เข้าสู่ระบบ๗
แค่หน้าที่ “พูดจากวนเราแบบนี้ได้คงไม่เจ็บแล้วสินะ” จบประโยค แสงสว่างค่อยๆ ม้วนตัวจนเผยร่างโปร่งแสงสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมสันสง่างามท่าทางวางอำนาจทอดพระเนตรมองร่างเล็กที่ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์ “รัณนึกว่าท่านอยู่ข้างบนเสียอีกค่ะ” เธอย่อตัวแสดงความเคารพบุรุษชายตรงหน้าอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นว่าแถวนี้ร้างผู้คน ข้างบนที่เธอหมายถึงนั่นก็คือสรวงสวรรค์ “เรามาเพราะจะเกิดเรื่องอันตรายกับเจ้า แต่ไม่ทัน” ปลายประโยคแผ่วเบาก้มทอดพระเนตรมองแผลใหม่ที่ถูกพันด้วยผ้าก๊อซอย่างประณีต “แค่พระองค์เป็นห่วงรัณก็มากพอแล้วค่ะ ที่ผ่านมาท่านก็ช่วยรัณมาตลอด” ตั้งแต่เล็กจนโตก็มีเพียงบุรุษท่านนี้ที่คอยปัดเป่าเภทภัยให้หญิงสาวมาเสมอคงมีเพียงแต่เหตุการณ์ตกน้ำครั้งนั้นที่เขาช่วยเธอไม่ทัน “เป็นหน้าที่เราที่ต้องคอยดูแลเจ้า หากมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นกับเจ้าเราย่อมบกพร่องในหน้าที่” “แค่หน้าที่หรือคะ” ถามพลางเอียงคอมองอย่างสงสัย “ใช่ แค่หน้าที่” หน้าที่ของหัวใจ พระสุรเสียงแผ่วเบาไม่หนักแน่นเหมือนเคยและต่อประโยคสุดท้ายในใจ เขาจะคอยตามดูแลหญิงสาวเพียงแค่ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายเท่านั้น เพราะต่อไปนี้เขาไม่ยอมปล่อยเธอล่องลอยไปไหนไกลอีกเป็นแน่ “กาแฟมาแล้วค่ะ” เสียงแม่บ้านสาวทำลายความเงียบระหว่างเธอและชายหนุ่มที่มีกรอบแสงรอบตัวระยับ เมื่อหวานเดินมาใกล้ร่างนั้นก็สลายหายไปเหลือเพียงเก้าอี้ว่างเปล่าเสมือนไม่มีร่างสูงใหญ่ประทับอยู่ “ขอบคุณค่ะ กลับกันเถอะ” พอมาถึงบ้าน คนเจ็บก็เดินลิ่วตรงไปยังห้องนอนทันที วันนี้เธอเหนื่อยเหลือเกินกับเรื่องสารพัดเรื่องที่ถาโถมเข้ามาในเวลาเดียวกันจนยากที่จะรับมือ ก็อกๆ ก็อกๆ เสียงเคาะประตูหน้าห้องทำลายความคิดเธอลงฉับพลันพร้อมกับแม่บ้านที่ตะโกนเข้ามา “คุณรัณคะ คุณท่านตามให้ไปพบที่ห้องทำงานค่ะ” “บอกไปว่ารัณเหนื่อย ไม่พร้อมที่จะคุยตอนนี้” “ค่ะ” สิ้นเสียงร่างบางก็ทิ้งตัวลงนอนกับเตียงนุ่ม เธอนอนนิ่งๆ คิดทบทวนเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบมิวายต้องมีน้ำตายิ่งเพลงเศร้าที่เปิดคลอข้างๆ หูยิ่งทำให้คนที่อกหักมาดๆ ไหนจะเรื่องทะเลาะกับบิดาอีก ต่อไห้พยายามเข้มแข็งแค่ไหนเมื่ออยู่คนเดียวมันก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้จนสะอึกสะอื้น อีกนานไหมดารัณญาที่เธอจะเข้มแข็งอยู่ได้โดยไม่ต้องร้องไห้เพราะคนเห็นแก่ตัวคนคนนั้นอีก ที่ผ่านมาเธอปฏิเสธผู้ชายทุกคนที่เข้าหาเพียงเพราะว่ารักผู้ชายคนนั้นมาโดยตลอด แต่ดูสิ ดูสิ่งที่เขาทำกับเธอสิดารัณญา หญิงสาวนึกสมเพชตัวเองภายในใจ หึ รักผิดคน ทุ่มเทผิดคน เลยต้องเสียใจอย่างนี้สินะ ร่างบางนอนคุดคู้ยกมือขึ้นกอดตัวเองด้วยอาการสั่นสะท้านเพราะแรงสะอื้นไห้เฝ้าถามตัวเองซ้ำไปซ้ำมาโดยไม่รู้เลยว่าภายในห้องมีร่างของใครบางคนปรากฏตัวอยู่ พระวรกายหนากำยำทอดพระเนตรนางในดวงใจอย่างทุกข์ทมทรมาน ดวงเนตรแดงก่ำด้วยความรู้สึกที่สะท้อนในพระอุระ เช้าวันใหม่ท่ามกลางแสงแดดอันแรงกล้าสาดสอดเข้ามาในหน้าต่างกระจกบานใสพลอยปลุกให้คนที่นอนหลับใหลรู้สึกตัว ร่างเล็กที่ยังอยู่ในชุดเดิมค่อยๆ ลืมตาตื่น นิ้วเรียวยื่นไปหยิบนาฬิกาบนหัวเตียงมาดูเวลาแล้ววางที่เดิม เธอก้มมองสำรวจตัวเอง ก็พบว่าเผลอหลับไปโดยทั้งที่ยังไม่ได้อาบน้ำเลยตั้งแต่เมื่อคืน คิดได้ดังนั้นเจ้าตัวก็รีบเข้าไปอาบน้ำชำระคาบไคลที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อวาน ก็อกๆ “คุณรัณคะ คุณรัณตื่นหรือยังคะ คุณท่านเรียกพบค่ะ บอกว่าถ้าทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วเข้าไปพบที่ห้องทำงานค่ะ” จันทร์ยังคงมาคอยรายงานเธอดังเช่นเมื่อวาน ดารัณญาถอนหายใจเฮือกใหญ่ขณะที่กำลังถือไดร์เป่าผม ใบหน้าหวานละมุนรูปไข่จ้องมองตัวเองผ่านกระจกที่ดวงตาทั้งสองข้างบวมแดงซึ่งเธอรู้ดีว่าเป็นเพราะอะไร “ค่ะ” เกือบหนึ่งชั่วโมงที่หญิงสาวจัดการตัวเองพร้อมกับลงมือทานข้าวเช้าในเวลาสายก่อนจะขึ้นไปพบผู้เป็นบิดาที่ต้องการจะคุยกับเธอ บอกตามตรงตั้งแต่เมื่อวานที่เธอได้พูดความในใจออกไปแบบนั้นแถมยังตะโกนราวกับคนไม่มีมารยาทใส่บุพการีนั่นทำให้ดารัณญาไม่กล้าที่จะมองหน้าหรือพูดคุยกับบิดาในตอนนี้เลยจริงๆ แต่มันก็ยากที่จะเลี่ยงในเมื่อนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ท่านเรียกตัวเข้าพบ เอาเถอะไหนๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด คงไม่มีอะไรที่มันจะแย่ไปกว่านี้แล้วแหละ ร่างบางยืนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนยกมือขึ้นเคาะประตู “เข้ามา” เสียงอนุญาตเอ่ย มือบางจึงหมุนลูกบิดผลักประตูเข้าไปด้านใน “นั่งคุยกันก่อนสิ” ดนัยถอดแว่นวางบนโต๊ะ เอ่ยเชิญบุตรสาวนั่งลงยังเก้าอี้ตรงข้าม “ค่ะ” “หมอว่าไงบ้าง” เขาถามไถ่ด้วยความอ่อนโยนจนดารัณญาชะงัก เธอไม่คุ้นชินกับน้ำเสียงแบบนี้นักเพราะมันนานหลายปีแล้วที่ดนัยไม่ได้พูดกับเธอด้วยน้ำเสียงนี้ “ให้ล้างแผลทุกวันอีกสองอาทิตย์ค่อยไปตัดไหมค่ะ” เธอตอบตามที่หมอบอก แต่สายตากับไม่มองคู่สนทนาเพราะในใจหญิงสาวยังนึกโกรธบิดาพร้อมกับแปลกใจในคราเดียวกัน “เจ็บมากไหม” เสียงเรียบๆ ทว่าแฝงความห่วงใยในตัวบุตรสาวที่ไม่ค่อยเอ่ยให้เธอได้ยินมานาน แต่นั่นมันก็เพียงพอทำให้คนฟังถึงกลับสายตาพล่ามัวไปด้วยม่านน้ำตา รับรู้ความห่วงใยของบิดาที่ส่งผ่านด้วยน้ำเสียงและแววตา “ค่ะ” “พ่อขอโทษ ขอโทษที่เผลอทำร้ายลูกโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ” ดนัยมองลูกสาวด้วยแววตาที่รู้สึกผิดอย่างท่วมท้นหลังจากตระหนักคิดในสิ่งที่ผ่านมาของการกระทำของตัวเองต่อบุตรสาวตลอดทั้งคืน “ค่ะ” เธอตั้งตัวไม่ทันกับท่าทีบิดาจึงไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกไป “พ่อมานั่งคิดดูแล้วพ่อผิดเองที่ไม่สนใจรัณ พ่อละเลยความรู้สึกลูก ต่อไปพ่อจะใส่ใจลูกให้มากกว่านี้ รัณอยากจะทำอะไรพ่อจะไม่ห้าม จะไม่ต่อว่า พ่อจะสนับสนุนลูกอย่างเต็มที่ พ่ออยากชดเชยในเรื่องอดีต ช่วยยกโทษให้พ่อแย่ๆ คนนี้ได้ไหม” ดนัยมองลูกสาวที่นิ่งเงียบตามสิ่งที่เขานั่งคิดทบทวนมาหลายชั่วโมงจนไม่ได้หลับได้นอน “คุณพ่อ ขอบคุณนะคะ” เธอขอบคุณผู้เป็นบิดาด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ หญิงสาวไม่คิดว่าจะมีวันนี้ด้วยซ้ำ ความขุ่นมัวในใจที่มีต่อบิดาที่ถูกทับถมมานานหลายปีทลายกำแพงลงอย่างรวดเร็ว “แล้วเรื่องรถเฉี่ยว” “เคลียร์เรียบร้อยแล้วค่ะ ไม่มีไรมาก” “งั้นเหรอ หายเร็วๆ นะ เดียวแขนไม่สวย” พูดพลางแกมหยอกล้อเพื่อลดบรรยากาศตึงเครียด “พ่อคะ หนู….ถอนหมั้นกับเขาแล้วนะ” เธอตัดสินใจบอกบิดาและพยายามไม่เอ่ยถึงชื่ออดีตคู่หมั้น นิ้วเรียวสอดประสานกันแน่นบนตัก ปากบางเม้มเป็นเส้นตรง ก้มหน้ามองต่ำไม่กล้าสบตาบิดาเพราะเกรงจะโดนด่า “เกิดอะไรขึ้น” ใบหน้าย่นยิ่งย่นเข้าไปอีก ผู้บริหารสิ่งพิมพ์ตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน ก็ลูกสาวเขายืนยันว่ารักคนนี้ จะแต่งกับคนนี้แล้วทำไมอยู่ดีๆ ถึงถอนหมั้น อีกอย่างแทนไทก็เป็นเด็กดี คนทั้งคู่คบหากันอยู่ในสายตาของเขามาโดยตลอด “ขะ เขาไม่ได้รักหนู” เสียงแผ่วเบาปนสะอื้น ไม่กล้าสบตาบิดา พลางพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ร่วงหล่นต่อหน้าท่านแต่ก็ไม่อาจต้านทานกะแสน้ำที่ไหลทะลักราวกับหยาดฝน “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรลูก” ดนัยเห็นบุตรสาวนั่งร้องไห้อย่างไม่เป็นมาก่อนจึงลุกเข้ามาสวมกอดปลอบเธอแน่นด้วยความห่วงใยและสงสาร ลูกสาวเจ็บคนเป็นพ่อเจ็บยิ่งกว่า พลันได้แต่นึกโทษตัวเองกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถ้าเขาใส่ใจดารัณญามากกว่านี้เรื่องคงไม่ร้ายแรงอย่างที่เห็นอยู่ตอนนี้ “เขาไม่รักหนูไม่เป็นไร ยังมีพ่อมีน้องที่รักรัณนะลูก” “คุณพ่อไม่ดุรัณหรือคะ” “พ่อจะดุรัณทำไม รัณไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย จริงไหม หมั้นได้ก็ถอนได้ ใครจะนินทาก็ช่างเขา” ณ เวลานี้ดนัยไม่สนใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น นอกจากความรู้สึกลูกสาว “ขอบคุณนะคะ” “ไม่เป็นไรๆ ร้องไห้ออกมาเถอะ” ว่าจบหญิงสาวก็ปล่อยโฮออกมาทันที กว่าจะสงบลงได้ก็นานเกือบสิบนาทีที่ดารัณญาร้องไห้ต่อหน้าดนัย คนเป็นพ่อทำได้แค่กอดปลอบใจลูกสาวและเครียดแค้นกับสิ่งที่ได้รับฟัง ดารัณญาอยู่คุยกับบิดาและปรับความเข้าใจกันอยู่สักพักและรวมไปถึงปรึกษาถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นเธอก็ขอตัวขึ้นมาพักผ่อนและคิดวางแผนอนาคตหลังจากนี้ กริ๊งงง เสียงแผดร้องของมือถือดังขึ้นทำลายความคิดเธอลงหญิงสาวมองรายชื่อที่ปรากฏคนโทรเข้ามาบนหน้าจอก่อนจะกดรับสาย “ว่าไง” (รัณ แกโอเคไหมเดี๋ยวฉันถ่ายงานเสร็จจะไปหา) เฌอมาวีร์กรอกเสียงร้อนรนอย่างเป็นห่วงมาตามสาย “ฉันไม่เป็นไรหรอก แกงานยุ่งขนาดนี้ไม่ต้องมาก็ได้ถ้าว่างแกก็ควรเอาเวลานอนพักผ่อนซะ เดี๋ยวจะป่วยเอา” (ฉันเป็นห่วงแกหนิ ยิ่งรู้ข่าวฉันละยิ่งโกรธแทนแกจริงๆ ไม่รู้พวกนั้นทำกับแกได้ไง นี่ถ้าเป็นฉันนะจะอาละวาดให้คอนโดแตกเลยสิ แต่ฉันโทร.ไปด่ามันแทนแกแล้วนะ สมน้ำหน้า) “อืม” (อื้อ ส่วนยัยปลาก็โดนฉันเทศนาไปทั้งคืนแนะ) “อืม” (รัณ แกคิดจะถอนหุ้นจริงๆ เหรอแบรนด์แกกำลังไปได้สวยเลยนะ ฉันเสียดายแทนแกวะ) “อืม ฉันคิดดีแล้ว” (เห้อ ไม่เป็นไรนะ แกยังมีเฌอมาวีร์นางร้ายดาวรุ่งอยู่ข้างๆ ทั้งคน) “ขอบใจนะเฌอ” กล่าวขอบคุณด้วยหัวใจ อย่างน้อยเธอก็ยังมีเพื่อนคนนี้อยู่ข้างๆ (รัณ เรื่องแกกับแทนถ้าตัดขาดกันฉันก็เข้าใจนะแต่แกกับปลา...) “ฉันไม่สามารถคบคนที่ร่วมมือกันโกหกฉันได้อีกหรอกนะ” เธอพูดแทรกเมื่อรู้ว่าปลายสายจะพูดอะไร (อืม ยังไงฉันก็เคารพการตัดสินใจของแกนะ แค่นี้ก่อนนะรัณผู้จัดการเรียกแล้ว) “อืม ไปทำงานเถอะ” ดารัณญาวางสายจากเพื่อนก็กลับมานอนคิดจนเผลอหลับไป ตึกพาณิชย์สามคูหาตั้งเด่นตระหง่านใจกลางเมืองของจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือ ซึ่งเป็นบริษัทนำเที่ยวแบบอินบาวด์ครบทุกวงจรโดยเจาะกลุ่มลูกค้าโซนยุโรปและอเมริกาเป็นหลัก “คุณดวง ภัทรอยู่ไหมครับ” เขายังละคำว่า ‘ไอ้’ ไว้เพื่อให้เกียรติผู้เป็นเพื่อน ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสวมแว่นสีชาเดินเปิดประตูเข้ามายังบริษัทนำเที่ยวแล้วถามพนักงานสาวที่หน้าเคาน์เตอร์ภายในอย่างคุ้นเคย “อ้อ คุณภัทรอยู่ข้างบนค่ะ” “ขอบคุณครับ” เขายิ้มโปรยเสน่ห์ตามสไตล์คนขี้เล่นแล้วเดินขึ้นบันไดไปยังห้องทำงานผู้เป็นเจ้าของ“รู้ชาติกำเนิดคนอื่น แต่ไม่รู้ชาติกำเนิดตัวเองสินะ”“ท่านหมายความว่ายังไง” นนท์ถามอย่างที่ใจคิด“แล้วเจ้าไม่แปลกใจหรือที่เห็นกายหยาบของเรา” ผู้มีอำนาจเหนือกว่าไม่ตอบแต่เป็นฝ่ายย้อนถามกลับแทน“แปลกใจครับ” นนท์ตอบไปตามตรง“เอาเถอะ ถึงตามตำนานเราจะเป็นศัตรูกันแต่เราก็มิเคยมีเรื่องบาดหมางขุ่นข้องใจกันมาก่อน ถ้าเจ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นใครเราจะบอกแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากรู้หรือไม่”“อยากรู้ครับ”“ไปหาที่นั่งเงียบๆ เสีย”“ครับ” นนท์ทำตามอย่างว่าง่ายโดยไม่อิดออด แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรกับเขาก็ตาม นนท์หันรีหันขวางอยู่สักพักก่อนจะเดินไปยกเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกลติดมือมานั่งที่ข้างบ้านซึ่งตอนนี้ปราศจากผู้คน เนื่องจากตอนนี้เป็นพิธีส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอกันและแขกทุกคนที่มาก็ต่างพากันจับกลุ่มนั่งรับประทานอาหารกันยังลานกว้างหน้าบ้าน“ตั้งสติ เห็นอะไรก็ห้ามถาม จะถามได้ก็ต่อเมื่อภาพนั้นหายไปแล้วเท่านั้น” สุ้มเสียงใสดังก้องกังวานเอ่ยเตือนมนุษย์ชายที่กำลังนั่งลงบนเก้าอี้ที่เขาถือติดตัวมา“ครับ”ไม่ทันใดจากฟ้าที่สว่างจ้ากลับมืดมิดลงในพริบตาราวกับมีคนกดปิดสวิตช์ไฟ นนท์ตกใจแทบทำอะไรไม่ถูกแต่ดีที่
ดารัณญานั่งมองตัวเองในกระจกหลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งให้ช่างแต่งหน้ามานานนับเกือบสามชั่วโมง เธอสวมชุดเจ้าสาวสีขาวงาช้างแขนยาวทั้งสองข้างปักเพชรวาวระยิบงามตา ผมน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นมวยต่ำๆ ไว้ที่ด้านหลังเผยให้เห็นดวงหน้าขาวที่ถูกแต่งแต้มอย่างบรรจงประณีต “โห ออร่าเจ้าสาวจับมากเลยแก สวยอย่างกับนางในวรรณคดีแนะยัยรัณ” เสียงเฌอมาวีร์ที่เปิดประตูห้องเข้ามาถึงกับตาโตเมื่อเห็นเพื่อนสาวที่นั่งรออยู่ในห้องซึ่งตอนนี้เหลือแค่เธอ ส่วนช่างแต่งหน้าพึ่งจะออกทานข้าวเมื่อครู่นี้ “แกสวยมากเลยรัณ” ปารีณาที่เดินมาหยุดข้างๆ เธอก็เอ่ยชม พร้อมกับไล่สายตาอย่างสำรวจ “ขอวันหนึ่งน่า จ้างมาแพง” “ฉันยอมแกแค่วันนี้แหละยัยรัณ” เฌอมาวีร์เอ่ย พร้อมกับคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายเซลฟี่ วันนี้ทั้งเฌอมาวีร์และปารีณาต่างก็อยู่ในชุดเพื่อนเจ้าสาว ที่ปารีณาออกแบบเองไม่ซ้ำใครซึ่งอยู่ในธีมเดียวกับเจ้าสาว เสียงโห่นำหน้าขบวนกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับเสียงดนตรีเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวนั้นใกล้เข้ามาแล้ว ดารัณญาตื่นเต้นทำตัวไม่ถูก เกิดมาพึ่งจะเคยแต่งงานกับชาวบ้าน มือเล็กบีบเข้าหากันที่หน้าตัก “พี่รัณ พี่รัณสวยจัง
มาเพื่อลา“แล้วปาร์ตี้ที่ไหนวันไหน” ณภัทรกระซิบถามเพื่อนแผ่วเบาราวกับกลัวอีกคนในห้องรู้“ก็คืนก่อนวันที่แกแต่งงานไงไอ้เบือกนี่” ภาคินเอ่ยไม่ลืมต่อว่าเพื่อนที่ช่างไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้“ใครจะไปรู้ละ ไม่เคยแต่งมาก่อนนี่หว่า”“ว่าแต่แกเถอะ ไปขอว่าที่ภรรยาให้มันได้ก่อนนะ” ภาคินกระซิบบอกเพื่อน“เออ ไม่ต้องห่วง”วันก่อนงานแต่งดารัณญาตื่นเช้ากว่าทุกครั้งเพื่อเตรียมงาน งานแต่งจัดขึ้นที่บ้านฝ่ายหญิงในแบบล้านนา และจะจัดอีกครั้งที่กรุงเทพในอาทิตย์ถัดไป ครอบครัวของเธอเดินทางมาถึงเมื่อวาน แม่เลี้ยงกับลูกชายเธอไปนอนที่บ้านส่วนพ่อนอนค้างกลับเธอที่บ้านหลังนี้ออแกไนซ์ที่ดารัณญาว่าจ้างกำลังวิ่งวุ่นจัดเตรียมซุ้มดอกไม้เพื่อเก็บภาพกันอย่างขะมักเขม้น ภาพถ่ายที่พรีเวดดิ้งที่ใช้ในงานไม่ได้ถ่ายใหม่แต่ณภัทรเอารูปที่เขาถ่ายหญิงสาวเมื่อครั้นไปเที่ยวด้วยกันมาใช้เป็นร้อยๆ รูปจนเธอก็ตกใจที่เห็นภาพตัวเองมากมายขนาดนี้ทั้งตั้งใจถ่ายและมุมเผลอไม่เว้นแม้กระทั่งตอนหลับ ดารัณญาเองก็เซอร์ไพรส์อยู่ไม่น้อยที่แฟนหนุ่มของเธอแอบทำให้อย่างลับๆ โดยเตรี๊ยมกันเองกับทีมออแกไนซ์ภาพโพลาลอยเป็นร้อยๆ รูปถูกหนีบและร้อยด้วยเช
“ภัทร ภัทรลองคิดดูดีๆ อีกครั้งได้ไหมคะ เผื่อว่าความรู้สึกที่ภัทรมีให้ยัยนั่นอาจจะเป็นแค่ความหลง ไม่ใช่ความรักอย่างที่ภัทรเข้าใจ”“ผมไม่ได้โง่ถึงขนาดไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเองหรอกนะฟ้ารุ่ง” ณภัทรตอบเสียงเรียบติดเย็นชา เรียกชื่อเต็มอีกฝ่ายบ่งบอกความห่างเหิน“ภัทรลืมรักของเราได้จริงๆ นะเหรอคะ ฟ้ายังจำได้นะว่าเราสัญญากันไว้ว่ายังไง เราจะสร้างครอบครัวเล็กๆ มีลูกน่ารักสักสองคนภัทรทำงานกลับบ้านมาก็กินกับข้าวฝีมือฟ้า เราจะกินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากัน” ฟ้ารุ่งยังคงไม่ยอมแพ้ เล่นบทน่าสงสารพลางบีบเค้นน้ำตาเพื่อขอความเห็นใจจากอดีตคนรัก ไม่เธอจะต้องได้เขากลับคืน ฟ้ารุ่งไม่มีวันยอมแพ้ยัยเด็กนั่นแน่ๆ เธอไม่มีวันยอมเสียภัทรไปอีกคนแน่ๆ“หึ คุณยังทำตามที่สัญญาไว้ไม่ได้แต่กลับมาทวงคนอื่นเนี่ยนะ”“ฟ้าไม่ได้ทวงนะคะ ฟ้าแค่อยากจะบอกว่าฟ้ายังรัก ยังจำเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับภัทรได้ดี จำได้ไม่เคยลืม”“รักผมแต่กลับไปหมั้นไปแต่งงานกลับคนอื่นเนี่ยนะ รักภาษาไหนของคุณเหรอครับฟ้ารุ่ง” เสียงชายหนุ่มแค่นหัวเราะออกมา“ภัทรคะ ที่ฟ้าแต่งงานกับปารมีฟ้ามีเหตุผลนะคะ แต่ตอนนี้เราเลิกกันแล้ว”“อุ้ย พี่ฟ้า บังเอิญจังเลยนะคะได
ว่าที่สามีฉันแซบมากดารัณญานั่งคิดเมื่อได้ฟังและเห็นสามีของฟ้ารุ่งควงแขนมากับผู้หญิงคนอื่น คงไม่ใช่หย่ากันกับสามีแล้วจะมาทวงแฟนเก่าคืนหรอกนะ“ขอตัวเข้าห้องน้ำนะคะ” ดารัณญาเอ่ยก่อนจะเดินหายไปยังห้องน้ำแต่ไม่ได้เข้าอย่างที่ปากพูด เธอมาเสิร์ชมือถือเข้าเว็บไซต์นักสืบก่อนจะโทรหาพร้อมแจ้งจุดประสงค์“คุณรัณคะ มีคนมาเข้าพบค่ะ” เสียงเลขาสาวต่อสายเข้ามายังโทรศัพท์บนโต๊ะของเธอที่กำลังนั่งร่างแบบอยู่ภายในห้องทำงาน วันนี้เธอมาทำงานเป็นสุดท้ายก่อนจะหยุดเพื่อเตรียมตัวเป้นเจ้าสาว“ใครคะ”“เขาบอกว่ามาจากมิสเตอร์สปายค่ะ” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวเมื่อเลขาเอ่ยถึงชื่อผู้ขอเข้าพบ“บอกให้เขาเข้ามา”“ค่ะคุณรัณ”“สวัสดีครับ” เสียงชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพร้อมกับแว่นอำพรางใบหน้า “สวัสดีค่ะ เชิญนั่งค่ะ”“ครับ”“เร็วกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะคะ พึ่งจะโทรหาเมื่อวานนี่เอง” ดารัณญาเอ่ยเปิดประเด็นเมื่อคู่สนทนานั่งลงบนโต๊ะตรงหน้า ชายหนุ่มวัยกลางคนผมทรงสกินเฮดผิวคล้ำแดดรูปร่างทะมัดทะแมง“สืบเรื่องคนดังมันไม่ยากหรอกครับ นี่ครับ” เขายิ้มพร้อมกับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลมาตรงหน้าเธอ ดารัณญาเซนต์เช็คให้อีกฝ่าย
ให้อภัย“เดี๋ยวรัณลงไปค่ะ” เธอบอกพนักงานขายอย่างตัดปัญหาก่อนจะลุกออกจากห้องไป ดารัณญาก้าวลงบันไดอย่างๆ ช้าจนมาถึงชั้นล่าง หญิงสาวสวมแว่นดำในชุดที่ถูกตัดออกแบบอย่างประณีตและไม่เหมือนใคร ดูปราดเดียวก็พอรู้ว่าเธอเป็นสาวสไตล์ลิสต์ตัวแม่หรือผู้นำแฟชั่นเช่นเดียวกับดารัณญา ขาเรียวเล็กถูกยกขึ้นไขว้กันราวกับนางพญา ผมเจ้าตัวยาวสลวยถูกดัดให้เป็นลอนใหญ่ๆ แผ่กระจายเต็มกลางหลัง“รู้สึกเป็นเกียรติจัง ที่มาหาฉันถึงที่นี่” ดารัณญาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเย็นทว่าแววตากับเหยียดยิ้มเมื่อมองไปยังร่างแขกที่นั่งรอเธออยู่มุมรับรองลูกค้า“รัณ” ปารีณาเรียกชื่อเธอพร้อมกับลุกขึ้น ใบหน้าเธอแสดงความดีใจเมื่อเจอหน้าดารัณญา“ใครจุดธูปเรียกมาเหรอ” คำถามของเจ้าของร้านทำเอาแขกและพนักงานที่ได้ยินแทบสะอึก ปารีณายิ้มชะงักก่อนจะทำหน้าหมองลงจนพนักงานที่เห็นถึงกับส่งสายตามามองคนทั้งคู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนนุ่น อรดีต้องส่งสายตาปราม พนักงานจึงกุลีกุจอทางใครทางมัน สองสาวสวยเผชิญหน้ากันทว่าอารมณ์ของทั้งคู่ต่างกัน“เรามาเอง” ปารีณาทรุดตัวลงนั่งก่อนจะจะฝ่ายเริ่มตอบคำถามที่เมื่อเจ้าของร้านสาวถามเมื่อคู่“มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ” ดารัณ
นอนด้วยกันอีกครั้ง“แค่บอกว่าไม่ได้อาบน้ำไม่ใช่เหม็นซะหน่อย” เธอแก้ “กลิ่นนี้ฉีดได้ทุกเพศค่ะ” เธออธิบายเมื่อเห็นสีหน้าเขามองขวดน้ำหอมอย่างลังเล เห็นคนตัวเล็กพูดแบบนั้นเขาจึงจัดการฉีดตามจุดชีพจรต่างๆของร่างกายแล้วยื่นคืนให้เธอ แต่หญิงสาวกลับส่ายหน้าพลางบอกกับเขาอีกว่า"หนูให้เป็นของตอบแทนที่พาหนูเที
“จุ๊ฟ” เสียงริมฝีปากบรรจงจูบหลังมือของหญิงสาวหนักๆ เน้นเพื่อตอกย้ำของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจสุดขีดชักมือกลับทันทีไม่คิดว่าเขาจะแกล้งเธอกลับแบบนี้ดารัณญายกมืออีกข้างขึ้นจับตรงตำแหน่งที่ถูกสัมผัสเมื่อครู่รอยชื้นอุ่นๆ เมื่อกี้ยังไม่จางหาย หัวใจของเธอเต้นโครมครามไม่หยุดกับสิ่งที่เขาทำ เธอนิ่งเง
นาคราช“งั้นรอพี่อยู่นี่แหละ เดี๋ยวพี่เอาของไปเก็บบนรถก่อนค่อยไป” เขายัดร่มใส่มือเธอก่อนผละไป“ค่ะ”ไม่นานชายหนุ่มร่างสูงก็เดินสะพายกล้องขึ้นมากดชัดเตอร์เมื่อดารัณญากำลังยืนกางร่มรอเขาอยู่ที่เดิม เมื่อเขาเดินมาถึงตัวหญิงสาวคนทั้งคู่ก็ออกเดินโดยคนร่างสูงแย่งร่มในมือหญิงสาวมาถือไว้เองการล่องเรือในแม
อดีตคู่หมั้น“พี่ถามได้หรือเปล่าว่าเขาเป็นใคร” เมื่อเดินห่างมากพอสมควรร่างสูงจึงอดไม่ได้ที่จะถามเธอ“อดีตคู่หมั้นรัณเองค่ะ” เป็นครั้งแรกที่เธอเอ่ยถึงเขาแล้วไม่รู้สึกเจ็บปวดแต่อย่างใด ไม่ใช่ว่าลืมได้เพียงแต่เธอปล่อยวางเรื่องนี้มากขึ้นเท่านั้นเอง“อ้อ ครับ”เมื่อดารัณญาและแฟนหนุ่มเดินจากไปแทนไทก็ทรุด







