LOGIN๕
แตกหัก เช้าวันใหม่แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลอดผ่านกระจกใสทำให้เจ้าห้องห้องต้องซุกใบหน้าลงกับหมอนเพื่อหลีกเลี่ยงแสงที่แยงตา แม้เปลือกตาจะปิดสนิทแต่ก็รับรู้ถึงความสว่างจ้าของความร้อนแรง วันนี้ร่างบางตื่นสายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะเธอไม่ต้องรีบไปเข้าร้านอย่างเมื่อก่อน หลังจากที่นอนทบทวนความคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วเธอตัดสินใจที่จะถอนหุ้นออกจากร้านเสื้อผ้าที่ร่วมลงทุนทำร่วมกันกับแทนไทและปรารีณา ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันกับแทนไทได้อีก ถึงจะถูกกล่าวหาว่าเธอไม่มีความเป็นมืออาชีพก็เถอะ ก็ใครจะไปทนได้กันละ ก๊อกๆ “คุณรัณ คุณปลามารอพบคุณรัณค่ะ” “รัณอาบน้ำเสร็จเดี๋ยวลงไป” “ค่ะ” ไม่ถึงสิบห้านาทีดารัณญาอยู่ในชุดอยู่บ้านสบายๆ ก่อนจะเดินลงมายังห้องรับแขกที่ปรากฏร่างหญิงสาวสูงโปร่งสวมชุดทันสมัยราวกับนางแบบหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นก็มิปาน แน่ละก็หล่อนเป็นดีไซเนอร์มีห้องเสื้อผ้าแบรนด์หรูที่เธอร่วมลงทุนอยู่นั่นเอง “รัณ แกไปทำไรมา ทำไมมีแต่แผล” เสียงร้องทักแสดงความตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวเดินตรงเข้ามาหาหลังจากที่มานั่งรอผู้เป็นเจ้าของบ้านแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นบาดแผลที่มีปลาสเตอร์ติดตามฝ่ามือรวมไปถึงแขนของเพื่อนสาว “โดนรถเฉี่ยว ถลอกนิดหน่อยไม่เป็นไรมากหรอก แล้วรู้เรื่องแล้วหรอ ถึงมาหาถึงที่นี่” “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เมื่อวานฉันกับยัยเฌอก็มาหาแก แกเถอะไปไหนมาทำไมไม่เปิดเครื่องเลยละ รู้ไหมพวกฉันเป็นห่วงแกแค่ไหนยัยรัณ” “ฉันแค่อยากอยู่อะไรคนเดียว” “รัณ ฉันมีเรื่องจะบอก” ปรารีณาทอดตามองต่ำไปที่มือประสานกันแน่น เม้มปากเป็นเส้นตรงไม่กล้าสบตาผู้เป็นเพื่อน “ฉันก็มีเรื่องจะบอกพวกแกเหมือนกัน งั้นแกเล่าก่อน” “รัณ ระ เรื่องแกกับแทนฉันขอโทษ” น้ำเสียงสำนึกผิดกับน้ำตาที่คลอเบ้าของปรารีณาทำให้ดารัณญาไม่เข้าใจนักกับอากัปกิริยาของเพื่อนสาว การที่ฉันกับแทนเลิกกันแล้วทำไมยัยปลาต้องมาขอโทษด้วยละ หญิงสาวนิ่งคิดใจในและรู้สึกลางสังหรณ์ใจบางอย่าง “ขอโทษทำไม แกไม่ใช่คนผิด” ถามพลางขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจเหตุผลการขอโทษของเพื่อนครั้งนี้ “ฉันผิดเองรัณ ฉันผิด ฉันเป็นคนแนะนำให้แทนมาคบกับแกเอง” ปรารีณาช้อนตามองเธอด้วยนัยน์ตาแดงก่ำพร้อมกับน้ำเสียงสั่นเครือสำนึกผิดของปรารีณาทำให้เธอใจกระตุกวูบแรงกะทันหัน หมายความว่าไง แนะนำให้มาคบกับฉัน “ตลอดเวลาที่ผ่านมา แกรู้เรื่องทุกอย่างใช่ไหม” รวมถึงเรื่องที่แทนไทไม่ได้รักฉันด้วยหรือเปล่า เธอกลั้นใจถามออกไปเสียงเบาหวิวหางเสียงเริ่มสั่นเครือ ปรารีณาพยักเป็นคำตอบ “แม้กระทั่งที่…พวกเขาสองคนนั้นคบกัน…ลับหลังฉันใช่ไหม” ถามย้ำเพื่อความมั่นใจอีกครั้งด้วยน้ำเสียงขาดเป็นห้วงๆ “ระ รัณ ฉันขอโทษ แกจะดุจะด่าหรือจะตบ...” ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีก็มีแรงปะทะเข้าที่แก้มเธออย่างเต็มแรง ปรารีณาตกใจไม่คิดว่าเพื่อนจะตบเธอจริง ดารัณญามองคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลอด้วยความรู้สึกหลากหลายที่หลั่งไหลเข้ามาในความรู้สึกของเธอตอนนี้ พวกเขารวมหัวกันหลอกเธอ หลอกได้แม้กระทั่งคนที่เป็นเพื่อนกัน นี่หรือคือสิ่งตอบแทนของความคำว่า ‘เพื่อน’ “รัณ” “พวกแกหลอกฉัน คนเป็นเพื่อนกันเขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก ออกไป ออกไป๊” เจ้าของบ้านมองแขกด้วยแววตาเจ็บปวดและความผิดหวังอย่างรุนแรงผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วย ประโยคหลังเธอตะโกนไล่ปรารีณาดังลั่นบ้าน “แต่แกก็มีความสุขดีไม่ใช่เหรอ” “ความสุขปลอมๆ ที่พวกแกจัดฉากให้นะเหรอ” แค่นหัวเราะถามอย่างเหลืออด “นี่พวกแกทะเลาะอะไรกัน” เสียงคนที่มาใหม่ถามอย่างสงสัยเมื่อได้ยินเสียงเอะอะของเพื่อนทั้งสองคน พอเข้ามาถึงเฌอมาวีร์ก็เบิกตากว้างอย่างตกใจที่เห็นเพื่อนทั้งสองคนร้องไห้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ยัยรัณ ยัยปลา สรุปเกิดไรขึ้น พวกแกทะเลาะกันเรื่องไร” ดาราสาวถามอีกครั้งเมื่อไม่ได้คำตอบ “ถามเพื่อนแกเอาเองแล้วกัน ส่วนเรื่องร้าน ฉันขอถอนหุ้นออกทั้งหมด” น้ำเสียงเฉียบขาดของดารัณญาทำให้คนที่ได้ฟังถึงกับเบิกตากว้าง “รัณ” สองเสียงร้องประสานอย่างตกเมื่อประได้ฟังท้ายประโยคของดารัณญาหากจะแย้งก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อเจ้าตัววิ่งขึ้นบันไดไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองพวกเธอ “ปลา นี่แกโดนยัยรัณตบเหรอ” เฌอมาวีร์เห็นรอยปื้นแดงครบทั้งห้านิ้วที่ข้างแก้มของปรารีณาถึงกับตกใจ เธอคิดว่าเพื่อนแค่ทะเลาะกันปกติแต่นึกไม่ถึงว่าต้องลงไม้ลงมือกับเพื่อนถึงขั้นนี้ “นี่ ยัยรัณทำเกินไปนะ” “ไม่หรอก ฉันสมควรโดนมากกว่านี้ด้วยซ้ำ” “นี่มันเรื่องอะไร เล่ามาให้หมด” คนถามกดเสียงลงต่ำคาดคั้นความจริงจากเพื่อนที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองตน ดารัณญาขึ้นห้องได้ก็เอาแต่ร้องไห้ปานใจจะขาด เธอโดนทั้งเพื่อนทั้งคู่หมั้นหลอกมาตลอดระยะเวลาสามปีโดยที่เธอไม่ระแคะระคายเลยสักนิด แค่คิดเธอก็เจ็บเจียนตาย ตลอดช่วงสายลากยาวไปถึงช่วงบ่ายคุณหนูของบ้านก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง ข้าวปลาไม่ยอมลงไปทาน แม้แม่บ้านจะนำถาดอาหารขึ้นมาเสิร์ฟถึงห้อง เคาะประตูเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่มีท่าทีจะออกมาทานข้าว ถาดอาหารยังวางอยู่ที่เดิม หวานเห็นดังนั้นก็เหนื่อยใจและยอมแพ้ไปในที่สุด “พี่รัณ พี่รัณอยู่ไหม พี่รัณครับ” ดินแดนยืนเรียกพี่สาวอยู่หน้าห้อง “มีอะไรเหรอ” คนที่ไม่ยอมลงไปทานข้าวเมื่อได้ยินเสียงน้องชายจึงเอ่ยถามกลับบ้าง “ผมเอาน้ำส้มกับแซนด์วิชมาให้พี่รัณครับ” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายทำให้หญิงสาวสดชื่นขึ้นเล็กน้อย “พี่ไม่หิว” เธอตะโกนตอบ “ไม่หิวจริงเหรอ ตั้งแต่เช้าจนบ่ายพี่รัณยังไม่กินอะไรเลยนี่นา” ดินแดนพึมพำอยู่กับตัวเองหลังจากที่ได้ยินพวกแม่บ้านคุยกันเลยขอร้องให้ป้าจวงทำแซนด์วิชและน้ำส้มคั้นให้พี่สาว “พี่รัณก็เอาเข้าไปไว้กินตอนหิวไงครับ” น้องชายเสนอ “งั้นรอก่อน” คนเป็นพี่กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับลูกตื้อของน้องชาย บทจะใจอ่อนก็ใจอ่อนเอาง่ายๆ “ขอบใจจ้ะ” เธอรับถาดที่มีแก้วน้ำส้มในแก้วสีใสกับแซนด์วิชหั่นครึ่งเล็กๆ หลายชิ้นบนจานไว้ในมือจากผู้เป็นน้องชาย “พี่รัณ พี่รัณร้องไห้เหรอ” ดินแดนเอ่ยทักเมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของพี่สาวแสนสวย “เปล่า” “ไม่ได้ร้องเหรอ โห ห้องพี่รัณมองเห็นแม่น้ำด้วย ผมขอเข้าไปเล่นห้องพี่รัณได้เปล่าฮะ” ดินแดนจ้องมองเข้าไปภายในห้องพี่สาวพลางทำตาโตเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นฉากหลังเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ข้างหลังอย่างตื่นเต้น น้องชายเธอยังไม่เคยเข้าไปในห้องเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว “อืม เข้ามาสิ” เธอก้มมองน้องชายที่ทำแววตาวิบวับก็อดที่จะปฏิเสธสายตาความอยากรู้อยากเห็นคู่นั้นไม่ได้ “โห สวยจัง พี่รัณวาดรูปสวยจัง” เมื่อมองวิวข้างนอกจนพอใจดินแดนก็หันมาให้ความสนใจกับภาพวาดทั้งที่วาดเสร็จแล้วหรือวาดได้แค่ครึ่งหนึ่งของภาพอย่างสนใจ ภาพวาดทั้งภาพเสมือนจริงหรือภาพสีน้ำมันที่เธอวาดขึ้นในเวลาว่างตั้งแต่สมัยมัธยมเมื่อวาดเสร็จเธอจะนำมาประดับในห้องราวกับห้องจัดนิทรรศการภาพวาด “ชอบเหรอ” “ชอบฮะ ภาพนี้สวยจัง อ๊ะ” เพล้งงงงงงงงงงงงงง “ดินแดน!” ดารัณญาอุทานเสียงหลงเมื่อได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างตกลงพื้นอย่างจัง เธอวิ่งเข้ามายังจุดต้นตอของเสียงแล้วภาพที่ปรากฏก็ทำให้เธอใจหล่นวูบ แก้วแจกันทรงสูงที่ตั้งบนพื้นห้องข้างขาตั้งภาพที่เป็นรูปแม่เธอล้มระเนระนาด แจกันใสแตกกระจายจนน้ำไหลนองเต็มพื้นลามไปถึงภาพวาดของแม่ที่หล่นจากขาตั้งภาพจนสีของภาพไหลปนกันแทบจะมองรูปนั้นไม่ออก “ฮือ ฮือ” ดินแดนร้องไห้ทันที เธอจึงมองสำรวจไปร่างน้องชายที่ล้มหน้าคว่ำคะมำอยู่ไม่ไกล หน้าผากบวมปูดแดงแขนมีรอยข่วนเป็นทางยาวจนเลือดไหลซิบ หญิงสาวจึงวิ่งเข้าไปพยุงดินแดนให้ลุกขึ้นนั่ง “เจ็บมากไหม นั่งอยู่นี่แหละ อยู่เฉยๆ เดียวพี่เก็บเอง” ผู้เป็นพี่สาวมองแผลน้องชายอย่างนึกเป็นห่วง ก่อนจะเอ่ยดุๆ เมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังจะเก็บเศษแก้วที่อยู่ข้างๆ ออกเพราะเกรงว่าจะถูกพี่สาวโกรธ “ระวัง! มุญารินทร์รณี” น้ำเสียงดังก้องกังวานเอ่ยเตือนโดยไม่ปรากฏร่างให้อีกฝ่ายเห็น แต่เขาคงเตือนช้าไป “โอ๊ย” ดารัณญาร้องด้วยความเจ็บเมื่อฝ่ามือถูกเศษแก้วปัก “เกิดอะไรขึ้น” ประตูห้องถูกเปิดกระชากออกอย่างรุนแรงก่อนที่คุณพ่อและแม่เลี้ยงเธอวิ่งหน้าตาตื่นตกใจเข้ามาภายใน “ดินแดนเป็นไรลูก เอ๊ะ เลือด” ดนัยปรี่เข้ามายังดินแดนที่นั่งร้องไห้สะอื้นอยู่ข้างเธอ “นี่แกทำน้องเหรอรัณ” ประมุขของบ้านหันไปตวาดลูกสาวคนโต แววตาแดงก่ำเอาเรื่อง “รัณเปล่า” เธอส่ายหน้าปฏิเสธ เพี๊ยะ “คุณพ่อ” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง มือที่พึ่งถูกเศษแก้วปักยกขึ้นมากุมใบหน้าที่ชาด้วยแรงตบจากผู้เป็นบิดา เธออึ้ง และจุกจนแทบจะพูดไม่ออก “คุณพี่” “แกอิจฉาน้องตัวเองถึงขั้นทำร้ายน้องได้ลงคอเชียวรึ แกมันเลวกว่าที่คิดไว้อีกนะ” คุณดนัยชี้หน้าต่อว่าลูกสาวด้วยใบหน้าโกรธจัด “คุณพ่อ” เธอครางเสียงเบาหวิว ลำคอเริ่มตีบตันรู้สึกจุกที่อกเมื่อถูกผู้เป็นบิดากล่าวหาเธอโดยที่ไม่สืบสาวหาความจริงกับเรื่องที่เกิดขึ้นแถมยังตบหน้าเธออย่างเต็มแรงทำเอาดารัณญาเจ็บจนแทบน้ำตาไหล แต่เจ็บที่ใจใช่ที่ใบหน้า “ไม่ต้องมาบีบน้ำตา” ดนัยหันมาทำเสียงเข้มก่อนพยักหน้าให้ภรรยาอุ้มลูกชายออกไปทำแผลจึงเหลือแค่สองคนพ่อลูกในห้อง แม่บ้านที่วิ่งขึ้นมาก็ยังไม่กล้าที่เข้ามาดู บรรยากาศภายในห้องคล้ายมีพายุลูกใหญ่ถล่ม “แล้วคุณพ่อเคยถามรัณไหมคะ เคยคิดจะถามหาความจริงไหมคะ ก่อนจะมากล่าวหารัณ” ดวงตากลมโตแดงเรื่อขึ้นด้วยความน้อยอกน้อยใจ ขอบตาร้อนผ่าวจนไม่อาจกักเก็บหยาดน้ำตาที่กำลังพลั่งพูออกมาเป็นสาย“รู้ชาติกำเนิดคนอื่น แต่ไม่รู้ชาติกำเนิดตัวเองสินะ”“ท่านหมายความว่ายังไง” นนท์ถามอย่างที่ใจคิด“แล้วเจ้าไม่แปลกใจหรือที่เห็นกายหยาบของเรา” ผู้มีอำนาจเหนือกว่าไม่ตอบแต่เป็นฝ่ายย้อนถามกลับแทน“แปลกใจครับ” นนท์ตอบไปตามตรง“เอาเถอะ ถึงตามตำนานเราจะเป็นศัตรูกันแต่เราก็มิเคยมีเรื่องบาดหมางขุ่นข้องใจกันมาก่อน ถ้าเจ้าอยากรู้ว่าตัวเองเป็นใครเราจะบอกแต่ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าอยากรู้หรือไม่”“อยากรู้ครับ”“ไปหาที่นั่งเงียบๆ เสีย”“ครับ” นนท์ทำตามอย่างว่าง่ายโดยไม่อิดออด แม้จะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทำอะไรกับเขาก็ตาม นนท์หันรีหันขวางอยู่สักพักก่อนจะเดินไปยกเก้าอี้ที่อยู่ไม่ไกลติดมือมานั่งที่ข้างบ้านซึ่งตอนนี้ปราศจากผู้คน เนื่องจากตอนนี้เป็นพิธีส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอกันและแขกทุกคนที่มาก็ต่างพากันจับกลุ่มนั่งรับประทานอาหารกันยังลานกว้างหน้าบ้าน“ตั้งสติ เห็นอะไรก็ห้ามถาม จะถามได้ก็ต่อเมื่อภาพนั้นหายไปแล้วเท่านั้น” สุ้มเสียงใสดังก้องกังวานเอ่ยเตือนมนุษย์ชายที่กำลังนั่งลงบนเก้าอี้ที่เขาถือติดตัวมา“ครับ”ไม่ทันใดจากฟ้าที่สว่างจ้ากลับมืดมิดลงในพริบตาราวกับมีคนกดปิดสวิตช์ไฟ นนท์ตกใจแทบทำอะไรไม่ถูกแต่ดีที่
ดารัณญานั่งมองตัวเองในกระจกหลังจากนั่งหลังขดหลังแข็งให้ช่างแต่งหน้ามานานนับเกือบสามชั่วโมง เธอสวมชุดเจ้าสาวสีขาวงาช้างแขนยาวทั้งสองข้างปักเพชรวาวระยิบงามตา ผมน้ำตาลเข้มถูกรวบเป็นมวยต่ำๆ ไว้ที่ด้านหลังเผยให้เห็นดวงหน้าขาวที่ถูกแต่งแต้มอย่างบรรจงประณีต “โห ออร่าเจ้าสาวจับมากเลยแก สวยอย่างกับนางในวรรณคดีแนะยัยรัณ” เสียงเฌอมาวีร์ที่เปิดประตูห้องเข้ามาถึงกับตาโตเมื่อเห็นเพื่อนสาวที่นั่งรออยู่ในห้องซึ่งตอนนี้เหลือแค่เธอ ส่วนช่างแต่งหน้าพึ่งจะออกทานข้าวเมื่อครู่นี้ “แกสวยมากเลยรัณ” ปารีณาที่เดินมาหยุดข้างๆ เธอก็เอ่ยชม พร้อมกับไล่สายตาอย่างสำรวจ “ขอวันหนึ่งน่า จ้างมาแพง” “ฉันยอมแกแค่วันนี้แหละยัยรัณ” เฌอมาวีร์เอ่ย พร้อมกับคว้าโทรศัพท์ขึ้นมากดถ่ายเซลฟี่ วันนี้ทั้งเฌอมาวีร์และปารีณาต่างก็อยู่ในชุดเพื่อนเจ้าสาว ที่ปารีณาออกแบบเองไม่ซ้ำใครซึ่งอยู่ในธีมเดียวกับเจ้าสาว เสียงโห่นำหน้าขบวนกันอย่างสนุกสนานพร้อมกับเสียงดนตรีเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวนั้นใกล้เข้ามาแล้ว ดารัณญาตื่นเต้นทำตัวไม่ถูก เกิดมาพึ่งจะเคยแต่งงานกับชาวบ้าน มือเล็กบีบเข้าหากันที่หน้าตัก “พี่รัณ พี่รัณสวยจัง
มาเพื่อลา“แล้วปาร์ตี้ที่ไหนวันไหน” ณภัทรกระซิบถามเพื่อนแผ่วเบาราวกับกลัวอีกคนในห้องรู้“ก็คืนก่อนวันที่แกแต่งงานไงไอ้เบือกนี่” ภาคินเอ่ยไม่ลืมต่อว่าเพื่อนที่ช่างไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเรื่องนี้“ใครจะไปรู้ละ ไม่เคยแต่งมาก่อนนี่หว่า”“ว่าแต่แกเถอะ ไปขอว่าที่ภรรยาให้มันได้ก่อนนะ” ภาคินกระซิบบอกเพื่อน“เออ ไม่ต้องห่วง”วันก่อนงานแต่งดารัณญาตื่นเช้ากว่าทุกครั้งเพื่อเตรียมงาน งานแต่งจัดขึ้นที่บ้านฝ่ายหญิงในแบบล้านนา และจะจัดอีกครั้งที่กรุงเทพในอาทิตย์ถัดไป ครอบครัวของเธอเดินทางมาถึงเมื่อวาน แม่เลี้ยงกับลูกชายเธอไปนอนที่บ้านส่วนพ่อนอนค้างกลับเธอที่บ้านหลังนี้ออแกไนซ์ที่ดารัณญาว่าจ้างกำลังวิ่งวุ่นจัดเตรียมซุ้มดอกไม้เพื่อเก็บภาพกันอย่างขะมักเขม้น ภาพถ่ายที่พรีเวดดิ้งที่ใช้ในงานไม่ได้ถ่ายใหม่แต่ณภัทรเอารูปที่เขาถ่ายหญิงสาวเมื่อครั้นไปเที่ยวด้วยกันมาใช้เป็นร้อยๆ รูปจนเธอก็ตกใจที่เห็นภาพตัวเองมากมายขนาดนี้ทั้งตั้งใจถ่ายและมุมเผลอไม่เว้นแม้กระทั่งตอนหลับ ดารัณญาเองก็เซอร์ไพรส์อยู่ไม่น้อยที่แฟนหนุ่มของเธอแอบทำให้อย่างลับๆ โดยเตรี๊ยมกันเองกับทีมออแกไนซ์ภาพโพลาลอยเป็นร้อยๆ รูปถูกหนีบและร้อยด้วยเช
“ภัทร ภัทรลองคิดดูดีๆ อีกครั้งได้ไหมคะ เผื่อว่าความรู้สึกที่ภัทรมีให้ยัยนั่นอาจจะเป็นแค่ความหลง ไม่ใช่ความรักอย่างที่ภัทรเข้าใจ”“ผมไม่ได้โง่ถึงขนาดไม่เข้าใจความรู้สึกตัวเองหรอกนะฟ้ารุ่ง” ณภัทรตอบเสียงเรียบติดเย็นชา เรียกชื่อเต็มอีกฝ่ายบ่งบอกความห่างเหิน“ภัทรลืมรักของเราได้จริงๆ นะเหรอคะ ฟ้ายังจำได้นะว่าเราสัญญากันไว้ว่ายังไง เราจะสร้างครอบครัวเล็กๆ มีลูกน่ารักสักสองคนภัทรทำงานกลับบ้านมาก็กินกับข้าวฝีมือฟ้า เราจะกินข้าวเย็นพร้อมหน้าพร้อมตากัน” ฟ้ารุ่งยังคงไม่ยอมแพ้ เล่นบทน่าสงสารพลางบีบเค้นน้ำตาเพื่อขอความเห็นใจจากอดีตคนรัก ไม่เธอจะต้องได้เขากลับคืน ฟ้ารุ่งไม่มีวันยอมแพ้ยัยเด็กนั่นแน่ๆ เธอไม่มีวันยอมเสียภัทรไปอีกคนแน่ๆ“หึ คุณยังทำตามที่สัญญาไว้ไม่ได้แต่กลับมาทวงคนอื่นเนี่ยนะ”“ฟ้าไม่ได้ทวงนะคะ ฟ้าแค่อยากจะบอกว่าฟ้ายังรัก ยังจำเรื่องทุกอย่างเกี่ยวกับภัทรได้ดี จำได้ไม่เคยลืม”“รักผมแต่กลับไปหมั้นไปแต่งงานกลับคนอื่นเนี่ยนะ รักภาษาไหนของคุณเหรอครับฟ้ารุ่ง” เสียงชายหนุ่มแค่นหัวเราะออกมา“ภัทรคะ ที่ฟ้าแต่งงานกับปารมีฟ้ามีเหตุผลนะคะ แต่ตอนนี้เราเลิกกันแล้ว”“อุ้ย พี่ฟ้า บังเอิญจังเลยนะคะได
ว่าที่สามีฉันแซบมากดารัณญานั่งคิดเมื่อได้ฟังและเห็นสามีของฟ้ารุ่งควงแขนมากับผู้หญิงคนอื่น คงไม่ใช่หย่ากันกับสามีแล้วจะมาทวงแฟนเก่าคืนหรอกนะ“ขอตัวเข้าห้องน้ำนะคะ” ดารัณญาเอ่ยก่อนจะเดินหายไปยังห้องน้ำแต่ไม่ได้เข้าอย่างที่ปากพูด เธอมาเสิร์ชมือถือเข้าเว็บไซต์นักสืบก่อนจะโทรหาพร้อมแจ้งจุดประสงค์“คุณรัณคะ มีคนมาเข้าพบค่ะ” เสียงเลขาสาวต่อสายเข้ามายังโทรศัพท์บนโต๊ะของเธอที่กำลังนั่งร่างแบบอยู่ภายในห้องทำงาน วันนี้เธอมาทำงานเป็นสุดท้ายก่อนจะหยุดเพื่อเตรียมตัวเป้นเจ้าสาว“ใครคะ”“เขาบอกว่ามาจากมิสเตอร์สปายค่ะ” รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าของหญิงสาวเมื่อเลขาเอ่ยถึงชื่อผู้ขอเข้าพบ“บอกให้เขาเข้ามา”“ค่ะคุณรัณ”“สวัสดีครับ” เสียงชายหนุ่มวัยกลางคนในชุดเสื้อเชิ้ตสีดำพร้อมกับแว่นอำพรางใบหน้า “สวัสดีค่ะ เชิญนั่งค่ะ”“ครับ”“เร็วกว่าที่ฉันคิดไว้อีกนะคะ พึ่งจะโทรหาเมื่อวานนี่เอง” ดารัณญาเอ่ยเปิดประเด็นเมื่อคู่สนทนานั่งลงบนโต๊ะตรงหน้า ชายหนุ่มวัยกลางคนผมทรงสกินเฮดผิวคล้ำแดดรูปร่างทะมัดทะแมง“สืบเรื่องคนดังมันไม่ยากหรอกครับ นี่ครับ” เขายิ้มพร้อมกับยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลมาตรงหน้าเธอ ดารัณญาเซนต์เช็คให้อีกฝ่าย
ให้อภัย“เดี๋ยวรัณลงไปค่ะ” เธอบอกพนักงานขายอย่างตัดปัญหาก่อนจะลุกออกจากห้องไป ดารัณญาก้าวลงบันไดอย่างๆ ช้าจนมาถึงชั้นล่าง หญิงสาวสวมแว่นดำในชุดที่ถูกตัดออกแบบอย่างประณีตและไม่เหมือนใคร ดูปราดเดียวก็พอรู้ว่าเธอเป็นสาวสไตล์ลิสต์ตัวแม่หรือผู้นำแฟชั่นเช่นเดียวกับดารัณญา ขาเรียวเล็กถูกยกขึ้นไขว้กันราวกับนางพญา ผมเจ้าตัวยาวสลวยถูกดัดให้เป็นลอนใหญ่ๆ แผ่กระจายเต็มกลางหลัง“รู้สึกเป็นเกียรติจัง ที่มาหาฉันถึงที่นี่” ดารัณญาเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงเย็นทว่าแววตากับเหยียดยิ้มเมื่อมองไปยังร่างแขกที่นั่งรอเธออยู่มุมรับรองลูกค้า“รัณ” ปารีณาเรียกชื่อเธอพร้อมกับลุกขึ้น ใบหน้าเธอแสดงความดีใจเมื่อเจอหน้าดารัณญา“ใครจุดธูปเรียกมาเหรอ” คำถามของเจ้าของร้านทำเอาแขกและพนักงานที่ได้ยินแทบสะอึก ปารีณายิ้มชะงักก่อนจะทำหน้าหมองลงจนพนักงานที่เห็นถึงกับส่งสายตามามองคนทั้งคู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น จนนุ่น อรดีต้องส่งสายตาปราม พนักงานจึงกุลีกุจอทางใครทางมัน สองสาวสวยเผชิญหน้ากันทว่าอารมณ์ของทั้งคู่ต่างกัน“เรามาเอง” ปารีณาทรุดตัวลงนั่งก่อนจะจะฝ่ายเริ่มตอบคำถามที่เมื่อเจ้าของร้านสาวถามเมื่อคู่“มีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ” ดารัณ
เมียคนเดียว“หนูก็รักพี่ค่ะ” ดารัณญาบอกรักชายหนุ่มกลับ ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่ไม่เคยพูดแม้แต่หญิงสาวเองก็ไม่เคยเช่นกันชายหนุ่มลุกขึ้นรั้งร่างบางอ้อนแอ้นเข้ามาสวมกอดเมื่อได้ฟังประโยคนั้นความปลื้มปีติล้นทะลักหัวใจของเขา ทั้งคู่ตกอยู่ในวงแขนของกันและกันอย่างแนบชิดกระแสความอบอุ่นไหลวนไปทั่วร่างณภัทรคลายอ้
แกเห็นอะไร“พี่ไปส่ง”“อยู่กับเพื่อนที่นี่แหละค่ะ กลับเองได้ ออฟฟิศแค่นี้เองไม่หลงหรอก” ดารัณญาเอ่ยพร้อมกลั้วหัวเราะ พร้อมกับหันหลังเดินออกจากห้อง“รอพี่ด้วย” ณภัทรวิ่งตามหลังหญิงสาวลงมายังหน้าลิฟต์“มีอะไรหรือเปล่าคะ” ดารัณญาถามชายหนุ่มเมื่ออยู่ภายในลิฟต์กันสองต่อสอง“เอ่อ คะ คือว่า คืนนี้พี่ไปกับ
ก็เขาเป็นแฟนกัน“ถ้าอย่างนั้นผมขอดูรูปภาพพวกนั้นหน่อยได้นะครับ” นายตำรวจที่มียศสารวัตรเอ่ย“ได้ครับ เดี๋ยวผมส่งไฟล์ให้แต่จริงๆ เป้าหมายไม่ได้มีแค่ผมคนเดียว พวกมันคงหันไปเล่นงานกับแฟนผมแน่เพราะวันนั้นเธอก็อยู่ด้วยในเหตุการณ์” ชายหนุ่มปรายมายังร่างบางที่ยืนอยู่ห่างๆ“ถ้าอย่างนั้นเชิญพวกคุณไปให้ปากคำท
พยายัสมันเป็นใคร“เข้าบ้านกันเถอะค่ะ” เธอเอ่ยชวนเขาจึงหันมามองหญิงสาว สายตาคมกริบสำรวจไปทั่วร่างอย่างหาสิ่งผิดปกติ“หาอะไรหรือคะ”“พี่แค่สำรวจดูว่าน้องรัณเป็นอะไรหรือเปล่า” น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความห่วงใยหญิงสาวที่อยู่ๆ ก็วิ่งเท้าเปลือยไปยังสวนหลังข้างบ้านมืดๆ คนเดียว“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ ขึ้นบ้านก







