LOGIN"ปัง! โครม!"
ข้าวของในห้องหล่นกระจัดกระจาย ซ่างกวนเหยียนระบายโทสะกวาดสิ่งของภายในห้องอย่างไม่ลดละ "มันตายไปแล้ว กลับมาได้ยังไง นางเยี่ยนซี มารหัวใจข้า!" เสียงกรีดร้องระเบิดความอัดอั้นออกมาหมดเปลือกยามนี้ไม่ต้องเสแสร้งอะไรอีกแล้ว เสี่ยวเสวียที่ทั้งตกใจและหวาดกลัวรีบเข้ามาห้ามเป็นพัลวัน เกรงว่าเสียงจะเล็ดลอดออกไปถึงข้างนอก "นายหญิงโปรดระงับโทสะเจ้าค่ะ หากแม่ทัพมาเห็นเข้าเราจะลำบากได้นะเจ้าคะ" เสี่ยวเสวียพยายามเตือนสตินาง ซ่างกวนเหยียนยืนหอบหายใจหนัก เหนื่อยจากการพังของในห้องแตกเสียหายไม่มีชิ้นดี มวยผมหลุดลุ่ยปิ่นปักผมหล่นลงจากศีรษะ นางกดเสียงต่ำกัดฟันพูดอย่างเคียดแค้น "มันจงใจเอาคืนข้า แล้วข้าต้องอดทนทำไม อยากรู้ว่าจะดวงแข็งไปได้ถึงเมื่อไร ตราบใดที่ข้าไม่ตายข้าจะไม่มีทางพ่ายแพ้!" นางกล่าวอย่างอาฆาต เสี่ยวเสวียจึงตรงเข้ามาช่วยสงบสติอารมณ์พาไปนั่งพักบนเตียงแล้วรีบเก็บกวาดไม่ให้เผยพิรุธให้ผู้ใดรู้ ด้านเยี่ยนซีและเซียวหยูกลับมาที่เรือนของนางก่อนหน้านี้ เยี่ยนซีผลักบานประตูเข้ามาช้า ๆ แววตายังคงเฉียบเย็นจากเหตุการณ์ในงานเมื่อครู่ นางเปลี่ยนเป็นชุดสวมใส่สบาย เข้าไปล้างหน้าล้างตาอย่างใจเย็น เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นบนระเบียงด้านนอก ตามด้วยเสียงเปิดประตูแรงจนบานไม้กระแทกฝา หานจวินหลงก้าวเข้ามา ร่างสูงในชุดพิธีสีเข้มเปล่งรังสีความโกรธอย่างชัดเจน เขาพูดกับนางเสียงแข็งและห้วน "เยี่ยนซี เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันนี้ทำอะไรลงไป! ต่อหน้าลู่กงกงและแขกนับร้อย" เยี่ยนซีที่เพิ่งล้างหน้าเสร็จ กำลังซับหน้าอย่างไม่รีบร้อนหันมองเขาก่อนหัวเราะในลำคอ "ไม่มีตาหรือไร เห็นอยู่ทุกขั้นตอนยังจะมาถามอีก!" "เจ้า...เหิมเกริมนัก ซ่างกวนเหยียนเป็นอนุภรรยาที่ฮ่องเต้พระราชทาน หากนางเป็นอะไรไปคิดหรือว่าฮ่องเต้จะเข้าข้างเจ้า" เยี่ยนซีทิ้งผ้าเช็ดหน้าลงบนโต๊ะก้าวเดินเข้ามาหาหานจวินหลงช้า ๆ อย่างคนที่ไม่เกรงกลัวผู้ใด "ข้าก็เป็นฮูหยินที่ฮ่องเต้พระราชทานเช่นเดียวกัน ข้าเป็นน้องสาวของฮ่องเต้ ท่านก็ตรึกตรองดูแล้วกันว่าพระองค์จะทรงอยู่ข้างใคร" นางยกมือกอดอกพูดต่อไปท่ามกลางสายตาดุดันของหานจวินหลง "ท่านช่างเป็นสามีที่ยอดเยี่ยม ห่วงอนุภรรยามากกว่าศักดิ์ศรีของตัวเองซะอีก" แววตาของหานจวินหลงวาวโรจน์ขึ้นมา เขาก้าวเข้ามาใกล้จนแทบจะบดบังลมหายใจของนาง "ข้าห่วงคนที่บริสุทธิ์มากกว่า ไม่ใช่คนที่แสร้งเป็นเหยื่อทั้งที่จิตใจอำมหิต" เขาตั้งใจใช้คำพูดกระแทกใจเยี่ยนซีอย่างรุนแรง แต่นางไม่จำเป็นต้องแบกรับความผิดตามข้อกล่าวหาเลื่อนลอยนั้น นางก้าวเข้ามาใกล้เช่นเดียวกันอย่างไร้สายตาหลบเลี่ยง "ข้าไม่รู้ว่าความจริงของท่านคืออะไร แต่จงจำไว้นะหานจวินหลง ต่อให้ท่านมองข้าเป็นศัตรู ข้าก็จะไม่คุกเข่าขอโทษในสิ่งที่ข้าไม่ได้ทำ" บรรยากาศในห้องทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ หานจวินหลงจ้องนางนิ่งราวกับอยากมองให้ทะลุไปถึงหัวใจว่าเหตุใดนางจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ แต่แทนที่จะพูดต่อเขากลับหมุนตัวเดินออกไปตวัดชายเสื้อคลุมกระแทกจนประตูแทบปิด เยี่ยนซียืนนิ่งริมฝีปากคลี่ยิ้มจาง ๆ ซ่างกวนเหยียนที่ระงับโทสะได้แล้วจากการเตือนสติของเสี่ยวเสวีย นางก็อาบน้ำเปลี่ยนชุดเริ่มวางแผนการใหม่ทันที นางนั่งอยู่บนโต๊ะสวมชุดสีอ่อน ผมยาวสลวยรวบเอาไว้อย่างบรรจงโดยมีเสี่ยวเสวียกำลังประคองถ้วยชาร้อนมาให้ เสียงเคาะประตูดังขึ้นก่อนที่ร่างสูงสง่าในชุดสีเข้มก้าวเข้ามา หานจวินหลงมองมือนางที่พันผ้าขาวจากเกตุการณ์ในพิธี แววตาเขาฉายแววเป็นห่วงโดยไม่รู้ตัว ถามนางเสียงอ่อน "ยังเจ็บมืออยู่หรือไม่" ซ่างกวนเหยียนยิ้มเศร้ามองที่มือตัวเอง "ดีขึ้นแล้วเจ้าค่ะ หากมียาดีเอาไว้ทาก็อาจไม่พุพอง" "ข้าจะสั่งให้คนไปซื้อยาที่ดีที่สุดมาให้ เจ้าจะได้หายเร็วไว" ซ่างกวนเหยียนก้มหน้าลงเล็กน้อย สีหน้าแฝงความเศร้าแฝงไว้ซึ่งความอับอาย "ท่านพี่คงไม่รู้ ว่าผู้คนในงานต่างซุบซิบนินทาข้า ว่าข้าแย่งที่ขององค์หญิง บางคนยังกล้าพูดว่า ข้าเป็นเพียงเครื่องมือให้ท่านกับฮูหยินเอาไว้ปั่นหัวเล่น" นางปล่อยคำพูดให้ลอยอยู่ในอากาศ ก่อนถอนหายใจยาวราวกับเก็บความลับบางอย่างไม่อยู่ "แต่ข้าก็เข้าใจนะเจ้าคะ ว่าท่านยังห่วงใยนาง เพราะองค์หญิงหายไปนานเป็นเดือน แล้วกลับมาอย่างไม่มีเหตุผล" แววตาของหานจวินหลงเริ่มแข็งขึ้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น ซ่างกวนเหยียนจึงเอ่ยขึ้นเสียงแผ่ว แต่ชัดเจนว่า "ท่านไม่สงสัยหรือเจ้าคะว่าสตรีที่แต่งงานแล้ว กล้าหายไปจากจวนโดยไร้ร่องรอย แล้วกลับมาราวกับไม่เคยเกิดอะไรขึ้น นางไปอยู่ที่ใดหรือกับใคร" เสียงหัวใจหานจวินหลงเต้นแรงขึ้น ความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา แม้เขาจะพยายามต่อต้าน แต่คำพูดนั้นก็เหมือนเหล็กแหลมค่อย ๆ กดลงไปในศักดิ์ศรีของผู้เป็นแม่ทัพ ซ่างกวนเหยียนยิ้มบาง แววตาเจ็บปวดแต่แฝงชัยชนะลอบมองหานจวินหลง "ข้าแค่กลัวว่าท่านจะเป็นที่หัวเราะเยาะของผู้คน ว่าฮูหยินของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่แอบมีใจให้ชายอื่น" มือที่กำหมัดของหานจวินหลงสั่นเล็กน้อย เขาหันหลังให้ ไม่เอ่ยคำใด แต่ร่างสูงใหญ่นั้นเปี่ยมไปด้วยแรงกดดัน และความโกรธที่คุกรุ่น เมื่อเขาเดินออกไป ซ่างกวนเหยียนหัวเราะในลำคอ พึมพำกับตัวเอง "เยี่ยนซี เจ้ากลับมาเพื่อทำลายตัวเองต่างหาก" หานจวินหลงกลับมาที่ห้องทำงาน วางแผนสืบเรื่องที่เยี่ยนซีหายตัวไป เขาต้องการสืบเงียบ ๆ เพียงลำพัง ไม่ต้องการให้ผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้องแม้กระทั่งซ่างกวนเหยียน ถึงเวลาอาหารเย็นแม่นางหลิ่วผู้รับหน้าที่ยกอาหารมาให้เยี่ยนซีกลับมาทำหน้าที่เดิม นางวางถาดอาหารลงบนโต๊ะท่าทางรำคาญและไร้ความเคารพ เยี่ยนซีเดินมาเปิดดูอาหารในถาด พบว่ามีเพียงน้ำข้าวต้มกับผักดองเท่านั้น "อาหารของจวนแม่ทัพกระจอกขนาดนี้เลยหรือ" นางเปิดศึกกับแม่นางหลิ่วที่สีหน้าบึ้งตึงเมื่อถูกตำหนิ "แล้วจะกินอะไร ช่วงนี้จวนแม่ทัพต้องประหยัด คนอื่นก็กินอย่างนี้ทั้งนั้น ทุกครั้งเจ้าก็กินได้ไม่เคยปริปาก ครั้งนี้เป็นบ้าไปแล้วหรือถึงกินของพวกนี้ไม่ได้" แต่ละคำพูดที่พ่นออกมาจากปากแม่นางหลิ่วล้วนหยาบคาย แสดงให้เห็นว่าเยี่ยนซีถูกรังแกจากคนในจวนไม่เว้นแม้แต่คนรับใช้ "เช่นนั้น เจ้ากินให้ข้าดูก่อนสิ" เยี่ยนซีกก้าวเข้ามาหาแม่นางหลิ่วดวงตาเย็นเยียบดั่งคลื่นใต้น้ำกำลังก่อตัว แม่นางหลิ่วโกรธจัดยกนิ้วชี้หน้าของนางอย่างโอหัง "เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาพูดจาสามหาวกับข้า ที่จวนนี้คนที่สั่งข้าได้คือแม่ทัพและนายหญิงรองเท่านั้น คนอื่นก็เท่าเทียมกัน" เพียะ! แม่นางหลิ่วพูดยังไม่ทันขาดคำหน้าของนางก็หันไปตามแรงตบฝ่ามือเต็มแรง "กล้าเหิมเกริมกับข้าก็ต้องรับผลเยี่ยงนี้ หากไม่เคารพข้าที่เป็นฮูหยินของจวนก็ไสหัวออกไป!" แม่นางหลิ่วยกมือกุมใบหน้าที่เริ่มบวมดวงตาแข็งกร้าวหันขวับคิดเอาคืนเยี่ยนซี เพียะ! พลั่ก! นางไม่ให้ตั้งตัวได้ชิงตบหน้าอีกข้างแล้วผลักแม่นางหลิ่วล้มลงก้นกระแทกพื้น ร่างอ้วนหงายหลังแถมหัวฟาดพื้นเสียงดัง "โอ๊ย!" เยี่ยนซีเดินออกไปมองหาคนรับใช้หรือทหารแต่ไม่พบสักคน แต่ตรงหน้านางหานจวินหลงกับซ่างกวนเหยียนพร้อมบ่าวรับใช้กำลังเร่งเดินมาที่เรือนของนาง "ดี มากันเยอะ ๆ" นางหมุนตัวกลับเข้ามายืนรออย่างไม่สะทกสะท้าน ขณะที่แม่นางหลิ่วเจ็บทั้งหน้าทั้งตัวจนพยุงตัวเองไม่ขึ้น "เยี่ยนซี เจ้าทำอะไร" หานจวินหลงเห็นสภาพแม่นางหลิ่วก็โกรธจัดขึ้นมา "แค่สั่งสอนบ่าวที่โอหังกับเจ้านายสถานเบา ไม่ได้หรือเจ้าคะ" นางยกมือกอดอกเชิดหน้าขึ้นพูดพร้อมยกยิ้มมุมปาก "นายท่านช่วยบ่าวด้วยเจ้าค่ะ นายหญิง ฮือ" แม่นางหลิ่วคลานเข้าไปนั่งเบียดขาซ่างกวนเหยียนยกมือกุมใบหน้าบวมเป่งร้องไห้สะอื้นขอความเห็นใจ "เจ้าทำร้ายคนรับใช้ มีเหตุผลหรือไม่" หานจวินหลงเริ่มสอบสวนนาง "ข้าย่อมมีแน่" นางชี้ไปที่ถาดอาหาร "ดูนั่น น้ำข้าวต้มกับผักดอง นี่คืออาหารของเจ้านายในจวนแม่ทัพหรือ ต่อให้ประหยัดอย่างไรก็คงไม่ได้กินของแค่นี้หรอกนะ แล้วดูพวกเจ้าแต่ละคน อ้วนท้วนสมบูรณ์ คงไม่ได้กินอาหารเหมือนข้าสินะ" หานจวินหลงตกตะลึงกับหลักฐานที่อยู่ตรงหน้า ไม่นึกว่าคนในจวนแม่ทัพจะกล้าทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ได้ "ใครเป็นคนเริ่มต้นเรื่องนี้" เขากัดฟันพูดกดเสียงต่ำ แม่นางหลิ่วตกใจกลัวความผิดจึงลนลานตอบออกมาโดยไม่ทันได้คิด" "นายหญิงรองสั่งให้ข้า..." "หุบปาก! อย่ามาโยนความผิดให้ข้า" นางปฏิเสธพร้อมยกเท้าถีบเข้าที่เอวแม่นางหลิ่วล้มกลิ้งลงอีกครั้ง นางจึงทำได้เพียงร้องไห้โฮ "ไม่ใช่ข้านะเจ้าคะ ท่านพี่ นางทำผิดแล้วยังมาลากข้าให้เปื้อนมลทินไปด้วย" ซ่างกวนเหยียนถลึงตาใส่แม่นางหลิ่วจนนางหวาดกลัว "ในฐานะที่เจ้าโดนกระทำ ข้าจะให้เจ้าตัดสิน" หานจวินหลงไม่ตัดสินเรื่องนี้เอง เพราะนางอาจไม่พอใจและไม่จบเรื่องง่าย ๆ "ได้ เอานางไปโบยสามสิบไม้แล้วไล่ออกจากจวน" "เยี่ยนซี!" "ไม่นะ นายท่าน นายหญิง ข้าไม่ไป!" หานจวินหลงพูดไม่ออกกับการตัดสินที่รุนแรงเกินไป "ทหาร พาตัวไป" นางสั่งทหารเข้ามาควบคุมตัวแล้วลากแม่นางหลิ่วออกไปทันทีหลายเดือนผ่านไป เยี่ยนซีท้องแก่เต็มที่เริิ่มเดินไปไหนมาไหนลำบากขึ้น เซียวหยูคอยนวดขาและพยุงนางอย่างระมัดระวัง ขณะที่นางกำลังจะลุกขึ้นจากเตียงในเช้าวันหนึ่งพลันก็รู้สึกปวดท้องขึ้นมา "เซียวหยู ข้า...ปวดท้อง..." ชั่วพริบตาเสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่น สลับกับเสียงคนดังขึ้นเพราะความตื่นตระหนกวิ่งไปแจ้งแก่หมอหลวงที่เตรียมพร้อมอยู่เรือนข้าง ๆ มาหลายวัน "เกิดอะไรขึ้น!" เสียงทุ้มเต็มไปด้วยความห่วงใยและตื่นตระหนกเมื่อเห็นคนวิ่งสวนกันไปมา หมอหลวงสามคนและบ่าวรับใช้จึงวิ่งตามกันมา "ท่านหมอ ฮูหยินปวดท้องอย่างรุนแรง เร็วเข้าเถิด" เซียวหยูตอบเสียงสั่น พร้อมทั้งคอยดูอาการของเยี่ยนซี "เตรียมห้องให้พร้อม ฮูหยินจะคลอดแล้ว" บ่าวไพร่วิ่งวุ่นเพียงครู่ก็เริ่มนิ่งสงบรอฟังข่าวสำคัญนอกห้องทำคลอด หมอหลวงตรวจร่างกายเยี่ยนซีอย่างรอบคอบ ขณะที่นางปวดท้องแทบขาดใจเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นเต็มหน้า เยี่ยนซีแม้จะเจ็บปวดจากการคลอดที่ใกล้เข้ามา แต่ความคิดของนางนึกถึงหานจวินหลง รู้สึกถึงความอบอุ่นและความปลอดภัย ทั้งจวนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แต่เต็มไปด้วยความห่วงใย เสียงบ่นเบา ๆ ของบ่าวไพร่วิ่งไปมา ประสานกับคำสั่งขอ
สามเดือนผ่านไป จวนแม่ทัพเงียบสงัดกว่าแต่ก่อนมากขึ้น ไม่มีเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะของหานจวินหลง เสียงลมพัดผ่านสวนเล็ก ๆ กลายเป็นเพื่อนสนทนาที่เยี่ยนซีได้แต่เอ่ยคำคิดถึงออกมาเบา ๆ ทุกเช้า เยี่ยนซีจะเดินไปที่ระเบียง มองทิวทัศน์เมืองไกล ๆ ปล่อยให้สายลมพัดปลิวผมสลวย เสียงหัวใจเต้นรัวราวกับได้ยินเสียงฝีเท้าเขากลับมา "ท่านจะเป็นอย่างไรบ้างในตอนนี้" นางกระซิบคนเดียว พลางลูบมือที่เคยสัมผัสมือเขา น้ำตาคลอเบ้า แต่ลมหายใจยังมั่นคง เยี่ยนซีใช้เวลาว่างจัดสวน ตัดแต่งดอกไม้ และดูแลบ่าวไพร่ให้เรียบร้อย ทุกสิ่งที่ทำราวกับเป็นการรอคอยให้เขากลับมา นางยังเขียนจดหมายด้วยลายมือสวยงาม ส่งผ่านทหารไปยังแม่ทัพ แต่ไม่เคยเขียนออกไปทั้งหมด เก็บบางส่วนเอาไว้เพราะความเขินอาย บางครั้ง นางก็ออกไปเดินเล่นตามถนนในเมือง ชมบ้านเรือนและบรรยากาศที่เขาเคยพาไป แต่ละก้าวเต็มไปด้วยความคิดถึงและเผยรอยยิ้มบางเบา นึกถึงวันที่ทั้งคู่ขี่ม้า เที่ยวทะเลสาบ หรือเดินชมเทศกาลโคมไฟ นางก็พลันหัวเราะออกมาเพียงลำพัง เซียวหยูมักจะคอยอยู่ใกล้ ๆ ให้ความช่วยเหลือ เตือนให้เยี่ยนซีพักผ่อนบ้าง แต่ทุกครั้งที่นางมองออกไปทางประตูห้อง รอยยิ้มก
นานนับเดือนหลังจากที่หานจวินหลังและเยี่ยนซีค่อย ๆ ปรับความเข้าใจกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยานับวันเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น วันหนึ่ง ขณะที่เยี่ยนซียืนอยู่กลางห้องเล็กข้างห้องทำงานของหานจวินหลง นางจะใช้ห้องนี้รับรองแขกของจวนแม่ทัพยามหารือราชการสำคัญ ทันใด ใบหน้าของนางซีดเผือด มือกุมหน้าผาก รู้สึกวิงเวียน ม่านตาพร่าเลือนตัวเย็นเฉียบก่อนร่างเล็กจะทรุดลงกับพื้น เสียงตกใจดังขึ้นในทันที "ฮูหยิน ฮูหยิน!" เซียวหยูร้องเรียกด้วยความตื่นตระหนก รีบเข้ามาประคองร่างเยี่ยนซี แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ล่าช้าไปเสียทีเดียว หานจวินหลงนั่งหลังโต๊ะทำงาน กำลังร่างรายงานการตรวจสอบเสบียงและกำลังพล อยู่ดี ๆ เสียงบ่าวร้องเรียกชื่อฮูหยินอย่างตื่นตระหนกทะลุเข้าหู เขาลุกพรวดจากเก้าอี้ มือใหญ่คว้าพู่กันไว้เพียงชั่วครู่แล้ววิ่งออกจากห้อง "เกิดอะไรขึ้น" พอเห็นร่างเล็กของนางที่ทรุดตัวลงกับพื้น เขารีบเข้าไปประคองทันที ร่างสูงยกนางขึ้นอุ้มอย่างเบามือแต่มั่นคง ใบหน้าคมเคลือบความกังวลอย่างห้ามใจไม่ได้ "เจ้าไม่สบาย ทำไมถึงไม่บอกข้า" เสียงเขาเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อย "ข้า…ข้าไม่ทันตั้งตัว" เยี่ยนซีพึมพำ เหงื่อ
ระยะนี้หานจวินหลงไม่ค่อยมีงานมากนัก ยามว่างเขามักจะอยู่กับเยี่ยนซี เกาะติดนางและให้นางนั่งอ่านตำราในห้องของเขา ขณะที่เขาทำงานของตนเองโดยไม่ให้ห่างสายตา เมื่อความใกล้ชิดเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ความระแวดระวัง ความแข็งกระด้างจึงค่อย ๆ ลดลง นางเริ่มให้ความไว้วางใจหานจวินหลงที่ดูแล้วเขาก็ไม่ได้แย่เหมือนที่เคยพบเจอก่อนหน้านี้ วันหนึ่งขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนชื่นชมดอกไม้ในสวน หานจวินหลงนึกถึงครั้งอดีต เขาทบทวนความทรงจำที่มีต่อนาง "ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นองค์หญิงที่อ่อนแอ ควรมีใครสักคนคอยปกป้อง" เยี่ยนซีนิ่งฟังนึกย้อนความทรงจำเก่า ๆ ที่นางและเขาเคยพบกัน "แต่เมื่อได้อยู่ด้วยกัน เจ้าทั้งเข้มแข็งและแกร่งเกินสตรีที่ข้าเคยพบ แม้แต่อวี้ซินที่เป็นลูกหลานตระกูลนักรบยังเทียบเจ้าไม่ได้สักครึ่ง" เยี่ยนซีแค่นยิ้มออกมา "ท่านชมหรือหลอกด่าข้ากันแน่" เขาอมยิ้มพลางก้มหน้าลง "แน่นอนว่าข้าชื่นชมเจ้า เจ้าเก่งกาจจนสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ในจวนแทนข้าได้" แม้ความอ่อนหวานจะเป็นคุณสมบัติของกุลสตรี แต่ในสายตาเขาเยี่ยนซีก็ไม่ได้หลุดจากกรอบที่เหล่าสตรีถูกวางเอาไว้ "แต่ข้าก็แข็งกระด้าง หยาบคายโดยเฉพาะกับท่านไม่
หานจวินหลงรับรู้ถึงความยินยอมเล็ก ๆ ของนาง จูบซ้ำช้า ๆ และลึกซึ้งขึ้น มือใหญ่ลูบเส้นผมที่เปียกเหงื่อ ความอ่อนโยนและปรารถนาปรากฏอย่างประณีตในทุกสัมผัส ทั้งสองจมอยู่ในความเงียบอันอบอุ่น ไม่มีคำพูดใดจำเป็น มีเพียงแรงสัมผัสและหัวใจที่เต้นสอดประสานกัน คืนนี้ทั้งสองหยุดเวลาระหว่างกันเอาไว้ เสียงลมพัดกระทบหน้าต่าง ดวงดาวส่องประกายเหนือหลังคาเหมือนเป็นพยาน ว่าความเข้าใจเริ่มบังเกิด แม้ร่องรอยแห่งอดีตยังคงอยู่ แต่ในใจทั้งคู่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความใกล้ชิดที่มิอาจลืมเลือน ลำแสงอ่อน ๆ ของรุ่งอรุณผ่านม่านผ้าขาวในเรือน เสียงลมพัดเบา ๆ ก้องในสวนเล็กภายนอก บรรยากาศสงบเงียบและชุ่มชื่นราวกับเพิ่งลืมตาตื่นขึ้นมาจากความฝัน เยี่ยนซียังคงนอนพิงหมอน ผมสลวยร่วงราวเส้นไหมลงบนบ่า ใบหน้าซีดเล็กน้อยแต่ดูมีชีวิตชีวาขึ้น หลังคืนที่เต็มไปด้วยความใกล้ชิด นางยังคงรู้สึกหัวใจเต้นแปลก ๆ เมื่อคิดถึงมือใหญ่และริมฝีปากอบอุ่นของเขา ทันใด หานจวินหลงก็ปรากฏตัวที่ข้างเตียง ร่างสูงกำยำในชุดลำลองสีเข้ม ดวงตาคมส่องประกายระยับราวน้ำค้างยามรุ่งเช้า เขาโน้มตัวลงใกล้นาง ริมฝีปากกว้างคลี่ยิ้มอ่อนโยน "ตื่นแล้วหรือ เจ้าดู
ภายในรถม้าที่กำลังเคลื่อนตัวกลับจวนเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงล้อไม้บดกับพื้นถนน ข้อมือเล็กของเยี่ยนซียังถูกมือใหญ่ของหานจวินหลงกุมไว้แน่นจนเจ็บ แต่เขาก็ไม่ยอมปล่อย นางเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะสะบัดเสียงออกมา "ท่านทำเช่นนี้ หมายความว่าข้าไร้สิทธิ์แม้แต่จะขอบคุณสหายผู้หนึ่งหรือ" หานจวินหลงตวัดสายตาคมกริบมองนาง แววตาเต็มไปด้วยโทสะและความหึงหวงที่ปิดไม่มิด "ใช่ เจ้าคือฮูหยินแม่ทัพ นอกจากคนในจวนนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปผูกพันกับผู้ใดอีก โดยเฉพาะอี้เฟิง" เยี่ยนซีหัวเราะเย็นชาในลำคอ "คำว่าฮูหยินที่ท่านเอ่ยออกมา ช่างง่ายดายนัก ตอนแต่งเข้าจวนใหม่ ๆ ข้าเจ็บป่วยเดียวดาย ท่านเคยใส่ใจหรือไม่ แล้วตอนนี้กลับหวงห้ามไม่ให้แม้แต่จะมีสหาย ข้าว่าท่านช่างเห็นแก่ตัวนัก" "เห็นแก่ตัวงั้นหรือ" หานจวินหลงขบกรามแน่น เสียงทุ้มต่ำก้องสะท้อนทั่วรถม้า "ใช่ ข้าเห็นแก่ตัว เพราะเจ้าคือคนของข้า ข้าไม่ยอมให้บุรุษใดเข้าใกล้เจ้าแม้แต่คนเดียว" เสียงเขาหนักแน่นจนบ่าวที่นั่งควบคุมรถม้าด้านนอกยังรู้สึกได้ถึงแรงกดดัน เยี่ยนซีชะงักไปชั่วขณะ ใจเต้นแรงอย่างควบคุมไม่อยู่ แต่ก็ยังพยายามรักษาสีหน้าเรียบเย็น "งั้นหรือ ท่านเ







