แม่เก็บไว้นานแล้วเพิ่งได้เอาออกมาใช้ รีบ ๆ ซักกันเร็วเข้า จะได้รีบตากผ้า ไม่เช่นนั้นจะแห้งไม่ทัน”
บทที่ 21เมื่อตกลงกันได้แล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันเข้านอน เพื่อที่ว่าพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าเดินทางเข้าเมืองด้วยกัน ม่านถงขออยู่ดูบ้านเพราะมีงานตัดชุดที่ทำค้างไว้ อยากจะทำให้เสร็จ เนี่ยนจินก็ไม่ไป เพราะอยากไปโอ้อวดเรื่องเงินกับบ้านใหม่ให้ท่านปู่ฟังส่วนซือฮั่นที่ตอนนี้กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของบ้าน ต้องตามไปด้วยแน่นอนปฏิเสธไม่ได้ นั่นเพราะบิดายังเดินเหินไม่สะดวก เป็นเขาที่ต้องทำหน้าที่ช่วยออกแรงหลาย ๆ อย่าง ยามต้องเดินทางไกลรุ่งเช้าจึงออกเดินทางเข้าในเมืองตามที่ได้พูดคุยกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน สถานที่แรกที่พวกเขาไปนั่นก็คือ โรงรับจำนำเพื่อไถ่ถอนที่ดินติดจำนอง ทันทีที่ได้รับสัญญาที่ดินคืนมา ใบหน้าที่เอาแต่เคร่งขรึมตลอดเวลาของซ่งอวิ๋นเซียว ดูผ่อนคลายลงไม่น้อย คล้ายกับว่าภาระที่ต้องแบกรับมานาน บัดนี้ได้ถูกปลดออกแล้วจากนั้นทั้งสามจึงตรงไปที่บ้านเถ้าแก่ช่างไม้ เพื่อให้อีกฝ่ายมาสร้างบ้านให้ ทว่าเมื่อได้ฟังรายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุในการสร้างกำแพง เหมยกุ้ยเห็นว่ากำแพงอิฐมันยังแข็งแรงไม่พอ นางจึงเสนอปูนฉาบสำเร็จรูปเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง“ปูนฉาบสำเร็จรูป? มันเป็นอย่างไรหรือแม่นาง ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน”
บทที่ 21หลังจากวันที่พ่อค้ามารับสินค้า เฒ่าฉินและชุนหว่านก็นำของมาขายให้เรื่อย ๆ เงินในกระเป๋าของเหมยกุ้ยจากเดิมมีสามร้อยกว่าตำลึง ผ่านไปแค่ห้าวันนางก็สะสมได้ถึงหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงแล้ว เรียกได้ว่าอาชีพแม่ค้าคนกลางช่างดีวันดีคืนยิ่งนัก ไม่กี่วันก็ได้เงินสร้างบ้านใหม่แล้วคืนนี้เหมยกุ้ยจึงตัดสินใจปรึกษากับทุกคนในบ้าน นอกจากเรื่องสร้างบ้านแล้ว ยังจะแบ่งเงินค่าแรงให้เด็ก ๆ อีกด้วย หลังกินอาหารเสร็จทุกคนจึงนั่งล้อมวงกัน รอฟังว่าท่านแม่จะพูดเรื่องอะไรกันแน่ ถึงได้ดูจริงจังนักด้วยเหตุนี้เหมยกุ้ยจึงยกเอาเงินจำนวนหนึ่งวางไว้บนโต๊ะ ก่อนจะแบ่งเป็นกอง ๆ แล้วแจงจำนวนเงินที่ทุกคนควรจะได้“นี่คือเงินค่าแรงของพวกเจ้าทั้งสาม แม่ให้คนละสิบตำลึง เป็นค่าแรงที่พวกเจ้าขยันทำงานกันมาตลอดหลายวันมานี้ ต่อไปแม่จะแบ่งให้ทุกเดือน ส่วนพวกเจ้าจะนำไปทำอะไร แม่ไม่ห้าม”“ท่านแม่เงินมากมายขนาดนี้ ให้พวกเราจริงหรือขอรับ” ซือฮั่นมองเงินสิบตำลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อ หลายวันก่อนแม้แต่ข้าวยังอดมื้อกินมื้อ แต่ตอนนี้กลับมีเงินเป็นของตัวเองตั้งสิบตำลึง“ก็จริงน่ะสิ นี่คือเงินค่าแรง ไม่เกี่ยวกับค่าสินสอดของภรรยาในอนาคตเจ้า ส่
บทที่ 20“ท่านลุงเอาไปก่อนสองตำลึงนะเจ้าคะ ที่เหลือข้าจะเก็บไว้จ่ายค่าซื้อของให้” หญิงสาวควักเงินออกมาจากกระเป๋าผ้าใบเล็กยื่นให้ผู้เฒ่าฉิน ดีใจที่ท่านลุงหาเงินได้ เพราะนางเองก็จะได้เงินเช่นกัน“ท่านพ่อ ขายได้เยอะขนาดนี้เชียวหรือ วันก่อนข้าได้ยินว่าป้าหลี่ข้างบ้าน เอาผักที่ปลูกไว้ไปขายเต็มคันรถ ยังได้ไม่ถึงตำลึงเลยขอรับ” บุตรชายเฒ่าฉินยิ้มแก้มปริ นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีเงินมากขนาดนี้ก็ว่าได้“เห็นหรือไม่ ข้าบอกแล้วว่านางหนูนี่ไม่ได้โกหก” ลุงฉินเองก็ดีใจไม่แพ้บุตรชาย ถือเงินมือสั่น น้ำตาเอ่อคลอเบ้า เงินสองตำลึงนี้ช่วยให้ครอบครัวไม่อดอยาก ถึงกับต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อใช้จ่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้วด้านเหมยกุ้ยอาศัยช่วงชุลมุน นางแอบเรียกระบบให้ออกมาทำหน้าที่ได้แล้ว ไม่นานนักก็มีคณะพ่อค้าเดินทางมาที่บ้าน แวบแรกที่เหมยกุ้ยเห็น ทำเอาเจ้าตัวถึงกับตื่นตะลึง คุณชายหน้าตาดีกระโดดลงจากรถม้า แล้วเดินตรงมาหานาง ใบหน้าช่างเหมือนนักร้องไอดอลที่นางชอบยิ่งนักซ่งอวิ๋นเซียวเห็นดังนั้นก็ถึงกับวางหนังสือทันที เขาจ้องเขม็งไปที่คนทั้งสองไม่วางตา พร้อมกับเอียงคอมองภรรยา สีหน้าของเขาบอกภรรยากลาย ๆ ว่าเรามีเรื่
บทที่ 20หลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือจากเหมยกุ้ย ผ่านไปอีกวันเฒ่าฉินกับลูกชายก็มาหาแต่เช้า เพื่อเอาของที่หาได้มาขาย ทว่าพอมาถึงหน้าบ้านซ่ง ก็ทำเอาตาเฒ่าฉินก้าวถอยหลัง บ้านดินเก่า ๆ กำแพงเป็นรู พลางมองของที่ตนนำมาด้วย เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะมีเงินจ่ายค่าสินค้า“ท่านพ่อ ข้าว่าท่านถูกหลอกกระมัง”“แต่เมื่อวานพวกเจ้าก็ได้กินเนื้อกับข้าวขาวแล้วไม่ใช่หรือ คงไม่เป็นเช่นนั้นหรอก”“เช่นนั้น... ท่านพ่อแน่ใจหรือว่าแม่นางคนนั้นคือเหมยกุ้ย ไม่ใช่คนอื่น”คราวนี้เฒ่าฉินพูดไม่ออก มองไปที่กระบุงสองใบวางอยู่ข้างกาย ตอนนั้นได้ยินว่ารับซื้อทุกอย่าง เมื่อวานจึงพาบุตรชายขึ้นเขาอีกครั้ง เห็นอะไรที่รู้จัก กินได้ และไม่มีพิษ ก็เลยช่วยกันเก็บมาหมดแต่เมื่อได้เห็นสภาพบ้านของนางแล้ว สิ่งที่บุตรชายถามเฒ่าฉินก็เริ่มลังเล ทว่ามาถึงขั้นนี้แล้ว อย่างไรก็ต้องลองเข้าไปถามดูก่อน หากเข้าใจผิดกันจริง ๆ ก็ถือว่าของเหล่านี้เก็บไว้กินเอง“เอาเถอะ... ลองเข้าไปถามดูก่อน แล้วค่อยว่ากัน”สองพ่อลูกจำต้องยกของที่นำมาด้วยเดินเข้าบ้านหลังเก่า ถือเสียว่าเสี่ยงดวง เมื่อผ่านประตูรั้วเข้ามาถึงลานบ้าน เฒ่าฉินจึงถามหาเหมยกุ้ย ในใจก็ลุ้นว่า
บทที่ 19ติ๊ง![ตรวจพบดอกเดย์ลิลลี่ รับซื้อราคาห้าร้อยอีแปะ ต่อหนึ่งกิโลกรัม]เหมยกุ้ยที่กำลังจะบอกว่าไม่เป็นไรก็รีบเม้มปากฮึบไว้ สมองแม่ค้าเริ่มทำงานทันที ในตะกร้าท่านลุงน่าจะมีราว ๆ ครึ่งกิโลได้กระมัง ถ้าตนซื้อเนื้อแห้งเกรดธรรมดาก็แค่สิบอีแปะ ข้าวสวยกล่องหนึ่งห้าอีแปะ บอกได้คำเดียวว่าคุ้ม...นางจึงซื้อเนื้อแห้งเพิ่มเป็นสองพวง ข้าวสวยสองกล่อง เมื่อหักลบราคาดอกเดย์ลิลลี่และสิ่งที่นางซื้อไป เท่ากับว่าจะได้กำไรสี่ร้อยเจ็ดสิบอีแปะโคตรจะได้กำไรเลยนี่หว่า...“ท่านลุงฉิน ข้าจะรับดอกไม้นี้ไว้ แต่ข้าจะไม่รับมาเปล่า ๆ ขอแลกกับข้าวกลางวันของข้านะเจ้าคะ ไม่เกี่ยวกับที่ให้ลูกอมท่าน” หญิงสาวยื่นเนื้อแห้งและข้าวสวยให้ลุงฉิน พร้อมกับรับดอกไม้มาด้วยรอยยิ้มลุงฉินเห็นว่ามันมากเกินไป ที่ให้ไปก็เพื่ออยากตอบแทนเท่านั้น จึงลำบากใจที่จะรับไว้ ก็แค่ดอกไม้ที่บังเอิญเก็บมาได้เท่านั้นเอง หากเทียบกับเนื้อแห้งและข้าวสวยหอม ๆ อุ่นร้อนนี่มันมากเกินไปแล้ว“ไม่ได้ ๆ ลูกอมที่เจ้าให้มาต้องแพงมากแน่ ๆ นี่ให้ทั้งข้าวทั้งเนื้อ ลุงรับไม่ไหวหรอก เจ้าช่วยชีวิตลุงไว้ แค่ดอกไม้พวกนี้จะพอตอบแทนบุญคุณได้อย่างไร”“ถ้าท่านลุงไม่
บทที่ 19บทลงโทษของระบบยังคงดังก้องอยู่ในหัว เหมยกุ้ยได้แต่บ่นอุบไปตลอดทาง เดือนหนึ่งมีตั้งสามสิบวัน แต่ดันเลือกออกภารกิจวันที่อยู่กลางป่า อีกทั้งกำหนดเวลาเสียด้วย กลางป่ากลางเขาเช่นนี้จะมีคนที่ไหนให้ช่วยเล่า“ท่านแม่ดูนั่นสิขอรับ มีคนนอนอยู่ตรงนั้นด้วยขอรับ”ราวกับเสียงสวรรค์มาโปรด หญิงสาวหันขวับมองตามทันที คิดว่าจะไม่รอดบทลงโทษนี่แล้วเชียว โชคดียิ่งนัก“เจ้าทำดีมาก”เหมยกุ้ยตบไหล่บุตรชาย มองเขาราวกับพระโพธิสัตว์มาโปรด ยื่นมือเข้าช่วยในตอนที่ตนกำลังมีปัญหา ร่างบางปรี่เข้าหาคนที่นอนอยู่ใต้โคนต้นไม้ เป็นชายชราคนหนึ่ง เหงื่อซึมเต็มกรอบหน้า หน้าซีด ดีที่ยังพอมีสติอยู่บ้าง“ท่านลุง เป็นอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ”“ไม่เป็นอะไรแค่หน้ามืด พักสักหน่อยก็คงหาย ขอบใจนะ” แม้จะพูดแบบนั้น แต่รู้สึกได้ถึงอาการใจสั่น ไม่มีแรง แค่จะยกมือขึ้นก็ยังสั่นควบคุมร่างกายไม่ได้เลยเหมยกุ้ยมองหน้าจอระบบที่เปิดวาบขึ้นมาโดยที่ยังไม่ได้สั่ง มันมีข้อความขึ้นว่าชายวัยกลางคนผู้นี้มีสภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น มันทำให้นางรู้สึกว่า ตอนนี้ระบบกำลังทำตามใจตัวเองนี่หว่า บางอย่างไม่เห็นอยู่ในข้อตกลงเลยหน็อย!...







