Masuk๔
เขาที่ไม่ใช่คน ร่างบางระหง ใบหน้าสวยหวานหากเวลานี้กลับอมทุกข์ราวกับแบกโลกทั้งใบเดินทอดน่องราวกับร่างไร้วิญญาณมาตามราวสะพานที่มีแสงไฟระยิบทอดยาวตามราวจนสุดปลายทางก่อนจะเดินลงสะพานแล้วเดินเลียบเคียงกับพื้นหญ้าที่ขนานกับแม่น้ำจนมาหยุดตรงม้านั่งที่ว่างอยู่ที่เดียวราวกับเป็นใจ มือบางวางกระเป๋าไว้ข้างลำตัว หันหน้ามองพื้นน้ำสีครามที่พลิ้วไหวตามแรงลมนิ่งๆ ปล่อยให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เมื่อครู่ให้ไหลทะลักลงมาอย่างไม่แคร์สายตาผู้คนที่มานั่งชมวิวในกลางค่ำกลางคืนเช่นเดียวกับเธอ ดีไซเนอร์สาวพึ่งรู้ซึ้งกับคำว่าอกหักก็ตอนนี้นี่เอง แทนไทคือแฟนคนแรกซึ่งเธอก็คาดหวังไว้มากว่าเขาจะเป็นแฟนคนแรกและคนสุดท้ายแต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตลอดเวลาที่คบกันจนเกือบจะแต่งงานกันในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เขาไม่เคยรักเธอเลยด้วยซ้ำ แทนไทคบเธอเพียงเพราะปิดบังรสนิยมส่วนตัวเขาเองทั้งที่มีคนเอ่ยเตือนเธอแล้วแท้ๆ กลับไม่เชื่อเขา พอคิดมาถึงตรงนี้น้ำตาก็พรั่งพูราวเกือบเขื่อนแตก เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นร่างบางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดร้าวรานจนแทบไม่อยากหายใจพลันนึกไปถึงอดีต ภายในคอนโดกว้างภายในตกแต่งเรียบดูสะอาดตา หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของห้องซึ่งเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายกำลังจัดการกับตัวเองอยู่ภายในห้องแต่งตัวโดยมีแทนไทนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขก “แกจะใส่ชุดนี้หรือรัณ” เขาร้องทักเมื่อคนที่กำลังรออยู่เดินตรงเข้ามาหาเขา “ใช่ ทำไมอะ สวยออก” พูดแล้วก็ก้มมองชุดตัวเอง “ไม่เอา ไปเปลี่ยนเลย” “ไม่เอา หิวแล้วเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเสียเวลาน่า ป่านนี้สองคนนั้นรอเรานานแย่” “ไม่เปลี่ยนฉันก็ไม่พาแกไป” ชายหนุ่มหาข้ออ้าง “ชุดฉันมันทำไม ไม่ดีตรงไหนคะคุณแทนไท” ร่างเล็กยืนเท้าใส่เอวถามอย่างคนหาเรื่อง “สั้น” “สั้นกว่านี้พ่อฉันยังไม่ว่าอะไรเลยนะ” เธอเถียง “ก็ฉันไม่ได้เป็นพ่อแกนี่” “แล้วแกนึกเฮี้ยนอะไรขึ้นมา ปกติฉันก็ใส่แบบนี้ของฉันมาตั้งนานแกก็เห็นบ่อยไม่เคยจะบ่น แล้ววันนี้เป็นไร” เธอนึกสงสัยในตัวเพื่อนชายขึ้นมาทันที “ฉันหวงแกไม่ได้หรือไง” ประโยคทื่อๆ ของแทนไทกลับทำให้หัวใจของเธอพองโต จนคนตัวเล็กกว่าทำตัวไม่ถูก “เค เปลี่ยนก็เปลี่ยน” ดารัณญากะพริบตาถี่รัวเพื่อตั้งสติก่อนจะยอมไปเปลี่ยนเพื่อเลี่ยงการสบตากับเขาในตอนนี้ “เดี๋ยวฉันเลือกชุดให้” ชายหนุ่มอาสาอย่างใจดี “ยุ่ง” แม้ปากจะพูดออกไปแบบนั้นแต่ภายในใจหญิงสาวกลับเขินจนไปต่อไม่เป็น “อะ ใส่ชุดนี้แหละ รีบเปลี่ยนซะ ฉันจะกลับห้องไปหยิบของ พึ่งนึกขึ้นได้ว่าลืม เจอกันหน้าห้องนะ” เขาค้นตู้เสื้อผ้าไม่นานก็ได้เดรสสั้นคุมเข่าสีครีมน่ารักยื่นมาให้เธอตรงหน้าแล้วเดินกลับห้องซึ่งอยู่ข้างห้องของเธอนั่นเอง “อืม” ดารัณญาเปลี่ยนชุดเสร็จก็เปิดประตูห้องเห็นแทนไทยืนกอดอกพิงกำแพงรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งคู่เดินตามกันเพื่อไปยังลานจอดรถโดยไม่มีคำพูดใดๆ โดยมีชายหนุ่มทำหน้าที่เป็นสารถีขับให้เธอนั่งคู่ “แกคิดเรื่องฝึกงานหรือยังรัณ จะไปฝึกงานที่ไหน” “ก็มีคิดๆ ไว้อยู่สองสามที่ แกล่ะ” “เราไม่คิดหรอก แกฝึกที่ไหนฉันก็ฝึกที่นั่นแหละ” “จะตามไปฉันไปด้วยเหรอ” ถามพร้อมกับแววตาเป็นประกาย “แน่นอน” “ฉันนึกว่าแกจะเบื่อขี้หน้าฉันซะอีก” เธอหยอกเย้าชายหนุ่มพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้ “ฉันไม่มีวันเบื่อแกหรอกรัณ” แทนไทหันมาสบตาเธออย่างมีความหมายจนดารัณญารู้สึกแปลกๆ กับอาการเพื่อนชายของเธอ ในช่วงหลังๆ นี้เขาดูเหมือนพยายามเข้าใกล้เธอมากขึ้น เธอเองที่แอบรักเขาอยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งหวั่นไหว “จะถามอะไรก็พูดมาเถอะ จ้องหน้าฉันแบบนี้ขับรถไปไม่ถูกนะรัณ” “ช่วงนี้แกเป็นอะไร ทำตัวแปลกๆ” หญิงสาวถามสิ่งที่สงสัยพลางจ้องหน้าเพื่อค้นหาคำตอบจากคนข้างๆ “ก็ปกตินะ” เขาตอบยิ้มๆ “ฮื่อ” เธอทำเสียงขัดใจกับคำตอบของเขา ก็เห็นๆ อยู่ว่าเขาแปลกไปจริงๆ นี่นา “เดี๋ยวแกก็รู้เองแหละ” เขายิ้มตาหยีเอื้อมมือมาขยี้ผมเธอจนผมฟูไม่เป็นทรง “หยุดขยี้ได้เล่า ผมฉันเสียทรงหมดแล้ว” คนตัวเล็กย่นจมูกใส่คนข้างๆ อย่างแสนงอน เขาจึงมาบีบจมูกย่นๆ เธอแทน “โอ้ย เลิกเล่นแล้วตั้งใจขับรถไปเลยนะ” “คร้าบผม” เสียงลากยาวของชายหนุ่มทำให้เธอยิ้มพอใจ ดารัณญาเดินเคียงคู่มากับแทนไทเข้ามาภายในร้านอาหารที่อยู่ริมแม่น้ำแม่เจ้าพระยาที่มองเห็นวัดแจ้งฝั่งตรงข้ามได้ถนัดตา เธอนัดไว้กับเพื่อนอีกสองคนไว้แต่เมื่อมาถึงโต๊ะที่จองกับไม่เห็นวี่แววว่าใครจะมานี่ก็เกือบจะเลยเวลาที่นัดแล้ว “ทำไมสองคนนั้นยังไม่มา เดี๋ยวฉันโทร.ตามก่อนนะ” ดารัณญาทำท่าจะยกโทรศัพท์ขึ้นมาโทร.ตามเพื่อนแต่โดนชายหนุ่มร้องห้ามไว้ทัน “ไม่ต้องโทร.ตามหรอก เฌอกับปลาเขาไม่มาแล้วเห็นบอกว่าติดธุระที่บ้านทั้งคู่” “อ้าว แล้วกัน ทำไมพึ่งบอกเราล่ะ” “เอาน่า มาแล้วก็สั่งอาหารกันเถอะ” “ก็ได้ หิวแล้วเหมือนกัน” เมื่อทั้งคู่ทานอาหารเสร็จแทนไทจึงพาหญิงสาวมานั่งชมบรรยากาศที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาหญิงสาวหันไปมองบรรดาหนุ่มสาวหลายๆ คู่ที่มานั่งพลอดรักเป็นคู่ๆ ตามมุมต่างๆ จนเธอนึกอายแทน “เป็นไง ที่นี่สวยไหม” เขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เธอพลางหันมามองเพื่อรอคำตอบจากหญิงสาว “ก็สวย” มองไปรอบๆ ก่อนตอบชายหนุ่ม “แต่สวยไม่สู้แก” “หือ” คนถูกชมอึ้งเมื่อโดนชายหนุ่มชมซึ่งๆ หน้า เป็นเพื่อนกันมาเจ็ดปีไม่เคยชมอยู่ๆ มาพูดต่อหน้าเล่นเอาเธอทำตัวแทบไม่ถูก รู้สึกประหม่าขึ้นมานิดๆ แปลกจัง “ฮ่าๆ เขินเหรอ หน้าแดงเชียว” แทนไทยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนเธอต้องเบี่ยงตัวหลบ “ไม่ต้องมาล้อเราเลย” “โอ๋ๆ ไม่งอนนะ” ไม่ได้งอนแค่ทำตัวไม่ถูกต่างหาก “ฮื่อ” “รัณ” เมื่อเงียบไปได้สักพักชายหนุ่มก็เรียกชื่อเธอราวกับมีเรื่องจะบอก “หืม” “เรารู้จักกันมากี่ปีแล้ว” “เจ็ดปีไง ทำไมเหรอ” เธอทำท่านึกก่อนจะตอบเขา “เจ็ดปีมันมากพอที่เราจะทำความรู้จักกันไหมรัณ มากพอที่เราจะคบกันได้ไหมครับ” น้ำเสียงเรียบทว่าจริงจังของชายหนุ่มทำเอาคนฟังอึ้งจนแทบลืมหายใจ เธอถูกคนที่เธอแอบรักขอเป็นแฟน พระเจ้านี่เรื่องจริงหรือฝันกันแน่ “ทะ แทน แก” “คบกันไหม” ชายหนุ่มถามย้ำ จ้องมองร่างบางอย่างรอคอยคำตอบ ดารัณญาพยักหน้าเป็นคำตอบพลางปาดน้ำตาที่ซึมบนหัวตาด้วยความดีใจ เธอไม่คิดว่าชายหนุ่มจะมาขอคบเธอเป็นแฟนเพราะที่ผ่านมามีแค่เธอที่แอบรักเขาข้างเดียวมาโดยตลอดมาวันนี้เธอกลับสมหวังในความรักกับคนที่เธอแอบรักหญิงสาวดีใจจนน้ำตาคลอชายหนุ่มจึงเดินเข้ามาโอบเธอไว้หลวมๆ แสงสว่างจ้าม้วนตัวเป็นแสงเรืองรองก่อนค่อยๆ ปรากฏร่างชายหนุ่มรูปงามเปลือยท่อนบนเผยให้เห็นอกแกร่งกล้ามเป็นลอนสวยเหมือนคนออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ ทั้งตัวมีเพียงสร้อยสังวาลสีมรกตคาดอกกับโจงกระเบนสีเดียวกับสร้อยสังวาล กลิ่นหอมเย็นสดชื่นคล้ายไอทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ที่คุ้นเคยลอยปะทะจมูกหญิงสาว “เราเตือนเจ้าแล้วเรื่องผู้ชายคนนั้น” ตรัสด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเสนาะหูดังกังวานที่มีเพียงดารัณญาเท่านั้นที่ได้ยิน “ท่านจะมาซ้ำเติมรัณหรือคะ” หญิงสาวเอ่ยอย่างคุ้นเคยกับร่างสูงโปร่งแสงที่ทรุดพระวรกายลงข้างๆ แม้จะทรงอำนาจมากที่สุดในถิ่นที่ตนปกครอง ผู้คนล้วนต่างเคารพยำเกรง แต่หากเธอผู้นี้เขากับไม่ถือสาที่จะให้หล่อนต้องใช้คำราชาศัพท์ให้วุ่นวายใจหรือแม้แต่ปฏิบัติต่อเขาอย่างพินอบพิเทาเยี่ยงคนในปกครอง “ไม่หรอก เจ้าก็รู้ว่าเราไม่เคยซ้ำเติมใครโดยเฉพาะเจ้า” จริงของท่าน ตั้งแต่จำความได้ชายหนุ่มร่างสูงท่าทางน่าเกรงขามผู้นี้ไม่เคยหัวเราะเยาะซ้ำเติมเธอเลยสักครั้งเดียว “รัณขอโทษค่ะที่ไม่เชื่อท่านแต่แรก” ร่างบางเอ่ยเสียงแผ่วเบา ใช่ เจ้าของพระวรกายสง่างามท่านนี้เคยเตือนเธอเรื่องแทนไทมาหลายครั้งแล้วแต่เธอไม่เชื่อแถมยังต่อว่าเขาอีกนับครั้งไม่ถ้วน รู้สึกผิดจัง “อย่าร้องไห้” ดัดชะนีเรียวยาวยื่นไปเกลี่ยเม็ดใสข้างแก้มนิ่มอย่างเบามือ สิ่งเดียวในโลกนี้ที่พระองค์ไม่อยากเห็นคือน้ำตาของหญิงสาวข้างตัว เธอเจ็บพระองค์ก็เจ็บยิ่งกว่าร้อยเท่าพันเท่า แค่ได้ยินเสียงสะอื้นของเจ้าหล่อนพระองค์ก็แทบคลั่ง พระราชหฤทัยประหนึ่งจะแตกสลายราวกับถูกสายฟ้าฟาดนับพันครั้งให้วิญญาณออกจากร่าง ถ้าเป็นไปได้ก็อยากไปสั่งสอนเจ้ามนุษย์หน้าโง่คนนั้นที่บังอาจทำให้นางในดวงหทัยของพระองค์ต้องเจ็บปวดปานนี้ หัตถ์แกร่งเลื่อนมากุมพระอุระตน รู้สึกปวดหนึบที่เห็นหญิงสาวร้องไห้เพราะชายคนอื่น ไม่ใช่ตนเอง! “ปล่อยให้รัณร้องไห้เถอะค่ะ ไม่นานหรอกที่รัณจะร้องไห้เพราะเขาอีก” เจ้าของพระพักตร์คมที่มีไรเคราเขียวไม่เอ่ยตอบแต่ยื่นหัตถ์ไปแตะบ่าบางที่สั่นไหวน้อยๆ อย่างอ่อนโยนราวกับจะซึมซับความเจ็บปวดจากเธอมาไว้ที่พระองค์เอง พระเนตรสีแดงอมส้มทอดมองหญิงสาวอย่างห่วงใยท่วมอก เธอก้มหน้าซุกลงกับฝ่ามือรับรู้ถึงมือหนาที่สัมผัสแผ่วเบาบนไหล่ ดารัณญารู้สึกได้ถึงความห่วงใยและการปลอบประโลมจากร่างสูงโปร่งแสงข้างตัว เพียงแค่สัมผัสเดียวเธอกับรู้สึกอบอุ่นหัวใจ สิ่งที่ปวดหนึบภายในก็คลายลงอย่างน่าประหลาด หัตถ์เลื่อนลงไปสัมผัสแผ่วเบาที่แขนเรียวเล็กซึ่งตอนนี้มีผ้าก๊อซติดไว้เป็นทางยาว คนตัวเล็กสะดุ้งน้อยๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าขาวเรียวคมนัยน์ตาท่าทางดุดันที่จ้องมองแผลเธอด้วยความเจ็บปวดเสมือนว่าแผลนั้นอยู่บนตัวเขาเอง “เราขอโทษที่ช่วยเจ้าไม่ได้” ร่างสูงเอ่ยน้ำเสียงอย่างรู้สึกผิด “รัณรู้ค่ะว่าท่านช่วยไว้ ขอบคุณนะคะ” ถ้าไม่ใช่เพราะเขาป่านนี้เธอคงไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้เป็นแน่ ไม่อย่างนั้นรถของภาคินคงพุ่งชนเธอจนกระเด็นแต่เพราะคนข้างตัวที่ช่วยเธอไว้ได้ทันต่างหากดารัณญาถึงรอดมาได้ "แล้วผู้ชายคนนั้นถ้าไม่จำเป็นเจ้าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวเด็ดขาด" กระแสรับสั่งเอ่ยเรียบๆ ทว่าจริงจัง "ถ้าท่านหมายถึงคุณภาคินละก็ อย่าห่วงเลยค่ะ" “อืม ดีแล้ว ดึกแล้วเจ้ากลับเถอะ” “แล้วท่านล่ะคะ” “จะขึ้นไปถวายการรับใช้ท่านสักการะเทวราช แต่อย่าห่วงเลยถ้าเจ้าต้องการเรา เราจะมาหาเพียงแค่นึกถึง” นั่นสิ เพียงแค่นึกถึงท่านร่างสูงก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าทุกครั้งไป เรื่องนี้เธอเองก็รู้ดี ดารัณญายิ้มบางๆ ให้คนข้างตัวก่อนที่ร่างนั้นจะละลายหายไปพร้อมกับแสงสว่างสีขาวนวล พื้นที่ข้างๆ จึงว่างเปล่าเช่นเคย นัยน์ตากลมโตหม่นแสงหันกลับมามองเบื้องหน้าอีกครั้งอย่างเหม่อลอย ปล่อยให้หัวใจอันบอบช้ำซึมซับกับผืนน้ำสีดำกำมะหยี่เบื้องหน้าหวังให้คลื่นซัดซาความเศร้าหมองภายใจในให้จางหาย นานเท่าไหร่ไม่รู้ที่เธอนั่งอยู่ตรงนี้ พอก้มมองดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือจึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินจาก ดีไซเนอร์สาวลงจากรถแท็กซี่หลังจากที่นั่งร้องไห้จนพอใจและถึงเวลากลับบ้านด้วยสภาพไม่ต่างจากคนป่วยเท่าไหร่นัก ยามหน้าบ้านมองอย่างแปลกใจระคนสงสัยแต่ไม่กล้าที่จะเอ่ยซักถาม เธอเดินมาเรื่อยๆ มาตามทางที่ทอดยาวไปสู่เทอเรสหน้าบ้าน หยุดมองไปโรงรถก็เห็นว่ามีรถคุณพ่อจอดอยู่ครบบ่งบอกว่าพวกเขากลับบ้านแล้ว “คุณรัณ ทำเป็นกลับมาซะดึกเชียว เป็นอะไรมาคะทำไมมีแผลเยอะขนาดนี้ มีใครทำอะไรคุณรัณหรือเปล่า เอ๊ะ ทำไมตาบวม ทำไมสภาพเป็นแบบนี้คะ ทานข้าวทานปลามาหรือยังเดี๋ยวพี่ไปทำอะไรมาให้ทาน” หวานเดินปรี่เข้ามาสำรวจร่างกายเธอพร้อมรัวคำถามอย่างเป็นห่วงทันทีเมื่อคุณหนูของบ้านก้าวผ่านประตูเข้ามาในตัวบ้าน ดารัณญายิ้มเศร้าเมื่อนึกไปถึงผู้เป็นบิดา ถ้าท่านถามเธอด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงเป็นใยแบบพี่หวานบ้างแบบนี้ก็คงดี “รัณไม่เป็นไรค่ะ รถเฉี่ยวนิดหน่อยไปหาหมอแล้ว พี่ไปพักผ่อนเถอะ” “ตายจริง ทำไมรถเฉี่ยวได้ละคะ เจ็บมากไหมนี่ โถ่ แขนสวยๆ เป็นแผลเลย จริงสิวันนี้พี่ติดต่อคุณรัณไม่ได้เลย รู้ไหมคะวันนี้คุณปลากับคุณเฌอมารอคุณรัณตั้งแต่บ่าย นี่พึ่งกลับไปเมื่อครู่เองค่ะ” หวานเอ่ยด้วยความเป็นห่วงคล้ายจะดุที่เธอปิดเครื่องไม่สามารถติดต่อเธอได้ เพื่อนๆ คงจะทราบเรื่องจากแทนไทเลยมาหาเธอที่บ้าน “เหรอคะ รัณขอตัวก่อนนะคะ” ดารัณญาทำสีหน้ารับรู้พร้อมกับขอตัวขึ้นห้อง เธอยังไม่อยากคุยกับใครในเวลานี้ “เกิดเรื่องไรขึ้นหรือเปล่าคะ ร้องไห้ซะตาบวมเลยหรือว่าเจ็บแผลคะ ตรวจละเอียดดียังคะเดี๋ยวพี่พาไปตอนนี้เลย” คนถูกซักส่ายหน้าเป็นคำตอบพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลก่อนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ “พี่หวานคะ ฝากให้คนไปเอารถรัณที่คอนโดแทนไทพรุ่งนี้เช้าด้วยนะคะ” เธอพยายามทำเสียงให้เป็นปกติมากที่สุดก่อนจะยื่นกุญแจรถให้แม่บ้านแล้วรีบหันหลังเดินขึ้นห้องไปอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นการปิดสนทนา ฉับพลันน้ำตาที่เคยเหือดแห้งกลับไหลทะลักลงมาอีกครั้งราวกับสายน้ำ เธอรีบปิดประตูห้องทันที ดารัณญาไม่อยากให้ใครเห็นความอ่อนแอของเธอเวลานี้แม้จะไปนั่งร้องไห้ที่สวนสาธารณะมาแล้วก็เถอะ แต่คงมีคนเดียวที่เธอไม่สามารถปิดบังอะไรได้เลย ไม่ว่าเธอจะรู้สึกนึกคิดเช่นไรเขาก็รู้โดยที่ไม่เคยปริปากบอก ต้องรู้สิเพราะเขาไม่ใช่คนนี่นาและก็ไม่ใช่ผีด้วยเช่นกัน“มีอะไร” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจนักกับการมาของเพื่อนโดยที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าก่อน เจ้าของร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ดวงตาเรียวคม จมูกโด่งเป็นสันรับกับปากหยักสีสด และไว้ผมทรงแมนบันคือตัดสั้นเตียนด้านข้างทั้งสองและไว้ผมยาวตรงกลางศีรษะแล้วมัดจุกเรียบไปทางด้านหลัง“ก็แกไม่ยอมรับสายฉันนี่หว่า” คนเป็นแขกบ่นแล้วทรุดตัวลงนั่งโซฟามุมหนึ่งของห้อง แม้จะไม่ค่อยชอบใจที่เพื่อนยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองแถมยังพูดจาไม่ต้อนรับเขาอีก แต่วันนี้ภาคินอารมณ์ดีจึงไม่นึกถือสากับความนิ่งเฉยของผู้เป็นเพื่อน“ก็แกไร้สาระ” เสียงทุ้มนุ่มละมุนเอ่ยอย่างไม่แยแสผู้เป็นทั้งเพื่อนและแขก“ใครมันจะไปจ้องแต่คอมทำงานงกๆ ทั้งวันเหมือนแกวะ”“ถ้าไม่มีไรก็กลับไปซะ ฉันต้องรีบเคลียร์งาน”“แกจะไปไหนอีกละคราวนี้” เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าเจ้าตัวเร่งเคลียร์งานเมื่อไหร่นั่นแปลว่าเพื่อนเขาจะหนีเที่ยวอีกแล้ว“เลย”“กี่วัน”“เดือนนึง ถ้าจะมาถามฉันแค่นี้ก็กลับไป”“แกนี่มันไร้หัวใจ”“ถ้าจะมาพูดแค่นี้ก็เชิญ นั่นประตู ฉันจะทำงาน” ชายหนุ่มเจ้าของห้องกว้างนั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์อยู่ในเสื้อยืดแขนสั้นสีดำกับกางเก
๗แค่หน้าที่“พูดจากวนเราแบบนี้ได้คงไม่เจ็บแล้วสินะ” จบประโยค แสงสว่างค่อยๆ ม้วนตัวจนเผยร่างโปร่งแสงสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมสันสง่างามท่าทางวางอำนาจทอดพระเนตรมองร่างเล็กที่ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์“รัณนึกว่าท่านอยู่ข้างบนเสียอีกค่ะ” เธอย่อตัวแสดงความเคารพบุรุษชายตรงหน้าอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นว่าแถวนี้ร้างผู้คน ข้างบนที่เธอหมายถึงนั่นก็คือสรวงสวรรค์“เรามาเพราะจะเกิดเรื่องอันตรายกับเจ้า แต่ไม่ทัน” ปลายประโยคแผ่วเบาก้มทอดพระเนตรมองแผลใหม่ที่ถูกพันด้วยผ้าก๊อซอย่างประณีต“แค่พระองค์เป็นห่วงรัณก็มากพอแล้วค่ะ ที่ผ่านมาท่านก็ช่วยรัณมาตลอด” ตั้งแต่เล็กจนโตก็มีเพียงบุรุษท่านนี้ที่คอยปัดเป่าเภทภัยให้หญิงสาวมาเสมอคงมีเพียงแต่เหตุการณ์ตกน้ำครั้งนั้นที่เขาช่วยเธอไม่ทัน“เป็นหน้าที่เราที่ต้องคอยดูแลเจ้า หากมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นกับเจ้าเราย่อมบกพร่องในหน้าที่”“แค่หน้าที่หรือคะ” ถามพลางเอียงคอมองอย่างสงสัย“ใช่ แค่หน้าที่” หน้าที่ของหัวใจ พระสุรเสียงแผ่วเบาไม่หนักแน่นเหมือนเคยและต่อประโยคสุดท้ายในใจ เขาจะคอยตามดูแลหญิงสาวเพียงแค่ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายเท่านั้น เพราะต่อไปนี้เขาไม่ยอมปล่อยเธอล่องลอยไปไหนไกลอี
๖ความอัดอั้นในใจ“หลักฐานก็บอกอยู่ตรงหน้า ทำไมฉันจะต้องถามอะไรอีก”“แล้วคุณพ่อรู้หรือคะว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง อะไรก็โทษแต่รัณ คุณพ่อเคยถามรัณเหมือนที่ถามน้องไหมคะว่ารัณเป็นอะไร เจ็บตรงไหน แผลเย็บกี่เข็ม เจ็บมากหรือเปล่า กินยาหรือยัง หนูโดนรถเฉี่ยวคุณพ่อคิดจะถามรัณบ้างหรือเปล่า วันนี้เจออะไรมาบ้าง กินข้าวยัง วันเกิดรัณวันไหน คุณพ่อเคยสนใจบ้างไหม ทำไมคะ เพราะรัณเกิดมาเป็นผู้หญิงคุณพ่อเลยไม่คิดว่ารัณเป็นลูก หรือสิ่งที่หนูต้องการมันมากไปหรือคะ…..พ่อถึงไม่เห็นค่า” เสียงตะโกนถามดนัยผู้เป็นบิดาอย่างอัดอั้นกับสิ่งที่เก็บไว้ข้างใน คำพูดต่างๆ ทะลักพรั่งพรูขึ้นมาจากอกจนเธอห้ามอารมณ์ไม่อยู่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีต่อบิดา ตั้งแต่เธอมีน้องชาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถามว่าเธออิจฉาน้องชายตัวเองไหม ดารัณญาตอบได้เลยว่าอิจฉา อิจฉาที่คุณพ่อทุ่มเทความรักความใส่ใจที่มีต่อดินแดนซึ่งต่างกับเธอมากนัก พ่อที่ไม่เคยแม้แต่จะถามเธอว่ากินข้าวหรือยัง ครั้งเดียว……ก็ไม่เคยมี“นี่แกพูดอะไร แกโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ ที่ฉันต้องคอยเอาใจ” แม้จะอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินแต่ดนัยก็ยังอดต่อว่าบุตรสาวไม่ได้เมื่อนึกถึงแผลล
๕แตกหักเช้าวันใหม่แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลอดผ่านกระจกใสทำให้เจ้าห้องห้องต้องซุกใบหน้าลงกับหมอนเพื่อหลีกเลี่ยงแสงที่แยงตา แม้เปลือกตาจะปิดสนิทแต่ก็รับรู้ถึงความสว่างจ้าของความร้อนแรง วันนี้ร่างบางตื่นสายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะเธอไม่ต้องรีบไปเข้าร้านอย่างเมื่อก่อน หลังจากที่นอนทบทวนความคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วเธอตัดสินใจที่จะถอนหุ้นออกจากร้านเสื้อผ้าที่ร่วมลงทุนทำร่วมกันกับแทนไทและปรารีณา ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันกับแทนไทได้อีก ถึงจะถูกกล่าวหาว่าเธอไม่มีความเป็นมืออาชีพก็เถอะ ก็ใครจะไปทนได้กันละก๊อกๆ“คุณรัณ คุณปลามารอพบคุณรัณค่ะ”“รัณอาบน้ำเสร็จเดี๋ยวลงไป”“ค่ะ”ไม่ถึงสิบห้านาทีดารัณญาอยู่ในชุดอยู่บ้านสบายๆ ก่อนจะเดินลงมายังห้องรับแขกที่ปรากฏร่างหญิงสาวสูงโปร่งสวมชุดทันสมัยราวกับนางแบบหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นก็มิปาน แน่ละก็หล่อนเป็นดีไซเนอร์มีห้องเสื้อผ้าแบรนด์หรูที่เธอร่วมลงทุนอยู่นั่นเอง“รัณ แกไปทำไรมา ทำไมมีแต่แผล” เสียงร้องทักแสดงความตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวเดินตรงเข้ามาหาหลังจากที่มานั่งรอผู้เป็นเจ้าของบ้านแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นบาดแผลที่มีปลาสเตอร์ติดตามฝ่ามือรวมไ
๔เขาที่ไม่ใช่คนร่างบางระหง ใบหน้าสวยหวานหากเวลานี้กลับอมทุกข์ราวกับแบกโลกทั้งใบเดินทอดน่องราวกับร่างไร้วิญญาณมาตามราวสะพานที่มีแสงไฟระยิบทอดยาวตามราวจนสุดปลายทางก่อนจะเดินลงสะพานแล้วเดินเลียบเคียงกับพื้นหญ้าที่ขนานกับแม่น้ำจนมาหยุดตรงม้านั่งที่ว่างอยู่ที่เดียวราวกับเป็นใจ มือบางวางกระเป๋าไว้ข้างลำตัว หันหน้ามองพื้นน้ำสีครามที่พลิ้วไหวตามแรงลมนิ่งๆ ปล่อยให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เมื่อครู่ให้ไหลทะลักลงมาอย่างไม่แคร์สายตาผู้คนที่มานั่งชมวิวในกลางค่ำกลางคืนเช่นเดียวกับเธอดีไซเนอร์สาวพึ่งรู้ซึ้งกับคำว่าอกหักก็ตอนนี้นี่เอง แทนไทคือแฟนคนแรกซึ่งเธอก็คาดหวังไว้มากว่าเขาจะเป็นแฟนคนแรกและคนสุดท้ายแต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตลอดเวลาที่คบกันจนเกือบจะแต่งงานกันในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เขาไม่เคยรักเธอเลยด้วยซ้ำ แทนไทคบเธอเพียงเพราะปิดบังรสนิยมส่วนตัวเขาเองทั้งที่มีคนเอ่ยเตือนเธอแล้วแท้ๆ กลับไม่เชื่อเขา พอคิดมาถึงตรงนี้น้ำตาก็พรั่งพูราวเกือบเขื่อนแตก เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นร่างบางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดร้าวรานจนแทบไม่อยากหายใจพลันนึกไปถึงอดีตภายในคอนโดกว้างภายในตกแต่งเรียบดูสะอาดตา หญิงสา
๓อุบัติเหตุหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายรับรู้ถึงความเจ็บปวดไปทั้งตัวแต่ที่เจ็บหนักสุดคงเป็นแขนข้างขวาที่รับน้ำหนักเธอไปเต็มๆ ซึ่งตอนนี้มีเลือดซึมออกมาอย่างเห็นได้ชัด“คุณ เดินแบบนี้อยากตายหรือไง” เจ้าของรถเปิดประตูก้าวลงมาต่อว่าเธออย่างหัวเสีย ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผิวขาวจัดแม้จะใส่แว่นดำแต่มองแวบเดียวก็รู้ว่าภายใต้กรอบแว่นนั้นดูดีถึงขั้นหล่อเลยก็ว่าได้ ดารัณญาตวัดสายตาขึ้นมองเขาอย่างโมโห ชนคนอื่นแล้วมาพูดจาแบบนี้อีกทั้งที่ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ“นี่คุณ ฉันเดินอยู่ทางม้าลายแล้วก็เป็นไฟแดงแล้วด้วย” คนเจ็บเอ่ยเสียงห้วนอย่างไม่พอใจที่เขากล่าวหาว่าเธอรนหาที่ตาย ถึงเธอจะพึ่งถูกแฟนและรุ่นน้องร่วมมือกันหักหลังมาหมาดๆ แต่ดีไซเนอร์สาวก็ยังรักชีวิตตัวเองไม่ได้คิดสั้นอย่างที่เขากล่าวหาแน่นอน นี่มันวันซวยอะไรของฉันกันแน่ หญิงสาวนึกบ่นในใจเขาก้มมองใบหน้าหญิงสาวร่างเล็กเธอแต่งตัวดูมีสไตล์บ่งบอกว่าเป็นคนมั่นใจตนเองสูง มีความเป็นตัวเองขั้นสุด เขาสำรวจคู่กรณีสาวด้วยความโมโหแต่เมื่อทันทีที่เห็นใบหน้าสวยหวานละมุนของคู่กรณีแล้วความโกรธเมื่อครู่นี้และคำต่อว่าที่เตรียมจะพ่นออกไปก็หายวับทันทีเมื่อสบตาเข้ากับดวงตา







