Masuk“มีอะไร” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจนักกับการมาของเพื่อนโดยที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าก่อน เจ้าของร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ดวงตาเรียวคม จมูกโด่งเป็นสันรับกับปากหยักสีสด และไว้ผมทรงแมนบันคือตัดสั้นเตียนด้านข้างทั้งสองและไว้ผมยาวตรงกลางศีรษะแล้วมัดจุกเรียบไปทางด้านหลัง
“ก็แกไม่ยอมรับสายฉันนี่หว่า” คนเป็นแขกบ่นแล้วทรุดตัวลงนั่งโซฟามุมหนึ่งของห้อง แม้จะไม่ค่อยชอบใจที่เพื่อนยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองแถมยังพูดจาไม่ต้อนรับเขาอีก แต่วันนี้ภาคินอารมณ์ดีจึงไม่นึกถือสากับความนิ่งเฉยของผู้เป็นเพื่อน “ก็แกไร้สาระ” เสียงทุ้มนุ่มละมุนเอ่ยอย่างไม่แยแสผู้เป็นทั้งเพื่อนและแขก “ใครมันจะไปจ้องแต่คอมทำงานงกๆ ทั้งวันเหมือนแกวะ” “ถ้าไม่มีไรก็กลับไปซะ ฉันต้องรีบเคลียร์งาน” “แกจะไปไหนอีกละคราวนี้” เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าเจ้าตัวเร่งเคลียร์งานเมื่อไหร่นั่นแปลว่าเพื่อนเขาจะหนีเที่ยวอีกแล้ว “เลย” “กี่วัน” “เดือนนึง ถ้าจะมาถามฉันแค่นี้ก็กลับไป” “แกนี่มันไร้หัวใจ” “ถ้าจะมาพูดแค่นี้ก็เชิญ นั่นประตู ฉันจะทำงาน” ชายหนุ่มเจ้าของห้องกว้างนั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์อยู่ในเสื้อยืดแขนสั้นสีดำกับกางเกงสแล็คสีเดียวกันยิ่งขับผิวและดูมีเสน่ห์น่าค้นหามากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นชุดไม่เป็นทางการแต่นั่นคือสไตล์การแต่งตัวของณภัทรผู้ที่ไม่ชอบอยู่กับที่ ชายหนุ่มมักจะออกเดินทางไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ คนเดียวอยู่เสมอแม้จะเป็นถึงผู้บริหารของบริษัททัวร์ก็ตาม “นี่เพื่อนเองครับไอ้คุณณภัทร” “มีอะไรก็รีบพูดมา ช่วงนี้ฉันยุ่ง” เจ้าของห้องหนุ่มยังคงจ้องหน้าจอคอมฯ ส่วนมือก็รัวบนแป้นพิมพ์ไม่มีท่าจะหยุดมาคุยกับแขกแบบจริงจัง “ทำไงดีวะ ฉันไม่กล้าโทร.หาเขา” ภาคินถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเล่าปัญหาตัวเองที่ต้องถ่อร่างมาปรึกษาเพื่อนถึงที่ “เขาคือใคร” “ก็คนที่ชื่อดารัณญาไง ที่ยิ้มสวยๆ อะ” เขาทวนชื่อหญิงสาวที่เขาเคยโทร.มาเล่าให้เพื่อนฟัง “อ้อ สาวน้อยกรุงเทพที่แกขับรถเฉี่ยวแล้วยังทำท่าจะไปต่อว่าเธอ” “อย่าตอกย้ำกันได้ไหม” ภาคินเอ่ยอย่างขัดใจ “ไม่กล้าก็ไม่ต้องโทร. ไปสิ ยากอะไรวะ” “นี่ไอ้ภัทร แกก็ช่วยฉันคิดหน่อยสิว่าจะพูดอะไรกับเธอดี” “เรื่องนี้แกถนัดนักไม่ใช่เหรอไอ้เสือ ทำไมแค่โทร. หาสาวต้องให้ฉันคิดช่วยละ” เป็นที่รู้กันดีว่าภาคินเก่งเรื่องเข้าหาผู้หญิงมันไม่จำเป็นเลยสักนิดที่เขาจะต้องมาแนะนำแม้กระทั่งคำทักทาย “ก็มันไม่เหมือนกันเว้ย คนนี้อะแปลกฉันเล่าให้แกฟังแล้วนี่” แขกในนามเพื่อนเดินมาทิ้งตัวลงนั่งยังเก้าอี้ล้อลากตรงหน้าโต๊ะทำงานณภัทร “เธอไม่เล่นด้วยก็อย่าไปยุ่งกับเขาเลย” เขาบอกอย่างไม่สน สายตายังคงจดจ่อกับงานตรงหน้า “แต่คนนี้ฉันจริงจังวะ” ภาคินสบตาเพื่อนน้ำเสียงจริงจังแต่คนฟังรู้สึกไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก “แกพูดแบบนี้คนที่สิบได้แล้วมั้ง” “ไม่ ครั้งนี้ฉันจริงจังของจริงจัง ยังไงคนนี้ฉันก็ต้องได้” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างหนักแน่น สายตามุ่งมั่นจน ณภัทรต้องเหลือบหางตาขึ้นมามอง “ก็โทร.หาเธอสิ แล้วพูดทักทายเหมือนที่แกหลีผู้หญิงคนก่อนๆ มันยากตรงไหน” “อืม นั่นสิ” พูดจบเขาก็รีบกดเบอร์โทร. ออกหาหญิงสาวแต่เพียงไม่กี่อึดใจก็ต้องทำหน้าผิดหวัง “ไม่ติดว่ะ” ภาคินเอ่ยเสียงเศร้า ใบหน้ายับยู่ยี่ “เปลี่ยนเบอร์หนีแกละมั้ง” พูดพลางกระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างพอใจ “ไอ้ภัทร แกนี่ ไม่ให้กำลังใจละยังซ้ำเติมฉันอีก” ภาคินพูดอย่างนึกน้อยใจเพื่อนก่อนหมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล่าวลาผู้เป็นเพื่อน ๘ คุณหมอชอบฉันเหรอคะ ดารัณญามาโรงพยาบาลเพื่อมาตัดไหมเมื่อครบสองอาทิตย์ตามกำหนดหลังจากที่เธอล้างแผลที่คลินิกทุกวัน “คุณนั่นเอง ครบกำหนดตัดไหมใช่ไหมครับ” นายแพทย์กิตติภูมิร้องถามแม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วทันทีที่เจอหน้าเธอ เขาเฝ้ารอคอยหญิงสาวตลอดเวลาสองอาทิตย์แล้ววันนี้ก็ได้เจอสักที “ค่ะ” เธอยิ้มให้คุณหมอหนุ่มน้อยๆ จนเขาสตั้นไปหลายวินาที เพียงแค่รอยยิ้มเดียวกลับมีอานุภาพทำหัวใจเขาให้เต้นผิดจังหวะ เหงื่อบนฝ่ามือเริ่มออกจนเปียกชื้น กิตติภูมิทำอะไรไม่ถูกเพียงเพราะรอยยิ้มคนไข้สาวสวยที่เขาหมายปองตรงหน้า แต่พยาบาลที่ยืนข้างๆ สังเกตเห็นจึงดึงชายเสื้อกาวน์คุณหมอเพื่อเรียกสติเขา “อ้อ ชะ เชิญนั่งครับ” คุณหมอหนุ่มผายมือเชิญคนไข้สาวนั่งบนเตียงคนไข้เมื่อเริ่มได้สติแล้วสวมถุงมือยางอย่างชำนาญ เสียงดีดของถุงมือทำให้เธอขยาดเล็กน้อย “ขอบคุณค่ะ” “ผมนึกว่าคุณจะมาล้างแผลที่นี่เสียอีก” เขาหาเรื่องชวนคุยขณะเลิกผ้าก๊อชติดแผลออกจากมือเธอช้าๆ อย่างเบามือ “อ้อ ฉันไปล้างแผลที่คลินิกใกล้บ้านตามที่คุณหมอแนะนำค่ะ” “อ้อ จริงสินะครับ” ชายหนุ่มทำเสียงรับรู้หน้าชาวาบเมื่อได้ฟังคำตอบเธอ ใช่เขาคนแนะนำเธอเองนี่นา หมอกิตติภูมิยื่นมือแบบออกเพื่อรอรับอุปกรณ์ทำแผลจากพยาบาลที่คอยอำนวยความสะดวกให้คุณหมอหนุ่ม เขาค่อยๆ ทำแผลเธอช้าๆ เพื่อซื้อเวลาให้ได้ใกล้ชิดกับหญิงสาวจนพยาบาลที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทำสีหน้าแปลกใจ “เสร็จแล้วคุณจะไปไหนต่อหรือครับ” “คะ อ้อไปทำธุระที่ห้างต่อค่ะ” ดารัณญาเลิกคิ้วสูงงงกับคำถามของหมอหนุ่มแต่ก็ยอมบอก “ให้ผมไปเป็นเพื่อนไหมครับผมออกเวรพอดี มือคุณคงเจ็บขับรถเองไม่ถนัด” “ฉันมีคนขับรถมาด้วยค่ะ แต่ถึงยังไงก็ไม่กล้ารบกวนคุณหมอหรอกนะคะ” เธอถึงกับบางอ้อเมื่อรู้จุดประสงค์ของนายแพทย์คนนี้ “ไม่รบกวนเลยครับ ผมเต็มใจ” “คุณหมอชอบฉันเหรอคะ” คำถามนิ่งเรียบแต่ตรงๆ ของเธอแทบทำเอามือของเขาที่คีบสำลีเช็ดแผลอยู่แทบร่วง พยาบาลที่ยืนข้างๆ ยิ้มขัน “เอ่อ คะ คือ ว่า” เขาสบดวงตากลมโตแต่ดูหม่นหมองของเธอตอบอย่างอึกอัก เห็นผู้หญิงมาก็มากมายแต่ไม่มีคนไหนที่ทำให้เขาคิดถึงเพียงแค่เจอหน้าแค่ครั้งเดียวได้เท่าหญิงสาวคนนี้เลย “ชายหนุ่มคนนี้ไม่ใช่เนื้อคู่เจ้าหรอก” สุ้มเสียงทุ้มดังรื่นหูเอ่ยขึ้นข้างตัวหญิงสาวโดยไม่ปรากฏตัว เธอสะดุ้งเล็กน้อยเพราะไม่คิดว่าท่านจะอยู่ใกล้ตัวเธอจนรับรู้ถึงไออุ่นและกลิ่นหอมอ่อนๆ ประจำตัวของเจ้าของร่าง เมื่อนึกถึงอกแกร่งเปล่าเปลือยใกล้ตัวก็พลอยทำให้ใบหน้าเห่อร้อนแดงซ่าน “เจ้าช่างคิดทะลึ่ง” ไม่แปลกที่จะรู้ทันความคิดเธอ ดารัณญาจึงแสร้งไปพูดกับหมอแทน “ไม่ต้องตอบก็ได้ค่ะ” เธอหันมาระบายยิ้มให้กับเขาเมื่อเห็นว่าชายหนุ่มทำตัวไม่ถูก ใบหน้าของคุณหมอขาวแดงจัดไปยังใบหู หมอเขินคนไข้จนหูแดง น่าเอ็นดูดีแฮะ “คุณหมอคะ มีเคสด่วนค่ะ คนไข้อุบัติเหตุอาการสาหัส ความดันโลหิต 90/60 ชีพจร 115 ค่ะ” พยาบาลสาววิ่งเข้ามารายงานหมอกิตติภูมิขณะที่เขาทำแผลหญิงสาวใกล้เสร็จแล้ว “จะไปเดียวนี้ ฝากคุณจัดการต่อด้วย” ประโยคหลังเขาหันไปสั่งการกับพยาบาลสาวที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะวิ่งออกจากนอกห้อง “ค่ะ” พยาบาลสาวรับครับสั่งก่อนจะจัดการทำแผลส่วนต่างๆ ที่เหลือ “ถ้าไม่มีคนไข้สาหัสป่านนี้เจ้าหมอคนนั่นคงเขินจนไม่เป็นอันทำแผลให้เจ้า” “ยังไม่ไปอีกหรือคะ” “คะ อ๋อ เดี๋ยวทำแผลก็ไปแล้วค่ะ” พยาบาลสาวที่รับหน้าที่แทนหมอหนุ่มเอ่ยตอบเมื่อคิดว่าดารัณญากำลังถามเธอ “ฮ่าๆ” ทรงพระสรวลดังก้องกังวานข้างตัวจนเธอเองก็อดขำตามด้วยไม่ได้ แต่หญิงสาวก็ต้องพยายามตีหน้าขรึมเมื่อพยาบาลสาวจับจ้องที่หน้าเธออย่างไม่เข้าใจ “อ่อ ค่ะ” ดารัณญาตอบรับอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ถึงนาทีห้องฉุกเฉินก็เกิดกลหลขึ้นทันทีเมื่อเวรเปลนำคนเจ็บเข้ามายังภายในห้องฉุกเฉิน หมอพยาบาลต่างวิ่งเข้ากรูเพื่อช่วยชีวิตคนไข้อย่างขยันขันแข็ง เธอจ้องมองภาพเหล่านั้นด้วยใจเต้นแรง เกิดมายี่สิบห้าปีเธอพึงเห็นภาพวินาทีช่วยชีวิตคนอย่างจริงจัง ร่างคนเจ็บนอนหมดสติบนเตียงเลือดไหลชุ่มไปทั่วร่าง หมอหนุ่มช่วยคนไข้อย่างเต็มที่สั่งการพยาบาลอย่างรวดเร็วต่างจากเมื่อครู่ที่ชายหนุ่มแทบไม่เป็นตัวของตัวเอง “เตรียมห้องผ่าตัดด่วน ตามศัลยแพทย์ทรวงอกมาด้วย” เขาสั่งการอย่างรวดเร็ว “ค่ะ” “ทำแผลเสร็จแล้วนะคะ” เสียงพยาบาลสาวเรียกดึงสายตาเธอให้กลับมามองบาดแผลบนเรือนร่างเธอ แผลบนแขนบางจุดตกสะเก็ดทิ้งไว้เหลือแต่ร่องรอยให้นึกโกรธคนต้นเหตุที่ขับรถเฉี่ยวชนเธอส่วนแผลบนฝ่ามือเริ่มแห้งสนิทแต่ก็ต้องคอยล้างแผลจนกว่าจะหายเป็นปกติ “ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณพยาบาลสาวแล้วเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ แต่ก็ต้องชะงักเท้าเมื่อเจอร่างสูงของนายแพทย์กิตติภูมิที่วิ่งหอบมาทางนี้พอดี เขาหยุดชะงักเมื่อเจอเธอเช่นกัน“ช่วยคนเจ็บให้ได้นะคะ” เธอยิ้มให้เขา รอยยิ้มที่ใครเห็นต่างก็ต้องหวั่นไหวพลางจารึกไว้ในใจ“ครับ” หมอหนุ่มยิ้มรับ ไม่ทันที่จะได้เอื้อนเอ่ยอะไรกับหญิงสาวตรงหน้า“คุณหมอคะ ทางนี้” เสียงเร่งร้อนใจของพยาบาลเรียกจนเขาต้องตัดใจวิ่งไปทางต้นเสียง คนไข้เขารอไม่ได้ ทุกวินาทีมีค่า เขาต้องรีบไป การยื้อชีวิตคนไข้คือหน้าที่ของหมอ“เชื่อไหมว่าผู้ชายคนนั้นไม่รอด” คนที่เธอคิดว่าไปแล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ“รู้ได้ยังไงคะ” ดวงตากลมโตมองภาพหมอวิ่งไปยังอีกตึกที่อยู่ไม่ไกลอย่างชื่นชมแล้วเดินจากไปเงียบๆ แม้จะรู้ว่าคนไข้คงไม่รอดเพราะคำบอกกล่าวของคนที่ไม่ปรากฏตัวเมื่อครู่“ก็มีคนมารับวิญญาณผู้ชายคนนั้นไป” น้ำเสียงเรียบเอ่ยอย่างราวกับเป็นเรื่องปกติ“ไปไหนหรือคะ”“ก็ไปรับกรรมที่เขาก่อ ไม่ใช่แค่มนุษย์ผู้นั้น แต่เป็นมนุษย์ทุกคนที่จะต้องกลับไปชดใช้กรรมของตนได้กระทำไว้ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่” พูดจบประโยคเสียงนั้นก็เงียบหาย มาแบบไหนก็ไปแบบนั้นจนดารัณญาชินเสียแล้ว“ไปห้างxxxค่ะ” เธอก้าวขึ้นมานั่งภายในรถยนต์ที่ติดเครื่องแอร์เย็นฉ่ำพร้อมบอกลุงเดชซึ่งตอนนี้กลายเป็นคนขับรถประจำตัวเธอไปโดยปริยายตั้งแต่วันที่เธอบาดเจ็บ“ครับ คุณหนู”“
“มีอะไร” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจนักกับการมาของเพื่อนโดยที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าก่อน เจ้าของร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ดวงตาเรียวคม จมูกโด่งเป็นสันรับกับปากหยักสีสด และไว้ผมทรงแมนบันคือตัดสั้นเตียนด้านข้างทั้งสองและไว้ผมยาวตรงกลางศีรษะแล้วมัดจุกเรียบไปทางด้านหลัง“ก็แกไม่ยอมรับสายฉันนี่หว่า” คนเป็นแขกบ่นแล้วทรุดตัวลงนั่งโซฟามุมหนึ่งของห้อง แม้จะไม่ค่อยชอบใจที่เพื่อนยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองแถมยังพูดจาไม่ต้อนรับเขาอีก แต่วันนี้ภาคินอารมณ์ดีจึงไม่นึกถือสากับความนิ่งเฉยของผู้เป็นเพื่อน“ก็แกไร้สาระ” เสียงทุ้มนุ่มละมุนเอ่ยอย่างไม่แยแสผู้เป็นทั้งเพื่อนและแขก“ใครมันจะไปจ้องแต่คอมทำงานงกๆ ทั้งวันเหมือนแกวะ”“ถ้าไม่มีไรก็กลับไปซะ ฉันต้องรีบเคลียร์งาน”“แกจะไปไหนอีกละคราวนี้” เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าเจ้าตัวเร่งเคลียร์งานเมื่อไหร่นั่นแปลว่าเพื่อนเขาจะหนีเที่ยวอีกแล้ว“เลย”“กี่วัน”“เดือนนึง ถ้าจะมาถามฉันแค่นี้ก็กลับไป”“แกนี่มันไร้หัวใจ”“ถ้าจะมาพูดแค่นี้ก็เชิญ นั่นประตู ฉันจะทำงาน” ชายหนุ่มเจ้าของห้องกว้างนั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์อยู่ในเสื้อยืดแขนสั้นสีดำกับกางเก
๗แค่หน้าที่“พูดจากวนเราแบบนี้ได้คงไม่เจ็บแล้วสินะ” จบประโยค แสงสว่างค่อยๆ ม้วนตัวจนเผยร่างโปร่งแสงสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมสันสง่างามท่าทางวางอำนาจทอดพระเนตรมองร่างเล็กที่ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์“รัณนึกว่าท่านอยู่ข้างบนเสียอีกค่ะ” เธอย่อตัวแสดงความเคารพบุรุษชายตรงหน้าอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นว่าแถวนี้ร้างผู้คน ข้างบนที่เธอหมายถึงนั่นก็คือสรวงสวรรค์“เรามาเพราะจะเกิดเรื่องอันตรายกับเจ้า แต่ไม่ทัน” ปลายประโยคแผ่วเบาก้มทอดพระเนตรมองแผลใหม่ที่ถูกพันด้วยผ้าก๊อซอย่างประณีต“แค่พระองค์เป็นห่วงรัณก็มากพอแล้วค่ะ ที่ผ่านมาท่านก็ช่วยรัณมาตลอด” ตั้งแต่เล็กจนโตก็มีเพียงบุรุษท่านนี้ที่คอยปัดเป่าเภทภัยให้หญิงสาวมาเสมอคงมีเพียงแต่เหตุการณ์ตกน้ำครั้งนั้นที่เขาช่วยเธอไม่ทัน“เป็นหน้าที่เราที่ต้องคอยดูแลเจ้า หากมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นกับเจ้าเราย่อมบกพร่องในหน้าที่”“แค่หน้าที่หรือคะ” ถามพลางเอียงคอมองอย่างสงสัย“ใช่ แค่หน้าที่” หน้าที่ของหัวใจ พระสุรเสียงแผ่วเบาไม่หนักแน่นเหมือนเคยและต่อประโยคสุดท้ายในใจ เขาจะคอยตามดูแลหญิงสาวเพียงแค่ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายเท่านั้น เพราะต่อไปนี้เขาไม่ยอมปล่อยเธอล่องลอยไปไหนไกลอี
๖ความอัดอั้นในใจ“หลักฐานก็บอกอยู่ตรงหน้า ทำไมฉันจะต้องถามอะไรอีก”“แล้วคุณพ่อรู้หรือคะว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง อะไรก็โทษแต่รัณ คุณพ่อเคยถามรัณเหมือนที่ถามน้องไหมคะว่ารัณเป็นอะไร เจ็บตรงไหน แผลเย็บกี่เข็ม เจ็บมากหรือเปล่า กินยาหรือยัง หนูโดนรถเฉี่ยวคุณพ่อคิดจะถามรัณบ้างหรือเปล่า วันนี้เจออะไรมาบ้าง กินข้าวยัง วันเกิดรัณวันไหน คุณพ่อเคยสนใจบ้างไหม ทำไมคะ เพราะรัณเกิดมาเป็นผู้หญิงคุณพ่อเลยไม่คิดว่ารัณเป็นลูก หรือสิ่งที่หนูต้องการมันมากไปหรือคะ…..พ่อถึงไม่เห็นค่า” เสียงตะโกนถามดนัยผู้เป็นบิดาอย่างอัดอั้นกับสิ่งที่เก็บไว้ข้างใน คำพูดต่างๆ ทะลักพรั่งพรูขึ้นมาจากอกจนเธอห้ามอารมณ์ไม่อยู่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีต่อบิดา ตั้งแต่เธอมีน้องชาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถามว่าเธออิจฉาน้องชายตัวเองไหม ดารัณญาตอบได้เลยว่าอิจฉา อิจฉาที่คุณพ่อทุ่มเทความรักความใส่ใจที่มีต่อดินแดนซึ่งต่างกับเธอมากนัก พ่อที่ไม่เคยแม้แต่จะถามเธอว่ากินข้าวหรือยัง ครั้งเดียว……ก็ไม่เคยมี“นี่แกพูดอะไร แกโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ ที่ฉันต้องคอยเอาใจ” แม้จะอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินแต่ดนัยก็ยังอดต่อว่าบุตรสาวไม่ได้เมื่อนึกถึงแผลล
๕แตกหักเช้าวันใหม่แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลอดผ่านกระจกใสทำให้เจ้าห้องห้องต้องซุกใบหน้าลงกับหมอนเพื่อหลีกเลี่ยงแสงที่แยงตา แม้เปลือกตาจะปิดสนิทแต่ก็รับรู้ถึงความสว่างจ้าของความร้อนแรง วันนี้ร่างบางตื่นสายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะเธอไม่ต้องรีบไปเข้าร้านอย่างเมื่อก่อน หลังจากที่นอนทบทวนความคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วเธอตัดสินใจที่จะถอนหุ้นออกจากร้านเสื้อผ้าที่ร่วมลงทุนทำร่วมกันกับแทนไทและปรารีณา ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันกับแทนไทได้อีก ถึงจะถูกกล่าวหาว่าเธอไม่มีความเป็นมืออาชีพก็เถอะ ก็ใครจะไปทนได้กันละก๊อกๆ“คุณรัณ คุณปลามารอพบคุณรัณค่ะ”“รัณอาบน้ำเสร็จเดี๋ยวลงไป”“ค่ะ”ไม่ถึงสิบห้านาทีดารัณญาอยู่ในชุดอยู่บ้านสบายๆ ก่อนจะเดินลงมายังห้องรับแขกที่ปรากฏร่างหญิงสาวสูงโปร่งสวมชุดทันสมัยราวกับนางแบบหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นก็มิปาน แน่ละก็หล่อนเป็นดีไซเนอร์มีห้องเสื้อผ้าแบรนด์หรูที่เธอร่วมลงทุนอยู่นั่นเอง“รัณ แกไปทำไรมา ทำไมมีแต่แผล” เสียงร้องทักแสดงความตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวเดินตรงเข้ามาหาหลังจากที่มานั่งรอผู้เป็นเจ้าของบ้านแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นบาดแผลที่มีปลาสเตอร์ติดตามฝ่ามือรวมไ
๔เขาที่ไม่ใช่คนร่างบางระหง ใบหน้าสวยหวานหากเวลานี้กลับอมทุกข์ราวกับแบกโลกทั้งใบเดินทอดน่องราวกับร่างไร้วิญญาณมาตามราวสะพานที่มีแสงไฟระยิบทอดยาวตามราวจนสุดปลายทางก่อนจะเดินลงสะพานแล้วเดินเลียบเคียงกับพื้นหญ้าที่ขนานกับแม่น้ำจนมาหยุดตรงม้านั่งที่ว่างอยู่ที่เดียวราวกับเป็นใจ มือบางวางกระเป๋าไว้ข้างลำตัว หันหน้ามองพื้นน้ำสีครามที่พลิ้วไหวตามแรงลมนิ่งๆ ปล่อยให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เมื่อครู่ให้ไหลทะลักลงมาอย่างไม่แคร์สายตาผู้คนที่มานั่งชมวิวในกลางค่ำกลางคืนเช่นเดียวกับเธอดีไซเนอร์สาวพึ่งรู้ซึ้งกับคำว่าอกหักก็ตอนนี้นี่เอง แทนไทคือแฟนคนแรกซึ่งเธอก็คาดหวังไว้มากว่าเขาจะเป็นแฟนคนแรกและคนสุดท้ายแต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตลอดเวลาที่คบกันจนเกือบจะแต่งงานกันในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เขาไม่เคยรักเธอเลยด้วยซ้ำ แทนไทคบเธอเพียงเพราะปิดบังรสนิยมส่วนตัวเขาเองทั้งที่มีคนเอ่ยเตือนเธอแล้วแท้ๆ กลับไม่เชื่อเขา พอคิดมาถึงตรงนี้น้ำตาก็พรั่งพูราวเกือบเขื่อนแตก เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นร่างบางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดร้าวรานจนแทบไม่อยากหายใจพลันนึกไปถึงอดีตภายในคอนโดกว้างภายในตกแต่งเรียบดูสะอาดตา หญิงสา







