Masukในโรงแรมหรูระดับหกดาว ในห้องจัดเลี้ยงที่จองไว้ขนาดใหญ่เพื่อรองรับแขกเหรื่อที่เข้ามาร่วมงานมงคลสมรสของทายาทบริษัทใหญ่ รูปที่ถ่ายพรีเวดดิ้งถูกประดับประดาอยู่หน้าทางเข้างานอย่างสวยงาม งานแต่งที่ดูหรูหรามีระดับบ่งบอกถึงฐานะทางสังคมได้เป็นอย่างดี แต่ถึงอย่างนั้นการที่มียี่หวาเป็นลูกสาวคนโตของบ้านเปรมปรีย์นั้นค่อนข้างจะเป็นที่ครหาว่าเป็นลูกนอกสมรสของทรงชัย เพราะในแวดวงสังคมไม่มีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน แต่กลับไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกไป
บ่าวสาวยืนรับแขกอยู่หน้างานก่อนจะถึงฤกษ์ทำพิธีอย่างไม่ยอมพัก ทั้งสองปั้นหน้ายิ้มให้กับแขกเหรื่อที่เข้ามาทักทายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก่อนที่สายตาของยี่หวาจะหันไปเห็นหญิงสาวในชุดสีชมพูเดินนวยนาบเข้ามาหาเธออย่างมั่นใจ
“วาวา...” ยี่หวาเรียกชื่อนั้นอย่างอึ้งๆ เรียกสายตาของพายุให้หันไปมองตามสายตาของเธอ
“นึกว่าจะลืมฉันไปแล้วซะอีก...พี่หวา” วาวาเอ่ยทักทายก่อนจะทิ้งท้ายคำพูดเนื่องจากผู้เป็นแม่ได้บอกให้เธอเรียกยี่หวาว่าพี่ ไม่อย่างนั้นผู้ที่เป็นเจ้าบ่าวอาจจะครางแครงใจนทำให้ยกเลิกงานแต่ง เป็นจัวหวะพอดีกับที่พายุหันไปทางอื่นเพื่อทักทายแขกเหรื่อคนอื่นๆ จึงทำให้เห็นใบหน้าไม่ได้ชัดนัก
“แต่งงานกับคนแก่แบบนี้คงลำบากหน่อยนะพี่” วาวาพูดอย่างจงใจพร้อมกับหันหน้าไปทางพายุ ก่อนที่เขาจะหันกลับมายิ้มตอบรับเจื่อนๆ วาวาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะจ้องมองใบหน้าหล่อของพายุค้างก่อนจะค่อยๆหันไปมองยี่หวาที่ยังคงทำสีหน้าไม่ถูก
“ว้าว...ไม่คิดเลยว่าพี่จะโชคดีขนาดนี้ เปลี่ยนห่านให้เป็นหงส์มันไม่ง่ายเลยจริงๆสำหรับครอบครัวของเรา...” วาวาพูดขึ้นทั้งที่ใบหน้ายังคงเปื้อนรอยยิ้มหวาน สายตาจับจ้องมองใบหน้าเจ้าบ่าวอย่างหลงใหล ยี่หวามองวาวาและพายุสลับกันครู่หนึ่งก่อนจะรีบเอ่ยขึ้น...กลัวว่าความลับของบ้านจะรั่วไหลจากคำพูดของวาวา
“เอ่อ...วาวา คุณภพไม่มาด้วยเหรอ?” ยี่หวาเอ่ยถามเพื่อเปลี่ยนเรื่อง
“อ้าว นี่ฉันยังไม่ได้บอกพี่เหรอ ว่าฉันกับคุณภพแยกทางกันไปแล้ว ไม่อย่างนั้นฉันจะมางานแต่งพี่ทำไมล่ะคะ...พี่สาว” วาวาเอ่ย ก่อนจะเข้าไปกอดหญิงสาวในชุดเจ้าสาวตรงหน้าพอหลวมๆ จงใจเอียงหน้ากระซิบให้ได้ยินกันแค่สองคนพอทำให้ใจของยี่หวากระตุกวูบ
“ความโชคดีนี้มันควรเป็นของฉัน ยี่หวา” พูดออกไปทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอเป็นคนปฏิเสธงานแต่งนี้ด้วยตัวเอง จนทำให้ยี่หวาต้องมาแต่งงานแทน เพียงแค่ยี่หวายังโชคดีที่คนที่เธอแต่งงานด้วยกลับกลายเป็นคนในใจ
“ตะ...แต่ เธอเป็นคนปฏิเสธ...”
“เพราะตอนนั้นฉันไม่รู้ แต่ตอนนี้ฉันอยากได้ที่ของฉันคืน” วาวาพูดพลางผละออกจากอ้อมกอดที่เสแสร้งนั้น ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มส่งให้ยี่หวาราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะหันไปยิ้มหวานให้พายุที่ยืนขมวดคิ้วเล็กน้อยอยู่ข้างๆแต่มุมปากหยักได้รูปของเขาก็ยังคงเปื้อนรอยยิ้มบางๆ
“ลำบากหน่อยนะคะคุณเจ้าบ่าวสุดหล่อ...คุณควรจะได้หงส์มาครองแท้ๆ ไม่ใช่...”
“วาวา! จะมาทำไมไม่บอกแม่” มุกดาเอ่ยขัดขึ้นหลังจากที่หันมาเห็นว่าลูกสาวที่หนีออกจากบ้านไปจนเกิดเรื่องวุ่นนั้นกลับเดินเข้างานแต่งมาโดยไม่ติดต่อบอกใคร ทางครอบครัวจึงไม่ได้ส่งการ์ดเชิญไป
“หายหัวไปไม่บอกไม่กล่าว ยังจะกล้ากลับมาอีกรึ!” ผู้เป็นยายอดไม่ได้ที่จะต่อว่าหลังจากที่เห็นหลานสาวตัวดีกลับมาอยู่ในงานแต่ง มุกดาเดินเข้าไปยืนข้างๆแม่ของตน วาวาทำหน้าบอกบุญไม่รับในทันทีก่อนจะเหลือบไปเห็นสายตาพายุที่จ้องมองอยู่ จึงปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นออดอ้อนผู้เป็นยายทันที
“โธ่ ยายคะ...ก็วาวาอยากออกไปเรียนรู้สิ่งใหม่ๆนี่คะ”
“สิ่งใหม่ๆที่แกว่านั่นหมายถึงผู้ชายเรอะ!” ปรียาผู้เป็นยายเอ่ยขึ้นเสียงดังจนคนรอบๆเริ่มหันกลับมามอง มุกดาจึงสะกิดผู้เป็นยายเล็กน้อยก่อนจะก้มลงกระซิบเสียงแผ่ว
“คุณแม่คะ...เราอย่าพึ่งพูดอะไรตอนนี้เลยค่ะ ค่อยกลับไปคุยกันที่บ้านเถอะค่ะ เดี๋ยวคนอื่นจะว่าเอาได้” ปรียาหันไปมองหน้าลูกสาวตัวเองครู่หนึ่งก่อนจะพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกแล้ววพยักหน้าก่อนจะหันไปมองหลานสาวตัวเอง
“ไป เข้างานได้แล้วใกล้ได้ฤกษ์แล้ว” ปรียาเอ่ยก่อนจะเดินนำไปพร้อมกับพยาบาลที่ต้องคอยตามดูแลตลอด มุกดาจึงเดินเข้าไปคว้าข้อมือลูกสาวตัวเองที่ยังคงมองพายุด้วยสายตาหวานเยิ้ม ไม่ได้ฟังที่ผู้ใหญ่พูดเลยสักนิดแต่ก็วาวาก็ยอมเดินตามเข้าไปแต่โดยดี
งานดำเนินไปได้ด้วยดี วาวามองดูบ่าวสาวบนเวทีที่กำลังเซ็นใบทะเบียนสมรสพลางยกยิ้ม ภายในใจคิดว่าอย่างไรที่ตรงนั้นก็ต้องเป็นเธออยู่ดี ในเมื่อครอบครัวให้หญิงสาวรับใช้ปลอมเป็นเธอก็ต้องใช้ชื่อเธออยู่แล้ว หลังจากงานนี้เธอจะทวงทุกอย่างคืนรวมถึงเจ้าบ่าวที่มันควรจะเป็นของเธอด้วยเช่นกัน ถ้ารู้ว่าเขาจะรูปหล่อหุ่นเพอร์เฟค แถมยังรวยมหาศาลขนาดนี้ไม่ใช่ตาแก่อย่างที่เธอเข้าใจเธอคงไม่ปฏิเสธให้โง่หรอก
สิ้นสุดงานบนเวทีก็เป็นงานเลี้ยง After Party ตามแบบฉบับคนมีเงิน เจ้าบ่าวเจ้าสาวต่างพากันแยกไปทักทายเพื่อนๆ ของตน แต่ทว่ายี่หวากลับไม่ได้มีเพื่อนที่เป็นไฮโซจึงได้เดินเข้าไปหาคนในครอบครัวแทน พายุที่ยืนอยู่ไกลๆแอบลองมองเธอเป็นระยะ แต่ก็ยังคงอยู่กับกลุ่มเพื่อนบอดี้การ์ดของเขา ไม่ใช่เขาไม่มีเพื่อนเพียงแต่เพื่อนของเขานั้นอยู่เมืองนอกเมืองนาเสียส่วนมใหญ่ จึงไม่ได้มาร่วมงาน
“ทำหน้าที่ได้ดีนี่ ต่อไปไม่ต้องทำแทนฉันแล้วนะ” วาวาเดินเข้าไปหายี่หวาพร้อมกอดอกพูดขึ้นอย่างมั่นใจ
“พูดเรื่องอะไรไร้สาระ คิดจะมาอยากแต่งงานกับคุณพายุเอาเสียตอนนี้รึ” ปรียาผู้เป็นยายเอ่ยขัดขึ้นพลางจ้องมองหลานสาวตัวดีของตนอย่างไม่พอใจเท่าไหร่นัก วาวาหันไปมองยายตัวเองก่อนจะยิ้มหวานออกมา
“โธ่ ยาย...ก็ตอนนี้วาไม่รู้นี่คะ ตอนนี้วารู้แล้วและจะทำตามที่ยายอยากให้ทำ” วาวาเอ่ย
“มันสายไปแล้วล่ะ ยี่หวาคือภรรยาของคุณพายุอย่างถูกต้อง” ปรียายังคงเอ่ยย้ำ
“พูดอะไรตลกจัง จะเป็นอย่างนั้นได้ยังไงคะ ชื่อก็ชื่อของวา...วาไม่ได้เปลี่ยนชื่อสักหน่อย แค่ไปบอกความจริงกับทางฝั่งนั้นหลังจบงานยังไงเขาก็ไม่ปฏิเสธวาหรอกค่ะ” วาวาพูดไปพลางแค่นหัวเราะราวกับมันเป็นเรื่องตลก แอบคิดว่าครอบครัวของเธอคงสับสนว่ายี่หวาเป็นลูกสาวไปแล้วละมั้ง
“เธอคงเข้าใจอะไรผิดไปนะวาวา ชื่อที่เธอว่าคงจะหมายถึงในทะเบียนสมรสสินะ” ปรียาเอ่ยพลางมองหน้าหลานสาวเรียบนิ่ง วาวาทำหน้าตาใสซื่อก่อนจะพยักหน้าราวกับว่าเธอจะเข้าผิดได้อย่างไร
“ชื่อใบสมรสเป็นชื่อของยี่หวา...พ่อรับยี่หวาเป็นลูกบุญธรรมแล้วและใช้นามสกุลเดียวกับเรา เพราะแกเอาแต่สร้างเรื่องให้ปวดหัว” ทรงชัยเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม
เมื่อได้ยินอย่างนั้นวาวาถึงกับอ้าปากค้างอึ้งไปชั่วขณะอย่างไม่เชื่อหูของตัวเอง ก่อนที่เธอจะหันไปมองยี่หวาตาขวางอย่างนึกโกรธเคือง
“แกจะแย่งสิ่งดีๆที่ฉันควรจะได้ไปหมดเลยใช่ไหมนังยี่หวา! นังคนใช้ไม่เจียมตัว!” วาวาพูดพร้อมกับผลักที่ไหล่ของยี่หวาอย่างไม่ยอม พายุที่มองอยู่ตลอดเห็นอย่างนั้นเขาก็รีบฝากแก้วไวน์ในมือให้กับลูกน้องของตนแล้วเดินเข้าไปทางยี่หวาทันที
“มีเรื่องอะไรกันหรือครับ?” พายุเอ่ยถามพร้อมกับประคองโอบไหล่เพรียวของยี่หวาไว้
“จะเรื่องอะไรอีกล่ะคะ คุณควรจะได้แต่งงานกับฉันไม่ใช่นัง...”
“วาวา!! กลับกับพ่อ!!” ทรงชัยทนฟังไม่ได้อีกต่อไป ขืนปล่อยให้พูดในงานแต่งแบบนี้มีหวังแขกเหรื่อได้ต่อว่าครอบครัวตนเป็นแน่ว่าเป็นพวกหลอกลวง วาวาขมวดคิ้วทำท่าจะอ้าปากพูดต่อแต่ทรงชัยกลับคว้าแขนของเธอเดินออกไปทันทีแต่ถึงอย่างนั้นวาวาก็ยังหันไปพูดกับยี่หวาทิ้งท้ายเอาไว้
“ฉันจะไม่ยอมแค่นี้แน่! ของของฉันก็คือของของฉัน!! แกอย่าได้ใจไป!!” ทุกคนในครอบครัวต่างส่ายหน้าไปมาและมองตามหลังยี่หวาไปจนลับตา
“อย่าถือสาน้องเลยนะ น้องสาวของยี่หวาค่อนข้างที่จะเอาแต่ใจ” ปรียาเอ่ยขึ้นพลางมองไปที่พายุด้วยแววตาขอโทษ พายุไม่ได้พูดตอบแต่อย่างใด เขาแค่พยักหน้าเบาๆเพียงเท่านั้น
“ใกล้ถึงเวลาเข้าหอแล้ว...เราไปเตรียมตัวกันเถอะค่ะ” มุกดาเอ่ยตัดบทไม่ให้เรื่องมันบานปลายไปมากกว่านี้ ทุกคนพยักหน้ารับ พิธีกรบนเวทีก็กล่าวบอกเวลาพิธีถึงบ่าวสาวจะเข้าห้องหอแต่งานยังมีต่อและทางครอบครัวของทั้งสองฝ่ายจะดูแลแขกเหรื่อเอง
ครอบครัวทั้งสองฝ่ายพากันไปยังบ้านหลังใหญ่ที่ทางพายุตั้งใจจะซื้อไว้เป็นเรือนหอถือว่าเป็นสินสมรส รถลีมูซีนคันหรูจอดสนิทหน้าบ้านหลังนั้นที่ถูกประดับประดาไปด้วยริบบิ้นและดอกไม้สีขาวเพื่อต้อนรับบ่าวสาว ทั้งสองครอบครัวยืนมองหน้ากันไปมาอย่างยิ้มๆ ก่อนจะหันไปมองบ่าวสาวที่ยืนข้างๆกัน
“ว๊าย!! คุณพายุ!!!” ยี่หวาร้องอกมาเสียงหลงเมื่อพายุช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มในท่าเจ้าหญิง ทำเอาครอบครัวทั้งสองถึงกับยิ้มแป้นอย่างดีอกดีใจแตกต่างจากเมื่อครู่
พายุอุ้มเจ้าสาวของตนเดินขึ้นบันไดไปทั้งที่ยี่หวายังคงมองเขาอย่างอึ้งๆ มือเล็กคว้าคอเขาไว้แน่นด้วยความตกใจ ก่อนที่พายุจะหลุบสายตามองเธอแล้วพูดขึ้น
“เห็นยืนทำหน้าเจื่อนกันก็เลยอุ้มขึ้นมาให้จบๆ อย่าได้คิดสำคัญตัวผิด”
“ไม่ใช่นะคะ! หวารักลูก แต่หวาก็รักพี่พายุเท่าๆ กันเลยนะคะ” ยี่หวารีบเถียงคอเป็นเอ็น ช้อนสายตามองเขาด้วยความเว้าวอน“พี่พายุอย่าโกรธหวาเลยนะคะ อย่าลงไปนอนข้างล่างเลยนะ ถ้านอนไม่มีพี่พายุกอด... หวานอนไม่หลับแน่ๆ เลยค่ะ”สรรพนามการออดอ้อนที่มักจะงัดมาใช้ยามทำผิด ทำเอาภูเขาน้ำแข็งในใจของพายุละลายฮวบ แต่ประธานหนุ่มจอมเจ้าเล่ห์ยังคงเล่นตัวต่ออีกนิด เขาเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง“จริงเหรอ? รักพี่จริงเหรอ... แต่เมื่อกี้ยังบ่นว่าพี่เหม็น ไล่พี่ไปอาบน้ำอยู่เลยนี่นา”“หวาผิดไปแล้วค่ะ หวาปากพล่อยเอง พี่พายุตัวหอมที่สุดในโลกเลย!”ยี่หวารีบเอาใจ เขย่งปลายเท้าขึ้นกอดคอสามี ซุกใบหน้าออดอ้อนลงกับซอกคอแกร่งของเขา“พี่พายุเหนื่อยไหมคะ วันนี้ประชุมหนักใช่ไหม... ให้หวานวดให้นะคะ นวดเสร็จเดี๋ยวหวาจะลงไปชงนมอุ่นๆ ให้ดื่ม แล้วคืนนี้... หวาจะตามใจพี่พายุทุกอย่างเลย ดีไหมคะ?”‘ตามใจทุกอย่าง’ประโยคสวรรค์ที่พายุรอคอยมานานนับปี! ตั้งแต่ยี่หวาท้องแก่จนกระทั่งคลอดและเลี้ยงลูกอ่อน เขาต้องอดทนอดกลั้นและทำตัวเป็นสุภาพบุรุษมาโดยตลอด บัดนี้ ร่างกายของภรรยาสาวฟื้นฟูเต็มร้อย แถมยังอวบอิ่มเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้นกว่าเดิมเป็นร้
เวลาผ่านไปไวราวกับโกหก เผลอเพียงไม่นาน ‘น้องตะวัน’ หรือเด็กชายปาณัสม์ เปรมปรีย์ ก็ก้าวเข้าสู่วัยสองขวบเต็ม จากทารกตัวจิ๋วตัวแดงๆ ในวันนั้น บัดนี้กลายเป็นเด็กจ้ำม่ำ แก้มยุ้ยเป็นซาลาเปา ผิวขาวจัดอมชมพู และมีดวงตากลมโตดำขลับที่ใครเห็นเป็นต้องตกหลุมรัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในบ้านอย่าง ‘คุณย่าทวดกันยา’ณ ห้องโถงกว้างของเรือนหอเปรมปรีย์ บัดนี้ถูกยึดพื้นที่ไปกว่าครึ่งด้วยคอกกั้นเด็กขนาดยักษ์ ภายในเต็มไปด้วยของเล่นเสริมพัฒนาการนำเข้าจากต่างประเทศ กองภูเขาตุ๊กตา และเบาะรองคลานลายการ์ตูนสีสันสดใส“แอ้... หม่ำๆ แม่จ๋า” เสียงอ้อแอ้ของน้องตะวันดังกังวานไปทั่วห้อง เด็กน้อยในชุดหมีน้อยสีฟ้ากำลังนั่งจุ้มปุ๊กอยู่กลางคอกกั้น ในมือป้อมๆ กำลังกัดยางกัดเล่นอย่างเมามัน“โอ๊ยยย น่ารักน่าชังจริงๆ เหลนย่า! ดูสิมาลี ดูตาแป๋วๆ ของตะวันสิ ใจฉันละลายไปหมดแล้วเนี่ย!”คุณหญิงกันยาในวัยเจ็ดสิบกว่าปี นั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะรองคลานอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์คุณหญิงใหญ่แห่งวงการไฮโซเลยแม้แต่น้อย บนข้อมือและข้อเท้าป้อมๆ ของน้องตะวันเต็มไปด้วยกำไลทองคำแท้และสร้อยเพชรเส้นจิ๋วที่คุณย่าทวดประเคนรับขวัญให้แทบจะทุ
หลังจากพักฟื้นที่โรงพยาบาลจนร่างกายแข็งแรงดีแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณแม่ป้ายแดงจะต้องพาสมาชิกใหม่ตัวจิ๋วกลับไปดูแลต่อที่บ้านขบวนรถตู้หรูของตระกูลเปรมปรีย์แล่นเข้ามาจอดเทียบหน้าเรือนหอ ทว่ากว่าจะได้ลงจากรถก็กินเวลาไปหลายนาที เพราะ ‘ประธานพายุ’ ผู้แสนดุดันเด็ดขาด บัดนี้กลายร่างเป็น ‘คุณพ่อจอมแพนิก’ ไปเสียแล้ว ชายหนุ่มอุ้มตะกร้าคาร์ซีทเด็กอ่อนเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างระมัดระวังราวกับกำลังอุ้มระเบิดเวลา ก้าวเท้าลงจากรถช้าๆ ทีละก้าว ชนิดที่ว่ามดเดินแซงยังเร็วกว่า“พี่พายุคะ... เดินเร็วอีกนิดก็ได้ค่ะ แดดเริ่มร้อนแล้วนะ เดี๋ยวน้องตะวันจะไม่สบายเอานะคะ” ยี่หวาที่เดินประคองอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยท้วง เมื่อเห็นสามีเดินเกร็งไปหมดทั้งตัว“ไม่ได้สิยี่หวา... พื้นตรงนี้มันไม่ค่อยเรียบ ถ้าเดินเร็วไปเดี๋ยวสะเทือนถึงลูก”พายุตอบหน้าตาย สายตาจ้องเขม็งไปที่ทารกน้อยวัยหนึ่งสัปดาห์ในตะกร้า “ไอ้เมษ! มึงไปบอกช่างให้มาเทปูนหน้าบ้านใหม่พรุ่งนี้เลยนะ เอาแบบเรียบกริบ ไม่มีรอยต่อ ห้ามมีก้อนกรวดแม้แต่เม็ดเดียว!”“ฮะ?... เอ่อ... ครับนาย...”เมษที่เดินกางร่มให้อยู่ด้านหลังรับคำเสียงอ่อย ลอบมองหน้าแฟนต้าแล้วส่ายหัวอย่างอ่
บรรยากาศที่เคยตึงเครียดผ่อนคลายลงทันที พายุเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะ หยาดน้ำตาแห่งลูกผู้ชายร่วงหล่นลงมาอาบแก้มอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไปเมื่อได้ยินเสียงร้องของสายเลือดตัวเอง ชายหนุ่มหันไปมองร่างสีแดงเรื่อที่พยาบาลกำลังอุ้มไปทำความสะอาดด้วยความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดไม่ได้“ยินดีด้วยนะครับท่านประธาน คุณแม่... ได้ลูกชายครับ! แข็งแรงสมบูรณ์ดีมากเลยครับ” คุณหมอเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้มกว้าง“ลูกชาย... พี่พายุ... เราได้ลูกชายค่ะ” ยี่หวายิ้มกว้างทั้งน้ำตา ความเหนื่อยล้าแทบจะปลิวหายไป“ครับ... เราได้ลูกชาย”พายุหันกลับมากอดศีรษะภรรยาเอาไว้แน่น ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร ชายหนุ่มพรมจูบไปทั่วใบหน้าหวานที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อและน้ำตา“ขอบคุณนะยี่หวา... ขอบคุณที่ยอมเหนื่อย ยอมเจ็บเพื่อลูกของเรา ขอบคุณที่มอบครอบครัวที่สมบูรณ์แบบให้กับผู้ชายคนนี้... พี่รักเธอนะ รักมากที่สุดในชีวิตเลย”“หวาก็รักพี่พายุค่ะ... แต่ตอนนี้อาจจะรักลูกมากกว่า”“โธ่... ยี่หวา ขนาดตอนท้องยังหวงแม่ขนาดนั้น ถ้าหวาพูดแบบนี้พี่ก็ตกกระป๋องน่ะสิ พี่ไม่ยอมนะ”พายุพูดขึ้นพลางอแงใส่ภรรยาของตน แต่ใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม รอเ
เมื่อเคลียร์ใจกันจนความรักกลับมาหวานชื่นกว่าเดิม เวลาผ่านไปจนอายุครรภ์ของยี่หวาก้าวเข้าสู่ช่วงปลายเดือนที่แปด อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงกำหนดคลอดพายุตัดสินใจเคลียร์งานโปรเจกต์สุดท้ายที่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นโครงการรีสอร์ตมูลค่าหลายพันล้านที่เขาริเริ่มเอาไว้ ชายหนุ่มจำใจต้องบินไปดูหน้างานและเจรจาสัญญาขั้นสุดท้ายที่จังหวัดภูเก็ต โดยมีกำหนดการเพียงแค่สองวันหนึ่งคืน ก่อนจะกลับมาสแตนด์บายเฝ้าภรรยา“ดูแลตัวเองดีๆ นะครับคนดี พรุ่งนี้เย็นๆ พี่ก็ถึงบ้านแล้ว... ไอ้เมษ ไอ้ต้า กูฝากดูแลเมียกูด้วย ถ้ามีอะไรผิดปกติ โทรหากูทันที” พายุสั่งเสียลูกน้องและหอมแก้มภรรยาฟอดใหญ่ก่อนจะขึ้นรถไปสนามบินทว่า... คล้อยหลังพายุไปได้เพียงไม่ถึงสิบสองชั่วโมงกลางดึกคืนนั้น ขณะที่ยี่หวากำลังนอนหลับพักผ่อน จู่ๆ ความรู้สึกปวดร้าวที่บริเวณหลังและหน้าท้องก็แล่นปราดขึ้นมาอย่างรุนแรง!“โอ๊ย...”ยี่หวาสะดุ้งตื่น หน้าผากมนผุดพรายไปด้วยหยาดเหงื่อ หญิงสาวนิ่วหน้า เอามือกุมท้องตัวเองที่กำลังแข็งเกร็งและบีบรัดตัวเป็นจังหวะ“แม่คะ... แม่มาลี! ช่วยด้วย หวาปวดท้อง...” ยี่หวากัดฟันเอื้อมมือไปกดกริ่งเรียกแม่บ้านที่หัวเตียงเพียงไม่ถ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอแป๊บเดียวอายุครรภ์ของยี่หวาก็ก้าวเข้าสู่เดือนที่แปดแล้วหน้าท้องที่เคยแบนราบ บัดนี้นูนป่องขยายใหญ่ขึ้นจนเห็นได้ชัด รูปร่างที่เคยบอบบางอรชรเริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นตามสรีระของคุณแม่ใกล้คลอด อาการแพ้ท้องของพายุหายเป็นปลิดทิ้งไปตั้งแต่เดือนที่สี่ แต่สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือฮอร์โมนคนท้องของยี่หวาที่สวิงขึ้นลงอย่างรุนแรงภายในห้องแต่งตัวกว้างขวาง ยี่หวาในชุดคลุมอาบน้ำยืนมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบานใหญ่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล หญิงสาวค่อยๆ ปลดปมเชือกคลุมอาบน้ำออก เผยให้เห็นหน้าท้องกลมโตที่มีรอยแตกลายสีแดงจางๆ ปรากฏขึ้นบริเวณหน้าท้องและสะโพก ขาเรียวสวยที่เคยสวมรองเท้าส้นสูงได้สบายๆ ตอนนี้กลับบวมเป่งจนต้องใส่แต่รองเท้าแตะพื้นนิ่ม“ฮึก... อ้วนก็อ้วน ขาก็บวม แถมยังมีรอยแตกลายอีก... ขี้เหร่ที่สุดเลย”ยี่หวายกมือขึ้นปิดหน้า สะอื้นไห้ออกมาเบาๆ ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตีตื้นขึ้นมาในอก ยิ่งช่วงนี้พายุต้องเร่งเคลียร์งานที่บริษัทอย่างหนักเพื่อเตรียมตัวลางานยาวมาช่วยเลี้ยงลูก เขาก็ยิ่งกลับบ้านดึกและมีเวลาให้เธอน้อยลง แม้เขาจะโทรหาและสั่งลูกน้องให้ดูแลเธออย่างดี แต่คว
หลังจากที่บ่าวสาวมานั่งเคียงคู่กันอยู่บนเตียงกว้างราวแปดฟุต ครอบครัวของทั้งสองฝ่ายต่างก็พากันเอ่ยคำมงคลที่ล้วนแต่มีความหมายว่าอยากให้อยู่ครองคู่กันไปนานๆ หรือความหมายว่าให้อดทนปรับเข้าหาซึ่งกันและกัน แม้ว่าทั้งสอ
หลังจากที่ลองชุดเสร็จสิ้นก็กลับมานั่งรอในบริษัทอยู่นาน ในมือหนากดโทรศัพท์โทรหาลูกน้องคนสนิทอยู่หลายสายแต่กลับไม่มีคนรับสายจนเขาร้อนใจไปหมด กลัวว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าเพราะจากนิสัยลูกน้องของเขามีอะไรจะรายงานตลอดจนน่ารำคาญแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยๆหรือเรื่องไร้สาระ
หลังจากคืนนั้นที่เขาต้องยอมเรียกลูกน้องมาขับรถให้ พายุก็ยังคงรับส่งเธอเพื่อลองชุดเตรียมตัวถ่ายพรีเวดดิ้งตามที่ได้นัดไว้ ในร้าน พายุนั่งเลื่อนโทรศัพท์นั่งรออยู่ตรงโซฟาแม้ว่าเจ้าสาวตรงหน้าจะกำลังหมุนตัวไปมาเพื่อให้
บรรยากาศภายในโต๊ะอาหารร้านหรูช่างเงียบสงัด ได้ยินเพียงเสียงเพลงที่เอ่อคลอเบาๆภายในร้าน พายุเอาแต่นั่งไขว่ห้างจิบไวน์ในมือพร้อมกับเบือนหน้าไปทางอื่น แค่หันไปมองเธอสักครั้งยังไม่มีเลย ขนาดนั่งรถคันเดียวกันเขายังไม่ยอมพูดอะไรกับเธอสักคำ ความอึดอัดแทรก







