LOGINหลังจากเลขาหนุ่มกลับไปแล้ว ลัตตี้กลับมาคาดคั้นปิ่นปักต่อ เขาเขย่าตัวเธอแรง ๆ จนเจ้าตัวรู้สึกวิงเวียน มองเห็นนกพิราบบินวนบนหัว
“เหตุการณ์มันเป็นยังไง เล่ามาสิ ฉันจะได้แก้ตัวกับคุณชาร์ลถูก” เขาถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน
ให้ตายเถอะ ปิ่นปักมาถึงวันเดียวก็สร้างเรื่องแล้ว
“หยุดเขย่าก่อน คือว่า เรื่องมันเป็นแบบนี้…” ปิ่นปักพยายามเค้นความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนที่ตัวเองจะหมดสติไปพร้อมกับยืนกรานว่า ตัวเองไม่ผิด
ฟังจบลัตตี้ถึงกับกุมขมับ เรื่องมันแปลกตั้งแต่ปิ่นปักเดินไปเจอลิฟท์สี่ตัวแล้ว ตรงนั้นไม่ใช่โซนที่เจนส์วาดแผนที่ให้กับปิ่นปัก
“แกฟังฉันนะ แกน่ะไปผิดฝั่ง แกออกไปทางประตู W ใช่ไหม แต่จริงๆแล้วเจนส์บอกให้แกออกทางประตู M ต่างหากโว้ยยย แล้วไม่เห็นหรือไงว่าบนลิฟท์เขียนไว้ว่าสำหรับผู้บริหารสูงสุด”
“อ๋อ ก็ไม่ได้มองนิ คนมันง่วงตาลายหมดแล้ว เอ๊ะ ฉันรู้สึกว่าลืมอะไร” ปิ่นปักเริ่มรู้สึกแปลก ๆ จนกระทั่งคิดได้ว่าเมื่อคืนเธอลากกระเป๋าเดินทางใบยักษ์มาด้วย แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว
“เอาล่ะ ฉันจะไปพบคุณชาร์ล ถ้าฉันตายฝากแกเอาเงินที่ซ่อนอยู่ในกล่องสะสมกางเกงในลายทางให้ครอบครัวของฉันด้วย”
“อี๋มากกก ฉันไม่รับฝาก ฉันจะไปด้วย!”
“แกจะไปทำไม แค่นี้ยังสร้างความวุ่นวายให้ฉันไม่พออีกหรือไง”
“คือว่าฉันลืมกระเป๋าเดินทางไว้ที่ห้องสุดหล่อ ฉันต้องกลับไปเอา” กระเป๋าลืมจริง แต่ก็อยากเห็นหน้าเขาด้วย
“ไม่ต้อง รออยู่นี่ เดี๋ยวฉันจะลากลงมาให้แกเอง” ลัตตี้ปฏิเสธ
มีหวังให้ปิ่นปักไปด้วยจะต้องก่อเรื่องอีกแน่
“ขอฉันไปด้วยเถอะนะ ๆ ” ปิ่นปักเกาะแขนบึกบึนของลัตตี้ กระพริบตาปริบปริบ ร้องขอความเมตตา ลัตตี้หลุบตาค่ำลงหลบสายตาลูกแมว แล้วเขาจะปฏิเสธปิ่นปักได้อย่างไรในเมื่อเล่นปล่อยท่าไม้ตายใส่กันแบบนี้
“ฉันรู้นะว่าแกคิดอะไรอยู่ ล้มเลิกซะเถอะ คุณชาร์ลไม่เหมาะกับแกหรอก” ลัตตี้จ้องเขม็งคนดื้อรั้น ยกนิ้วชี้เชิงสัญลักษณ์ให้หยุดเถียงแต่มีหรือที่ปิ่นปักจะฟัง ปากเล็กจิ้มลิ้มอ้าปากเถียงทันที
“แกรู้ได้ไงว่าไม่เหมาะ ฉันกับเขาอาจจะเกิดมาเพื่อกันและกันก็ได้นะ ฉันจะทำให้แกรู้ว่าฉันนี่แหละ นายหญิงของคาสิโนนี้” หญิงสาวตะโกนตอกหน้าลัตตี้
หน็อย อะไรที่ฉันจะเอาไม่มีวัน ไม่สำเร็จหรอกย่ะ
“เห้อ ฉันเหนื่อยใจกับแกจริงๆ จะเป็นให้ได้เลยใช่ไหมเมียมาเฟียเนี่ย” ลัตตี้ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย
“แน่นอนอยู่แล้ว ฉันจะเป็นให้ได้!!!” ใบหน้าสวยเชิดขึ้นอย่างเอาแต่ใจ
“แกซ้อมคอรอเรียก นายหญิงปิ่นปักได้เลย”
“เห้อ ตามใจเลยแล้วกัน ถือว่าฉันเตือนแกแล้ว” ลัตตี้ถอนหายใจให้กับความมั่นหน้าไม่เข้าเรื่อง
คนหนึ่งออกอาการประหม่าอย่างปิดไม่มิด ส่วนอีกคนหนึ่งทำท่ากระดี๊กระด๊ามีความสุขจนออกนอกหน้า
ปิ่นปักเลือกชุดเดรสเกาะอกลูกไม้สีดำสั้นเหนือเข่าแหวกกลางร่องอกอึ้มเล็กน้อย ตั้งใจมายั่วเขาเต็มที่
คราวนี้ไม่ได้มาพบกับเขาที่ห้องเดียวกันกับเมื่อคืนแต่เป็นห้องใต้ดิน บรรยากาศตลบอบอวลไปด้วยความหดหู่กลิ่นเหม็นเน่าอย่างกับกลิ่นซากหนูตายลอยมาตามอากาศ
“กลิ่นอะไร เหม็นชะมัด อี๋” ปิ่นปักขยี้ปลายจมูกแดง
“กลิ่นความตายค่ะ แค่นี้แกยังรับไม่ได้เลยมั้ง แกยังต้องเรียบรู้โลกใต้ดินอีกเยอะ”ลัตตี้ได้โอกาสตอกย้ำความเป็นจริงอีกครั้ง
ทว่า อีกฝ่ายก็ดูไม่ได้ยี่หระ แทนที่จะกลัวกลับให้ความสนใจ
“ฉันสนใจนะ แกสอนฉันสิ” ครั้นยังสนใจมากกว่าเดิม
“คุณหนูปิ่นปักคะ เธอมันอนุบาลหมีน้อย ซนแต่เรื่องไรสาระ เธอไม่มีทางทำงานใต้ดินได้หรอก งานใต้ดินมันยากตรงไหนรู้ไหม” ลัตตี้ถาม ปิ่นปักส่ายหัว
“เธอต้องรับผิดชอบงานด้วยชีวิต เอางี้ แกมาทำงานกับฉัน ถ้าเกิดว่าแกทำงานกับฉันได้ ฉันจะไม่ขวางทางรักของแกและจะช่วยด้วยเลย เอ้า”
“ตกลง เจ๊พูดแล้วห้ามคืนคำนะ!” ปิ่นปักยิ้มกริ่ม กลายเป็นว่าลัตตี้ตกหลุมพลางที่เธอขุดเอาไว้แล้ว
เมื่อหันไปมองหน้าเพื่อนสาวสองก็อดนึกถึงเรื่องในอดีตไปไม่ได้..
ในอดีต
เส้นทางชีวิตของปิ่นปักไม่ได้เติบโตมาด้วยการเลี้ยงดูอย่างหรูหราฟู่ฟ่าเหมือนลูกคุณหนูคนอื่นๆ แม้ว่าครอบครัวของเธอจะมีภูมิหลังจากตระกูลเก่าแก่ร่ำรวยเงินทองก็ตาม
เธอเคยมีบ้านเก่าอยู่ใกล้กับย่านสลัม การเติบโตมาของเธอจึงเกลือกกลัวะอยู่กับคนหลายชนชั้น
สมัยเรียนอยู่มอต้น ปิ่นปักเคยคบเพื่อนกลุ่มหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่คุณครูเกือบทั้งโรงเรียนชังขี้หน้า ไม่ว่าจะโดดเรียน กินเหล้า สูบบุหรี่ เล่นยา ปิ่นปักผ่านมันมาหมดแล้ว
จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์หนึ่ง
ครั้งแรกทีได้พบกับลัตตี้ ตอนนั้นปิ่นปักถูกเพื่อนในกลุ่มลวงไปขายในซ่อง โชคดีที่ลัตตี้คือแม่เล้าของซ่องนั้น ลัตตี้เล่าให้ฟังถึงเหตุจำเป็นที่ต้องทำงานวงการนี้ เปิดเผยความดำมืดของวงการ การได้รับฟังมุมมองที่ต่างกันออกไปทำให้เปิดโลกทัศน์มากขึ้น กลายเป็นว่าสนิทกับลัตตี้แบบงง ๆ
หลังจากเรียนจบมอต้น ลัตตี้ไม่ได้เรียนต่อ เขาย้ายไปทำงานหลายที่ กระนั้นพวกเรายังคงติดต่อกันเป็นนิจไม่เคยห่างหายจากกันไปไหน ภายหลังมีอาร์ตเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมกลุ่มอีกคน
ถึงลัตตี้จะทำอาชีพไม่สุจริต แต่พวกเราก็ไม่เคยนึกรังเกียจเพราะความจริงที่ลัตตี้เป็นคนช่วยฉันมาจากขุมนรก ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
ในฐานะเพื่อน ลัตตี้ คือ เพื่อนที่ดีที่สุดของงฉันคนหนึ่ง
“หันไปเลย มองหน้าฉันทำไมหรือคิดอะไรแผลง ๆ อีก” ลัตตี้หรี่ตามองอย่างจับผิด
“ฉันรักแกนะ” ปิ่นปักไม่พูดเปล่า ทำท่าส่งจูบให้ด้วย ลัตตี้เบี่ยงตัวหลบทันที
“ขนลุกหมดแล้วเนี่ย ไปค่ะ ได้เวลาเผชิญหน้ากับสุดหล่อของมึงแล้ว” ลัตตี้ลูบเนื้อตัว ขนลุกขนผองของจริง
แอ๊ด
มือบางแง้มเปิดประตูชะโงกหน้าเข้าไปดู พลันพบกับร่างหนานั่งอยู่บนเก้าอี้สูงสุด
เขาเหมือนกับพระราชาที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์
ชายหนุ่มในชุดสูทสีน้ำตาลเข้มนั่งไขว้ห้างมองต่ำลงมายังคนที่เข้ามาใหม่
ทว่า ในสายตาของปิ่นปักกลับรู้สึกว่า….
หล่อ เท่ ทรงอำนาจ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอวยเขาอีกแล้ว
“หล่อแบบตะโกน หล่อแบบราชนิกุล” ฉันตะโกนออกมาเป็นภาษาไทย อยากจะบอกให้โลกรู้ว่า ว่าที่สามีของปิ่นปักอภิมหาโคตระหล่อ หวังว่าเขาจะฟังภาษาไทยไม่ออก
“หึหึ” เสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้น
ฉันหันไปมองก็พบว่าเป็นนายแว่นหนานี่เอง ฟังออกรึไงถึงกล้าหัวเราะใส่ฉัน รอวันที่ฉันได้เป็นนายหญิงก่อนเถอะ นายนั่นจะเป็นคนถัดไปที่ฉันจะกุดหัวถัดจากยัยโซเฟีย ศัตรูเบอร์หนึ่ง
“เคารพนายท่านใหญ่” ลัตตี้ก้มโค้งคำนับตามกฏระเบียบขององค์กร
ห้องนี้ถูกเรียกว่าห้องตัดสิน ทุกครั้งที่มีคนเข้ามาในห้องนี้นั่นแปลว่ามีเรื่องผิดพลาดเกิดขึ้น สำหรับคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรอย่างปิ่นปักก็ยังคงทำเป็นเล่น โปรยยิ้มมหาเสน่ห์อย่างกับคนบ้า
“นั่งลง” เสียงเข้มเอ่ยอย่างดุดัน ลัตตี้นั่งลงตามคำสั่ง เว้นแต่ปิ่นปักที่ยังยืนส่งสายตาหวานเชื่อม
“อิปิ่น นั่งลงก่อน” ลัตตี้กัดฟันพูดเสียงเบา เสียงนั้นดังพอในระยะที่ปิ่นปักจะได้ยิน
“ฉันไม่นั่งพื้นหรอก คิก ๆ ” เสียงหัวเราะคิก ๆ ทำให้ลัตตี้สังหรณ์ใจแล้วว่าปิ่นปักจะต้องทำเรื่องคาดไม่ถึง
อีกครั้งแล้วที่ลางสังหรณ์แม่นยำอย่างกับจับวาง คิดไม่ถึงเช่นกันว่าปิ่นปักจะอาจหาญกล้าวิ่งขึ้นไปนั่งลงบนตักของคุณชาร์ล ท่ามกลางสายตาบอดี้การ์ดนับสิบ
ส่วนสีหน้าของคุณชาร์ลน่ะหรือ ไม่ต้องพูดถึง หน้าหงิกหน้างอเต็มที นอกจากมันแล้วคงไม่มีใครกล้าหาญท้าทายมัจจุราช
“ลงไปเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มกัดฟันพูด
หลายครั้งแล้วที่หญิงสาวคนเดิมกล้ายุ่งวุ่นวายกับเขาโดยไม่เกรงกลัว
“ไม่ลง” คนดื้อเเพ่งถือวิสาสะคล้องคอชายหนุ่ม โถมตัวแนบชิดแผงอกหนาส่งช้อนสายตาเชิญชวนให้อีกฝ่าย
“แต่ถ้าคุณจูบฉัน ไม่แน่ว่าฉันอาจจะยอมลงจากตักคุณก็ได้”
ชาร์ลหลบสายตา เขารู้ว่าเธอมีแรงดึงดูดมากมายจนเขาเกือบควบคุมสติตัวเองไม่ได้
ยิ่งลมหายใจอุ่นๆ เคลื่อนเข้ามา ร่ายกายของเขาก็ยิ่งรุ่มร้อน
คนที่อึ้งไปกว่านั้น คือ เลขาหนุ่มและบอดี้การ์ดคนสนิทมือซ้ายและขวา อย่างอเล็กซ่ากับอลัน
บทสนทนานินทาเจ้านายในระยะเผาขนเริ่มต้นขึ้น
“ทำไมเจ้านายไม่โยนแม่นั่นลงมา” อเล็กซ่ากระซิบข้างหูอัลเลน
“นายท่านไม่ทันตั้งตัว ต้องเป็นแบบนั้น อีกไม่นานก็คงโยนหล่อนลงมาแบบไร้ลมหายใจ” เลขาหนุ่มเอ่ยตอบพลางดันแว่นขึ้น แม้ในความเป็นจริง ชาร์ลจะไม่ได้ทำแบบนั้นก็ตาม
“หรือว่าหล่อนจะมาเป็นนายหญิงคนต่อไปของพวกเรา” อลันตั้งข้อสันนิษฐาน มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง
นอกจากนายหญิงคนก่อนก็มีผู้หญิงอยู่ไม่กี่คนเท่านั้นที่นายท่านยอมให้เข้าใกล้ ผู้หญิงคนนี้เข้าใกล้ร่างกายของนายท่านสองครั้งแล้ว
“ไม่มีทาง! นายท่านไม่มีทางชอบพอผู้หญิงชั้นต่ำแบบนั้นแน่” อัลเลนปฏิเสธเสียงแข็ง ในสายตาของเขา ปิ่นปักก็แค่ผู้หญิงชั้นต่ำหวังอ่อยเจ้านายของเขาเพราะต้องการรวยทางลัด
ไม่ว่าอย่างไร นายท่านก็ไม่มีวันสนใจผู้หญิงแบบนี้ เว้นแต่จะเก็บไว้เป็นนางบำเรอแค่บนเตียงเท่านั้น
“อะแฮ่ม” ชายหนุ่มกระแอมเสียงดัง ทำให้ทั้งสามคนยุติบทสนทนาเพียงเท่านี้
“ลัตตี้ ผู้หญิงคนนี้เป็นใคร” สายตากดดันเบนไปหาชายหนุ่มร่างบึกบึนแทน ลัตตี้ปาดเหงื่อก่อนจะเอ่ยตอบ
“เธอชื่อปิ่นปัก เป็นเอ่อ ลูกน้องของลัตตี้กำลังจะเข้ามาทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยของลัตตี้ค่ะ”
“ทำไมฉันถึงไม่รู้ว่าเธอรับคนนอกเข้ามาทำงานในคาสิโน”
“เอ่อ ลัตตี้กำลังจะรายงานให้นายท่านใหญ่ทราบในวันนี้ค่ะ แต่นายท่านใหญ่มาถึงก่อน” ประโยคสุดท้ายลัตตี้เอ่ยเสียงเบา ดูเหมือนคำพูดของเขาจะไปจุดติดต่อมโมโหของนายท่านใหญ่เข้าให้แล้ว
“ความผิดของฉัน?” ลัตตี้เงียบปากฉับพลัน สัมผัสได้ถึงอารมณ์คุกกรุ่นเจือปนมาในน้ำเสียง
“อัลเลน ห้องดำระดับ 2 สองวัน” ชาร์ลสั่งกับเลขาหนุ่ม
“นายท่านใหญ่ อย่าทำอะไรลัตตี้เลยนะคะ” ลัตตี้ขอร้องอ้อนวอน
ที่จริงรหัสห้องดำระดับสองไม่ได้ร้ายแรงมาก อย่างน้อยก็แค่โดนซ้อมวันสองวัน เขาเป็นห่วงก็แต่ปิ่นปัก รายนั้นหากปล่อยให้อยู่คนเดียว ไว้ใจได้ที่ไหน อีกอย่างปิ่นปักยังไม่รู้จักศัตรูของเขา ขืนปล่อยไว้จะถูกรังแกหรือเปล่าก็ไม่รู้
เอ๊ะ หรือควรเป็นห่วงอีกฝ่ายที่อาจถูกปิ่นปักรังแก?
“เอาตัวไป” ลัตตี้ไม่ได้ขัดขืน ยอมเดินไปอย่างจำนน
ความผิดของเขาคือควบคุมปิ่นปักได้ไม่ดีมากพอจึงทำได้เพียงส่งสายตาแสดงถึงความเป็นห่วงครั้งสุดท้าย
“คุณใจร้าย!” ปิ่นปักดิ้นเร้าบนตักแกร่งหารู้ไม่ว่าก้นงอนกำลังปลุกอารมณ์คนถูกกระทำเข้าอย่างจัง
“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้ แล้วฟังฉัน” ชาร์ลตวาดลั่น พลางฟาดมือลงบนสะโพกกลมกลึงจนร่างเล็กสะดุ้งเฮือก
รู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ เหมือนโดนมดคันไฟกัด
“ที่ลัตตี้ถูกทำโทษ นั่นเพราะความซนของเธอ ดูลัตตี้ไว้เป็นตัวอย่าง หยุดลามปามฉัน ครั้งนี้ฉันยกโทษให้เพราะเห็นว่าเธอยังใหม่และไร้เดียงสาในวงการนี้ กลับไปศึกษาให้ดีว่าฉันเป็นใคร ควรปฏิบัติตัวด้วยอย่างไร” ชาร์ลสั่งสอนด้วยความหวังดี ดูจากท่าทางก็รู้แล้วว่าทำเป็นเก่งเพียงภายนอกแต่ภายในกลวงเปล่าไม่มีอะไรเลย
“คุณชาร์ลคะ ฉันอยากเป็นเมียคุณ”
“หยุดเล่นได้แล้ว ฉันกำลังจริงจังอยู่!” เสียงดุไม่ได้ทำให้เธอตกใจกลัว ทั้งยังฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ฉันจริงจังค่ะ คุณไม่รู้อะไร นี่เป็นเรื่องที่ฉันจริงจังที่สุดในชีวิตแล้วรู้ไหมคะ ถ้าคุณไม่เชื่อ งั้นฉันจะทำให้คุณเห็น!” ดวงตาลูกกวางน้อยจับจ้องไปที่ริมฝีปากสีเข้มอย่างคนสูบบุหรี่จัดก่อนจะค่อยค่อยโน้มหน้าประกบปากอย่างนุ่มนวล
โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าสายตาของอีกฝ่ายที่มองมาเปลี่ยนไปแล้ว มันดูมีเลศนัย ราวกับราชสีห์จ้องจะตะครุบเหยื่อ…
ทุกคนเชื่อในรักครั้งแรกไหม?หนึ่งในร้อยพันหมื่นล้านคนบนโลก น้อยคนนักที่จะได้ลงเอยกับรักครั้งแรก และผม คือ ผู้ได้รับโอกาสหนึ่งในร้อยพันหมื่นล้านคนนี้ แต่กว่าจะมีโอกาส เรียกได้ว่า สูญเสียกันไปเท่าไหร่ ย้อนกลับไปเมื่อตอนกลับจากมาเก๊า…10 ปี ผ่านไป ผมได้กลับมาเจอเขาอีกครั้งโดยบังเอิญ ต้องขอบคุณปิ่นปักที่ทำให้เราหากันจนเจอ ถึงแม้ว่าสุดท้าย ผมไม่ได้ทำอะไร ไม่กล้ารุกจีบ ทำได้เพียงมองเขาจากที่ไกลไกล เพราะรู้ว่า เขาไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันผมตัดสินใจจากมาพร้อมปิ่นปัก ฟื้นฟูหัวใจอันเหี่ยวเฉา“เลน่า เจนส์ พวกเธอดูแลแขกให้ดีๆ ถ้าเห็นเริ่มมองหน้ากัน ให้การ์ดเตรียมตัวไว้เลย ตีกันทุกวันแบบนี้ ทุนหดกำไรหายหมด”“ค่ะ คุณอาร์ต” เจนส์และเลน่าตอบพร้อมกัน“อืม ฉันจะไปเที่ยวผับในเมือง ถ้ามีอะไรให้แจ้งลัตตี้หรือปิ่นปักนะ”“ได้ค่ะ”“ค่ะ คุณอาร์ต” ชายหนุ่มโบกเรียกแท็กซี่ เดินทางมายังอีกผับหนึ่ง เขาได้ยินมาว่าผับนี้เป็นคู่แข่งตัวฉกาจ ต้องมาดูซะหน่อยแล้ว จุดขายของผับนี้มันคืออะไรกันแน่!?วินาทีที่เหยียบเข้ามาในผับนี้ ด้านในตกแต่งสไตล์เรียบหรู บทเวทีมีเสาเหล็ก ลักษณะมันเหมือนกัน…“อะไรวะเนี่ย” อาร์ตอ้าปา
5 ปี ผ่านไป… หลังจากวันนั้นที่ฉันแต่งงานกับคุณชาร์ล พวกเรายังอาศัยอยู่ที่บ้านหลังเดิม เพียงแต่คนอื่นๆย้ายออกไปหมดแล้ว ทั้งคุณพ่อ คุณแม่และเจ๊ลัตตี้ ทว่า พวกเขายังอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับฉัน ยกเว้นอาร์ตคนเดียว เขาย้ายไปอยู่ที่ต่างประเทศกับคุณอิจิ ฉันได้ยินมาว่าเร็วๆนี้ทั้งสองกำลังจะเข้าพิธีวิวาห์ ลูกสาวฝาแฝดของฉัน ปักรักและปักใจ อายุ 6 ขวบปี คนหนึ่งพูดเก่งอย่างกับลิงจ้อ ส่วนอีกคนพูดน้อยราวกับกลัวดอกพิกุลร่วงออกจากปาก ถึงอย่างนั้น ลูกสาวทั้งสองคนของฉันก็เป็นเด็กที่ฉลาดเฉลียว สามารถสอบเข้าโรงเรียนนานาชาติลำดับหนึ่งของจังหวัด โรงเรียนเดียวกับลูกของเพื่อนบ้านตัวร้ายได้ด้วย ในปีต่อๆมา ฉันมีลูกอีกสองคนเป็นลูกชายทั้งคู่ อายุไล่เลี่ยกับลูกสาวฝาแฝด พวกเขามีชื่อว่า “ปักอักษรและปักอักขรา” อีกทั้งในท้องของฉันก็ยังมีเจ้าก้อนที่ 5 ยังลุ้นๆอยู่ว่าจะเป็นก้อนเดี่ยวหรือก้อนแฝด ปัจจุบัน ฉันสอบผ่านตั๋วทนาย ได้เป็นทนายความสมใจอยาก คดีที่ถนัดมากที่สุด คือ คดีเกี่ยวกับครอบครัวและเยาวชน ส่วนสามีของฉันผันตัวมาเป็นนักธุรกิจเต็มตัว นานครั้งจะกลับไปดูคาส
เสียงพลุดังขึ้นต่อเนื่องสนั่นหวั่นไหวไปทั่วผืนฟ้า แสงสีจากการเฉลิมฉลองเบิกบานไปพร้อมกับเสียงหัวเราะชื่นหมื่นของใครบางคน“คิกๆ เอาอีก จุดอีก” ปุ้ง ปุ้ง เสียงพลุหวือบินขึ้นฟ้าอีกระลอกปิ่นปักปรบมือด้วยความสนุกสุดยอดขัดกับอารมณ์ของอีริคที่บูดเบี้ยวไม่มีชิ้นดีไม่รู้ทำไมเจ้านายถึงให้เขามาเป็นพี่เลี้ยงเด็กโข่งโตแต่ตัวก็ไม่รู้ แม้ว่าเธอจะเป็นผู้หญิงของเจ้านายก็เถอะ“นึกถึงบรรยากาศที่ประเทศไทยเลยเนอะอาร์ต” ปิ่นปักสะกิดถามเพื่อนที่นั่งมองดูพลุอยู่ด้วยกัน“จริงมึง แต่ถ้าอยู่ที่ไทยนะ กูคงนั่งเมาอยู่ที่ผับว่ะ”เมื่อปีกลายเขากับปิ่นปักยังสนุกสุดเหวี่ยงอยู่ในผับชื่อดังย่านสีลม ตัดภาพมาตอนนี้ พวกเราได้มาฉลองปีใหม่ไกลถึงมาเก๊า ได้รู้จักกับคนใหม่ๆ และโลกใบใหม่“ถ้ามึงคิดถึงอ่ะนะ เราเปลี่ยนบรรยากาศในเลาจ์ให้เป็นแบบผับที่ไทยได้นะเว้ย” ปิ่นปักเสนอความคิดเห็น ถ้าไปอ้อนขอคุณชาร์ล เขาต้องอนุญาตแน่นอน“ดูมัน คิดอะไรแปลกๆ อีกแล้ว เดี๋ยวคุณชาร์ลได้มาแหกอกฉันพอดี” ลัตตี้เอ่ยแทรกพร้อมกับถือถาดเครื่องดื่มค็อกเทลมาด้วย“ไม่หรอก ฉันอ้อนนิดเดียว คุณขาก็ยอมแล้ว เนอะคุณอีริค”ปิ่นปักพยักเพยิดไปทางพี่เลี้ยงส่วนตัวบุค
เข้าสู่เดือนธันวาคมภูมิอากาศในมาเก๊าหนาวเย็นเป็นพิเศษและเป็นช่วงที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในประเทศมากมายจึงเป็นช่วงเวลากอบโกยผลรายได้คาสิโนแบล็คมอร์ไม่ได้ปิดในช่วงวันหยุดปิ่นปักและผองเพื่อนต้องมาทำงานเหมือนเช่นเคย เพียงเเต่เทศกาลปีนี้คาสิโนจะต้องมีอะไรแปลกใหม่บ้าง“คุณอีริคคะ เอาต้นคริสมาสต์ไว้ตรงนี้” ปิ่นปักในชุดซานดี้ชี้นิ้วสั่งต้นคริสมาสต์ขนาดใหญ่เท่าตึกสองชั้นถูกเคลื่อนย้ายไปมาตามคำสั่งจนมาหยุดอยู่ตำแหน่งฝั่งขวาด้านหน้าคาสิโน“ได้หรือยังคร้าบ คุณหนูปิ่นปัก” อีริคเอ่ยตอบเป็นภาษาไทยแปร่งๆ ตามที่เจ้าตัวสอนมา“ได้แล้ว ไม่บดบังวิสัยทัศน์ สวยมากด้วย คริคริ’ ปิ่นปักป้องปากหัวเราะคิกคัก ก่อนจะวิ่งไปหยิบกล่องของตกแต่งจำนวนมากที่ใช้บัตรวีไอพีรูดมา“อีริค ขอขี่คอหน่อยสิ” ชายหนุ่มเลิ่กลั่ก เขารู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่นายท่านใหญ่แผ่ออกมา แม้จะอยู่ไกลกันคนละฝั่งก็ตาม“เอ่อออ คุณปิ่นปักครับ ผมไม่กล้าครับ”“จิส์ อย่าขัดฉันสิ เดี๋ยวก็ให้คลานเป็นหมูซะหรอก!”“ขี่คออีริคทำไม จะเอาอะไร หื้ม” ในที่สุดเสียงช่วยชีวิตมาโปรดแล้ว นายท่านใหญ่เดินเข้ามาใกล้ลูบหัวทุยด้วยความเอ็นดูอีกฝ่ายส่ง
วันเดียวกันนั้น หลังจากเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจดทะเบียนสมรสเป็นที่เรียบร้อย ถึงที่เวลาต้องถ่ายรูปหมู่ระหว่างครอบครัวของบ่าวสาวไม่มีใครรู้เลยว่า โชคชะตาได้ชักนำคนสองคนวนเวียนกลับมาเจอกันอีกครั้งด้วยสถานะที่ต่างไปจากเดิม“พี่ปิ่นประดับคะ ไปถ่ายรูปกันค่ะ ถึงเวลาแล้ว” ปิ่นปักปลีกตัวออกมาจากฝูงชนเข้ามาตามพี่สาวที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่ตรงซุ้มเครื่องดื่ม“โอเค”ทันทีที่มาถึงหน้าซุ้มดอกไม้สำหรับถ่ายรูป แผ่นหลังอันคุ้นเคยซึ่งเธอไม่รู้ว่าใช่คนคนนั้นหรือเปล่า เขากำลังหันหลังสนทนากับชาร์ลอย่างออกรสออกชาติ“พี่ปิ่นประดับมาแล้วค่ะ” ปิ่นปักเอ่ยเรียกความสนใจจากทุกคน โดยเฉพาะชายหนุ่มที่กำลังคุยอยู่กับเจ้าบ่าวเขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวผู้มาใหม่ ทั้งสองต่างจ้องตากันไปมานิ่งค้างราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงช็อตดังเปรี้ยงระหว่างระยะห่างของพวกเขา“นี่ ใครเหรอชาร์ล” ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคล้ายคลึงกับเจ้าบ่าวเอ่ยถาม“อ่อ นี่ ปิ่นประดับ พี่สาวของปิ่นปักภรรยาฉัน” ชาร์ลเอ่ยแนะนำ รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกประหลาดพิกล“ปิ่นปัก นี่ใครเหรอ” ปิ่นประดับหันไปถามน้องสาวเช่นกัน“นี่ คุณชาร์ด น้องชายฝาแฝดของคุณชาร์ลค่ะ”“ยินดีได้รู
งานแต่งงานถูกจัดขึ้นในธีมความรักสีหวาน งานเช้าจัดตามแบบพิธีไทย ช่วงบ่ายจัดตามธรรมเนียมจีนและงานในช่วงเย็นจัดตามแบบคริสต์ ปิดท้ายด้วยอาฟเตอร์ปาร์ตี้เวลา 8 นาฬิกาบรรดาแขกเริ่มทยอยเข้ามาบ้างแล้ว การ์ดเชิญถูกร่อนออกไป 5000 กว่า ฉบับ ปิ่นปักคาดการณ์ไว้ว่าช่วงเช้าคงมีสักสองพันคนที่มาได้และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ“แขกเพิ่งมาแค่นี้เองเหรอ” ฉันโผล่หน้าออกมาจากฉากกั้น เห็นครอบครัวยัยโซเฟียมาเป็นกลุ่มแรก ตามด้วยพวกกลุ่มประธานรุ่นมหาวิทยาลัย“อิปิ่นคะ มึงเล่นจัดงานตั้งแต่แปดโมงยันเที่ยงคืน ถ้ากูไม่ใช่เพื่อนมึงนะ กูไม่มาหรอก” อาร์ตกรอกตาขึ้นบน ยังไม่เคยเห็นคนที่จัดงานแต่งสามครั้งในวันเดียวมาก่อน“จริงค่ะ ฉันล่ะสงสารเจ้าบ่าวที่ต้องมาตามใจมันเนี่ย” ลัตตี้กรอกตาขึ้นบนด้วยอีกคนพร้อมกับใช้แปรงขนแกะปัดพวงแก้มอิ่มด้วยสีแอปเปิ้ลระเรื่อ“เจ้าบ่าวฉันยังไม่เห็นพูดอะไรเลย มีแต่พวกแกนี่แหละที่เอาแต่บ่น” ฉันค้อนขวับใส่ทั้งสองคน ว่าที่สามีฉันไม่ได้ธรรมดา มันก็ต้องเล่นใหญ่บ้างไหมลัตตี้หันไปมองหน้าอาร์ตโดยอัตโนมัติพูดอย่างพร้อมเพรียงกันว่า“อ้อจร้า”สไตลิสต์จำเป็นหยิบชุดไทยสีบานเย็นที่ถูกเก็บใส่กล่องอย่างดีออกมา







