LOGIN“อู่อ๋องหลี่หลงจิ่ง รับราชโองการ”
เสียงขันทีข้างพระวรกายโอรสสวรรค์ดังขึ้นหน้าบัลลังก์มังกร ไม่นานร่างกำยำของบุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาคุกเข่าเบื้องหน้าผู้เป็นบิดา แผ่นหลังตั้งตรงดุจหินผาดวงตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นลมช่างสมเป็นทายาทมังกร... เหล่าขุนนางที่ลอบมองล้วนชื่นชมอยู่ในใจ อ๋องห้าผู้นี้สมกับเป็นจอมทัพที่แม่ทัพว่านเคี่ยวกรำพร่ำสอนมาตั้งแต่เยาว์วัยจริง ๆ มีท่านตาเป็นถึงพยัคฆ์หลานไหนเลยจะกลายเป็นสุนัขไปได้ “อู่อ๋อง หลี่หลงจิ่ง โอรสองค์ที่ห้าของเรา นับเป็นยอดขุนพล จอมทัพไม่พ่าย มีความสามารถเชี่ยวชาญการศึก เราขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่นำทัพต้าจิ้นขึ้นเหนือปราบปรามชนเผ่าชย่า ทวงคืนความสงบสุขแก่ราษฎรต้าจิ้นให้จงได้” “กระหม่อม น้อมรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ” หลี่หลงจิ่งทำความเคารพบิดา รับราชโองการมาไว้ในมือก่อนจะหมุนกายอกจากท้องพระโรงไปท่ามกลางแววพระเนตรภาคภูมิใจของฮ่องเต้ และแววตาชื่นชมจากเหล่าขุนนาง “ท่านอ๋อง เราจะเดินทางกันตอนนี้เลยหรือพ่ะย่ะค่ะ” “ใช่ รอช้ามิได้ ยิ่งเราจบศึกได้ช้ามากเท่าไร ราษฎรชายแดนก็จะลำบากมากขึ้นเท่านั้น” หลี่หลงจิ่งกล่าวพลางโหนกายขึ้นหลังอาชาเหงื่อโลหิต มุ่งหน้านำขบวนทัพเดินทางออกจากประตูเมืองหลวงในทันที เผ่าชย่า แม้เป็นเพียงชนเผ่าเล็ก ๆ แต่หลายปีมานี้ประชาชนชายแดนล้วนถูกคนของเผ่าชย่าลุกล้ำพื้นที่ทำกิน แม้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใด แต่บ่อยครั้งเข้าก็สร้างความเสียหายให้ราษฎรชายแดนไม่น้อยเช่นกัน อาชาพันธุ์ดีนับพันฮ่อตะบึงมุ่งหน้าขึ้นไปทิศเหนือ ระหว่างทางล้วนผ่านไปอย่างราบรื่น จนกระทั่งใกล้ถึงชายแดนเหนือที่มีอาณาเขตติดกับเผ่าซย่า หลี่หลงจิ่งพลันชักม้ารั้งบังเหียนจ้องมองภาพเบื้องหน้าด้วยแววตาเย็นชา แต่หากสังเกตให้ดีจะพบความสนุกสนานเจือปนอยู่ด้วย “ท่านอ๋อง พวกมันเหมือนจะรู้ว่าเราจะมานะพ่ะย่ะค่ะ” “หึ! ข้าคงจะดูเบาแม่ทัพของเผ่าชย่าเกินไป ก่อนมาที่นี่ข้าได้ยินมาว่าแม่ทัพของพวกนั้นเก่งกาจยิ่ง ชนเผ่าโดยรอบที่ไปรุกรานต่างต้องถอยร่น ยอมแพ้ ยินดีส่งมอบเครื่องบรรณาการ” นี่คงคิดว่าเขาจะยอมสยบเช่นกันกระมัง ฝันหวานอยู่หรือไร หากมั่นใจถึงเพียงนั้นไยไม่บุกเข้ามาเลยเล่า “บอกทหารทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม อีกครึ่งชั่วยามข้าจะสั่งโจมตี” สิ้นคำสั่งทหารข้างกายของอู่อ๋อง ก็ควบม้าไปกระจายข่าวให้กับเหล่านายกองรองแม่ทัพทันที หลี่หลงจิ่งเพ่งพินิจกองทัพฝ่ายตรงข้าม หากมองไม่ผิดแม่ทัพร่างเล็กที่อยู่บนหลังม้านั่นกำลังจ้องมองมาที่ตนเช่นเดียวกัน “หึ ๆ ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวพยัคฆ์ ใจกล้าจริง ๆ” เสียงทุ้มกล่าวกับตนเองอย่างอารมณ์ดี ศึกครั้งนี้เขาไม่จำเป็นต้องออกรบด้วยตนเอง ดูเหมือนขุนนางชายแดนจะทำหน้าที่ดีเกินไป เขียนรายงานได้ใหญ่โตนัก ไหนเล่าทัพใหญ่นับหมื่น เขาประมาณด้วยสายตายังนับได้ไม่ถึงพันเลยด้วยซ้ำ! ตึ้ง ตึ้ง ตึ้ง เสียงกลองรบดังสะเทือนเลื่อนลั่น แต่ต้นเสียงไม่ได้มาจากฝ่ายของต้าจิ้น กลับเป็นกลองศึกของเผ่าชย่าที่ดูท่าจะทนรอไม่ไหว นั่นยิ่งสร้างความประหลาดใจให้หลี่หลงจิ่งเป็นเท่าตัว แม่ทัพที่กล้าหาญเช่นนี้หาได้น้อยนัก เขาเองก็อยากจะลองประมือกับคนผู้นี้ดูสักครั้ง “บุก!!!” เสียงกู่ร้องของเหล่าทหารดังก้องสะท้านสะเทือนประสานไปกับเสียงโลหะกระทบกัน อาชานับพันพุ่งทะยานห้ำหั่นคู่ต่อสู้จนได้ยินเสียงร้องแหลมสูง เหล่าทหารกล้าต้าจิ้นต่างฮึกเหิมเมื่อเห็นทหารฝ่ายชย่าเริ่มล้มลงไปทีละคนสองคน เพียงชั่วจิบชาก็เหลือทหารเพียงไม่กี่สิบนายที่โอบล้อมผู้เป็นแม่ทัพของพวกเขาเอาไว้ ร่างเล็กที่นั่งอยู่บนหลังอาชาสีขาวปลอดสะบัดดาบในมือกวัดแกว่งครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่จ้วงแทง กระบี่ในมือต้องได้ดื่มโลหิต แต่หลักการที่ว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟนางเองก็เข้าใจดี... ดวงตาคมของหลี่หลงจิ่งจดจ้องไปยังร่างบอบบางในชุดเกาะสีแดงดำร่ายรำอาวุธดุจเมฆเคลื่อนน้ำไหลช่างอ่อนช้อยและองอาจ ในใจก็คิดอยากประลองฝีมือสักครา จึงควบอาชาทะยานฝ่าวงล้อมเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างง่ายดาย เคร้ง! “เจ้าคงจะเป็นแม่ทัพหยางสินะ ยินดีชี้แนะเพลงดาบแก่ข้าสักกระบวนท่าได้หรือไม่”มู่ซีเหม่ยรับรู้ได้ถึงความตื่นเต้นยินดีของคนโง่งมผู้นี้ จึงกอดกระชับลำคอหนาเอาไว้แน่น ก่อนจะแสร้งถลึงตามองเขาอย่าฃเอาเรื่อง“ไม่แต่งกับท่าน แล้วจะให้ไปแต่งกับผู้ใด หรือว่า…ท่านอ๋องไม่ยินดี”“จะเป็นไปได้อย่างไร ซีเหม่ย...ข้ารักเจ้า”คำบอกรักที่มาอย่างกะทันหันนี้ส่งผลให้ใบหน้างามที่คิดว่าหนาพอควรถึงกับร้อนวูบ รู้สึกกระดากอายขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ทว่าความรู้สึกถูกรักนี่ก็ช่างทำให้คนร่างกายเบาหวิวโดยแท้“เจ้ารักข้าหรือไม่ ฮื้ม...”“รักสิเพคะ หากไม่หม่อมฉันจะเสียเวลาวางแผนเช่นนี้หรือ”หลี่หลงเฟิงหัวเราะเสียงดังลั่ง บนใบหน้านั้นฉายชัดถึงความสุขที่ท่วมท้น เขาอุ้มร่างบอบบางขึ้นแนบอกก่อนจะหมุนวนเป็นวงกลมอีกครั้ง หากแต่ไม่รู้ทำอีท่าไหนหมุนไปหมุนมาจึงล้มลงไปบนเตียงเสียได้...“ซีเหม่ย...ซ้อมเข้าหอกันก่อนดีหรือไม่”“ฮิ ๆ ระดับหัวหน้าหน่วยบุปผาเพลิง ยังมีอันใดให้ซักซ้อมอีกเพคะ ท่านอ๋องก็แค่หาเรื่องเอาเปรียบหม่อมฉันมากกว่ากระมัง”“แน่ใจหรือว่าเจ้าถูกเอาเปรียบ...”ชายหนุ่มไม่พูดเปล่ามือไม้ที่ไม่ค่อยจะอยู่นิ่งก็เริ่มลากไล้ไปตามเอวคอดกิ่วแผ่วเบา ก่อนจะกระตุกปมเชือกรัดหน้าอกของหญิงสาวออกอย่างคุ้นช
ตงเทียนเห็นอากัปกิริยาของผู้เป็นนาย ในใจก็ให้กระจ่างแน่แล้วว่าวันนี้เรื่องราวคงไม่จบโดยง่าย แม้แต่ตำแหน่งว่าที่พระชายาท่านอ๋องของเขาก็พูดออกมาเต็มปากเต็มคำแล้ว ข้ารับใช้เช่นตนจะทำการชักช้าไม่ได้อีกต่อไป “ผู้น้อยจะไปเตรียมม้าประเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ แล้วทางด้านแม่นางซีเหม่ย...” “นางพักผ่อนอยู่คงยังไม่รู้เรื่องนี้ ไม่ต้องให้คนไปรบกวนนาง รอข้าจัดการเรื่องทั้งหมดแล้วจะกลับมาคิดบัญชีกับนางเอง”“พะ พ่ะย่ะค่ะ”หลี่หลงเฟิงเห็นองครักษ์คนสนิทก้มหน้าเดินจากไป ตนเองก็สาวเท้าก้าวตามไปด้วยใจที่ไม่เป็นสุขเช่นเดียวกันนี่เป็นครั้งแรกที่ตนเองถูกใจสตรีสักคนแต่กลับจะโดนหมาแมวที่ใดมาแย่งไป ยิ่งคิดเขาก็อยากจะทุบตีคนขึ้นมาจริง ๆองค์ชายเอ้อสุ่นแห่งเสียนเป่ย คิดแย่งชิงภรรยาของข้าผู้เป็นอ๋อง ก็ต้องดูก่อนว่าเจ้ามีความสามารถหรือไม่!“ท่านอ๋อง ที่แท้ท่านก็อยู่ที่นี่เอง กำลังจะออกไปข้างนอกใช่หรือไม่เพคะ”“ซีเหม่ย เหตุใดจึงเป็นเจ้า”หลี่หลงเฟิงที่กำลังจะพลิกกายขึ้นหลังอาชาคู่ใจเป็นอันต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นร่างบอบบางในอาภรณ์สีแดงเพลิงอันคุ้นเคยกำลังกึ่งเดินกิ่งวิ่งเข้ามาหา“เหตุใดจึงเป็นเหม่อมฉันมิได้เล่าเพคะ”
ผลท้ออวบอิ่มสองลูกดูฉ่ำน้ำกำลังกระเพื่อมขึ้นลงตามการหายใจของเจ้าตัว ยั่วน้ำลายเสียจนเขาอดใจไม่ไหว ต้องส่งปลายนิ้วไปหยอกล้อกับปลายยอดสีหวานจนมันชูชันสั่นระริกริมฝีปากร้อนค่อย ๆ ลากไล้ลามเลียไปจนทั่วความกลมกลึง ออกแรงดูดดึงฝากรอยรักสีชาดไว้บนเนื้อนวลหอมกรุ่นราวกับใช้พื้นที่เหล่านั้นเป็นกระดาษเนื้อนวลรังสรรค์ภาพวาดจากปลายพู่กันชั้นดีเกิดเป็นภาพเย้ายวนเร้าอารมณ์ยิ่งกว่าสมุดภาพวังวสันต์“อื้อ อย่ากัดนะ”“ทีเจ้ายังกัดข้าได้เลย อึก ซีเหม่ยเด็กดี ไม่ซนนะ”มู่ซีเหม่ยเห็นเขาอดกลั้นจนหน้าดำหน้าแดงก็ยิ่งออกแรงมือหนักขึ้น อยากทำให้นางเสียวซ่านนักใช่หรือไม่ นางก็หาใช่พวกไร้ฝีมือ จะยอมนอนนิ่งได้อย่างไร!เมื่อเป็นเช่นนี้เรียวแขนงามจึงโอบกระชับรอบลำคอแกร่งกดศีรษะของเขาให้คลุกเคล้าใบหน้าเข้าหาผลท้อของนางจนหลี่หลงเฟิงรู้สึกดวงตาพร่าลาย จนต้องขยับมือไปบีบเอวคอดกิ่วเอาไว้แน่น“อื้อ หากยังไม่หยุด ข้าจะไม่อ่อนโยนแล้วนะ”“คิดว่าข้ากลัวท่านหรือ อ๊า!! คนสารเลว ท่านทำอันใด อื้อ”มู่ซีเหม่ยหวีดร้องเสียงแหลม เมื่อหลี่หลงเฟิงทำสิ่งที่นางไม่คาดคิด เขาถึงกับใส่สิ่งนั้นเข้ามาในกายนางโดยไม่บอกไม่กล่าว! ทำให้ความเสียว
สิ้นประโยคคำถามที่ไม่ได้ต้องการคำตอบของคนตรงหน้า ร่างทั้งร่างของหญิงสาวก็ตกอยู่ในอ้อมกอดที่กรุ่นไปด้วยกลิ่นอายบุรุษเข้มข้นทันที ดวงตาคมฉายประกายลึกล้ำยากจะหยั่ง ทว่ากลับแฝงไปด้วยความร้อนแรงดุจเปลวเพลิงมู่ซีเหม่ยหัวใจเต้นระรัวยามที่ร่างทั้งร่างถูกผลักให้ถอยไปทีละก้าวจนแผ่นหลังสัมผัสเข้ากับขอบโต๊ะตัวเล็กริมหน้าต่าง“นะ นี่ ท่านกำลังทำสิ่งใด กลางวันแสก ๆ ไม่อายผู้คนในจวนหรือไร”“หึ! มีอะไรต้องอายอีกเล่า ไม่ใช่ว่าไม่เคยทำเรื่องเหลวไหลตอนกลางวันเสียหน่อย”ชายหนุ่มใช้น้ำเสียแหบพร่าคล้ายจะยั่วเย้ากระซิบชิดริมฝีปากอวบอิ่ม เมื่อเขาขยับริมฝีปากขึ้นลง ในใจของหญิงสาวก็คล้ายกับถูกขนนกปัดผ่านทั้งหวามไหวและวูบวาบบุรุษผู้นี้กำลังปลุกปั่นอารมณ์ของนางหรือ!“ทะ ท่าน กล่าววาจาเพ้อพกอันใด!”“เจ้าอยากรู้มิใช่หรือว่าข้าชอบเจ้าจากใจจริงหรือไม่ มาสิ ข้าจะพิสูจน์ให้เจ้าดู…”“อะ อื้อ!”มู่ซีเหม่ยกำลังจะร้องประท้วงก็ได้แต่เบิกตากว้างครางอู้อี้ในลำคอเมื่อริมฝีปากถูกปิดทับอย่างแนบแน่นหลี่หลงเฟิงขบกัดกลีบปากอวบอิ่มด้วยแรงอารมณ์ที่ผสมปนเปกันระหว่างความไม่พอใจและความกระหายอยาก เขาลากลิ้นเลาะเล็มเก็บกินความหอมหวานจ
“ช่างเถอะ ๆ เหตุใดจึงอารมณ์ฉุนเฉียวง่ายถึงเพียงนี้ ก็แค่ข่าวสารจากสหายก็เท่านั้น”หลี่หลงเฟิงที่ถูกนางทำให้ไม่พอใจ ได้ยินคำว่า ‘สหาย’ จากปากนางหลายครั้งหลายคราก็เริ่มรู้สึกตะหงิดในใจ“สหายผู้นี้เป็นบุรุษหรือสตรี”“บุรุษสิเจ้าคะ จะว่าไปสหายของหม่อมฉันผู้นี้ท่านอ๋องเองก็รู้จัก”“สหายของเจ้าคือผู้ใด”ลางสังหรณ์ในใจของหลี่หลงเฟิงกำลังร้องเตือนว่าคำตอบของนางต่อจากนี้จะทำให้หัวใจของเขาไม่สงบ แล้วก็จริงดังคาด…“องค์ชายเอ้อสุ่นแห่งแคว้นเสียนเป่ย ท่านอ๋องยังจำสหายของหม่อมฉันได้หรือไม่เพคะ”“แล้วเจ้าไปเป็นสหายกับคนผู้นั้นได้อย่างไร”ชายหนุ่มยังคงถามต่อไปด้วยน้ำเสียงติดจะคาดคั้นโดยไม่รู้ตัว ทว่ามู่ซีเหม่ยกลับไม่รู้สึกรู้สายังตอบออกไปว่า“หม่อมฉันเคยช่วยชีวิตองค์ชายเอาไว้ หลังจากนั้นเราก็ติดต่อกันเรื่อยมา นับได้ว่าเป็นสหายกระมังเพคะ”“อ้อ…แค่ได้รับจดหมายของสหายก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ราวกับคนเสียสติเช่นนี้หรือ ช่างไม่ได้ความเสียจริง”“ที่ใดกันเพคะ หม่อมฉันมีความสุขที่จะได้พบสหายต่างหาก องค์ชายเอ้อสุ่นบอกว่าเขาจะเดินทางมาพร้อมขบวนเชลย จึงใช้โอกาสนี้นัดพบหม่อมฉันที่โรงเตี๊ยมฝูหวาเพคะ”มู่ซีเหม่ยกล่าวแก้ต
เสียงหอบหายใจเจือสะอื้นดังสลับกับเสียงการเคลื่อนไหวอันหยาบโลนของบุรุษสตรีคู่หนึ่งดังก้องไปทั่งห้องตำราของจวนอ๋องหลี่หลงเฟิงหาได้นำพาว่านี่จะเป็นทิวาหรือราตรี เขามุ่งมั่นกระทำเรื่องราวในม่านมุ้งอย่างเต็มที่ ไม่ให้เสียชื่ออาจารย์หญิงที่พากเพียรสั่งสอนเขามาหนึ่งเดือนเต็ม “อ๊ะ อ๊า ตรงนั้น ทะ ท่าน อื้อ” “อ่า ซีเหม่ย อืม ดีมาก อ่า” มู่ซีเหม่ยแยกเรียวขาออกกว้างให้หมาป่าผู้หิวโหยขยับสะโพกกระแทกกระทั้นได้ถนัดถนี่ นางชินเสียแล้วกับความหื่นกามของเขา หนึ่งเดือนมานี้นางนับว่าได้รู้แล้วว่าบุรุษผู้นี้หาได้ไร้ฝีมือ! แสร้งเป็นสุกรหลอกกินพยัคฆ์อยู่เนิ่นนาน ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ออกมาจนหมดเปลือก นับว่านางประเมินเขาต่ำเกินไปแล้ว! “อ๊ะ อ๊า ท่าน เร็วอีกสิ” “รัดแน่นเช่นนี้...จะให้ข้าทำเร็วได้อย่างไร” ร่างสูงที่โอบรัดเอวเล็กเข้าหากายหยัดสะโพกตอกตรึงตัวตนเข้าหาบุปผางามเป็นจังหวะเนิบช้าทว่าหนักหน่วงเน้นถูกจุดอ่อนไหวของนางทุกครั้งที่สอดใส่ ทำให้มู่ซีเหม่ยรู้สึกดวงตาพร่าเลือนไปหมด “ท่านอย่าแกล้ง....หม่อมฉันยังไม่ได้คิดบัญชีที่ท่านเสแสร้งแกล้งไม่ประสาเรื่องพรรค์นี้เลยนะ อ๊า” “ผู้ใดเสแสร้งกัน เป็น







