Masuk๕
แตกหัก เช้าวันใหม่แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลอดผ่านกระจกใสทำให้เจ้าห้องห้องต้องซุกใบหน้าลงกับหมอนเพื่อหลีกเลี่ยงแสงที่แยงตา แม้เปลือกตาจะปิดสนิทแต่ก็รับรู้ถึงความสว่างจ้าของความร้อนแรง วันนี้ร่างบางตื่นสายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะเธอไม่ต้องรีบไปเข้าร้านอย่างเมื่อก่อน หลังจากที่นอนทบทวนความคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วเธอตัดสินใจที่จะถอนหุ้นออกจากร้านเสื้อผ้าที่ร่วมลงทุนทำร่วมกันกับแทนไทและปรารีณา ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันกับแทนไทได้อีก ถึงจะถูกกล่าวหาว่าเธอไม่มีความเป็นมืออาชีพก็เถอะ ก็ใครจะไปทนได้กันละ ก๊อกๆ “คุณรัณ คุณปลามารอพบคุณรัณค่ะ” “รัณอาบน้ำเสร็จเดี๋ยวลงไป” “ค่ะ” ไม่ถึงสิบห้านาทีดารัณญาอยู่ในชุดอยู่บ้านสบายๆ ก่อนจะเดินลงมายังห้องรับแขกที่ปรากฏร่างหญิงสาวสูงโปร่งสวมชุดทันสมัยราวกับนางแบบหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นก็มิปาน แน่ละก็หล่อนเป็นดีไซเนอร์มีห้องเสื้อผ้าแบรนด์หรูที่เธอร่วมลงทุนอยู่นั่นเอง “รัณ แกไปทำไรมา ทำไมมีแต่แผล” เสียงร้องทักแสดงความตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวเดินตรงเข้ามาหาหลังจากที่มานั่งรอผู้เป็นเจ้าของบ้านแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นบาดแผลที่มีปลาสเตอร์ติดตามฝ่ามือรวมไปถึงแขนของเพื่อนสาว “โดนรถเฉี่ยว ถลอกนิดหน่อยไม่เป็นไรมากหรอก แล้วรู้เรื่องแล้วหรอ ถึงมาหาถึงที่นี่” “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เมื่อวานฉันกับยัยเฌอก็มาหาแก แกเถอะไปไหนมาทำไมไม่เปิดเครื่องเลยละ รู้ไหมพวกฉันเป็นห่วงแกแค่ไหนยัยรัณ” “ฉันแค่อยากอยู่อะไรคนเดียว” “รัณ ฉันมีเรื่องจะบอก” ปรารีณาทอดตามองต่ำไปที่มือประสานกันแน่น เม้มปากเป็นเส้นตรงไม่กล้าสบตาผู้เป็นเพื่อน “ฉันก็มีเรื่องจะบอกพวกแกเหมือนกัน งั้นแกเล่าก่อน” “รัณ ระ เรื่องแกกับแทนฉันขอโทษ” น้ำเสียงสำนึกผิดกับน้ำตาที่คลอเบ้าของปรารีณาทำให้ดารัณญาไม่เข้าใจนักกับอากัปกิริยาของเพื่อนสาว การที่ฉันกับแทนเลิกกันแล้วทำไมยัยปลาต้องมาขอโทษด้วยละ หญิงสาวนิ่งคิดใจในและรู้สึกลางสังหรณ์ใจบางอย่าง “ขอโทษทำไม แกไม่ใช่คนผิด” ถามพลางขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจเหตุผลการขอโทษของเพื่อนครั้งนี้ “ฉันผิดเองรัณ ฉันผิด ฉันเป็นคนแนะนำให้แทนมาคบกับแกเอง” ปรารีณาช้อนตามองเธอด้วยนัยน์ตาแดงก่ำพร้อมกับน้ำเสียงสั่นเครือสำนึกผิดของปรารีณาทำให้เธอใจกระตุกวูบแรงกะทันหัน หมายความว่าไง แนะนำให้มาคบกับฉัน “ตลอดเวลาที่ผ่านมา แกรู้เรื่องทุกอย่างใช่ไหม” รวมถึงเรื่องที่แทนไทไม่ได้รักฉันด้วยหรือเปล่า เธอกลั้นใจถามออกไปเสียงเบาหวิวหางเสียงเริ่มสั่นเครือ ปรารีณาพยักเป็นคำตอบ “แม้กระทั่งที่…พวกเขาสองคนนั้นคบกัน…ลับหลังฉันใช่ไหม” ถามย้ำเพื่อความมั่นใจอีกครั้งด้วยน้ำเสียงขาดเป็นห้วงๆ “ระ รัณ ฉันขอโทษ แกจะดุจะด่าหรือจะตบ...” ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีก็มีแรงปะทะเข้าที่แก้มเธออย่างเต็มแรง ปรารีณาตกใจไม่คิดว่าเพื่อนจะตบเธอจริง ดารัณญามองคนตรงหน้าผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อคลอด้วยความรู้สึกหลากหลายที่หลั่งไหลเข้ามาในความรู้สึกของเธอตอนนี้ พวกเขารวมหัวกันหลอกเธอ หลอกได้แม้กระทั่งคนที่เป็นเพื่อนกัน นี่หรือคือสิ่งตอบแทนของความคำว่า ‘เพื่อน’ “รัณ” “พวกแกหลอกฉัน คนเป็นเพื่อนกันเขาไม่ทำกันแบบนี้หรอก ออกไป ออกไป๊” เจ้าของบ้านมองแขกด้วยแววตาเจ็บปวดและความผิดหวังอย่างรุนแรงผ่านม่านน้ำตาที่เอ่อล้นคลอหน่วย ประโยคหลังเธอตะโกนไล่ปรารีณาดังลั่นบ้าน “แต่แกก็มีความสุขดีไม่ใช่เหรอ” “ความสุขปลอมๆ ที่พวกแกจัดฉากให้นะเหรอ” แค่นหัวเราะถามอย่างเหลืออด “นี่พวกแกทะเลาะอะไรกัน” เสียงคนที่มาใหม่ถามอย่างสงสัยเมื่อได้ยินเสียงเอะอะของเพื่อนทั้งสองคน พอเข้ามาถึงเฌอมาวีร์ก็เบิกตากว้างอย่างตกใจที่เห็นเพื่อนทั้งสองคนร้องไห้อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน “ยัยรัณ ยัยปลา สรุปเกิดไรขึ้น พวกแกทะเลาะกันเรื่องไร” ดาราสาวถามอีกครั้งเมื่อไม่ได้คำตอบ “ถามเพื่อนแกเอาเองแล้วกัน ส่วนเรื่องร้าน ฉันขอถอนหุ้นออกทั้งหมด” น้ำเสียงเฉียบขาดของดารัณญาทำให้คนที่ได้ฟังถึงกับเบิกตากว้าง “รัณ” สองเสียงร้องประสานอย่างตกเมื่อประได้ฟังท้ายประโยคของดารัณญาหากจะแย้งก็ไม่ทันเสียแล้วเมื่อเจ้าตัววิ่งขึ้นบันไดไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองพวกเธอ “ปลา นี่แกโดนยัยรัณตบเหรอ” เฌอมาวีร์เห็นรอยปื้นแดงครบทั้งห้านิ้วที่ข้างแก้มของปรารีณาถึงกับตกใจ เธอคิดว่าเพื่อนแค่ทะเลาะกันปกติแต่นึกไม่ถึงว่าต้องลงไม้ลงมือกับเพื่อนถึงขั้นนี้ “นี่ ยัยรัณทำเกินไปนะ” “ไม่หรอก ฉันสมควรโดนมากกว่านี้ด้วยซ้ำ” “นี่มันเรื่องอะไร เล่ามาให้หมด” คนถามกดเสียงลงต่ำคาดคั้นความจริงจากเพื่อนที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองตน ดารัณญาขึ้นห้องได้ก็เอาแต่ร้องไห้ปานใจจะขาด เธอโดนทั้งเพื่อนทั้งคู่หมั้นหลอกมาตลอดระยะเวลาสามปีโดยที่เธอไม่ระแคะระคายเลยสักนิด แค่คิดเธอก็เจ็บเจียนตาย ตลอดช่วงสายลากยาวไปถึงช่วงบ่ายคุณหนูของบ้านก็เอาแต่หมกตัวอยู่ในห้อง ข้าวปลาไม่ยอมลงไปทาน แม้แม่บ้านจะนำถาดอาหารขึ้นมาเสิร์ฟถึงห้อง เคาะประตูเรียกซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่มีท่าทีจะออกมาทานข้าว ถาดอาหารยังวางอยู่ที่เดิม หวานเห็นดังนั้นก็เหนื่อยใจและยอมแพ้ไปในที่สุด “พี่รัณ พี่รัณอยู่ไหม พี่รัณครับ” ดินแดนยืนเรียกพี่สาวอยู่หน้าห้อง “มีอะไรเหรอ” คนที่ไม่ยอมลงไปทานข้าวเมื่อได้ยินเสียงน้องชายจึงเอ่ยถามกลับบ้าง “ผมเอาน้ำส้มกับแซนด์วิชมาให้พี่รัณครับ” เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายทำให้หญิงสาวสดชื่นขึ้นเล็กน้อย “พี่ไม่หิว” เธอตะโกนตอบ “ไม่หิวจริงเหรอ ตั้งแต่เช้าจนบ่ายพี่รัณยังไม่กินอะไรเลยนี่นา” ดินแดนพึมพำอยู่กับตัวเองหลังจากที่ได้ยินพวกแม่บ้านคุยกันเลยขอร้องให้ป้าจวงทำแซนด์วิชและน้ำส้มคั้นให้พี่สาว “พี่รัณก็เอาเข้าไปไว้กินตอนหิวไงครับ” น้องชายเสนอ “งั้นรอก่อน” คนเป็นพี่กลอกตาไปมาอย่างเหนื่อยหน่ายกับลูกตื้อของน้องชาย บทจะใจอ่อนก็ใจอ่อนเอาง่ายๆ “ขอบใจจ้ะ” เธอรับถาดที่มีแก้วน้ำส้มในแก้วสีใสกับแซนด์วิชหั่นครึ่งเล็กๆ หลายชิ้นบนจานไว้ในมือจากผู้เป็นน้องชาย “พี่รัณ พี่รัณร้องไห้เหรอ” ดินแดนเอ่ยทักเมื่อเห็นดวงตาแดงก่ำของพี่สาวแสนสวย “เปล่า” “ไม่ได้ร้องเหรอ โห ห้องพี่รัณมองเห็นแม่น้ำด้วย ผมขอเข้าไปเล่นห้องพี่รัณได้เปล่าฮะ” ดินแดนจ้องมองเข้าไปภายในห้องพี่สาวพลางทำตาโตเมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นฉากหลังเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ข้างหลังอย่างตื่นเต้น น้องชายเธอยังไม่เคยเข้าไปในห้องเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว “อืม เข้ามาสิ” เธอก้มมองน้องชายที่ทำแววตาวิบวับก็อดที่จะปฏิเสธสายตาความอยากรู้อยากเห็นคู่นั้นไม่ได้ “โห สวยจัง พี่รัณวาดรูปสวยจัง” เมื่อมองวิวข้างนอกจนพอใจดินแดนก็หันมาให้ความสนใจกับภาพวาดทั้งที่วาดเสร็จแล้วหรือวาดได้แค่ครึ่งหนึ่งของภาพอย่างสนใจ ภาพวาดทั้งภาพเสมือนจริงหรือภาพสีน้ำมันที่เธอวาดขึ้นในเวลาว่างตั้งแต่สมัยมัธยมเมื่อวาดเสร็จเธอจะนำมาประดับในห้องราวกับห้องจัดนิทรรศการภาพวาด “ชอบเหรอ” “ชอบฮะ ภาพนี้สวยจัง อ๊ะ” เพล้งงงงงงงงงงงงงง “ดินแดน!” ดารัณญาอุทานเสียงหลงเมื่อได้ยินเสียงเหมือนบางอย่างตกลงพื้นอย่างจัง เธอวิ่งเข้ามายังจุดต้นตอของเสียงแล้วภาพที่ปรากฏก็ทำให้เธอใจหล่นวูบ แก้วแจกันทรงสูงที่ตั้งบนพื้นห้องข้างขาตั้งภาพที่เป็นรูปแม่เธอล้มระเนระนาด แจกันใสแตกกระจายจนน้ำไหลนองเต็มพื้นลามไปถึงภาพวาดของแม่ที่หล่นจากขาตั้งภาพจนสีของภาพไหลปนกันแทบจะมองรูปนั้นไม่ออก “ฮือ ฮือ” ดินแดนร้องไห้ทันที เธอจึงมองสำรวจไปร่างน้องชายที่ล้มหน้าคว่ำคะมำอยู่ไม่ไกล หน้าผากบวมปูดแดงแขนมีรอยข่วนเป็นทางยาวจนเลือดไหลซิบ หญิงสาวจึงวิ่งเข้าไปพยุงดินแดนให้ลุกขึ้นนั่ง “เจ็บมากไหม นั่งอยู่นี่แหละ อยู่เฉยๆ เดียวพี่เก็บเอง” ผู้เป็นพี่สาวมองแผลน้องชายอย่างนึกเป็นห่วง ก่อนจะเอ่ยดุๆ เมื่อเห็นว่าน้องชายกำลังจะเก็บเศษแก้วที่อยู่ข้างๆ ออกเพราะเกรงว่าจะถูกพี่สาวโกรธ “ระวัง! มุญารินทร์รณี” น้ำเสียงดังก้องกังวานเอ่ยเตือนโดยไม่ปรากฏร่างให้อีกฝ่ายเห็น แต่เขาคงเตือนช้าไป “โอ๊ย” ดารัณญาร้องด้วยความเจ็บเมื่อฝ่ามือถูกเศษแก้วปัก “เกิดอะไรขึ้น” ประตูห้องถูกเปิดกระชากออกอย่างรุนแรงก่อนที่คุณพ่อและแม่เลี้ยงเธอวิ่งหน้าตาตื่นตกใจเข้ามาภายใน “ดินแดนเป็นไรลูก เอ๊ะ เลือด” ดนัยปรี่เข้ามายังดินแดนที่นั่งร้องไห้สะอื้นอยู่ข้างเธอ “นี่แกทำน้องเหรอรัณ” ประมุขของบ้านหันไปตวาดลูกสาวคนโต แววตาแดงก่ำเอาเรื่อง “รัณเปล่า” เธอส่ายหน้าปฏิเสธ เพี๊ยะ “คุณพ่อ” ดวงตากลมโตเบิกกว้าง มือที่พึ่งถูกเศษแก้วปักยกขึ้นมากุมใบหน้าที่ชาด้วยแรงตบจากผู้เป็นบิดา เธออึ้ง และจุกจนแทบจะพูดไม่ออก “คุณพี่” “แกอิจฉาน้องตัวเองถึงขั้นทำร้ายน้องได้ลงคอเชียวรึ แกมันเลวกว่าที่คิดไว้อีกนะ” คุณดนัยชี้หน้าต่อว่าลูกสาวด้วยใบหน้าโกรธจัด “คุณพ่อ” เธอครางเสียงเบาหวิว ลำคอเริ่มตีบตันรู้สึกจุกที่อกเมื่อถูกผู้เป็นบิดากล่าวหาเธอโดยที่ไม่สืบสาวหาความจริงกับเรื่องที่เกิดขึ้นแถมยังตบหน้าเธออย่างเต็มแรงทำเอาดารัณญาเจ็บจนแทบน้ำตาไหล แต่เจ็บที่ใจใช่ที่ใบหน้า “ไม่ต้องมาบีบน้ำตา” ดนัยหันมาทำเสียงเข้มก่อนพยักหน้าให้ภรรยาอุ้มลูกชายออกไปทำแผลจึงเหลือแค่สองคนพ่อลูกในห้อง แม่บ้านที่วิ่งขึ้นมาก็ยังไม่กล้าที่เข้ามาดู บรรยากาศภายในห้องคล้ายมีพายุลูกใหญ่ถล่ม “แล้วคุณพ่อเคยถามรัณไหมคะ เคยคิดจะถามหาความจริงไหมคะ ก่อนจะมากล่าวหารัณ” ดวงตากลมโตแดงเรื่อขึ้นด้วยความน้อยอกน้อยใจ ขอบตาร้อนผ่าวจนไม่อาจกักเก็บหยาดน้ำตาที่กำลังพลั่งพูออกมาเป็นสาย“มีอะไร” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างไม่ค่อยพอใจนักกับการมาของเพื่อนโดยที่ไม่ได้นัดล่วงหน้าก่อน เจ้าของร่างสูงหนึ่งร้อยแปดสิบสามเซนติเมตร ใบหน้ามีหนวดเคราครึ้ม ดวงตาเรียวคม จมูกโด่งเป็นสันรับกับปากหยักสีสด และไว้ผมทรงแมนบันคือตัดสั้นเตียนด้านข้างทั้งสองและไว้ผมยาวตรงกลางศีรษะแล้วมัดจุกเรียบไปทางด้านหลัง“ก็แกไม่ยอมรับสายฉันนี่หว่า” คนเป็นแขกบ่นแล้วทรุดตัวลงนั่งโซฟามุมหนึ่งของห้อง แม้จะไม่ค่อยชอบใจที่เพื่อนยังไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมามองแถมยังพูดจาไม่ต้อนรับเขาอีก แต่วันนี้ภาคินอารมณ์ดีจึงไม่นึกถือสากับความนิ่งเฉยของผู้เป็นเพื่อน“ก็แกไร้สาระ” เสียงทุ้มนุ่มละมุนเอ่ยอย่างไม่แยแสผู้เป็นทั้งเพื่อนและแขก“ใครมันจะไปจ้องแต่คอมทำงานงกๆ ทั้งวันเหมือนแกวะ”“ถ้าไม่มีไรก็กลับไปซะ ฉันต้องรีบเคลียร์งาน”“แกจะไปไหนอีกละคราวนี้” เป็นที่รู้กันดีว่าถ้าเจ้าตัวเร่งเคลียร์งานเมื่อไหร่นั่นแปลว่าเพื่อนเขาจะหนีเที่ยวอีกแล้ว“เลย”“กี่วัน”“เดือนนึง ถ้าจะมาถามฉันแค่นี้ก็กลับไป”“แกนี่มันไร้หัวใจ”“ถ้าจะมาพูดแค่นี้ก็เชิญ นั่นประตู ฉันจะทำงาน” ชายหนุ่มเจ้าของห้องกว้างนั่งอยู่หลังคอมพิวเตอร์อยู่ในเสื้อยืดแขนสั้นสีดำกับกางเก
๗แค่หน้าที่“พูดจากวนเราแบบนี้ได้คงไม่เจ็บแล้วสินะ” จบประโยค แสงสว่างค่อยๆ ม้วนตัวจนเผยร่างโปร่งแสงสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าคมสันสง่างามท่าทางวางอำนาจทอดพระเนตรมองร่างเล็กที่ยืนอยู่เบื้องพระพักตร์“รัณนึกว่าท่านอยู่ข้างบนเสียอีกค่ะ” เธอย่อตัวแสดงความเคารพบุรุษชายตรงหน้าอย่างนอบน้อมเมื่อเห็นว่าแถวนี้ร้างผู้คน ข้างบนที่เธอหมายถึงนั่นก็คือสรวงสวรรค์“เรามาเพราะจะเกิดเรื่องอันตรายกับเจ้า แต่ไม่ทัน” ปลายประโยคแผ่วเบาก้มทอดพระเนตรมองแผลใหม่ที่ถูกพันด้วยผ้าก๊อซอย่างประณีต“แค่พระองค์เป็นห่วงรัณก็มากพอแล้วค่ะ ที่ผ่านมาท่านก็ช่วยรัณมาตลอด” ตั้งแต่เล็กจนโตก็มีเพียงบุรุษท่านนี้ที่คอยปัดเป่าเภทภัยให้หญิงสาวมาเสมอคงมีเพียงแต่เหตุการณ์ตกน้ำครั้งนั้นที่เขาช่วยเธอไม่ทัน“เป็นหน้าที่เราที่ต้องคอยดูแลเจ้า หากมีเรื่องอันตรายเกิดขึ้นกับเจ้าเราย่อมบกพร่องในหน้าที่”“แค่หน้าที่หรือคะ” ถามพลางเอียงคอมองอย่างสงสัย“ใช่ แค่หน้าที่” หน้าที่ของหัวใจ พระสุรเสียงแผ่วเบาไม่หนักแน่นเหมือนเคยและต่อประโยคสุดท้ายในใจ เขาจะคอยตามดูแลหญิงสาวเพียงแค่ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายเท่านั้น เพราะต่อไปนี้เขาไม่ยอมปล่อยเธอล่องลอยไปไหนไกลอี
๖ความอัดอั้นในใจ“หลักฐานก็บอกอยู่ตรงหน้า ทำไมฉันจะต้องถามอะไรอีก”“แล้วคุณพ่อรู้หรือคะว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง อะไรก็โทษแต่รัณ คุณพ่อเคยถามรัณเหมือนที่ถามน้องไหมคะว่ารัณเป็นอะไร เจ็บตรงไหน แผลเย็บกี่เข็ม เจ็บมากหรือเปล่า กินยาหรือยัง หนูโดนรถเฉี่ยวคุณพ่อคิดจะถามรัณบ้างหรือเปล่า วันนี้เจออะไรมาบ้าง กินข้าวยัง วันเกิดรัณวันไหน คุณพ่อเคยสนใจบ้างไหม ทำไมคะ เพราะรัณเกิดมาเป็นผู้หญิงคุณพ่อเลยไม่คิดว่ารัณเป็นลูก หรือสิ่งที่หนูต้องการมันมากไปหรือคะ…..พ่อถึงไม่เห็นค่า” เสียงตะโกนถามดนัยผู้เป็นบิดาอย่างอัดอั้นกับสิ่งที่เก็บไว้ข้างใน คำพูดต่างๆ ทะลักพรั่งพรูขึ้นมาจากอกจนเธอห้ามอารมณ์ไม่อยู่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีต่อบิดา ตั้งแต่เธอมีน้องชาย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ถามว่าเธออิจฉาน้องชายตัวเองไหม ดารัณญาตอบได้เลยว่าอิจฉา อิจฉาที่คุณพ่อทุ่มเทความรักความใส่ใจที่มีต่อดินแดนซึ่งต่างกับเธอมากนัก พ่อที่ไม่เคยแม้แต่จะถามเธอว่ากินข้าวหรือยัง ครั้งเดียว……ก็ไม่เคยมี“นี่แกพูดอะไร แกโตแล้วนะไม่ใช่เด็กๆ ที่ฉันต้องคอยเอาใจ” แม้จะอึ้งกับสิ่งที่ได้ยินแต่ดนัยก็ยังอดต่อว่าบุตรสาวไม่ได้เมื่อนึกถึงแผลล
๕แตกหักเช้าวันใหม่แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลอดผ่านกระจกใสทำให้เจ้าห้องห้องต้องซุกใบหน้าลงกับหมอนเพื่อหลีกเลี่ยงแสงที่แยงตา แม้เปลือกตาจะปิดสนิทแต่ก็รับรู้ถึงความสว่างจ้าของความร้อนแรง วันนี้ร่างบางตื่นสายกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาเพราะเธอไม่ต้องรีบไปเข้าร้านอย่างเมื่อก่อน หลังจากที่นอนทบทวนความคิดอย่างถี่ถ้วนดีแล้วเธอตัดสินใจที่จะถอนหุ้นออกจากร้านเสื้อผ้าที่ร่วมลงทุนทำร่วมกันกับแทนไทและปรารีณา ไม่ว่าจะยังไงเธอก็ไม่สามารถทำงานร่วมกันกับแทนไทได้อีก ถึงจะถูกกล่าวหาว่าเธอไม่มีความเป็นมืออาชีพก็เถอะ ก็ใครจะไปทนได้กันละก๊อกๆ“คุณรัณ คุณปลามารอพบคุณรัณค่ะ”“รัณอาบน้ำเสร็จเดี๋ยวลงไป”“ค่ะ”ไม่ถึงสิบห้านาทีดารัณญาอยู่ในชุดอยู่บ้านสบายๆ ก่อนจะเดินลงมายังห้องรับแขกที่ปรากฏร่างหญิงสาวสูงโปร่งสวมชุดทันสมัยราวกับนางแบบหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่นก็มิปาน แน่ละก็หล่อนเป็นดีไซเนอร์มีห้องเสื้อผ้าแบรนด์หรูที่เธอร่วมลงทุนอยู่นั่นเอง“รัณ แกไปทำไรมา ทำไมมีแต่แผล” เสียงร้องทักแสดงความตกใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวเดินตรงเข้ามาหาหลังจากที่มานั่งรอผู้เป็นเจ้าของบ้านแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเห็นบาดแผลที่มีปลาสเตอร์ติดตามฝ่ามือรวมไ
๔เขาที่ไม่ใช่คนร่างบางระหง ใบหน้าสวยหวานหากเวลานี้กลับอมทุกข์ราวกับแบกโลกทั้งใบเดินทอดน่องราวกับร่างไร้วิญญาณมาตามราวสะพานที่มีแสงไฟระยิบทอดยาวตามราวจนสุดปลายทางก่อนจะเดินลงสะพานแล้วเดินเลียบเคียงกับพื้นหญ้าที่ขนานกับแม่น้ำจนมาหยุดตรงม้านั่งที่ว่างอยู่ที่เดียวราวกับเป็นใจ มือบางวางกระเป๋าไว้ข้างลำตัว หันหน้ามองพื้นน้ำสีครามที่พลิ้วไหวตามแรงลมนิ่งๆ ปล่อยให้น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้เมื่อครู่ให้ไหลทะลักลงมาอย่างไม่แคร์สายตาผู้คนที่มานั่งชมวิวในกลางค่ำกลางคืนเช่นเดียวกับเธอดีไซเนอร์สาวพึ่งรู้ซึ้งกับคำว่าอกหักก็ตอนนี้นี่เอง แทนไทคือแฟนคนแรกซึ่งเธอก็คาดหวังไว้มากว่าเขาจะเป็นแฟนคนแรกและคนสุดท้ายแต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับไม่เป็นเช่นนั้น ตลอดเวลาที่คบกันจนเกือบจะแต่งงานกันในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้เขาไม่เคยรักเธอเลยด้วยซ้ำ แทนไทคบเธอเพียงเพราะปิดบังรสนิยมส่วนตัวเขาเองทั้งที่มีคนเอ่ยเตือนเธอแล้วแท้ๆ กลับไม่เชื่อเขา พอคิดมาถึงตรงนี้น้ำตาก็พรั่งพูราวเกือบเขื่อนแตก เธอร้องไห้สะอึกสะอื้นร่างบางสั่นสะท้านด้วยความเจ็บปวดร้าวรานจนแทบไม่อยากหายใจพลันนึกไปถึงอดีตภายในคอนโดกว้างภายในตกแต่งเรียบดูสะอาดตา หญิงสา
๓อุบัติเหตุหญิงสาวผู้เคราะห์ร้ายรับรู้ถึงความเจ็บปวดไปทั้งตัวแต่ที่เจ็บหนักสุดคงเป็นแขนข้างขวาที่รับน้ำหนักเธอไปเต็มๆ ซึ่งตอนนี้มีเลือดซึมออกมาอย่างเห็นได้ชัด“คุณ เดินแบบนี้อยากตายหรือไง” เจ้าของรถเปิดประตูก้าวลงมาต่อว่าเธออย่างหัวเสีย ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผิวขาวจัดแม้จะใส่แว่นดำแต่มองแวบเดียวก็รู้ว่าภายใต้กรอบแว่นนั้นดูดีถึงขั้นหล่อเลยก็ว่าได้ ดารัณญาตวัดสายตาขึ้นมองเขาอย่างโมโห ชนคนอื่นแล้วมาพูดจาแบบนี้อีกทั้งที่ตัวเองเป็นคนผิดแท้ๆ“นี่คุณ ฉันเดินอยู่ทางม้าลายแล้วก็เป็นไฟแดงแล้วด้วย” คนเจ็บเอ่ยเสียงห้วนอย่างไม่พอใจที่เขากล่าวหาว่าเธอรนหาที่ตาย ถึงเธอจะพึ่งถูกแฟนและรุ่นน้องร่วมมือกันหักหลังมาหมาดๆ แต่ดีไซเนอร์สาวก็ยังรักชีวิตตัวเองไม่ได้คิดสั้นอย่างที่เขากล่าวหาแน่นอน นี่มันวันซวยอะไรของฉันกันแน่ หญิงสาวนึกบ่นในใจเขาก้มมองใบหน้าหญิงสาวร่างเล็กเธอแต่งตัวดูมีสไตล์บ่งบอกว่าเป็นคนมั่นใจตนเองสูง มีความเป็นตัวเองขั้นสุด เขาสำรวจคู่กรณีสาวด้วยความโมโหแต่เมื่อทันทีที่เห็นใบหน้าสวยหวานละมุนของคู่กรณีแล้วความโกรธเมื่อครู่นี้และคำต่อว่าที่เตรียมจะพ่นออกไปก็หายวับทันทีเมื่อสบตาเข้ากับดวงตา







