LOGINแน่นอนว่างานเยี่ยงนี้เสี่ยวเหยาถนัดยิ่ง นางเหยียดยิ้ม “เจ้าค่ะนายน้อย”
เงาร่างอ้อนแอ้นหายไป เงาร่างสูงเพรียวคนใหม่ก้าวเข้ามา เขาคือ อี้หาน เป็นชาวยุทธ์ที่ทำงานให้ราชสำนักมาช้านาน จ้าวเฟิ่งฉีสั่งการโดยไม่หันมองอีกครา “รอเวลาที่เหมาะสม ค่อยจัดการค้นจวนยึดทรัพย์ลากคนเข้าคุกรับโทษทัณฑ์” “ขอรับนายน้อย...” สกุลเกาที่สงบสุขราบรื่นเพราะลืมเลือนสตรีผู้หนึ่งไปสิ้นค่อยๆ เกิดพายุร้ายโหมกระพือภายในเรือน เปลวเพลิงแห่งชีวิตค่อยๆ แผ่ลามไปทั่วทั้งจวนภายในเวลาเพียงไม่นาน เรียกว่ากรรมตามทันได้อย่างรวดเร็วไม่ต้องรอถึงชาติหน้า เดิมทีเกาหมิงที่รักหลินซูซินจากใจจริงแต่กลับนอกใจ ล้วนเป็นเพราะจางจิ่วเม่ยน่ารักซุกซน เป็นสตรีสดใสแปลกใหม่แบบที่ตนไม่ค่อยได้สัมผัส ความร่าเริงของสาวน้อยซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสตรีเรียบร้อยอ่อนหวานอยู่ในกรอบจารีตที่เจออยู่ทุกวันเช่นหลินซูซิน ย่อมทำให้บุรุษโลเลผู้หนึ่งหวั่นไหวสั่นคลอน ครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อเกาหมิงได้เจอเสี่ยวเหยา หญิงสาวที่เอาศาสตร์สตรีอันล้ำเลิศทุกแขนงมาไว้กับตัวดุจธรรมชาติสรรสร้าง ความสะสวยไม่ต้องพูดถึง ความหยาดเยิ้มยิ่งไม่ต้องกล่าวอ้าง สตรีสะคราญโฉมแพรวพราวเช่นนี้เกาหมิงหรือจะต้านทานเสน่หาดั่งมนต์มารได้ เสี่ยวเหยาจึงได้เข้าจวนเกามาเป็นอนุคนโปรดของเกาหมิง เปลวเพลิงแห่งริษยาของสตรีล้วนมีอยู่จริงทุกหย่อมหญ้า จากสตรีนางน้อยผู้น่ารักสดใสช่างจำนรรจาให้บุรุษตกบ่วงเสน่หา บัดนี้เปลี่ยนไปเป็นเครียดขรึมพร้อมดุร้ายตลอดเวลา จางจิ่วเม่ยยามนี้แทบคลุ้มคลั่งกลายเป็นสตรีบ้าเพราะเสี่ยวเหยา เกาหมิงที่คล้ายมองเห็นจางจิ่วเม่ยแปลกแปร่งไปในทุกวันก็เริ่มเบื่อหน่ายมิค่อยเข้าใกล้นางเหมือนก่อน เสี่ยวเหยาทางหนึ่งยุแยงจางจิ่วเม่ยด้วยฝีปากอันเลิศล้ำ แต่อีกทางหนึ่งปรนนิบัติเอาใจเกาหมิงอย่างหวานล้ำช่ำชอง สตรีรูปลักษณ์งามพิลาส กลิ่นตัวหอมหวน สุ้มเสียงออเซาะ ท่าทางฉอเลาะชวนหลงใหล ชายใดบ้างมิหลงกล บุรุษยามลุ่มหลงรูปลักษณ์กลิ่นเสียงล้วนอ่อนแอมีช่องโหว่ และบุรุษที่เป็นขุนนางต่อให้เปลือกนอกสัตย์ซื่อมือสะอาดปานใด แต่เพื่อผลงานยิ่งใหญ่ล้วนมิแคล้วมีความผิดซุกซ่อนอยู่ เกาหมิงเองก็ย่อมเป็นเช่นที่กล่าวมา อี้หานค่อยๆ รวบรวมความผิดของเกาหมิงทุกข้อหาขึ้นทูลต่อชินอ๋องครองเมือง คดีความเรื่องต่างๆ ถูกส่งให้กรมอาญาประจำผิงโจวทันที จ้าวเฟิงฉีเอาคืนให้หลินซูซินหนักมืออย่างยิ่ง นางตาย แต่ผู้อื่นต้องอยู่ชดใช้แบบตายทั้งเป็นกันถ้วนหน้า เกาหมิงถูกยึดตำแหน่งริบทรัพย์จองจำในคุกตลอดชีวิต สกุลเกาถึงขั้นล่มสลาย ฮูหยินผู้เฒ่าตรอมใจจนล้มป่วยใกล้ตาย จางจิ่วเม่ยหนีหายไร้ร่องรอย ใช้ชีวิตอัปยศอดสูอยู่ที่ใดก็สุดรู้ ทุกคนล้วนมีชีวิตแบบอยู่มิสู้ตาย อยากตายแต่มิได้ตาย ต้องใช้ชีวิตอย่างทรมานยิ่งกว่าวิญญาณสัตว์เดรัจฉานในขุมนรก แม้ได้แก้แค้นสาสมใจ แต่ติงอี้เทากลับเห็นเหลนชายยังคงไร้ความสุข ต้องดื่มเหล้าดับทุกข์ เพราะทนคิดถึงคนตายในทุกวัน ท่านผู้เฒ่าเพิ่งได้ล่วงรู้ว่าจ้าวเฟิงฉีบุรุษแข็งกระด้างผู้นี้ ถึงกับมีรักที่ฝังอยู่ในใจกับใครบางคนลึกล้ำปานนั้น เกริ่นนำ จวนชินอ๋องเมื่อครั้งเพิ่งย้ายมาอยู่ผิงโจว ตรงพุ่มดอกไม้หอมกรุ่นที่มีน้ำผึ้งหวานเต็มเกสรจนล้นทะลัก เด็กน้อยหลินซูซินชอบตรงนี้มาก จึงนั่งตัวกลมดิกไม่ยอมไปไหน กินดอกนั้นเลียดอกนี้และขย้ำเคี้ยวหยุบหยิบอย่างมิอาจห้ามใจ กระทั่งแก้มป่องๆ ของตนถูกมือเล็กป้อมของใครอีกคนบีบแรงๆ จนนางสะดุ้งตัวโยน ครั้นหันหน้าไปเบิกตากลมโตจ้องมอง นางพลันตกใจ เป็นนายน้อย จ้าวเฟิงฉี อีกแล้ว... การทักทายยังคงเหมือนเดิมทุกครั้งคือบีบเนื้อข้างแก้มอย่างเข่นเขี้ยวตามประสาเด็กผู้ชาย ทำเอาเด็กหญิงตัวน้อยต้องร้องไห้จ้าแผดเสียงดังลั่นด้วยความเจ็บแปลบไปทั้งแก้ม รีบลุกขึ้นอย่างทุลักทุเลเพื่อวิ่งหนีผู้เป็นนายที่ไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผา จ้าวเฟิงฉีได้ทักทายแล้วก็รู้สึกพึงพอใจจึงยืนมองเจ้าตัวกลมที่วิ่งดุกดิกอย่างขวัญเสีย เท่านั้นยังไม่พอ เขายังหัวเราะรื่นเริงอย่างสาสมใจไล่หลังเล็กๆ นั่นไปจนสุดทางอีกด้วย เสียงหัวเราะก้องกังวานอันสดใสของนายน้อยจ้าวเฟิงฉีวัยหกขวบในสายตาของเด็กหญิงหลินซูซินวัยสามขวบย่อมกลายเป็นเสียงหัวเราะอันชั่วร้ายตลอดกาล... คืนวันผันผ่าน กระทั่งหลินซูซินอายุสิบห้าปีเต็ม สาวน้อยสะดุ้งตื่นจากฝันร้ายที่ดำเนินอย่างยาวนานทั้งคืน ภาพจำฝังแน่นว่าจ้าวเฟิงฉีคือบุรุษใจร้ายที่สุดในใต้หล้ายังคงติดตรึง เพียงแต่นิสัยเย็นชาไร้ไมตรีของเขากลับทำให้นางทึ่ง สิ่งหนึ่งที่ฝังตรึงในหัวใจนางยามนี้กลับมิใช่คำว่าหวาดหวั่นและขลาดเขลาอีกต่อไป แต่เป็นรักฝังใจมิอาจลืมเลือน... แนะนำตัวละคร หลินซูซิน บุตรสาวของพ่อครัวแม่ครัวประจำจวนชินอ๋อง จ้าวเฟิงฉี บุตรชายคนโตของชินอ๋อง เลือกเส้นทางสายบู๊ฝักใฝ่ยุทธภพ ไม่สนใจงานบุ๋นปกครองเมือง ติงอี้เทา เจ้าสำนักยวี้จู๋ ท่านตาทวดของจ้าวเฟิงฉี เกาหมิง อดีตชายคนรักของหลินซูซิน จางจิ่วเม่ย ญาติสาวฝั่งมารดาของเกาหมิงจ้าวเฟิงฉีเร่งปรับอารมณ์ถามอย่างดุดัน“เหตุใดเจ้ากลับเร็วนักเล่า ไหนบอกว่าซื้อของเสร็จจะไปเยี่ยมบ้านเดิม ค้างแรมสักสี่ห้าวัน ทำตัวเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”เขาข่มไปอย่างนั้น มิให้บุตรชายเห็นว่าบิดาเกรงกลัวมารดา ภาพลักษณ์บิดาต้องน่าเกรงขามตลอดเวลาจึงจะดีหลินซูซินขมวดคิ้ว มองผ่านสามีลงไปที่บุตรชายทั้งสอง ที่บัดนี้ตัวกลมยิ่งกว่าลูกหนัง ไม่นานคงวิ่งไม่ได้ต้องกลิ้งอย่างเดียวหญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ เอ่ยอย่างปลดปลงว่า “หากข้าไม่กลับมาจะรู้ไหมเล่าว่าพวกท่านแอบทำสิ่งใดกัน”หญิงสาวเดินเข้าหาสามี ก้มมองเด็กชายทั้งสองอย่างเอ็นดู“พวกเจ้าอยากกินเนื้อหรือ? หืม ไหนบอกแม่สิ”จ้าวซีห่าว จ้าวซีซวน ต่างแหงนหน้ามองมารดาตาแป๋วพลางพยักหน้าหงึกหงักจนแก้มกระเพื่อม ดวงตาที่เคยกลมโตบัดนี้หรี่หยีเป็นเส้นโค้งเสี้ยวจันทร์เพราะคลี่ยิ้มกว้างอย่างใสซื่อทั้งสองยอมรับด้วยกิริยาน่ารักบริสุทธิ์ไร้เดียงสา“ท่านแม่ ซีห่าวไม่ดื้อแค่อยากกินเนื้อ”“ซีซวนก็ไม่ดื้อ แค่อยากเคี้ยวเนื้อมากๆ”จ้าวเฟิงฉีรีบเสริม “เด็กๆ อยากบริหารกรามนั่นเอง”หลินซูซินยกนิ้วจิ้มพุงกลมๆ ของบุตรชายอย่างเข่นเขี้ยว“ก็ได้ มื้อนี้แม่จะทำให้กินเป
กระโปรงสตรีถูกเลิกและเปิดออกขึ้นมากองตรงเอวคอด สาบเสื้อเผยอจนเผยเนินอกอิ่ม กางเกงบุรุษถูกลากลงอย่างไร้ปรานี สองร่างสอดประสานทันทีไม่มีผ่อนปรนคนสองคนเริ่มครวญครางอีกคราเสียงโต๊ะที่โยกโยนกระแทกพื้นเพียงเบาๆ เท่านั้นหากแต่เสียงที่เป็นจังหวะเฉพาะกิจกรรมชายหญิงเช่นนี้ ยิ่งทำอารมณ์ปรารถนาลุกโชนราวกองเพลิงที่แผ่ขยายไร้สิ้นสุดจ้าวเฟิงฉีขยับเอวสอบไม่มีสะดุด เร่งทำเวลาสุดชีวิต จนหลินซูซินทำได้เพียงแหงนหน้าพริ้มตากัดปากอย่างอ่อนระทวย ในขณะที่สามีภรรยากำลังหลอมรวมใกล้ละลายร่างเข้าด้วยกัน เสียงร้องไห้อ้อแอ้พลันดังลั่นและคราวนี้คล้ายว่าจะไม่หยุดลงง่ายๆ“...”ตอนกลางวันเป็นเช่นใด ตอนกลางคืนก็เป็นเช่นนั้น เด็กๆ ติดบิดากับมารดามาก ห่างมิได้แม้ครึ่งก้าวจ้าวเฟิงฉีอยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา...หลังแต่งงาน สามีภรรยารักใคร่ปานกลืนกินมิสร่างซา นับปีนี้ก็เข้าปีที่หกแล้ว“ฝากเจ้าขออภัยท่านพ่อตาแม่ยายด้วยที่ข้ามิอาจปลีกตัวไปเยี่ยมบ้านเดิมพร้อมเจ้าได้”สามีก้มมองภรรยาคนงาม แววตาที่เผยความรักใคร่เอ็นดูด้วยใจจริงอย่างไม่ปิดบังแฝงแววขอลุแก่โทษ แม้นางไม่โกรธก็ตามหลินซูซินค
จ้าวเฟิงฉีขมวดคิ้วถามเสียงเครียด “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”เขากลัวนางไม่ฟื้นจะแย่ สตรีผู้นี้ช่างเก่งกาจเกินตัวยิ่งนัก คลอดลูกทีเดียวถึงสองคนชายหนุ่มนั่งลงข้างเตียงนอนพร้อมกับที่แม่นมยื่นห่อผ้าที่มีทารกทั้งสองวางเบาๆ ตรงขอบเตียง“ท่ะ ท่าน” หลินซูซินละล่ำละลักพลางจับสาบเสื้อเขาแน่น “เป็นท่านจริงๆ ใช่หรือไม่ เฟิงฉี ใช่ท่านจริงหรือไม่?”นางปล่อยมือจากเขาแล้วก้มหน้ามองทารกตัวแดงในห่อผ้าค่อยๆ ยื่นมืออันสั่นเทาลูบไล้เบาๆ มีแววไม่อยากเชื่อเต็มม่านตา ครู่หนึ่งพลันร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาจนตัวสั่นเทาดั่งนกกระสาต้องสายฝนในคืนเหมันต์ท่าทางของนางหวาดหวั่นดวงหน้าซีดขาวน้ำตานองหน้าชวนเวทนาปานนั้น จ้าวเฟิงฉีหรี่ตาลง ก่อนโบกมือเบาๆ ให้แม่นมพาลูกๆ ออกไปก่อน รวมถึงหมอตำแยด้วย ทุกคนออกไปให้หมดหลังจากประตูถูกปิดลงและคงเหลือเพียงสองคนในห้อง จ้าวเฟิงฉีก็โน้มตัวกอดหลินซูซินไว้ในอ้อมแขน ฝ่ามืออุ่นร้อนค่อยๆลูบหน้าท้องเหี่ยวย่นของนางอย่างต้องการคลายปวดให้“ซูซิน อย่ากลัว ข้าอยู่นี่”หลินซูซินยังคงขวัญเสีย นางร่ำไห้ พร่ำถามเสียงสั่นเครือ “ข้าไม่ได้ฝันไปใช่หรือไม่ เฟิงฉี ใช่ท่านจริงๆ”“ไม่ได้ฝัน เป็นข้าจริงๆ”เขาก
เดิมทีพวกเขาต้องการหลีกหนีบุรุษสูงศักดิ์อย่างรัชทายาทแคว้นเยี่ยนที่มากรักมากภรรยา พระองค์ต้องการให้หลินซูซินแต่งไปเป็นหนึ่งในชายาแห่งตำหนักบูรพา ซึ่งบิดามารดาที่ใดจะยอมรับได้ ต้องแต่งไปแดนไกลทั้งยังต้องใช้สามีร่วมกับสตรีไฉไลนับไม่ถ้วน ด้วยเหตุผลนี้หลินอีเซิงกับจูจื่อฉิงจึงให้บุตรสาวหมั้นกับบุรุษสามัญอย่างเกาหมิง เพราะที่จวนสกุลเกาไม่นิยมให้บุรุษรับอนุเรื่องนี้สองผู้อาวุโสรับรู้จากการที่นายท่านสกุลเกามีเพียงเกาฮูหยิน หลังเรือนไม่มีอนุสักคน เพียงแต่ท้ายที่สุด เกาหมิงกลับแอบมีรักปักใจอยู่กับจางจิ่วเม่ยเรื่องนี้จะโทษผู้ใดมิได้เต็มปากนัก เพราะเรื่องของความรักมันยากหักห้ามใจ หลินอีเซิงกับจูจื่อฉิงจึงไม่คบหากับสกุลเกาอีก และเลือกที่จะเฟ้นหาว่าที่ลูกเขยคนใหม่เป็นบุรุษจากสกุลธรรมดาทว่ามิคาด กลับเป็นจ้าวเฟิงฉีที่หลินซูซินอยากแต่งงานด้วยในเมื่อเป็นความประสงค์ของบุตรสาว และบุรุษสูงส่งอย่างท่านประมุขสำนักยวี้จู๋จ้าวเฟิงฉีถึงขนาดประกาศกร้าวอย่างดุดันว่าจะมีภรรยาคนเดียวคือหลินซูซินจ้าวเฟิงฉีพูดจาฉะฉานปานนั้น! คนจะไม่เชื่อได้อย่างไรกัน!ไม่นาน ทั้งสองคนก็ได้แต่งงานกัน พิธีมงคลถูกจัด
หลังจากสลับรุกผลัดรับจนเสร็จสิ้นกระบวนท่าพิชิตใจเป็นรอบที่เท่าใดมิอาจนับ หญิงสาวก็นอนคว่ำหน้าหลับตาอย่างสิ้นแรง มีเพียงชายหนุ่มที่ยังคงลูบแผ่นหลังอันนวลเนียนบอบบางของคนในอ้อมอกพลางทอดสายตาอ่อนโยนมองนางอย่างสะทกสะท้อนใจในความไม่รู้จักรักหยกถนอมบุปผาของตนดูผิวขาวเนียนนวลนุ่มที่ผุดริ้วแดงรอยช้ำเป็นจ้ำๆ ซึ่งล้วนเกิดจากริมฝีปากของเขาเถิดจ้าวเฟิงฉีที่ยามก่อนทั้งราตรีเร่าร้อนมิอาจควบคุมร่างกายหรือออมแรงอันใด บัดนี้กลับก้มลงไล่จุมพิตไล้ปลายลิ้นไปตามเรือนร่างของหลินซูซินอย่างแผ่วเบาเขาซับจูบนางอย่างต้องการปลอบประโลมด้วยความละมุนละไมอยู่เช่นนั้นเนิ่นนาน แม้อีกฝ่ายจะหลับใหลมิรู้เรื่องราวจวบจนใกล้ถึงเที่ยงวัน จ้าวเฟิงฉีที่นอนกอดเจ้าของร่างนุ่มจนหลับสนิทพลันตื่นขึ้นมาอีกคราเมื่อได้กลิ่นอาหารอันโอชาครั้นมองข้างกายกลับไม่พบคนหนุนแขน เจ้าของพวงแก้มสีชาดลูกท้อหายไปไหนแล้วเมื่อกวาดตามองถึงได้รู้ว่าหากมิใช่นางลุกขึ้นไปทำอาหารแล้วจะมีกลิ่นยั่วน้ำลายได้อย่างไรหลินซูซินยืนรอจ้าวเฟิงฉีอยู่ตรงโต๊ะกลมสำหรับวางอาหารในห้องชั้นนอก นางสวมเสื้อผ้าเรียบร้อยสีชมพูอมฟ้า กำลังจัดแจงสำรับอาหารอย่างใส่ใจจ้าวเฟิง
เพราะครั้งนั้น จางจิ่วเม่ยที่เข้าหาเกาหมิงจนเขาปันใจให้ก็ได้เคยลองทำแล้วเช่นกันและด้วยอายุเพียงสิบสามร่างกายยังไม่เบ่งบานพร้อมต้อนรับบุรุษเต็มวัย การกระทำตามใจจึงไม่บรรลุผลแน่นอนว่าเกาหมิงที่มีภรรยาอยู่แล้วทั้งคนไม่เคยต้องทนเมื่อสตรีคนหนึ่งไม่พร้อมเขาก็หาได้ใส่ใจอันใดกระทั่งเวลาผ่านไป จางจิ่วเม่ยเติบโตเต็มวัยอายุสิบห้า เขาถึงได้ลักลอบมีสัมพันธ์ลับหลังภรรยาจนติดอกติดใจแต่ชาตินี้ ทุกคืนกิจกรรมเริงรมย์คล้ายสามีขืนใจภรรยา สุภาพชนคนหนึ่งจะทำอย่างไรได้ชาติก่อนเกาหมิงไม่เคยต้องตกอยู่ในสภาพน่าอึดอัดปานนี้ ต่อให้เขาปันใจให้สตรีนางน้อยอย่างจางจิ่วเม่ยโดยมิเคยได้เกินเลยก็ไม่รู้สึกขาดแคลนอันใด เพราะกลับบ้านไปตัวเขาก็มีภรรยาแสนดีผู้เพียบพร้อมรออยู่หลินซูซินเป็นสตรีดีงาม เรือนร่างเปล่งปลั่งงามสะพรั่ง ทุกราตรีเขาจึงมอบความรักให้นางอย่างไม่รู้จักพอ ไม่เคยต้องอดทนรออย่างอึดอัดทรมานเยี่ยงนี้ในห้องหนังสือ เงาร่างสูงเพรียวนั่งขบเคี้ยวเขี้ยวฟัน อารมณ์กำหนัดที่พลุ่งพล่านมิได้รับการปลดปล่อยทำคนทรมานยิ่งอีกสองปี รอจางจิ่วเม่ยอายุสิบห้าอีกแค่สองปี ร่างกายนางย่อมพร้อมพรั่งเพื่อเขาท