Beranda / โรแมนติก / เพลิงภูหมอก / 3…ปัญหาที่รออยู่ (1)

Share

3…ปัญหาที่รออยู่ (1)

Penulis: rasita_suin
last update Tanggal publikasi: 2025-03-23 16:59:09

ในห้องนอนขนาดกลางของบ้านหลังใหญ่หรือเรียกวังน่าจะถูกกว่า มีร่างอ้อนแอ้นงดงามในชุดคลุมหลังอาบน้ำเดินไปเดินมา กระทั่งสวมเสื้อผ้าชุดกระโปรงผ้าพลิ้วยาวเหนือเข่าเล็กน้อยดูเรียบร้อย แล้วมาหยุดหน้ากระจกบานใหญ่สูงครึ่งตัวกรอบฉลุลายโบราณสวยวิจิตร แต่งเติมหน้าตาเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะหนักไปที่ขั้นตอนการบำรุง จากนั้นก็รวบผมยาวสลวยเกือบถึงกลางหลังถักเปียหลวมๆ ก่อนจะคว้ากระเป๋าสะพายคู่ใจเดินเสียงเบาออกจากห้อง

เสียงตึงตังที่ได้ยินด้านล่างทำให้หญิงสาวทำหน้าฉงน ขณะเดียวกันใครคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากประตูฝั่งตรงข้ามเอ่ยทัก

“น้องก้อย จะไปไหนแต่เช้า”

“ก้อยจะไปคุยเรื่องโรงเรียนกับเพื่อนค่ะพี่ปัฐ”

หญิงสาวตอบ คิ้วเข้มของอีกฝ่ายขมวดเข้าหากันพร้อมใบหน้ายุ่งไม่ชอบใจกับสิ่งที่ได้ยิน

“พี่คิดว่ายกเลิกไปแล้วเสียอีก เดี๋ยวนี้น้องก้อยดื้อ ไม่เชื่อพี่แล้วหรือไง”

ปัฐวิกรพี่ชายคนโตของตระกูลอรรถพันธ์พงศ์ ตอนนี้เป็นหัวเรือใหญ่ของการบริหารงานทุกอย่างในครอบครัว ค่อนข้างนิ่งขรึม จริงจัง และเหตุมีผล สิ่งใดที่เขาเห็นว่าไม่เหมาะสมน้องทุกคนก็มักจะเชื่อฟัง ทว่าคราวนี้น้องน้อยกลับยังฝืนทำตามใจตัวเอง ทำให้พี่ชายถึงกับขุ่นใจ

“โธ่...พี่ปัฐ ก้อยยังเชื่อพี่ปัฐเหมือนเดิม แต่นี่เป็นงานที่ก้อยรัก ก้อยกับเพื่อนตั้งใจกับมันมากนะคะ”

“แต่คุณพ่อคุณแม่จะไม่อนุญาตแน่นอน”

อีกฝ่ายเสียงเข้มขึ้นจนคนถูกดุหน้าจ๋อยลงทันตาเห็น ซึ่งก็ทำเอาพี่สงสารต้องเดินเข้ามาหาแล้วดึงร่างบางมาแนบอก มือลูบผมนิ่มสลวยเบาๆ

“พี่เตือนแล้วว่าพวกท่านจะไม่เห็นด้วยกับงานนี้ของน้อง ทำไมยังดื้ออีกฮึ”

ใบหน้าสวยหวานเงยขึ้นมองหน้าขาวคม ตาโตสวยวาววามสบกับดวงตาคู่คมอย่างขอร้องกึ่งวิงวอน

“ขอแค่พี่ปัฐช่วยก้อย”

“พี่จะช่วยอะไรได้”

ชายหนุ่มส่ายหน้าพร้อมถอนหายใจ

“พี่กลางก็สัญญาว่าจะช่วยพูดกับคุณพ่อคุณแม่ให้ก้อย ถ้ามีพี่ปัฐอีกคน ก้อยคิดว่า...”

“นายกลางนี่รักน้องจนไม่ลืมหูลืมตา”

พี่ชายคนโตบ่นน้องคนรองจนหญิงสาวได้แต่แอบทำหน้าแหย เพราะรู้ว่าเดี๋ยวเขาต้องไปดุอีกฝ่ายกับตัวซ้ำอีกครั้งตามประสาพี่ชายที่มักจะบ่นกับพฤติกรรมนอกลู่นอกทางของน้องๆ

แล้วก่อนที่ใครจะพูดอะไรขึ้นมาอีกเสียงตึงตังด้านล่างก็ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้ทั้งคู่มองหน้ากันอย่างแปลกใจแล้วก็พร้อมใจเดินลงไปดู โดยมีร่างสูงกำยำของคนที่โดนบ่นเมื่อครู่พุ่งออกมาจากห้องของตนในเวลาต่อมา

“ใครมาทำเสียงดังอะไรวะเนี่ย”

กิตติกรบ่นด้วยความรำคาญมือก็ขยับเนกไทที่คอตนเองให้เข้าที่ ก่อนจะหยิบสูทที่พาดบ่าไว้มาถือ ในมืออีกข้างมีกระเป๋าใส่เอกสารทำงาน แล้วพรวดลงบันไดไปอย่างรีบเร่ง แต่เมื่อกำลังจะก้าวไปยังห้องอาหาร สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาหนุ่มหล่อมาดสำอางชะงัก

กลุ่มชายฉกรรจ์กำลังต่างพยายามช่วยกันยกตู้โบราณหลังใหญ่เคลื่อนที่ช้าๆ ผ่านหน้าเขา ตรงไปยังประตูด้านหน้า

“นี่มันอะไรกัน”

เพราะรู้ว่าคนที่จะตอบคำถามของตนไม่ใช่คนพวกนี้ เขาจำได้ว่านี่เป็นตู้ในห้องหนังสือ ซึ่งเป็นของเก่าโบราณตกทอดมานานหลายร้อยปี เหมือนกับของหลายชิ้นในบ้านหลังนี้ที่มีคุณค่าด้านจิตใจและมูลค่ามหาศาล ร่างสูงจึงก้าวไปยังจุดที่คิดว่าพวกเขาขนมันออกมา ทว่ายังไม่ทันเดินไปถึง ร่างอวบของแม่บ้านคนสนิทของคุณรุจีรัตน์ ก็มาหยุดชายหนุ่มเอาไว้เสียก่อน

“น้านวล”

“เชิญคุณกลางที่ห้องอาหารเถอะนะคะ”

“พวกเขาจะเอาของไปไหนครับ”

นวลอนงค์ได้รับคำสั่งจากคุณรุจีรัตน์ให้ดูแลระหว่างการขนย้ายให้เรียบร้อย ทว่าไม่อาจตอบคำถามของผู้เป็นนายน้อยได้

“เชิญคุณกลางค่ะ”

เธอผายมือเชื้อเชิญ กิตติกรรู้ว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการตอบเขา ชายหนุ่มถอนหายใจไม่พอใจ แล้วเดินกลับไปทางห้องอาหารอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้าวผ่านประตูเข้าไปเขาก็ได้ยินเสียงของพี่ชายคนโตดังแทรกออกมา

“ผมไม่เห็นด้วย ที่เราจะต้องถึงกับขายสมบัติเก่าแก่ของตระกูลพวกนั้น”

“แล้วปัฐจะให้แม่ทำยังไง ทุกวันนี้เราแทบจะไม่มีเงินอยู่ในบัญชีส่วนตัวกันแล้ว ถ้าไม่ขายของพวกนั้นแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในบ้าน นี่ยังไม่นับเรื่องที่ต้องหาเงินทุนหนุนธุรกิจของบ้านเราเลยนะ”

กิตติกรเข้าไปขณะที่ผู้เป็นแม่เอ่ยประโยคนั้น ทุกคนภายในห้องหันมามองเขา ชายหนุ่มเองก็มีหน้าสีขุ่นใจอย่างเห็นได้ชัด เขาตรงไปนั่งลงข้างน้องสาวคนสวยที่กำลังขมวดคิ้วยุ่ง ยิ้มให้เธอเล็กน้อยแล้วนิ่งฟังต่อพร้อมกับที่สาวใช้เริ่มนำอาหารมาเสิร์ฟให้

“แต่นี่มันก็เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอยู่ดีนะครับ”

“นี่ตาปัฐกำลังต่อว่าแม่กับคุณพ่อหรือไง”

คุณรุจีรัตน์ดุบุตรชายคนโตเบาๆ เพราะความเป็นผู้ดีที่มีอยู่ในตัว แม้จะไม่ใช่เชื้อสกุลอย่างคุณชายพงศกร หากก็มาจากตระกูลดังของผู้ที่เคยรับใช้อยู่ในรั้วในวัง รวมทั้งอีกฝ่ายเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนที่ตนเกรงใจและรักใคร่นักหนา

“ผมแค่...”

“ต่อให้เราขายของทั้งบ้าน รวมทั้งขายเครื่องเพชรเครื่องทองของต้นตระกูลที่ตกทอดกันมาทุกรุ่นจนหมดก็ยังไม่พอ ถ้าคุณแม่ยังบินไปเที่ยวบ่อยๆ”

กิตติกรที่นิ่งฟังอยู่พักหนึ่งเอ่ยแทรกขึ้นมาโดยไม่สนใจมารยาทใดๆ

ผู้เป็นแม่ที่ใบหน้างดงามอย่างไทยแท้หันมองลูกชายคนรองตาดุ แม้เวลาจะล่วงเลยผ่านมาความงามก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลง ทั้งเรือนร่างก็ยังสวยอิ่มได้ทรวดทรง ถึงจะอยู่ในชุดแสกสวยเนื้อผ้าพลิ้วไหวรัดรูปร่าง คุณรุจีรัตน์ก็ยังไม่มีส่วนเกินใดๆ ที่ยื่นออกมาจนเกินงาม

“ตากลาง”

“นายกลาง”

น้ำเสียงสามเสียงหากแต่คนละโทนดังขึ้นพร้อมกันจนกิตติกรต้องกลอกตา รู้ถึงชะตากรรมของตนเองว่าต้องถูกดุ เพราะคนที่เรียกเขารวมผู้มาใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาด้วย ชายหนุ่มหันไปมองบิดาของตนซึ่งอยู่ในชุดลำลองสบายๆ หากก็ยังดูทรงไปด้วยอำนาจบารมี วาสนาในฐานันดร รวมทั้งตำแหน่งหน้าที่ที่เคยดำรง ทำให้คุณชายพงศกรอดีตผู้พิพากษาที่เกษียณงานแล้วยังดูทรงภูมิน่านับถือ หากเวลานี้ใบหน้าที่เคยคมคายหล่อเหลามีริ้วรอยเพิ่มขึ้น ทั้งยังเต็มไปด้วยความไม่สบายใจที่แสดงออกอย่างชัดเจน ท่านมาที่โต๊ะอาหารพร้อมหนังสือพิมพ์ในมือ

กิตติกรมองบิดาแล้วก็ก้มหน้าลงอย่างสลด ชายหนุ่มกลัวบิดามากกว่าผู้ใดในบ้าน แม้จะเกรงใจปัฐวิกรบ้าง แต่ไม่ใช่กลัว ส่วนกับผู้เป็นแม่นั้น เรียกได้ว่ามีเพียงความเคารพเท่านั้น หาได้กลัวหรือยำเกรงไม่

“พูดกับแม่อย่างนี้ได้ยังไง เราเป็นเด็กนะ”

คุณชายพงศกรนั้นได้ชื่อว่าค่อนข้างเข้มงวดกับลูกผู้ชาย ส่วนกับลูกสาวท่านจะตามใจแล้วก็รักใคร่ ไม่เคยดุหรือว่ากล่าวใดๆ ทั้งสิ้น

“ขอโทษคุณแม่ นายกลาง”

พี่ชายคนโตช่วยเสริมผู้เป็นพ่อ ซึ่งกิตติกรก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากลุกขึ้นเดินไปหาพร้อมยิ้มประจบคุณรุจีรัตน์ ยกมือขึ้นไหว้แล้วโอบกอดท่าน

“ผมขอโทษครับคุณแม่ ผมแค่ไม่อยากให้อะไรมันเลวร้ายไปกว่าทุกวันนี้”

คุณรุจีรัตน์ที่มักจะอ่อนลงเพราะลูกอ้อนของลูกคนรองยิ้มอ่อน ยกมือลูกแก้มสากเบาๆ แล้วหอมตามลงไปก่อนจะบอก

“ไม่เป็นไรลูก รีบไปทานข้าวนะ แล้วจะได้ไปทำงาน”

ระหว่างกิตติกรกลับมาที่เก้าอี้ตนเอง คุณชายพงศกรก็นั่งลงหัวโต๊ะ สาวใช้รีบกุลีกุจอมาเสิร์ฟอาหารขณะท่านพูดด้วยความรู้สึกผิดที่มีอยู่ในใจ

“พ่อทำให้ลูกๆ ลำบาก”

ผู้เป็นศรีภรรยาเห็นดังนั้นจึงรีบโบกมือไล่สาวใช้สองคนให้ออกไปข้างนอก

“ถ้าตอนนั้นพ่อไม่หน้ามืด หลงเชื่อคำเพื่อนเก่าเพื่อนแก่ บ้านเราก็คงไม่ต้องอับจนหนทางขนาดนี้”

น้ำเสียงเศร้าของคุณชาย ทำเอาลูกชายทั้งสองคนได้แต่ถอนหายใจอย่างหนัก ในขณะที่ลูกสาวคนสุดท้องของบ้านกลับทำหน้ามึนงง เพราะไม่เคยรู้เรื่องราวอะไรมาก่อน เมื่อเห็นของในบ้านถูกขนออกไปเธอก็ตกใจ แล้วพอพี่ชายคนโตพูดคุยกับมารดาหญิงสาวก็ได้แต่นั่งฟังด้วยความสับสนมึนงง หากก็ไม่กล้าเสียมารยาทถามไถ่ ในเมื่อผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่

คุณรุจีรัตน์เอื้อมมือไปบีบมือใหญ่ของคู่ชีวิตเบาๆ ในเชิงปลอบพร้อมกับเตือนกลายๆ ทว่าคุณชายกลับส่ายหน้าให้เล็กน้อย แล้วเอ่ยต่อ

“ไม่เป็นไรหรอกคุณ หนูก้อยเรียนจบ โตเป็นผู้ใหญ่พอที่จะรับรู้ปัญหาในบ้านแล้วล่ะ”

เมื่อเดือนที่แล้วกัญญานันเพิ่งจะรับปริญญาไปสดๆ ร้อนๆ ก่อนหน้านี้หญิงสาวอาศัยอยู่ที่หอในมหาวิทยาลัย กลับบ้านในวันสุดสัปดาห์ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการเรียน กิจกรรมพิเศษด้านนาฏศิลป์มากกว่าจะได้รับรู้ความเป็นไปทางบ้าน อีกอย่างคือ ครอบครัวของเธอเองก็ไม่ได้ต้องการให้น้องสาวสองคนที่ยังอยู่ในช่วงวัยเรียนรับรู้ถึงปัญหาใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นกับตระกูลด้วย

“น้องก้อยทราบ น้องนางก็ควรจะทราบด้วยนะครับ เธอจะได้หยุดใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายสักที”

ปัฐวิกรพูดขึ้น เขาได้รับสิทธิ์ในการโต้แย้ง หรือชี้แจงภายในครอบครัวได้อย่างอิสระ เนื่องจากชายหนุ่มเป็นผู้ที่บิดาไว้ใจอย่างมาก ทั้งมารดายังเกรงใจ เพราะมีวุฒิภาวะ เหตุผล รวมถึงฉลาดเฉลียวจนสามารถกุมบังเหียนธุรกิจของบ้านได้ หากแบรนด์เสื้อผ้าของรุจีรัตน์ไม่ได้ปัฐวิกรทิ้งงานตัวเองมาดูแล ก็คงไม่ยืนอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ทั้งที่ควรจะล้มไปนานแล้ว

ทว่าข้อเสียคือ ชายหนุ่มรักและสงสารผู้เป็นแม่มาก จึงมักใจอ่อนกับท่านเสมอ เมื่อครั้งที่คุณรุจีรัตน์ใช้เงินบริษัทไปกับการพนันจนเกือบหมดตัวเกือบล้มละลาย ปัฐวิกรที่กำลังรุ่งเรืองกับหน้าที่วิศกรบริษัทของชาวต่างชาติที่มาลงทุนในเมืองไทยก็ลาออกจากงานมาบริหารงานที่ตนเองไม่ถนัดเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเปิดแบรนด์จิวเวลรี่ขึ้นเพื่อใช้การตลาดมาเป็นตัวเสริมจนสามารถถ่ายเทรายรับรายจ่ายให้กันได้ แต่ทุกวันนี้คุณรุจีรัตน์ก็ยังบินไปกาสิโนต่างประเทศทุกเดือน โดยอ้างว่าช็อปปิ้งกับเพื่อนๆ ซึ่งทั้งปัฐวิกรและกิตติกรต่างก็รู้ดี และไม่อาจห้ามได้ พอผู้เป็นแม่กลับมาด้วยสีหน้าเศร้าสร้อยทั้งคู่ก็จำต้องช่วยเหลือ ทว่าไม่เคยแพร่งพรายเรื่องนี้ถึงหูผู้เป็นพ่อ คุณชายพงศกรจึงทราบเพียงว่าธุรกิจของทางบ้านกำลังซบเซา ส่วนปัญหาเงินทองไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายเป็นสาเหตุมาจากตนเอง

“เรื่องน้องนางแม่จะบอกเอง อีกสองสามวันเดี๋ยวแม่ก็จะบินไปหาน้องอยู่แล้ว เห็นว่าจะไปเที่ยวลาสเวกัสช่วงหยุดเทศกาล แม่ก็เลยว่าจะไปเป็นเพื่อนน้อง”

เมื่อคุณรุจีรัตน์เอ่ยปัฐวิกรกับกิตติกรก็เหลือบมองตากันทันที หากทำได้เพียงแอบถอนหายใจเท่านั้น

“เอ่อ แล้วบ้านเรามีปัญหาอะไรเหรอคะ ไม่ทราบว่าก้อยพอจะช่วยอะไรได้หรือเปล่า”

หญิงสาวถามอย่างเกรงอกเกรงใจ แต่เพราะผู้เป็นพ่ออนุญาตแล้วจึงคิดว่าคงไม่ผิด

“ถ้าอยากช่วย ก็ไปช่วยพี่ๆ เขาทำงานหาเงินเข้าบ้านเร็วๆ เราจบมาเดือนหนึ่งแล้ว แม่ยังไม่เห็นไปทำงานกับพี่ๆ เขาสักที”

ผู้เป็นแม่หันมาบอกด้วยน้ำเสียงเข้มงวด แม้จะรักลูกทุกคนมาก หากกัญญานันดูจะเป็นคนเดียวที่ท่านเอ็นดูน้อยที่สุด ไม่ใช่ว่าไม่รัก เพียงแต่ท่านไม่ค่อยได้เลี้ยงดูลูกสาวที่เป็นลูกหลงคนนี้ คุณชายกับภรรยาคิดว่าลัลนาจะเป็นลูกคนสุดท้อง คุณรุจีรัตน์จึงริเริ่มงานที่ตัวเองชอบ คือการออกแบบเสื้อผ้า เพราะท่านเป็นผู้หญิงหัวสมัยใหม่ชอบการแต่งตัว ทว่าสี่ปีต่อมากลับตั้งท้องลูกอีกหนึ่งคน เมื่อคลอดแล้วก็มุ่งมั่นกับการทำงาน กัญญานันจึงมีแม่นมของคุณชายพงศกรยายของพิมพ์ปรางเป็นผู้เลี้ยงดู หญิงสาวโตมาพร้อมเพื่อนสนิท แล้วก็รักผูกพันกับยายจันทร์มากกว่ามารดา ในตอนที่ท่านเสียช่วงอยู่ม.ปลาย กัญญานันก็ร้องไห้คร่ำครวญมากพอๆ กับพิมพ์ปรางเลยทีเดียว

“เอ่อ คือว่า..ก้อย...”

“ผมอยากให้น้องก้อยพักผ่อนสักพักน่ะครับ”

ปัฐวิกรเอ่ยขึ้นอย่างต้องการช่วยเหลือ

“เหรอลูก งั้นก็แล้วแต่ปัฐแล้วกันนะจ๊ะ”

คุณรุจีรัตน์หันไปยิ้มกับลูกชายคนโต ไม่ได้สังเกตสีหน้าที่ดูวิตกของลูกสาวคนเล็ก

“แล้วคิดไว้หรือยังว่าจะให้น้องไปทำตำแหน่งอะไร”

คุณชายพงศกรเอ่ยถามขึ้น ปัฐวิกรจึงขมวดคิ้วครุ่นคิด ในขณะที่กัญญานันนั้นอ้ำอึ้งพูดไม่ออกเพราะเธอไม่ต้องการทำงานกับครอบครัว

“น้องก้อยตั้งใจว่าจะเปิดโรงเรียนสอนนาฏศิลป์ให้เด็กๆ กับเพื่อนๆ น่ะครับคุณพ่อคุณแม่”

คนที่เอ่ยขึ้นมาคือกิตติกร ในเมื่อเจ้าตัวไม่กล้าพูด เขาสงสารน้องจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาแทน

=====

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เพลิงภูหมอก   27...ณ จุดแรกรัก (2)

    “ไม่รู้สิคะ รู้แต่ว่าเธอไม่เคยโกรธหรือเกลียดคุณ ไม่เคยมองคุณในแง่ร้าย แต่เธอเจ็บปวดที่รู้ว่าคุณทำให้เธอเสียใจ”นิ่งไปชั่วอึดใจก่อนที่เปรมินทร์จะค่อยๆ คลี่ยิ้มที่มุมปากแล้วบอก“นางฟ้าคนนั้นรักผมเข้าให้แล้วล่ะ”กัญญานันก้มหน้างุดลงอย่างขัดเขิน เมื่อเห็นแววตาคู่คมวาววับราวกับล้อเลียน ทั้งที่ยังอยู่ในอารมณ์โศกเศร้าแท้ๆ แต่ก็เข้าใจว่าเปรมินทร์คงอยากให้เธอสบายใจขึ้น“เฮ้อ...ทำหน้าแบบนี้เดี๋ยวผมก็ห้ามใจไม่ไหวอีกนะ”อีกฝ่ายถอนหายใจออกมา แล้วก็จูบประทับหนักหน่วงเนิ่นนานบนกลีบปากสวยจนเธออ่อนระทวยอีกครั้ง ทว่าหญิงสาวยังไม่ลืมว่าชายหนุ่มพามาดูอะไร เมื่อปรือตาขึ้นมาพร้อมกับที่ใบหน้าคมคายผละออกไป เธอก็เงยหน้าขึ้นไปด้านบน แสงบางอย่างที่ร่วงลงอยู่ท่วมกลางท้องฟ้ามืดมิดดึงความสนใจของเธอให้หันมอง ร่างบอบบางถลันออกไปชะเง้อคอมองนอกเต็นท์“ฝนดาวตก”ดาวหลายดวงทยอยตกจากท้องฟ้าที่มุมหนึ่ง ทำให้กัญญานันตาวาว พูดโดยไม่หันกลับไปมองคนที่ขยับมานั่งกอดซ้อนหลังเธอ“นี่ใช่ไหมคะที่คุณพาก้อยมาดู”“อืม”เปรมินทร์ตอบรับด้วยอารมณ์เซ็งๆ“แต่ผมชักอยากรักคุณมากกว่าดูฝนดาวตกนี่แล้ว”ชายหนุ่มบ่นพึมพำกับตัวเองก่อนจะวางคางของตนบ

  • เพลิงภูหมอก   27...ณ จุดแรกรัก (1)

    ทั้งสองเซ่นไหว้ตรงจุดที่เกิดอุบัติเหตุของเจ้าปัทมาดากับคุณเฮนรี่ ก่อนจะย้อนกลับขึ้นมา เดินลึกเข้าไปด้านในยังจุดที่เกิดเรื่อง และกัญญานันก็วางฟ้ามุ่ยสีขาวไว้ตรงพื้นที่ที่เปรมินทร์บอกว่าฝังมอมแมมเอาไว้ จากนั้นชายหนุ่มก็ขอไปตรวจเอกสารที่ออฟฟิศกับดูงานที่ไร่โดยพากัญญานันออกไปในไร่กับตนเองด้วย แม้ว่าตอนแรกเขาจะห้ามเพราะกลัวเธอจะเจ็บขามากขึ้น แต่หญิงสาวบอกว่าเธอยังไม่เคยเห็นไร่ภูศรีจันอย่างแท้จริงเลยสักครั้ง ชายหนุ่มจึงต้องพาหัวหน้าฝ่ายบัญชีกับเลขาไปด้วยเพื่อให้ดูแลและเป็นเพื่อนเธอ รวมทั้งคอยอธิบายเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ตอนที่เขาตรวจงานในไร่ ทั้งคู่อยู่ที่ไร่กระทั่งเย็นจึงกลับขึ้นภู“ทำไมคุณถึงให้ลุงมั่นกางเต็นท์ให้เราล่ะคะ”กัญญานันพูดเสียงสั่นด้วยความหนาวหลังจากถูกคะยั้นคะยอให้ออกมายังจุดชมวิวด้านนอก เมื่ออาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวจะเข้านอน“ผมอยากให้คุณดูอะไรบางอย่างด้วยกันหน่อยน่ะ”ชายหนุ่มบอกแล้วรูดซิปเต็นท์ให้หญิงสาวเข้าไปด้านในก่อน แม้ด้านนอกจะมีกองไฟที่ให้คนขับรถคนใหม่จุดไว้แต่ก็ไม่ช่วยไล่ความหนาวเหน็บได้ ดีหน่อยที่พอไล่ยุ่งได้บ้าง“ดูข้างในไม่ได้เหรอคะ”“เราต้องดูบนท้องฟ้า”เมื่อท

  • เพลิงภูหมอก   26...ผูกพันทั้งกายใจ (2)

    “ผมรักก้อย”เสียงทุ้มพึมพำซ้ำแนบขมับชื้นเหงื่อของเธอ ตามมาด้วยรอยจูบหนักๆ“ที่สำคัญ...ผมรักหัวใจของคุณ หัวใจที่ดีงามเหมาะสมอย่างที่เจ้าแม่ผมเคยพูดเอาไว้ ท่านเคยบอกว่าผมจะรักคุณ แล้วผมก็รักจริงๆ แถมยังหลงด้วย หลงมากกก”พร้อมคำพูดเปรมินทร์ก็อุ้มร่างอรชรมานอนทับบนร่างแกร่ง ผิวเนื้อนุ่ม อกอวบอิ่ม ร่างสาวบดเบียดลงมาหาชายหนุ่มอย่างไม่อาจเลี่ยงได้ กัญญานันเหมือนถูกดูดพลังงานไปจนหมด ไม่หลงเหลือแรงขัดขืนเขาด้วยซ้ำ“หลง แต่ชอบทำร้าย ชอบแกล้งเนี่ยนะคะ”มือบางตีอกกว้างเบาๆ เนื้อตัวเธอรู้สึกถึงมัดกล้ามเต็มแน่นช่วงหน้าท้องแกร่งและทั่วทั้งตัวของคนใต้ร่างเลยทีเดียว ใบหน้าหวานจึงออกอาการเขินอายเมื่อเห็นตาคมจ้องมาด้วยแววชอบอกชอบใจ“นี่เขาเรียกทำรักต่างหาก”เปรมินทร์ไม่บอกเปล่า แถมมือหนายังกดสะโพกเธอเข้าหาตัวเองซ้ำอีกจนกัญญานันต้องห้ามเสียงสั่น“อื้อ...ไม่เอาแล้วนะคะ”“เถอะน่า อีกครั้งหนึ่ง”“พอเถอะค่ะ ก้อยเหนื่อย”กัญญานันส่งสายตาขอร้องเต็มที่ เธอเพลียอยากนอนจะแย่อยู่แล้ว แต่อีกฝ่ายกลับมันเขี้ยวอยากฟัดคนตัวเล็กมากกว่าจะอยากหยุด เพราะไม่ว่าหญิงสาวจะมองแบบไหนเปรมินทร์ก็รู้สึกเหมือนเธอกำลังเชิญชวนเขาทุกท

  • เพลิงภูหมอก   26...ผูกพันทั้งกายใจ (1)

    คนถูกฉุดรั้งชะงักด้วยความงุนงงกับอารมณ์ร้อนแรงของตน และคำพูดกำกวมของอีกฝ่าย ร่างอรชรหอบหายใจระรัว เพิ่งรู้ว่าเธอเหนื่อยหนักขนาดนี้ ทว่าก่อนจะถามอะไรชายหนุ่มก็พลิกกายให้เธอลงไปนอนใต้ร่างขณะมือก็ปลดเสื้อนอนเธอออกไปพร้อมกัน ไม่ลืมที่จะดึงปิ่นออกจากผมสลวยจนสยายแผ่บนที่นอนอย่างน่าหลงใหล“ผมอยากบอกรักคุณก่อน”“คะ?”ดวงหน้าหวานเหลอหลาด้วยความแปลกใจกับคำรักที่ออกมาจากปากเขาแสนง่าย หากแรงพิศวาสที่โหมอยู่ยังไม่ถูกปลดปล่อย สมองเธอจึงทำงานช้า ความสนใจอยู่ที่มัดกล้ามแน่นตึงบนเรือนกายกำยำที่ค่อยๆ อวดต่อสายตา เพิ่งเป็นครั้งแรกที่เธอกล้ามองเขาตรงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไรผู้หญิงต่างก็หลงใหลได้ปลื้มสามีตนเองขณะเดียวกันร่างสูงที่ผละไปถอดเสื้อผ้าของตนก็จับจ้องผิวขาวนวลผ่องที่เผยพร้อมเรือนกายงามสล้างไม่วาง ตาคมคู่ดุกวาดมองขึ้นลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างครึ้มใจที่ตนเองได้เป็นเจ้าของความงามลออตาตรงหน้า ความภาคภูมิใจปะปนความรักหลงอัดแน่นอยู่ในอก เพราะได้ครอบครองทั้งเรือนร่างสวยกับหัวใจที่ดีงามของกัญญานัน“ผมรักทุกอย่างที่เป็นคุณ ทั้งดวงตา แก้ม ริมฝีปาก...”หลังจากทั้งร่างเปล่าเปลือยใบหน้าคมก็เลื่อนลงกระซิบพร้อม

  • เพลิงภูหมอก   25...คำสารภาพ (2)

    กัญญานันไปส่งครอบครัวพร้อมกับเปรมินทร์และพี่ชายที่เชียงใหม่ แม้เธอจะบอกให้อีกฝ่ายพักผ่อนหลังจากทำแผลแล้ว แต่สุดท้ายเปรมินทร์ก็ยังเกาะติดภรรยาของตนไม่ยอมห่าง ส่วนทางด้านเพ็ญลงไปพักกับพ่อแม่ของตนในไร่ชั่วคราว กำลังอยู่ในช่วงคิดและพักใจ บนภูจึงมีสองสาวน้อยและคนขับรถซึ่งค่อนข้างมีอายุหน่อยของไร่กับภรรยาขึ้นมาอยู่แทน หากเพ็ญกลับมาก็ไม่มีปัญหาอะไร นอกจากมีแม่บ้านดูแลเพิ่มขึ้น เปรมินทร์ยินดีรับคนขับรถที่แต่งงานแล้วและมีอายุหน่อยมากกว่าคนโสด“ทานยาหรือยัง ข้อเท้าคุณเจ็บมากขึ้นอีกหรือเปล่า”เปรมินทร์ถามเมื่ออาบน้ำออกมาเห็นคนตัวเล็กกำลังนวดข้อเท้าอยู่“ทานแล้วค่ะ แค่เจ็บนิดหน่อย ไม่เท่าตอนที่เกิดเรื่องหรอกค่ะ”หมอในไร่ตรวจข้อเท้าให้หญิงสาวเพิ่มเติมหลังทำแผลให้ชายหนุ่ม แม้จะบอกว่าไม่ได้กระทบกระเทือนมากนัก“ผมนวดให้นะ”ร่างสูงใหญ่ขยับไปนั่งที่เตียงอย่างรวดเร็วพร้อมกับเข้าไปใกล้คนตัวหอม แต่กัญญานันกลับส่ายหน้า“ได้ยังไงคะ มือคุณมีแผลอยู่”“ผมใช้มือซ้ายนวดให้”อีกฝ่ายยังพยายามจนเธอระอา แต่ก็ยังไม่ยอมอยู่ดี“ฉันนวดเองได้ค่ะ ว่าแต่คุณน่ะ ให้แผลโดนน้ำหรือเปล่าคะ มาให้ก้อยดูหน่อย”“คุณพูดว่าก้อยกับผมก็

  • เพลิงภูหมอก   25…คำสารภาพ (1)

    “คุณพ่อกับคุณแม่จะกลับกรุงเทพฯ แล้วน่ะ แต่อยากขึ้นมาบนภู แล้วก็มาหาเราก่อนกลับด้วย”กิตติกรเป็นฝ่ายบอกเมื่อพบหน้าน้องสาว หญิงสาวเชิญทุกคนไปยังโต๊ะอาหาร ขณะที่เปรมินทร์เองก็มาถึงพอดี เขากำลังจะก้าวเข้าห้องอาหารขณะได้ยินประโยคคำพูดของคุณรุจีรัตน์“แม่กับคุณชายอยากมาไหว้เจ้ากับคุณเฮนรี่ ตรงที่ที่เกิดอุบัติเหตุด้วยน่ะ เห็นว่าเราเกิดเรื่องใกล้ๆ แถวนั้น คงเพราะเจ้าช่วยคุ้มครองเราถึงรอดมาได้ แม่อยากขอบคุณเจ้า”เปรมินทร์หน้าตึงขึ้น แต่ก็พยายามทำใจให้เย็นเข้าไว้ พยายามทำตัวให้เป็นคนมีเหตุผล ยกมือสวัสดีผู้ใหญ่ทั้งสอง และไม่วายปรายตามองลัลนาเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปโอบไหล่บางของภรรยา หอมแก้มนวลแล้วยิ้มให้เมื่อเธอหันมาทำตาดุใส่ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ“งั้นเดี๋ยวก้อยจัดเครื่องเซ่นไหว้ให้นะคะ”“ไม่เป็นไรลูก แม่เตรียมทุกอย่างแล้วก็แวะไหว้เรียบร้อยแล้วจ้ะ”“อย่างนั้นเหรอคะ”กัญญานันหน้าจ๋อยไป เปรมินทร์จึงหันไปโอบไหล่พร้อมบอกเบาๆ“ถ้าคุณอยากขอบคุณเจ้าแม่ เดี๋ยวผมพาไปใหม่ก็ได้”“ใช่จ้ะลูก เดี๋ยวหนูไปอีกครั้งกับคุณมินทร์ก็ได้ แม่กับคุณชายแล้วก็น้องนางจะกลับกันวันนี้ ไฟลต์เที่ยงน่ะจ้ะ แม่เลยรีบจัดการทุกอย่างให

  • เพลิงภูหมอก   4...ลิขิตพรหม (1)

    รถโฟร์วีลสีดำเคลื่อนมาจอดหน้าเรือนไม้หลังใหญ่แบบผสมผสานทั้งความคลาสสิกคละเคล้าความโมเดิร์นแบบคันทรีได้อย่างลงตัวสวยงาม ร่างสูงกำยำของเปรมินทร์ลงจากรถ ผิวที่เป็นสีแทนขึ้นมาทำให้ดูดุเข้มขึ้น น่าเกรงขาม และมีเสน่ห์ไปอีกแบบ ทั้งความหล่อเหลาก็ยังล้นเหลือ ชายหนุ่มเพิ่งกลับจากดูแลขั้นตอนผลิตไวน์จากองุ่นล็

  • เพลิงภูหมอก   3...ปัญหาที่รออยู่ (2)

    “อะไรนะ”เสียงคุณรุจีรัตน์แหลมขึ้น หากก็ยังเบาอยู่“น้องไม่ชอบงานของครอบครัว ผมว่าเราไม่ควรบังคับนะครับ ยังไงก็มีผมกับพี่ปัฐทำอยู่แล้ว แล้วอีกไม่นานพอน้องนางจบโทกลับมา ก็จะมาทำงานด้านดีไซน์ให้เราอยู่แล้วด้วย ถึงน้องก้อยไม่ทำ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรนะครับ”“นายกลาง”ปัฐวิกรปรามน้องชาย หากแต่อีกฝ่ายยัง

  • เพลิงภูหมอก   2...นางฟ้าในใจ (2)

    “นั่นไงน้องสาวฉัน”“ว่าไงนะ”เปรมินทร์ถามก่อนจะหันกลับไปจ้องบนเวทีอีกครั้งอย่างไม่ต้องการให้เสียเวลาพร้อมเอ่ยต่อ“ทำไมฉันไม่คุ้นหน้าเลย”“อ๋อ ไม่ใช่คนที่นายเคยเจอหรอก นี่น้องสาวคนเล็ก”“น้องสาวคนเล็กงั้นเหรอ”ชายหนุ่มหันมามองเพื่อนอีกครั้งแล้วถามย้ำ“คนไหน”ตอนนี้กิตติกรเองก็หันมามองเพื่อนเช่นกัน เ

  • เพลิงภูหมอก   2...นางฟ้าในใจ (1)

    ช่วงเวลาสองปีบางคนก็รู้สึกว่าผ่านไปเร็ว บางคนก็เหมือนจะแสนเชื่องช้า หากสำหรับเปรมินทร์แล้วเกิดขึ้นทั้งสองความรู้สึก ในเวลาที่สนุกสนาน ได้พบเจอเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่ เปิดหูเปิดตาในสถานที่แตกต่างจากบ้านเกิดเมืองนอน ทุกอย่างก็ดูจะผ่านไปรวดเร็ว แต่เมื่อเกิดความผิดพลาดในงาน ต้องแก้ปัญหาและหาทางออกที่เหมาะ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status