เข้าสู่ระบบ“ช่วยด้วย! ช่วยผมด้วย!”
“ไม่มีใครช่วยแกได้หรอก ทำตัวดี ๆ แล้วอยู่นิ่ง ๆ” เสียงตอบรับนั้นดับฝันเขาชัดเจน ปลายเข็มของสายน้ำเกลือถูกเสียบเข้าที่ข้อพับของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกมัดตัวติดไว้กับเตียง สภาพห้องที่มองเห็นแลดูสะอาดตาเหมือนห้องพิเศษในโรงพยาบาลแต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกับกำลังติดคุก
ไม่นานนักร่างกายของคนที่พยายามดีดดิ้นอยู่บนเตียงก็แน่นิ่งไป ก่อนที่เตียงของเขาจะถูกเข็นออกไปจากห้อง
**********
“รู้สึกตัวแล้วเหรอ” ไม่รู้ว่าหมดสติไปนานแค่ไหน แต่อันดาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องเดิม เปลี่ยนไปก็ตรงที่ตอนนี้ไม่มีอะไรมัดตัวเขาไว้แล้ว
ร่างกายของอันดาหนักอึ้งจนขยับตัวได้ลำบาก นัยน์ตาสีดำสนิทเลื่อนมองไปเรื่อยจนมาหยุดอยู่ที่ใบหน้าของผู้หญิงตรงหน้าที่สวมหน้ากากปกปิดเอาไว้ กว่าจะปรับโฟกัสสายตาได้ อีกฝ่ายก็หันหน้าหนีไปทางอื่นเสียแล้ว
เตียงนอนถูกปรับระดับขึ้นพยุงให้คนที่นอนอยู่เปลี่ยนมาอยู่ในท่าเอน 45 องศา ก่อนที่ผู้หญิงแปลกหน้าคนนั้นจะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง เธอยื่นแก้วน้ำพร้อมกับหลอดสีขาวจ่ออยู่ที่ริมฝีปากบางแต่ทว่าแห้งเผือด
“ดื่มน้ำสักหน่อยสิ”
เด็กหนุ่มทำตามอย่างว่าง่าย เขารู้สึกสากลิ้นสากคอเหมือนมีกรวดทรายอยู่ในโพรงปาก พอได้จิบน้ำก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
“ผมอยู่ที่ไหนครับ”
“แกไม่จำเป็นต้องรู้หรอก รู้แต่ว่าจากนี้ไปแกต้องอยู่ที่นี่ไปจนกว่าจะคลอด ตอนนี้ขั้นตอนการฝังไข่เสร็จสมบูรณ์แล้ว นับต่อจากนี้จนกว่าจะคลอด แกต้องดูแลตัวเองให้ดี ถ้าไม่อย่างนั้นพ่อแม่บุญธรรมของแกเดือดร้อนแน่”
ได้ยินดังนั้นก็ราวกับได้สติคืนมาครบถ้วน แววตาที่ยังดูลังเลเมื่อครู่จดจำเรื่องราวก่อนหน้านั้นได้เป็นอย่างดี ภาพจำที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเป็นเพียงลูกบุญธรรมมาตลอด พ่อแม่บุญธรรมมองเขาราวกับเขาเป็นตัวน่ารังเกียจ ซ้ำยังขายเขาให้กับใครก็ไม่รู้ไม่มีลังเลเลยสักนิด
“กูไม่มีปัญหาเลี้ยงมึงแล้ว ถือซะว่าทำเพื่อทดแทนบุญคุณคนที่เคยเลี้ยงดูมึงมาแล้วกันนะ”
ไม่มีแม้แต่คำกล่าวลาจากคนที่เขาเทิดทูนมาทั้งชีวิต อันดาทำอะไรไม่ได้นอกจากทดแทนบุญคุณพ่อแม่บุญธรรมด้วยการยอมแลกชีวิตตัวเองกับเงินไม่กี่หมื่น เขาคิดเพียงแต่ว่าคงถูกขายมาเป็นแรงงานทาสที่ไหนสักที่ แต่พอเอาเข้าจริงกลับถูกซื้อตัวมาทดลองอะไรก็ไม่รู้
อันดารู้ว่าร่างกายของตัวเองผิดปกติตั้งแต่ยังเล็ก เขาเคยตรวจร่างกายและหมอพบว่าเขามีมดลูกเหมือนกับผู้หญิง นั่นทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอและตัวเล็กกว่าผู้ชายทั่วไป สิ่งที่แปลกประหลาดกว่านั้นคือเขามีมดลูกก็จริงแต่ก็ไม่มีประจำเดือนเพราะลักษณะเพศที่เป็นอยู่ ทำให้การที่เขาจะตั้งครรภ์ได้นั้นถือเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะมดลูกอยู่ลึกเกินกว่าที่จะมีลูกจากการมีเพศสัมพันธ์แบบปกติได้ แต่แน่นอนว่าในยุคสมัยนี้มันก็คงจะไม่ได้ยากเกินไปถ้าหาพึ่งวิถีทางการแพทย์
ก่อนหน้าที่อันดาจะเข้ารับการฝังไข่ เขาต้องอาศัยอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมห้องนี้เป็นเวลาเกือบหนึ่งเดือนเพื่อเตรียมพร้อมร่างกายให้สมบูรณ์ เขารู้ว่าที่นี่เป็นบ้านของใครสักคน เพียงแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของ วัน ๆ ได้นั่งมองวิวด้านนอกผ่านบานกระจกหน้าต่าง มีบ้างที่เขาได้รับอนุญาตให้ออกนอกห้องตัวเองแต่ก็ไม่บ่อยนัก ในแต่ละวันอันดาต้องกินยาหลายขนาน บางวันก็ต้องฉีดยาหลายโดส แขนของเขามีรอยเจาะอยู่เต็มไปหมด เขาท้องได้โดยไม่ต้องหลับนอนกับใคร เหมือนจะเรียกว่าโชคดีแต่จริง ๆ แล้วไม่เลย ชีวิตของเขามองแทบไม่เห็นอนาคต
ระยะเวลาที่อันดาได้มาอยู่ที่แห่งนี้เด็กหนุ่มไม่คุ้นหน้าค่าตาใครเลยเพราะว่าใครก็ตามที่เข้าใกล้เขาจะสวมหน้ากากอนามัยอยู่ตลอดเวลา แม้แต่ผู้หญิงที่คอยดูแลเรื่องอาหารและงานบ้านให้ก็ยังไม่เคยได้เห็นหน้า ไม่รู้แม้แต่ชื่อเสียงเรียงนาม รู้แต่ว่าเธอเป็นหญิงวัยกลางคนแค่นั้น
[หนึ่งเดือนผ่านไป]
วันนี้เป็นครั้งแรกที่อันดาได้ออกจากที่พักเพราะเขาต้องเดินทางไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ที่เขาต้องมาตรวจครรภ์ด้วยตัวเองถึงโรงพยาบาลก็เพราะมีคนต้องการเพียงผลอัลตร้าซาวน์เท่านั้น ทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวเขาถูกปลอมแปลงอย่างแนบเนียนไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชนแม้กระทั่งการแต่งกาย อันดาต้องแต่งเป็นผู้หญิงสวมวิกผมยาวประบ่าไม่ต่างอะไรจากสาวน้อยที่แม่บังเกิดเกล้ากำลังจะพาไปพบแพทย์
“เชิญคุณนิชาด้านในค่ะ” ชื่อปลอม ๆ ของอันดาถูกขานโดยนางพยาบาลหน้าห้องตรวจ
“แม่ขอเข้าไปดูน้องด้วยนะคะ พอดีน้องกลัวเข็มมาตั้งแต่ยังเล็ก แม่ห่วงน้องค่ะ” หญิงวัยกลางคนที่มาด้วยกันแทนตัวเองว่าเป็นแม่ของอันดา แน่นอนว่านางพยาบาลก็ไม่ได้ขัดอะไร เพราะโดยปกติแล้วผู้หญิงที่มาส่วนใหญ่ก็มักจะมีคนมาเป็นเพื่อนทั้งนั้น โดยเฉพาะคุณพ่อมือใหม่ที่มักจะขอตามเข้าห้องตรวจไปด้วยเพราะความตื่นเต้น
อันดาเดินตามนางพยาบาลเข้าห้องตรวจ เขารู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์พูดอะไร ที่จริงเขาจะเลือกทำในสิ่งที่ควรกระทำก็ได้ อย่างเช่นการร้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคน แต่ก็ได้แค่คิด เพราะเด็กหนุ่มถูกขู่เอาไว้ว่าหากทำแบบนั้นพ่อแม่บุญธรรมของเขาจะต้องเดือดร้อนและไม่มีทางได้อยู่อย่างสงบ อันดาจึงต้องทำตัวว่าง่ายเพื่อให้ขั้นตอนทุกอย่างผ่านพ้นไปแบบไม่ติดขัด
“อายุครรภ์ตอนนี้ได้ 4 สัปดาห์พอดี หมอยังไม่พบความผิดปกติอะไร แต่ระยะนี้ก็ยังอยู่ในภาวะที่เสี่ยงแท้งได้อยู่ ยังไงทำอะไรขอให้ระวัง คุณแม่เองก็อย่าลืมเตือนน้องด้วยนะครับ เด็กวัยนี้บางทีอาจจะลืมตัวทำอะไรบุ่มบ่าม”
“ค่ะคุณหมอ” หญิงวัยกลางคนได้ฟังก็โล่งใจ ที่ทั้งหมอและพยาบาลไม่ได้สงสัยอะไรเลย เนื่องจากอันดามีรูปลักษณ์ค่อนไปทางบอบบาง ใบหน้าเกลี้ยงเกลา อีกทั้งประวัติทั้งหมดที่ถูกปลอมแปลงขึ้นมาก็เนียนจนจับไม่ได้
“หมอจะนัดน้องอีกทีเดือนหน้า ขอให้มาตามนัดด้วยนะครับ” อันดามองหน้าหมอที่กำลังบอกผลการวินิจฉัยให้กับเขา อีกฝ่ายสวมหน้ากากอนามัยปิดใบหน้ามิดชิด ได้ยินก็เพียงแต่เสียงนุ่มนวลน่าฟังเท่านั้นที่ดึงความสนใจเขามากกว่าส่วนอื่น “แต่ก่อนไปหมอมีเรื่องอยากจะคุยกับคนไข้เป็นการส่วนตัวสักหน่อยจะได้ไหมครับ”
“ทำไมล่ะคะหมอ ดิฉันเป็นแม่ของเขาเอ้ยเป็นแม่ของยัยหนู บอกดิฉันเถอะค่ะ ยังไงคุณแม่ก็อยู่กับแกตลอดเวลาอยู่แล้ว”
ผู้หญิงวัยกลางคนรีบออกตัวเพราะไม่อยากให้อันดาคลาดสายตา เธอได้รับคำสั่งมาว่าให้ตามติดอันดาทุกฝีก้าวและจะต้องทำหน้าที่นี้จนกว่าอันดาจะคลอด
“พอดีว่ามีเรื่องการปฏิบัติตัวบางอย่างที่ยังไม่ได้บอกกับน้องน่ะครับ บางเรื่องก็เป็นเรื่องหยุมหยิมที่อาจจะน่าอายไปสักหน่อยที่จะพูดต่อหน้าคนหลาย คุณแม่อย่าวิตกไปเลย นางพยาบาลจะจัดการเรื่องนี้แทนเองครับ”
“อะ เอ่อ ค่ะ…..ถ้าอย่างนั้นแม่จะออกไปรอด้านนอกแล้วกันนะคะ” เมื่อไม่รู้จะทำอย่างไรหญิงคนนั้นจึงทำได้แค่ทำตามที่หมอบอก อย่างไรเสียอันดาก็คงจะหนีไปไหนไม่ได้หรอก เพราะถ้าหากเจ้าตัวคิดจะหนีเขาก็คงจะทำนานแล้ว
“นิชาตามหมอมานี่ครับ”
แน่นอนว่าอันดาเองก็ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติอะไรเช่นกัน เขาลุกขึ้นเดินตามหมอไปอีกห้อง ซึ่งในห้องนั้นก็มีนางพยาบาลรออยู่จริง ๆ
“พาเด็กคนนี้ออกไปทางด้านหลัง มีคนรอรับตัวอยู่ ส่วนทางนี้ผมจัดการเอง ตำรวจมารออยู่ทางเข้าแล้ว”
ได้ยินดังนั้นอันดาก็เริ่มรู้ตัว เขาฝืนตัวเองเอาไว้ไม่ยอมเดินตามเพราะไม่รู้ว่าตัวเองจะถูกพาไปไหน เขาหันกลับไปมองคนที่อ้างตัวเป็นหมออีกครั้งซึ่งตอนนี้คน ๆ นั้นถอดเสื้อกาวน์ออกเรียบร้อย เปลี่ยนเป็นแจ็กเก็ตที่มีตราประทับบนอกชัดเจน
ตำรวจ!
ก็ไม่รู้จะดีใจหรือว่าเสียใจดีเพราะมีหลายอย่างผุดขึ้นมาในสมองของอันดามากมาย เขากลัวพ่อแม่บุญธรรมจะถูกเล่นงาน ขณะเดียวกันก็กลัวว่าตัวเองอาจจะไม่ปลอดภัยถ้าหากไปกับคนพวกนี้ แต่แล้วเขาจะทำอะไรได้ล่ะ ถ้าตะโกนร้องขอให้คนช่วยตอนนี้จะทันหรือเปล่า
“ไม่ต้องกลัวนะคะ เราจะพาคุณไปส่งในที่ปลอดภัย”
สำหรับตัวของอันดา ไม่มีที่ไหนปลอดภัยอยู่แล้ว ตอนนี้ถ้าไม่นับเจ้าก้อนเนื้อในท้องเขาก็ตัวคนเดียวไร้ที่พึ่ง มีชีวิตรอดมาได้จนตอนนี้ก็นับว่าเหลือเชื่อ
“ฮึก..ก….” เสียงสะอื้นจากคนตัวเล็กยังคงดังขึ้นไม่หยุดหลังจากที่ผ่านช่วงเวลานาทีชีวิตไปอีกครั้ง อันดายืนมองลูกที่นอนหลับสนิทอยู่ในตู้อบ ระยะเวลาจากหลังคลอดมาจนถึงตอนนี้ก็สองทิตย์เข้าไปแล้ว แต่ทุกครั้งที่มาหาลูกแล้วเห็นตำแหน่งเข็มน้ำเกลือที่เปลี่ยนทุกวันก็อดสงสารไม่ได้ ด.ช.ชนกันต์ อิทธิรารักษ์ ชื่อที่อยู่บนหน้าตู้อบมีความหมายว่าผู้ซึ่งเป็นที่รักของผู้คน อันดามองแล้วได้แค่เพียงกระพริบตาถี่ยกขึ้นปากน้ำตาลวก ๆ ขณะที่เจษฎาก็คอยยืนปลอบอยู่ข้าง ๆ เขาทำทุกอย่างแล้วเพื่อเด็กคนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ “ไม่เป็นไรนะคนดี ลูกเราจะปลอดภัย” “คุณพยาบาลบอกว่าถ้าลูกแข็งแรงก็พาออกมาอุ้มป้อนนมเองได้แล้ว ผมอยากอุ้มเขา” แต่เพราะอาการของลูกน้อยยังไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ อันดาจึงทำได้เพียงสอดมือเข้าไปสัมผัสตัวของลูกน้อยเท่านั้น “นายยังเจ็บแผลอยู่รึเปล่า” “ไม่แล้วครับ แต่ผมสงสารลูก” น้ำเสียงที่อ่อนโยนจากคนรักทำให้อันดารู้สึกอุ่นใจไม่น้อย แผลผ่าตัดตอนนี้ดีขึ้นตามลำดับ อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ต้องมากังวลเรื่องของตัวเองอีกแล้ว เหลือก็เพ
“คุณหมอสวัสดีครับ” “หมออะไรกัน เรียกอาเถอะลูก” สารสินอมยิ้มน้อย ๆ โบกไม้โบกมือเป็นเชิงห้ามเมื่อเห็นว่าอันดาพยายามจะลุกขึ้นมาทักทายเขา “อะไรกันครับคุณอา ไม่ทันไรจะมาชิงตัดหน้ารับอันดาเป็นลูกเป็นหลานก่อนได้ยังไงกันครับ เดี๋ยวคุณแม่ก็น้อยใจกันพอดี” บุษบงกำลังจะอ้าปากต่อว่าลูกชายตัวดีที่พักนี้ทำตัวอย่างกับคนเกษียณแล้วอยู่ติดบ้าน แต่พอเห็นหน้าอันดาทีไรเป็นได้ต้องเก็บคำพูดกลืนลงคอเสียทุกครั้งไป “ผมผ่านมาแถวนี้ก็เลยแวะมาเยี่ยม พี่บุษย์สบายดีนะครับ” “สบายดี ถ้าไม่มีเรื่องอะไรให้ปวดหัวน่ะนะ” เจ้าของบ้านพูดพร้อมกับปรายตามองลูกชายตัวเองเล็กน้อย ก่อนหน้านั้นสารสินจินตนาการไม่ออกเลยว่าปัญหาของครอบครัวนี้จะจบลงยังไง แต่ดูแล้วหลังจากนี้คงจะไม่เป็นปัญหา “ว่าแต่อันดาเป็นยังไงบ้าง เตรียมตัวรึยัง มะรืนนี้แล้วใช่มั้ย” “เห็นบ่นว่าอึดอัดท้องมาตั้งแต่เช้าแล้ว เธอมาก็ดีเหมือนกันสิน จะได้ช่วยดูอาการเขาให้หน่อย ถ้าหมอผ่าคลอดเป็นเธอก็ดีสิ ฉันจะได้หายเครียดขึ้นมาบ้าง” “อย่าห่วงเลยพี่บุษย์ หมอพีรพลเจ้าของเคสอันดาเป็นรุ่นน้องผมเอง เชื่อมือเขาได้” “เฮ้อ ฉันก็ยังไม่วา
อายุครรภ์ของอันดาใกล้ถึงกำหนดคลอดเข้ามาทุกที แต่ในแต่ละวันของเด็กหนุ่มไม่ได้ราบเรียบเสมอไป บางวันดีก็ดีบางวันก็ย่ำแย่ โดยเฉพาะเรื่องภูมิแพ้ที่มักจะเกิดผื่นขึ้นตามตัวของเจ้าตัวอยู่บ่อยครั้ง “คราวนี้แพ้อะไรอีก ทำไมวันนี้มีรอยแดงที่แขนเต็มไปหมด” เจษฎาเลิกแขนเสื้อคนตัวเล็กขึ้นทั้งสองข้างพร้อมกับจับมือพลิกดูทั้งสองด้านอย่างพินิจพิเคราะห์ “ไม่รู้สิครับ ผมก็ไม่ได้ทำอะไรนะ” เจ้าตัวพยายามนึกหาสาเหตุว่าไปทำอะไรมาบ้างระหว่างนั้น แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก “เมื่อวานตอนที่ฉันไม่อยู่ นายทำอะไรบ้าง” “ก็ไม่ได้ทำอะไรนะครับ ก็แค่ยืนรดน้ำผักนิดหน่อย อืม..แล้วก็ใส่ปุ๋ยด้วย” “ปุ๋ยงั้นเหรอ นายได้ใส่ถุงมือรึเปล่า” เด็กหนุ่มพยักหน้า ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าขนาดป้องกันทุกอย่างเขาก็ยังจะแพ้ได้อีก ขนาดเป็นเพียงน้ำปุ๋ยที่ฉีดพรมเบา ๆ ไม่ได้สัมผัสด้วยมือโดยตรง แต่รอยแดงกลับลามเป็นปื้นทั่วทั้งแขน “พอเลยนะ ไม่ต้องไปยุ่งกับผักพวกนั้นอีกแล้ว มันโตจนผลิใบขนาดนั้นไม่ตายง่าย ๆหรอก” “แต่อีกอาทิตย์สองอาทิตย์นี้ก็น่าจะเก็บได้แล้วนะครับ ถ้ามันตายก่อนก็คงเสียดายแย่” “ยังจะมาเสียดายอีก ช่ว
สองวันถัดมางานแถลงข่าวของนางบุษบง อิทธิรารักษ์ถูกจัดขึ้นที่บ้านโดยสำนักข่าวที่สามารถเข้าทำข่าวได้จะต้องมีบัตรเชิญเท่านั้น ในขณะที่เจษฎาพาอันดาออกไปเที่ยวชมธรรมชาติข้างนอก ปล่อยทุกอย่างให้นิลนีจัดการ หญิงสูงวัยปรึกษาทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ ทนายส่วนตัว รวมไปถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำการรักษาอันดามาตลอดและได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องต้องกันว่าการเปิดเผยเรื่องของการตั้งครรภ์ของอันดาเป็นผลเสียมากกว่าผลดี และเพื่อไม่ให้เรื่องบานปลายเกินควบคุม บุษบงจึงตัดสินใจแถลงคนเดียว แม้แต่ลูกชายและลูกสาวก็ไม่ให้ยุ่ง ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ความสวยสง่าในแบบฉบับผู้ดีของบุษบงกลับไม่เคยลดลงเลย เมื่อถึงเวลาแถลง หญิงสูงวัยนั่งหลังตรงประสานมือวางไว้บนตัก ฉีกยิ้มเล็กน้อยให้กับกล้องทุกตัวที่จับจ้องมาที่ตน ทำให้นักข่าวที่มาร่วมงานต่างก็พยายามวางตัวให้สมเกียรติกับที่ได้รับเชิญ “มีรถฉุกเฉินจากโรงพยาบาลมาจอดรอด้วย แสดงว่ามีคุณหมอมาร่วมแถลงด้วยรึเปล่านะ” นักข่าวสองคนหันไปคุยกันเตรียมพร้อมสำหรับการทำข่าวในครั้งนี้ บุษบงเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความรู้สึกที่มีต่อข่าวทั้งหลายโดยที่ไม่จำเป็นต้องมีบทพูดหร
สามวันถัดมาดูเหมือนข่าวคราวของตระกูลอิทธิรารักษ์จะไม่ได้ซาลงเลย เรื่องของอันดากลายเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ผู้ชายท้องได้ มีจริงหรือ? ประเด็นนี้มีผู้คนในโลกโซเชียลให้ความสนใจมากมายและก็มีผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายที่ออกมาให้ข้อมูลถึงความเป็นไปได้แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครกล้ายืนยันอยู่ดี นักข่าวถึงขั้นบุกเข้าไปเค้นถามหมอที่โรงพยาบาลที่อันดาเคยเข้ารักษาตัว แต่ด้วยจรรยาบรรณทางการแพทย์ทำให้นักข่าวหิวแสงเหล่านี้ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือกลับไปอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ไม่วายตั้งธงกันแล้วว่าเป็นเพราะอิทธิพลของเงินมากกว่าที่ปิดปากหมอได้เสียสนิท ทุกเช้าที่นิลนีขับรถไปทำงาน เธอจะเห็นนักข่าวจากหลายสำนักมารอทำข่าวอยู่ที่หน้าบ้านเสมอ เธอกำชับทุกคนตลอดเพื่อให้หลีกเลี่ยงคนพวกนี้ แม้แต่เจษฎาเองก็เลือกที่จะเมินเฉยไม่ตอบโต้อะไร สิ่งที่ชายหนุ่มโฟกัสที่สุดตอนนี้คือเบี่ยงเบนความสนใจของอันดาไม่ให้ไปเห็นข่าวแย่ ๆ พวกนี้อย่างน้อยก็จนกว่าจะคลอด และเพราะข่าวลือทั้งหลายเกี่ยวข้องกับครอบครัวอิทธิรารักษ์ ดังนั้นจึงมีคนโทรหาบุษบงเพื่อถามข่าวคราวแทบไม่หวาดไม่ไหว จนเธอต้องสั่งให้งดการติดต่อไม่
บุษบงไม่ออกงานสังคม ไม่คบค้าสมาคมกับใครมานานหลายปีแล้ว ในตอนนั้นเธอเกิดความรู้สึกอับอายที่ลูกชายไม่ได้ดั่งใจ จะไปอวดใครก็ไม่กล้า จึงได้แต่ปลีกตัวออกมาใช้ชีวิตและทำใจเงียบ ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีข่าวซุบซิบเกี่ยวกับตระกูลอิทธิรารักษ์บ้างประปราย แต่บุษบงก็ไม่เคยสนใจ ยิ่งสามีมาตายจากไปก่อน หญิงสูงวัยก็ยิ่งหมดแรงจูงใจในการใช้ชีวิตจึงปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง เพิ่งจะเริ่มมาติดตามข่าวสารหาความรู้ใหม่ ๆ ใส่ตัวก็ไม่นานมานี้ แต่พอได้เจอพาดหัวข่าวก็แทบจะสำลักน้ำที่เพิ่งดื่มเข้าไป อดีตนักธุรกิจหญิงชื่อดังไม่ปลื้ม ลูกชายเป็นเกย์ ตัวอักษรย่อพร้อมกับภาพบุคคลอันแสนเลือนลางปรากฎอยู่ในกรอบเล็ก ๆ ของหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวและโยงมาถึงพาดหัวข่าวข้างต้น ในข่าวไม่มีอะไรมากนอกจากบอกว่าคนทั้งสองเป็นคู่รักกันเนื้อหาเป็นการพูดถึงเรื่องของชีวิตเด็กคนหนึ่งที่จู่ ๆ ก็ตกถังข้าวสารและไต่เต้าด้วยวิธีการขายตัว นอกจากนั้นยังมีเนื้อหาและชีวประวัติของเด็กคนนั้นพอสังเขป “ยัยนิล ช่วยแม่ดูทีสิ นี่มันอะไรกัน” นิลนีไล่อ่านบทความนั้นอย่างละเอียดพร้อมกับเปิดหาข่าว ๆ อื่น ๆ จากใ







