LOGIN"อร่อยไหม" ขณะตังเมกำลังกินชาบูกับเพื่อนๆ ด้วยความเอร็ดอร่อยก็ปรากฏใบหน้าหล่อเหลาของเด็กชายวัยสิบสี่ปีต่อหน้า เด็กหนุ่มนั่งตัวเอียง ใช้ศอกด้านขวาตั้งบนโต๊ะ ใช้มือเท้าคางไว้ ภายใต้แว่นตาสีดำฉายชัดแววตาทะเล้น เช่นเดียวกับรอยยิ้มที่ส่งมา
ในขณะที่ตังเมกำลังตกอยู่ในภวังค์ของความรู้สึก ทั้งดีใจ ทั้งเคืองโกรธ ทั้งน้อยใจ สายตาจับจ้องใบหน้าคมคายตรงหน้าแน่วนิ่งด้วยแววตาวูบไหว ก็ปรากฏร่างสูงของเด็กหนุ่มที่มีใบหน้าละม้ายคล้ายกันเดินเข้ามาร่วมโต๊ะ ทั้งสามคนทักทายรุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนของพี่สาวด้วยความคุ้นเคย
"มากันตั้งแต่เมื่อไร" เพลงถามด้วยน้ำเสียงดีใจกับการปรากฏตัวของน้องชายทั้งสี่คน
"เพิ่งมาจากสนามบินสดๆ ร้อนๆ เลยพี่เพลง มีคนคิดถึงพี่ตังเมจนทนไม่ไหว" ลมเป็นคนตอบพี่สาว เข้าไปสวมกอด และหอมแก้ม ดินกับน้ำก็รอคิวจะแสดงความคิดถึงต่อพี่สาวเช่นกัน ก่อนจะเข้าไปสวมกอดตังเมที่เปรียบเสมือนพี่สาวอีกคน
"นึกว่าจะมาพร้อมพี่คริสต์ แคลร์ เคท อาทิตย์หน้าซะอีก" คริสต์จะเดินทางมาหาเพลงในสัปดาห์หน้าหลังจากสอบเสร็จ เพื่อจัดการเรื่องหมั้นหมาย หลังจากนั้นเพลงก็จะเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศแคนาดา
"อย่างที่ลมบอกเลยพี่เพลง ว่ามีคนคิดถึงพี่ตังเมจนใจจะขาดเสียให้ได้" น้ำพูดขึ้นหลังจากหอมแก้มพี่สาว
"มีแค่คุณดิน คุณน้ำ คุณลม เท่านั้นละค่ะที่คิดถึงพี่" เสียงหวานแฝงความน้อยใจและขุ่นเคือง เด็กหนุ่มแฝดสี่วีดิโอคอลมาหาพี่สาวเป็นประจำ จะมีเสียงบอกคิดถึงมาถึงตังเมจากดิน น้ำ ลม ทุกครั้ง มีเพียงไฟเท่านั้น ทำให้คิดไปว่าเธอทำอะไรให้อีกฝ่ายเคืองโกรธถึงไม่ยอมคุยหรือเจอหน้าผ่านเครื่องมือสื่อสาร แต่พยายามครุ่นคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
"เมจังงอนไฟเหรอ งอนไฟใช่ไหม ใช่ไหมๆ" ใบหน้าหล่อเหลาของเด็กหนุ่มจอมทะเล้นขยับเข้ามาใกล้ใบหน้าบึ้งตึงของตังเม น้ำเสียงนั้นออดอ้อน น้ำเสียงที่ไม่ว่าใครได้ฟังก็ต้องใจอ่อน ไม่ว่าจะโกรธหรือโมโหมากเพียงใด แต่ไม่ใช่ในเวลานี้
"..........." ตังเมเบือนหน้าหนี ความน้อยใจตีตื้นขึ้นมาจนจุกอยู่ในอก น้ำตาพาลจะไหลออกมาเสียให้ได้ ไม่เคยรู้สึกน้อยใจมากเท่านี้มาก่อน
"งอนจริงด้วยแฮะ เมจังคิดถึงไฟมากใช่ไหมล่ะถึงได้งอน"
"เราไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ พี่ไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ" ตังเมบอกเพื่อนๆ กับดิน น้ำ ลม ว่าแล้วก็ลุกออกจากโต๊ะไป ไฟมองตามร่างเล็ก ยกยิ้มมุมปากเบาๆ เตรียมใจไว้แล้วว่าต้องมีคนเคืองโกรธ
"ไฟไม่ตามตังเมไปเหรอ" เฟรย่าเอ่ยถาม
"เดี๋ยวเมจังก็มา"
"ทำบ้าอะไรของไฟ คิดถึงตังเม แต่ไม่ยอมติดต่อตังเม สนุกมากหรือไง" เพลงโวยน้องชายคนเล็กทันที แม้แต่ตัวเองก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่ไฟเป็น แต่ถ้าคริสต์ทำแบบนี้กับตนรับรองว่าบ้านแตกหลังคาพังเป็นแน่ ไม่ใจเย็นเอาแต่นิ่งเงียบแบบตังเมหรอก
"ก็ไฟไม่อยากร้องไห้ให้เมจังเห็นนี่พี่เพลง"
"กลัวเสียฟอร์ม แต่ไม่กลัวตังเมเสียใจ ไม่มีเหตุผลเลยไฟ พี่พูดจนไม่อยากจะพูดแล้วนะ"
"พี่เพลงบอกไม่อยากพูด ไฟก็เห็นบ่นทุกครั้งที่ไฟโทรหา"
"มันน่าบ่นไหมล่ะ ตัวเองแอบมองตังเม แต่พอให้คุยกับตังเมไม่ยอมคุย จะให้ตังเมรู้สึกยังไง" ทุกครั้งที่วีดิโอคอลมาหาพี่สาว ไฟจะขอให้เพลงหันกล้องไปหาตังเม และเพียงแค่ได้เห็นก็เป็นบ่อน้ำตาแตกทุกครั้ง จนวันเวลาผ่านไปจึงค่อยๆ ทำใจขึ้นมาได้ ตั้งใจจะมาหาในวันปิดภาคเรียน และทันทีที่สอบเสร็จไฟพร้อมพี่ชายฝาแฝดทั้งสาม และคนเป็นปู่ย่าที่เดินทางไปหาหลานๆ ก่อนหน้าก็เดินทางมาไทยทันทีในวันนั้น
"ก็แค่ขอเวลาทำใจเองพี่เพลง"
"ทำไมคิดอะไรไม่เหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาเลยหา? ถ้าตังเมไม่พูดด้วยไม่ต้องมาร้องไห้ให้ได้ยินเลยนะ จะซัดให้" เพลงเงื้อมือตั้งท่าจะทุบตีน้องชาย แต่อีกฝ่ายไวกว่า ลุกหนีออกไปทางหลังร้าน
ร่างเล็กบอบบางในชุดนักเรียนมัธยมปลายทรุดลงนั่งซบหน้ากับเข่า เธอไม่ได้อยากเข้าห้องน้ำ แค่อยากออกมาจากความอัดอั้น น้ำตาซึมไหลด้วยความน้อยใจที่ตีตื้นขึ้นมา ในหัวคิดไปต่างๆ นานาจนสับสน เดี๋ยวก็ต่อว่าเด็กหนุ่มตัวโต เดี๋ยวก็อยากโผเข้ากอดด้วยความดีใจ แต่ในเวลานี้ความน้อยใจมันมีอยู่มากเหลือเกิน
"กินติมกันไหม" คนก้มหน้าน้ำตาคลอเงยหน้าขึ้นมองตามเสียงด้วยแววตาตัดพ้อ ร่างสูงของเด็กหนุ่มจอมป่วนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า สายตาทอดต่ำ
"ไปกินติมกัน กินติมกันนะ นะๆ" ร่างสูงของเด็กหนุ่มยอบตัวลงจนอยู่ระดับเดียวกับตังเมที่เบือนหน้าหนีใบหน้าออดอ้อนที่เอียงหาใบหน้าสวยนวลเนียนที่บึ้งตึง
"............"
"ขอโทษ จะไม่หายไปแบบนี้อีก จะโทรมาป่วนเมจังทุกวันเลย"
"............"
"คิดถึงเมจัง เมจังคิดถึงไฟไหม คิดถึงไหม คิดไหมๆ"
"............"
"รักเมจัง ไฟรักเมจัง เมจังรักไฟไหม รักไหมๆ"
"..........." ดวงตาคู่งามสบประสานดวงตาของเด็กหนุ่มเพียงครู่ ก่อนจะลุกเดินออกไปโดยไม่พูดอะไร
“เฮีย ธนูกับมังกรล่ะ” ยี่หวาถือตะกร้าผ้าเข้ามา ไม่เห็นธนูกับมังกรหลานชายฝาแฝดวัยเจ็ดวันนอนอยู่ ส่วนไฟกับตังเมแต่งตัวเตรียมไปส่งเพลิงกับพราวที่โรงเรียน และคุณแม่ลูกสี่มีนัดตัดไหมแผลผ่าคลอด“ก็นอนหลับอยู่บนเบาะ อ้าว หายไปไหนแล้ว ไฟกับตังเมอุ้มไปหรือเปล่า หรือคุณทวด” ภีมวางมือจากขวดนมของหลานที่เพิ่งป้อนเสร็จ แล้วกำลังนำไปล้าง หันมาไม่เห็นธนูกับมังกรนอนอยู่ก็แปลกใจไม่ต่างจากยี่หวา“เพลิง พราว เห็นไหมลูกว่าใครอุ้มน้องไป” ยี่หวาหันไปถามพี่ชายกับพี่สาวของแฝดเล็กที่อยู่ในชุดนักเรียน“เออ…” เพลิงกับพราวเลิ่กลั่กมองหน้ากันสลับกระเป๋านักเรียนที่วางอยู่ใกล้เบาะนอนของแฝดน้อย“มีอะไรกันเหรอคะ” ตังเมกับไฟเดินเข้ามาเห็นท่าทีของทุกคนจึงเอ่ยถาม“ธนูกับมังกรล่ะครับ” ไฟถามหาลูกชายสองคนเล็กเมื่อไม่เห็นนอนอยู่บนเบาะ“ไฟกับตังเมไม่ได้อุ้มไปเหรอ”“เปล่านะครับคุณแม่ ไฟกับเมจังเพิ่งลงมา”“เพลิง พราว” ภีมจ้องหลานทั้งสอง เพลิงกับพราวต้องรู้แน่นอนว่าธนูกับมังกรหายไปไหน“เออ…อยู่นี่” เพลิงกับพราวหันมองหน้ากัน ก่อนชี้ไปที่กระเป๋านักเรียนของตน“ห๊ะ!!!” ทุกคนต่างตกใจ รีบเปิดกระเป๋านักเรียนออกดู ธนูนอนตาแป๋วอยู่ในกระเ
3 ปีต่อมางานเปิดตัวโชว์รูมรถนำเข้าและรถซุปเปอร์คาร์ อาณาจักรรถในฝันสุดหรูมากกว่าสิบแบรนด์ ซึ่งถือเป็นโชว์รูมและศูนย์บริการที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ด้วยรูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยวโดดเด่น ที่มาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เร็วและแรงถึงใจ แถมยังสะท้อนตัวตนของผู้ครอบครองได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ตลาดซุปเปอร์คาร์มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไฟจึงเลือกความท้าทายนี้และสร้างธุรกิจนี้ขึ้นมา เสียงของความยินดีในความสำเร็จอีกก้าวของอดีตเด็กป่วนจอมแสบจากสมาชิกในตระกูลดังกึกก้อง เบื้องหลังความสำเร็จจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากครอบครัวของเขา“ยินดีกับความสำเร็จในวันนี้ด้วยนะคะ” แพทย์หญิงมินตรา ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอกมือฉมังเอ่ยแสดงความยินดีกับนายเพลิงกัลป์ สามีของเธอด้วยความปลื้มปิติ หลังจากแต่งงานผู้ชายคนนี้ทำให้เธอรู้สึกว่าเขาคือดวงอาทิตย์ที่สดใสของเธอกับลูกๆ“เพราะตัวเองคอยเป็นกำลังใจ เค้าถึงมีวันนี้” มือแกร่งลูบไล้แก้มนวลเนียนแผ่วเบา เหมือนกำลังแตะกลีบดอกไม้อันบางเบา อ่อนโยน และทะนุถนอม ก่อนหอมแก้มนั้นอย่างแสนรัก“มีของขวัญมาให้ด้วย” ตังเมหยิบกล่องสีเหลี่ยมผืนผ้าขนาดความยาวครึ่งไม้บรรทัดสีแดงผูกโบริมบิ้นสีขาวอ
“หูยยยยย คุณแม่ขา คุณแม่ส้วยสวย” พราวเยินยอคนเป็นแม่ หลังจากช่างแต่งหน้าแต่งตัวถอยออกห่างเมื่อทำหน้าที่ของตนเองเสร็จ ตังเมอยู่ในชุดไทยจักรีประยุกต์สีกลีบบัว ส่งให้เธอสวยสง่าเล่อค่า มีเสน่ห์จนไม่อาจละสายตาได้ โดดเด่นด้วยเสื้อผ้าไหมไหล่เดียวจับเดรปสีชมพูพูกลีบบัว ห่มสไบไหล่แคบสีชมพูหม่น ปักคริสตัลสีชมพูอ่อน นุ่งกระโปรงผ้าไหมลำพูนสีกลีบบัว ปักพิงค์โกลด์ มีหน้านาง ชายพก สวมเครื่องประดับไทยโบราณสีพิงค์โกลด์สวยเข้ากันลงตัว“วันนี้ลูกสาวแม่ก็สวยมากค่ะ” ตังเมเชยคางของลูกสาวที่อยู่ในชุดไทยโจงกระเบน ห่มสไบ ในโทนสีชมพู วันนี้จะรับหน้าที่ถือพานเชิญขันหมาก ส่วนเพลิงนั้นจะอยู่ในฝ่ายของเจ้าบ่าว“พราวอยากเป็นเจ้าสาวบ้างค่ะคุณแม่”“พราวยังเป็นเจ้าสาวไม่ได้” นาเทียว่า“นาเทียไม่อยากเป็นเจ้าสาวเหรอ”“ต้องรอให้โตเป็นผู้ใหญ่ก่อน”“ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่นาเทียเป็นเจ้าสาวของเพลิงสิ เราจะได้อยู่บ้านเดียวกัน”“จองตัวเจ้าสาวให้พี่ชายซะละ” นัจมีย์เอ็นดูพราว วันนี้เธอรับหน้าที่เพื่อนเจ้าสาว และในวันนี้เพลง แคลร์ เคท เฟรย่า ก็รับหน้าที่เพื่อนเจ้าสาวด้วยเช่นกัน และยังมีเพื่อนสมัยตังเมเป็นนักศึกษาแพทย์ ที่บัดนี้ต่างเป็นแ
“อาเรียว คิดถึงที่สู้ดดดดดเลยค่ะ” เด็กหญิงพราวตะวันกระโดดตัวลอยเข้าสู่อ้อมกอดของเรียวที่เพิ่งเดินทางกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และเดินทางมาเขาใหญ่เพื่อมาหาหลานน้อยทั้งสองทันที พราวหอมแก้มอาสุดที่รักซ้ายขวาสลับกันไปมา ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นให้สมกับความคิดถึง“พราวคิดถึงอาเรียวเยอะแล้ว ให้เพลิงคิดถึงบ้างสิ เพลิงก็คิดถึงอาเรียวที่สู้ดดดดดดดด” เด็กชายเพลิงตะวันแหงนมองพร้อมชูมือรอคอยคนเป็นอาอุ้มบ้าง เพราะตัวเองก็คิดถึงอาสุดที่รักไม่ต่างจากน้องสาวฝาแฝด“อาอุ้มพราวกับเพลิงพร้อมกันเลย” เรียวอุ้มเด็กน้อยทั้งสองด้วยแขนแข็งแรงคนละข้าง โดยไม่รู้สึกหนัก แขนเล็กข้างหนึ่งของเด็กน้อยทั้งสองโอบคอของคนเป็นอาอย่างเป็นหลักยึด“นี่อย่าบอกนะว่าขับรถมาเอง” ไฟเท้าเอวถามเสียงห้วนปรายตามองรถซุปเปอร์คาร์สีดำที่จอดอยู่ เด็กหนุ่มวัยสิบหกหาญกล้าขับรถมาเองถึงเขาใหญ่“คุณพ่อคุณแม่กับพี่ริวจะมาวันงาน เรียวไม่อยากรอ เพราะคิดถึงพราวกับเพลิงที่สู้ดดดดดดด” เรียวหอมแก้มหลานทั้งสองคนละฟอดใหญ่ด้วยความคิดถึง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าอยู่อเมริกาโดยไม่มีหลานกับพี่ๆ มันเหงามาก ดีที่ริว พี่ชายของเขาไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่นั่นด้วย“ใ
“เพลิงดูนี่ น่ารักเนอะ” พราวชี้ชวนให้เพลิงดูตุ๊กตาเซรามิกเด็กไทยโบราณตัวอ้วน ชายสองตัว หญิงสองตัว ผ่านกระจกบานใหญ่ของร้านจำหน่ายวัตถุโบราณ“น่ารักจริงด้วย คุณพ่อครับ เพลิงอยากได้” เพลิงเห็นด้วยกับน้องสาวฝาแฝด ดวงตากลมเป็นประกายยามจ้องมองตุ๊กตาเหล่านั้น“พราวก็อยากได้ค่ะ แบ่งกันคนละสองอัน”“เพลิงกับพราวถามเจ้าของร้านสิครับว่าขายไหม” ไฟบอกลูกน้อยทั้งสอง ชี้ไปทางเจ้าของร้านที่ก้มหน้าก้มตาทำอะไรง่วน ไม่สนใจที่จะเงยหน้าขึ้นมามองลูกค้า“คุณตาครับ” เพลิงร้องเรียกเจ้าของร้าน“คุณตาขา” พราวร้องเรียกขึ้นมาอีกคน เมื่อเจ้าของร้านยังคงไม่ให้ความสนใจ“วันนี้ร้านปิดแล้ว พรุ่งนี้ค่อยมาดูใหม่นะ” เสียงตอบกลับมาอย่างไม่ใส่ใจนัก เพราะสนใจสิ่งตรงหน้ามากกว่า“คุณแม่ขา คุณตาเสียงเหมือนตาอินทร์แปงเลยค่ะ” นิ้วเล็กจิ้มแก้มนุ่ม เอียงศีรษะเล็กน้อยอย่างใช้ความคิด ก่อนเงยหน้าถามผู้เป็นแม่“พราวลองเรียกตาอินทร์แปงสิคะ”“ค่ะคุณแม่ พราวจะเรียกตาอินทร์แปง ตาอินทร์แปงขา” คำแนะนำของตังเมต่อลูกสาวได้ผล เจ้าของร้านขายวัตถุโบราณเงยหน้าขึ้นมามองเจ้าของเสียงเล็กสดใสที่คุ้นหู“พ่อไฟ หมอมินตรา ไปไงมาไงกันลูก เพลิงกับพราวใช่ไหม
หลังจากเรียนจบทุกคนก็เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อสานต่อธุรกิจของครอบครัว และสิ่งที่อยากทำ เช่นเดียวกับตังเมที่ได้เป็นศัลยแพทย์หัวใจ และได้เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา กำลังรอรับเข้ารายงานตัว ส่วนเพลิงกับพราวก็เข้าเรียนที่โรงเรียนนานาชาติของที่นี่เช่นกันตังเมกวาดตามองสำรวจบ้านขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านบนพื้นดินของเขาใหญ่ มีทั้งสนามหญ้า สวน และสระว่ายน้ำอยู่รอบบ้าน ขณะที่ตัวบ้านออกแบบในแนวร่วมสมัย โดยผสมผสานวัสดุต่างๆ ทั้งปูน หิน ไม้ และกระจกมาใช้ได้อย่างลงตัว เมื่อก้าวเข้าไปภายในตัวบ้านก็พบกับความเรียบหรู เน้นการตกแต่งด้วยไม้เป็นหลัก ผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์สไตล์ร่วมสมัย ออกแบบการจัดวางอย่างปราณีตในทุกๆ มุมของบ้าน อย่างมีเอกลักษณ์“บ้านของเมจัง” ร่างสูงมองดวงหน้าหวานของภรรยาจากด้านข้าง เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นพร้อมแขนแกร่งที่โอบเอวจากทางด้านหลัง“ทำไมเค้าไม่รู้ว่าตัวเองสร้างบ้านใหม่” ตังเมเงยหน้าขึ้นมองร่างสูงที่โอบกอดตัวเองอยู่ด้วยความฉงนสงสัย ตั้งแต่งานสวดอภิธรรมของดิษย์กับรสสุคนธ์ ทุกคนก็ไม่ได้กลับมาที่นี่อีกเลยตลอดระยะเวลาสี่ปี โดยขณะนั้นรีสอร์ตอยู่ในการดูแลของภูกั







